ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

dhammacakkappavattana sutta

ปฐมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในวันเพ็ญเดือน ๘ (วันอาสาฬหบูชา) เพื่อประกาศธรรมจักร การตรัสรู้อริยสัจ ๔ และทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) อันนำไปสู่การบรรลุโสดาบันของท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ทำให้พระรัตนตรัยครบองค์สาม

ลำดับ
๑ ใน ๕
จำนวนบท
๗๐
ประเภท
พระสูตร
เสียงสวด
ยังไม่มี
ขนาดตัวบท

บทนำสวด (ปะริตต๎วานะเมตตัง / หันทะ มะยัง)

  1. อนุสสะริตวา ยานิธะ ภูตานิ วิสาสะมัตตัง,Anussaritvā yānidha bhūtāni visāsamattaṃ,อนึ่ง เหล่าภูตจำพวกใดในโลกนี้ ได้ฟังพระธรรมเทศนานี้แล้ว,
  2. ยักขา ปะกาสิตา จะ เทวะตานัง,Yakkhā pakāsitā ca devatānaṃ,ทั้งพวกยักษ์และเทวดาเหล่าใดที่ได้รับการประกาศแล้ว,
  3. อะนุโมทิตวา สัพเพปิ สะมัคคา หุตวา,Anumoditvā sabbepi samaggā hutvā,ขอภูต ยักษ์ และเทวดาเหล่านั้นทั้งหมดจงพร้อมเพรียงกันอนุโมทนา,
  4. สุขิโน โหตุ สัพเพปิ มะนุสสา,Sukhino hotu sabbepi manussā,และขอให้มนุษย์ทั้งปวงจงเป็นผู้มีความสุขเถิด,
  5. หันทะ มะยัง ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตตะปาฐัง ภะณามะ เส.Handa mayaṃ dhammacakkappavattana-sutta-pāṭhaṃ bhaṇāma se.เชิญเถิด เราทั้งหลายจงสวดบทธัมมจักกัปปวัตตนสูตรกันเถิด.

นิทานกถา และ ที่สุดสองอย่างที่ไม่ควรเสพ

  1. เอวัมเม สุตัง, เอกัง สะมะยัง ภะคะวา, พาราณะสียัง วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะทาเย.Evaṃ me sutaṃ, ekaṃ samayaṃ bhagavā bārāṇasiyaṃ viharati isipatane migadāye.ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้: สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี.
  2. ตัต๎ระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ.Tatra kho bhagavā pañcavaggiye bhikkhū āmantesi.ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุปัญจวัคคีย์มาตรัสว่า:
  3. เท๎วเม ภิกขะเว อันตา ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา,Dve'me bhikkhave antā pabbajitena na sevitabbā,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่สุด ๒ อย่างเหล่านี้ อันผู้บวชไม่พึงเสพ,
  4. โย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค, หีโน คัมโม โปถุชชะนิโก อะนริโย อะตัตถะสัญหิโต,Yo cāyaṃ kāmesu kāmasukhallikānuyogo, hīno gammo pothujjaniko anariyo anatthasañhito,คือการพัวพันด้วยความสุขในกามทั้งหลายนี้ใด เป็นของต่ำต้อย เป็นของชาวบ้าน เป็นของคนกิเลสหนา ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์;
  5. โย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโค, ทุกโข อะนะริโย อะตัตถะสัญหิโต.Yo cāyaṃ attakilamathānuyogo, dukkho anariyo anatthasañhito.และการประกอบความลำบากแก่ตนเปล่านี้ใด ก่อให้เกิดทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์.

มัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง)

  1. เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อุปะคัมมะ มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ สัมโพธินา,Ete te bhikkhave ubho ante anupagamma majjhimā paṭipadā tathāgatena sambuddhā,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลาง ไม่เข้าใกล้ที่สุด ๒ อย่างเหล่านั้น อันตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว,
  2. จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ.Cakkhukaraṇī ñāṇakaraṇī upasamāya abhiññāya sambodhāya nibbānāya saṃvattati.ทำดวงตา ทำญาณทัสสนะให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.
  3. กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ สัมโพธินา,Katamā ca sā bhikkhave majjhimā paṭipadā tathāgatena sambuddhā,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลางนั้น อันตถาคตตรัสรู้แล้ว เป็นไฉน?
  4. จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ.Cakkhukaraṇī ñāṇakaraṇī upasamāya abhiññāya sambodhāya nibbānāya saṃvattati.ทำดวงตา ทำญาณทัสสนะให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน?
  5. อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค,Ayameva ariyo aṭṭhaṅgiko maggo,ทางอันประเสริฐประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล,
  6. เสยยะถีทัง,Seyyathīdaṃ,คือสิ่งเหล่านี้ ได้แก่:
  7. สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป, สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว, สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิ.Sammādiṭṭhi sammāsaṅkappo, sammāvācā sammākammanto sammāājīvo, sammāvāyāmo sammāsati sammāsamādhi.ปัญญาเห็นชอบ ความดำริชอบ, วาจาชอบ การงานชอบ อาชีพชอบ, ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.
  8. อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ สัมโพธินา,Ayaṃ kho sā bhikkhave majjhimā paṭipadā tathāgatena sambuddhā,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลางนี้แล อันตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว,
  9. จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ.Cakkhukaraṇī ñāṇakaraṇī upasamāya abhiññāya sambodhāya nibbānāya saṃvattati.ทำดวงตา ทำญาณทัสสนะให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.

อริยสัจ 4

  1. อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง,Idaṃ kho pana bhikkhave dukkhaṃ ariyasaccaṃ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ (ความจริงอันประเสริฐ คือ ความทุกข์):
  2. ชาติปิ ทุกขา, ชะราปิ ทุกขา, พยาธิปิ ทุกขา, มะระณัมปิ ทุกขัง,Jātipi dukkhā, jarāpi dukkhā, byādhipi dukkho, maraṇampi dukkhaṃ,แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์, แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์, แม้ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์, แม้ความตายก็เป็นทุกข์,
  3. โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา,Sokaparidevadukkhadomanassupāyāsāpi dukkhā,แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์,
  4. อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข, ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข, ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง,Appiyehi sampayogo dukkho, piyehi vippayogo dukkho, yampicchaṃ na labhati tampi dukkhaṃ,ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์, ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์, มีความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์,
  5. สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา.Saṅkhittena pañcupādānakkhandhā dukkhā.ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์.
  6. อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง,Idaṃ kho pana bhikkhave dukkhasamudayo ariyasaccaṃ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทยอริยสัจ (เหตุเกิดแห่งความทุกข์):
  7. ยายัง ตัณหา โปโนพภะวิกา, นันทิราคะสะหะคะตา, ตะต๎ระ ตะต๎ราภินันทินี,Yāyaṃ taṇhā ponobhavikā, nandirāgasahagatā, tatratatrābhinandinī,คือตัณหาอันทำให้มีการเกิดอีก ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยความเพลิดเพลิน ย่อมเพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้นๆ,
  8. เสยยะถีทัง, กามะตัณหา ภะวะตัณหา วิภะวะตัณหา.Seyyathīdaṃ, kāmataṇhā bhavataṇhā vibhavataṇhā.ได้แก่ ตัณหาในกาม (กามตัณหา), ตัณหาในความมีความเป็น (ภวตัณหา), ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น (วิภวตัณหา).
  9. อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง,Idaṃ kho pana bhikkhave dukkhanirodho ariyasaccaṃ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ (ความดับแห่งทุกข์):
  10. โย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ จาโค ปะฏินิสสัคโค มุตติ อะนาละโย.Yo tassāyeva taṇhāya asesavirāganirodho cāgo paṭinissaggo mutti anālayo.คือความดับสละคลายตัณหานั้นโดยไม่เหลือ การสละคืน การปล่อยวาง การพ้นไป และการไม่มีความอาลัยในตัณหานั้น.
  11. อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง,Idaṃ kho pana bhikkhave dukkhanirodhagāminī paṭipadā ariyasaccaṃ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์):
  12. อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค,Ayameva ariyo aṭṭhaṅgiko maggo,ทางอันประเสริฐประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล,
  13. เสยยะถีทัง,Seyyathīdaṃ,คือสิ่งเหล่านี้ ได้แก่:
  14. สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป, สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว, สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิ.Sammādiṭṭhi sammāsaṅkappo, sammāvācā sammākammanto sammāājīvo, sammāvāyāmo sammāsati sammāsamādhi.สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) สัมมากัมมันตะ (การงานชอบ) สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) สัมมาวายามะ (พยายามชอบ) สัมมาสติ (ระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ตั้งใจมั่นชอบ).

ญาณทัสสนะวน ๓ รอบ มีอาการ ๑๒

  1. อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.Idaṃ dukkhaṃ ariyasaccanti me bhikkhave pubbe ananussutesu dhammesu cakkhuṃ udapādi, ñāṇaṃ udapādi, paññā udapādi, vijjā udapādi, āloko udapādi.ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'นี้คือทุกขอริยสัจ'.
  2. ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.Taṃ kho panidaṃ dukkhaṃ ariyasaccaṃ pariññeyyanti me bhikkhave pubbe ananussutesu dhammesu cakkhuṃ udapādi, ñāṇaṃ udapādi, paññā udapādi, vijjā udapādi, āloko udapādi.จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'ก็ทุกขอริยสัจนี้นั้น ควรกำหนดรู้'.
  3. ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญญา ตันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.Taṃ kho panidaṃ dukkhaṃ ariyasaccaṃ pariññātanti me bhikkhave pubbe ananussutesu dhammesu cakkhuṃ udapādi, ñāṇaṃ udapādi, paññā udapādi, vijjā udapādi, āloko udapādi.จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'ก็ทุกขอริยสัจนี้นั้น เราได้กำหนดรู้แล้ว'.
  4. อิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.Idaṃ dukkhasamudayo ariyasaccanti me bhikkhave pubbe ananussutesu dhammesu cakkhuṃ udapādi, ñāṇaṃ udapādi, paññā udapādi, vijjā udapādi, āloko udapādi.จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'นี้คือทุกขสมุทยอริยสัจ'.
  5. ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหาตัพพันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.Taṃ kho panidaṃ dukkhasamudayo ariyasaccaṃ pahātabbanti me bhikkhave pubbe ananussutesu dhammesu cakkhuṃ udapādi, ñāṇaṃ udapādi, paññā udapādi, vijjā udapādi, āloko udapādi.จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'ก็ทุกขสมุทยอริยสัจนี้นั้น ควรละเสีย'.
  6. ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหีนันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.Taṃ kho panidaṃ dukkhasamudayo ariyasaccaṃ pahīnanti me bhikkhave pubbe ananussutesu dhammesu cakkhuṃ udapādi, ñāṇaṃ udapādi, paññā udapādi, vijjā udapādi, āloko udapādi.จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'ก็ทุกขสมุทยอริยสัจนี้นั้น เราละได้แล้ว'.
  7. อิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.Idaṃ dukkhanirodho ariyasaccanti me bhikkhave pubbe ananussutesu dhammesu cakkhuṃ udapādi, ñāṇaṃ udapādi, paññā udapādi, vijjā udapādi, āloko udapādi.จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'นี้คือทุกขนิโรธอริยสัจ'.
  8. ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกาตัพพันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.Taṃ kho panidaṃ dukkhanirodho ariyasaccaṃ sacchikātabbanti me bhikkhave pubbe ananussutesu dhammesu cakkhuṃ udapādi, ñāṇaṃ udapādi, paññā udapādi, vijjā udapādi, āloko udapādi.จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'ก็ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้น ควรทำให้แจ้ง'.
  9. ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกะตันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.Taṃ kho panidaṃ dukkhanirodho ariyasaccaṃ sacchikatanti me bhikkhave pubbe ananussutesu dhammesu cakkhuṃ udapādi, ñāṇaṃ udapādi, paññā udapādi, vijjā udapādi, āloko udapādi.จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'ก็ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้น เราได้ทำให้แจ้งแล้ว'.
  10. อิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.Idaṃ dukkhanirodhagāminī paṭipadā ariyasaccanti me bhikkhave pubbe ananussutesu dhammesu cakkhuṃ udapādi, ñāṇaṃ udapādi, paññā udapādi, vijjā udapādi, āloko udapādi.จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'นี้คือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ'.
  11. ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาเวตัพพันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.Taṃ kho panidaṃ dukkhanirodhagāminī paṭipadā ariyasaccaṃ bhāvetabbanti me bhikkhave pubbe ananussutesu dhammesu cakkhuṃ udapādi, ñāṇaṃ udapādi, paññā udapādi, vijjā udapādi, āloko udapādi.จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้น ควรเจริญให้มาก'.
  12. ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาวิตันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.Taṃ kho panidaṃ dukkhanirodhagāminī paṭipadā ariyasaccaṃ bhāvitanti me bhikkhave pubbe ananussutesu dhammesu cakkhuṃ udapādi, ñāṇaṃ udapādi, paññā udapādi, vijjā udapādi, āloko udapādi.จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า 'ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้น เราได้เจริญให้มากแล้ว'.
  13. ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวันติปะริวัฏฏัง ท๎วาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง นะ สุวิสุทธัง อะโหสิ,Yāvakīvañca me bhikkhave imesu catūsu ariyasaccesu evaṃ tiparivaṭṭaṃ dvādasākāraṃ yathābhūtaṃ ñāṇadassanaṃ na suvisuddhaṃ ahosi,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัญญาเห็นตามเป็นจริงอย่างไร ในอริยสัจ ๔ เหล่านี้ ของเรา ซึ่งมีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ ยังไม่บริสุทธิ์หมดจดดีเพียงใด,
  14. เนวะ ตาวาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพ๎รัหมะเก, สัสสะมะณะพ๎ราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ, อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง.Neva tāvāhaṃ bhikkhave sadevake loke samārake sabrahmake, sassamaṇabrāhmaṇiyā pajāya sadevamanussāya, anuttaraṃ sammāsambodhiṃ abhisambuddho paccaññāsiṃ.ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่ยืนยันว่า ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะและพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น.
  15. ยะโต จะ โข เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวันติปะริวัฏฏัง ท๎วาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง สุวิสุทธัง อะโหสิ,Yato ca kho me bhikkhave imesu catūsu ariyasaccesu evaṃ tiparivaṭṭaṃ dvādasākāraṃ yathābhūtaṃ ñāṇadassanaṃ suvisuddhaṃ ahosi,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่เมื่อใดแล ปัญญาเห็นตามเป็นจริงอย่างไร ในอริยสัจ ๔ เหล่านี้ ของเรา ซึ่งมีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ บริสุทธิ์หมดจดดีแล้ว,
  16. อะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพ๎รัหมะเก, สัสสะมะณะพ๎ราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ, อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง.Athāhaṃ bhikkhave sadevake loke samārake sabrahmake, sassamaṇabrāhmaṇiyā pajāya sadevamanussāya, anuttaraṃ sammāsambodhiṃ abhisambuddho paccaññāsiṃ.เมื่อนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจึงยืนยันว่า ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะและพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์.
  17. ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ, อกุปปา เม วิมุตติ, อะยะมันติมา ชาติ, นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติ.Ñāṇañca pana me dassanaṃ udapādi, akuppā me vimutti, ayamantimā jāti, natthidāni punabbhavoti.ก็ญาณทัสสนะเกิดขึ้นแก่เราว่า 'ความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ความเกิดอีกย่อมไม่มี' ดังนี้.
  18. อิทะมะโวจะ ภะคะวา, อัตตะมะนา ปัญจะวัคคิยา ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุง.Idamavoca bhagavā. attamanā pañcavaggiyā bhikkhū bhagavato bhāsitaṃ abhinanduṃ.พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสธรรมปริยายนี้แล้ว ภิกษุปัญจวัคคีย์ต่างมีใจยินดี เพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

การเกิดธรรมจักษุแก่พระอัญญาโกณฑัญญะ

  1. อิมัส๎มิญจะ ปะนะ เวิยยากะระณัส๎มิง ภัญญะมาเน, อายัส๎มะโต โกณฑัญญัสสะ วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง อุทะปาทิ,Imasmiñca pana veyyākaraṇasmiṃ bhaññamāne āyasmato koṇḍaññassa virajaṃ vītamalaṃ dhammacakkhuṃ udapādi,ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณ์นี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากฝุ่นละออง ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแล้วแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า:
  2. ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ.Yaṃ kiñci samudayadhammaṃ sabbaṃ taṃ nirodhadhammanti.'สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา'.

เทวดาแซ่ซ้องสรรเสริญ และก้องกังวานไปหมื่นโลกธาตุ

  1. ปะวัตติเต จะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเก, ภุมมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง,Pavattite ca bhagavatā dhammacakke bhummā devā saddamanussāvesuṃ,ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศพระธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว ภุมมะเทวดาทั้งหลาย ได้ส่งเสียงป่าวประกาศว่า:
  2. เอตัมภะคะวะตา พาราณะสียัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง,Etaṃ bhagavatā bārāṇasiyaṃ isipatane migadāye anuttaraṃ dhammacakkaṃ pavattitaṃ,'นั่น พระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี,
  3. อัปปะฏิวุตติยัง สะมะเณนะ วา พ๎ราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พ๎รัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัส๎มินติ.Appativattiyaṃ samaṇena vā brāhmaṇena vā devena vā mārena vā brahmunā vā kenaci vā lokasminti.อันสมณะ หรือพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก ไม่พึงให้หมุนกลับได้'.
  4. ภุมมานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา, จาตุมมะหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.Bhummānaṃ devānaṃ saddaṃ sutvā cātummahārājikā devā saddamanussāvesuṃ...เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา ได้ฟังเสียงของภุมมะเทวดาแล้ว ก็ส่งเสียงป่าวประกาศต่อไป...
  5. จาตุมมะหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา, ตาวะติงสา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.Cātummahārājikānaṃ devānaṃ saddaṃ sutvā tāvatiṃsā devā saddamanussāvesuṃ...เทวดาชั้นดาวดึงส์ ได้ฟังเสียงของเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาแล้ว ก็ส่งเสียงป่าวประกาศต่อไป...
  6. ตาวะติงสานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา, ยามา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.Tāvatiṃsānaṃ devānaṃ saddaṃ sutvā yāmā devā saddamanussāvesuṃ...เทวดาชั้นยามา ได้ฟังเสียงของเทวดาชั้นดาวดึงส์แล้ว ก็ส่งเสียงป่าวประกาศต่อไป...
  7. ยามานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา, ตุสิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.Yāmānaṃ devānaṃ saddaṃ sutvā tusitā devā saddamanussāvesuṃ...เทวดาชั้นดุสิต ได้ฟังเสียงของเทวดาชั้นยามาแล้ว ก็ส่งเสียงป่าวประกาศต่อไป...
  8. ตุสิตานัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา, นิมมานะระตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.Tusitānaṃ devānaṃ saddaṃ sutvā nimmānaratī devā saddamanussāvesuṃ...เทวดาชั้นนิมมานรดี ได้ฟังเสียงของเทวดาชั้นดุสิตแล้ว ก็ส่งเสียงป่าวประกาศต่อไป...
  9. นิมมานะระตีนัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา, ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง.Nimmānaratīnaṃ devānaṃ saddaṃ sutvā paranimmitavasavattī devā saddamanussāvesuṃ...เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ได้ฟังเสียงของเทวดาชั้นนิมมานรดีแล้ว ก็ส่งเสียงป่าวประกาศต่อไป...
  10. ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีนัง เทวานัง สัททัง สุต๎วา, พ๎รัหมะกายิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง,Paranimmitavasavattīnaṃ devānaṃ saddaṃ sutvā brahmakāyikā devā saddamanussāvesuṃ,พรหมหมู่พรหมกายิกา ได้ฟังเสียงของเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดีแล้ว ก็ส่งเสียงป่าวประกาศก้องขึ้นว่า:
  11. เอตัมภะคะวะตา พาราณะสียัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง,Etaṃ bhagavatā bārāṇasiyaṃ isipatane migadāye anuttaraṃ dhammacakkaṃ pavattitaṃ,'นั่น พระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี,
  12. อัปปะฏิวุตติยัง สะมะเณนะ วา พ๎ราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พ๎รัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัส๎มินติ.Appativattiyaṃ samaṇena vā brāhmaṇena vā devena vā mārena vā brahmunā vā kenaci vā lokasminti.อันสมณะ หรือพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก ไม่พึงให้หมุนกลับได้'.
  13. อิติหะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ มุหุตเตนะ, ยาวะ พ๎รัหมะโลกา สัทโท อัพภุคคัจฉิ.Itiha tena khaṇena tena muhuttena yāva brahmalokā saddo abbhuggacchi.ดังนี้แล โดยชั่วขณะเดียว ชั่วครู่เดียวนั้น เสียงป่าวประกาศก้องได้กระฉ่อนขึ้นไปถึงพรหมโลก.
  14. อะยัญจะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุ, สังกัมปิ สัมปะกัมปิ สัมปะเวธิ,Ayañca dasasahassī lokadhātu saṅkampi sampakampi sampavedhi,ทั้งหมื่นโลกธาตุนี้ ก็สะเทือนสะท้านไหวหวั่นก้องกังวาน,
  15. อัปปะมาโณ จะ อุฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุระโหสิ, อะติกกัมมะ เทวานัง เทวานุภาวัง.Appamāṇo ca uḷāro obhāso loke pāturahosi, atikkamma devānaṃ devānubhāvaṃ.ทั้งแสงสว่างอย่างใหญ่หาประมาณมิได้ ปรากฏขึ้นแล้วในโลก ล่วงอานุภาพของเหล่าเทวดาทั้งหลายเสียหมด.
  16. อะถะ โข ภะคะวา อุทา นัง อุทาเนสิ, อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ, อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญติ,Atha kho bhagavā udānaṃ udānesi, aññāsi vata bho koṇḍañño, aññāsi vata bho koṇḍaññoti,ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งอุทานว่า 'ผู้เจริญ! โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ! ผู้เจริญ! โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ!',
  17. อิติหิทัง อายัส๎มะโต โกณฑัญญัสสะ, อัญญาโกณฑัญโญ ต๎เววะ นามัง อะโหสีติ.Itihidaṃ āyasmato koṇḍaññassa aññākoṇḍaññotveva nāmaṃ ahosīti.ด้วยเหตุนี้ นามว่า 'อัญญาโกณฑัญญะ' (โกณฑัญญะผู้รู้แล้ว) นี้แล จึงได้มีแก่ท่านพระโกณฑัญญะ ดังนี้แลฯ
บาลี
ยังไม่ได้ทานกับต้นฉบับ
คำแปล
ยังไม่ได้ทานกับต้นฉบับ

ที่มาในพระไตรปิฎก

  • สํ. ม. ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ๑๙/๑๖๖๔/๕๒๘ (SN 56.11)
  • วินย. มหาวรรค ปัญจวัคคียกถา ๔/๑๓/๑๔

ที่มาของสำนวน

  • สัมพุทธสาสนวินิจฉัย / คู่มือทำวัตรสวดมนต์ — ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

    Pali & Text: สัมพุทธสาสนวินิจฉัย / หนังสือคู่มือทำวัตรสวดมนต์ฉบับวัดป่าและฉบับหลวง; Cross-check บาลีโรมันกับ SuttaCentral (SN 56.11 Dhammacakkappavattana Sutta)