ภาษาไทย ฉบับหลวง
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
ภาษาไทย ฉบับหลวง
[๒๒๑] ทันตปุรนคร เป็นมหานครของแคว้นกาลิงคะโปตนนคร เป็นมหานครของแคว้นอัสสกะมาหิสสตินคร เป็นมหานคร ของแคว้นอวันตี โรรุกนคร เป็นมหานครของแคว้นโสจิระมิถิลา นคร เป็นมหานครแห่ง แคว้นวิเทหะ จัมปานครสร้างในแคว้น อังคะ พาราณสีนคร เป็นมหานครแห่ง แคว้นกาสี พระนคร เหล่านี้ ท่านโควินทพราหมณ์สร้าง ฯ
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
[๒๒๑] ทนฺตปุรํ กาลิงฺคานํ อสฺสกานญฺจ โปตนํ มาหิสฺสติ ๕ อวนฺตีนํ โสจิรานญฺจ ๖ โรรุกํ มิถิลา จ วิเทหานํ จมฺปา องฺเคสุ มาปิตา พาราณสี จ กาสีนํ เอเต โควินฺทมาปิตาติ ฯ
ภาษาไทย ฉบับหลวง
[๒๒๒] ครั้งนั้น กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นั้น ทรงดีพระทัยมีความดำริ บริบูรณ์ด้วย ลาภของตนๆ ว่า สิ่งใดที่เราทั้งหลายอยากได้ หวัง ประสงค์ ปรารถนายิ่ง เราทั้งหลายก็ได้ สิ่งนั้นแล้วหนอ ฯ
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
[๒๒๒] อถโข โภ เต ฉ ขตฺติยา ยถาสเกน ลาเภน อตฺตมนา อเหสุํ ปริปุณฺณสงฺกปฺปา ยํ วต โน อโหสิ อิจฺฉิตํ ยํ อากงฺขิตํ อธิปฺเปตํ ยํ อภิปตฺถิตํ ตํ โน ลทฺธนฺติ ฯ
ภาษาไทย ฉบับหลวง
[๒๒๓] กษัตริย์เหล่านั้น ทรงพระนามว่า สัตตภูพระองค์ ๑ พรหมทัต พระองค์ ๑ เวสสภูพระองค์ ๑ ภรตพระองค์ ๑ เรณูพระองค์ ๑ ธตรถ ๒ พระองค์ รวมพระมหากษัตริย์ผู้ทรง พระราชภาระ ๗ พระองค์ ในกาลนั้น ฯ จบภาณวารที่หนึ่ง
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
[๒๒๓] สตฺตภู พฺรหฺมทตฺโต จ เวสฺสภู ภรโต สห เรณุ เทฺว ธตรฏฺฐา จ ตทาสุํ สตฺต ภารวาติ ๑ ฯ ปฐมภาณวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ
ภาษาไทย ฉบับหลวง
[๒๒๔] ครั้งนั้น กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นั้น เสด็จเข้าไปหามหาโควินท พราหมณ์ถึง ที่อยู่ แล้วตรัสว่า ดูกรท่านผู้เจริญ ขอท่านโควินทพราหมณ์ จงเป็น สหายที่รัก ที่เจริญใจ โปรดปรานของข้าพเจ้าทั้งหลาย ดังท่านโควินท์เป็นสหาย ที่รัก ที่เจริญใจโปรดปราน ของพระเจ้า เรณูเถิด ขอจงสั่งสอนข้าพเจ้าทั้งหลาย อย่าบอกคืนในการสั่งสอนข้าพเจ้าทั้งหลายเลย มหา โควินทพราหมณ์รับสนอง พระดำรัสของกษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นั้น ผู้ได้มูรธาภิเษกแล้วว่า อย่างนั้น พระ เจ้าข้า ฯ ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์ จึงสอนพระราชาผู้กษัตริย์ ๗ พระองค์ ผู้ได้มูรธาภิเษก แล้ว ที่ตนพึงสั่งสอนด้วยราชกิจ แลบอกมนต์กะพราหมณ์ มหาศาล ๗ คน และเหล่าข้า ราชบริพาร ๗๐๐ ฯ ครั้งนั้น สมัยต่อมา เกียรติศัพท์อันงามของมหาโควินทพราหมณ์ ขจร ไปอย่างนี้ว่า มหาโควินทพราหมณ์ อาจเห็นพรหม อาจสนทนา ปราศรัย ปรึกษากับพรหม ครั้งนั้น มหา โควินทพราหมณ์มีความดำริว่า เกียรติศัพท์อันงาม ของเราขจรไปอย่างนี้ว่า มหาโควินทพราหมณ์ อาจเห็นพรหม อาจสนทนา ปราศรัย ปรึกษากับพรหม ก็เราไม่ได้เห็นพรหม ไม่ได้สนทนา ปราศรัย ปรึกษากับพรหม แต่เราได้สดับความข้อนี้มาต่อพราหมณ์ผู้เฒ่า ผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์ และปาจารย์ พูดกันว่า ผู้ใดหลีกออกเร้นอยู่ เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือน ในฤดูฝน ผู้นั้น ย่อมเห็นพรหม ย่อมสนทนา ปราศรัย ปรึกษากับพรหมได้ ถ้ากระนั้น เราพึงหลีกออกเร้น เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือนในฤดูฝนเถิด ฯ ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์ จึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเรณูถึงที่ประทับ แล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เกียรติศัพท์อันงามของข้าพระพุทธเจ้าขจรไป อย่างนี้ว่า มหาโควินท พราหมณ์ อาจเห็นพรหม อาจสนทนา ปราศรัย ปรึกษา กับพรหมได้ ก็ข้าพระพุทธเจ้ามิได้เห็น พรหม มิได้สนทนาปราศรัย ปรึกษากับ พรหม แต่ว่าข้าพระพุทธเจ้าได้สดับความข้อนี้มาต่อ พราหมณ์ ผู้เฒ่า ผู้แก่ ผู้เป็น อาจารย์และปาจารย์ พูดกันว่า ผู้ใดหลีกออกเร้นอยู่ เพ่งกรุณา ฌานอยู่ตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน ผู้นั้นย่อมเห็นพรหม ย่อมสนทนาปราศรัย ปรึกษากับพรหมได้ ข้าพระพุทธเจ้าปรารถนาจะหลีกออกเร้น เพ่งกรุณาฌานตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน ใครๆ ไม่พึง เข้าไปหาข้าพระพุทธเจ้า นอกจากคนนำอาหารไปให้คนเดียว พระ เจ้าเรณูรับสั่งว่า ท่านมหา โควินทพราหมณ์ย่อมสำคัญกาลอันควรในบัดนี้เถิด ฯ ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์เข้าไปเฝ้ากษัตริย์ ๖ พระองค์นั้น แล้ว กราบทูลว่า ข้า แต่พระองค์ผู้เจริญ เกียรติศัพท์อันงามของข้าพระพุทธเจ้าขจรไป อย่างนี้ว่า มหาโควินทพราหมณ์ อาจเห็นพรหม อาจสนทนา ปราศรัย ปรึกษา กับพรหมได้ ก็ข้าพระพุทธเจ้ามิได้เห็นพรหม มิได้สนทนา ปราศรัย ปรึกษา กับพรหม แต่ว่าข้าพระพุทธเจ้าได้สดับความข้อนี้มาต่อพราหมณ์ผู้เฒ่า ผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์พูดกันว่า ผู้ใดหลีกออกเร้นอยู่ เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน ผู้นั้นย่อมเห็นพรหม ย่อมสนทนา ปราศรัย ปรึกษากับพรหมได้ ข้าพระ พุทธเจ้าปรารถนาจะหลีกออกเร้น เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน ใครๆ ไม่พึงเข้าไป หาข้าพระพุทธเจ้า นอกจากคนนำอาหารไปให้คนเดียว กษัตริย์ ทั้ง ๖ พระองค์นั้น ตรัสว่า ท่าน โควินทพราหมณ์ย่อมสำคัญกาลอันควรใน บัดนี้เถิด ฯ ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์ เข้าไปหาพราหมณ์มหาศาล ๗ คน และ เหล่าข้าราช บริพาร ๗๐๐ ถึงที่อยู่ แล้วกล่าวว่า ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย เกียรติศัพท์ อันงามของข้าพเจ้าขจร ไปอย่างนี้ว่า มหาโควินทพราหมณ์อาจเห็นพรหม อาจ สนทนา ปราศรัย ปรึกษากับพรหมได้ ก็ข้าพเจ้ามิได้เห็นพรหม มิได้สนทนา ปราศรัย ปรึกษากับพรหม แต่ว่า ข้าพเจ้าได้สดับความ ข้อนี้มาต่อพราหมณ์ ผู้เฒ่า ผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์พูดกันว่า ผู้ใดหลีกออกเร้นอยู่ เพ่งกรุณา ฌาน อยู่ ตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน ผู้นั้น ย่อมเห็นพรหม ย่อมสนทนา ปราศรัย ปรึกษา กับพรหมได้ ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงทำการสาธยายมนต์ตามที่สดับมาแล้ว ตามที่เรียนมาแล้วโดยพิสดาร และจงบอกมนต์ให้แก่กันและกัน ข้าพเจ้าปรารถนา จะหลีกออกเร้น เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือน ในฤดูฝน ใครๆ ไม่พึงเข้าไป หาข้าพเจ้า นอกจากคนนำอาหารไปให้คนเดียว พราหมณ์ มหาศาลและเหล่า ข้าราชบริพารเหล่านั้นกล่าวว่า ท่านโควินทพราหมณ์ย่อมสำคัญกาลอันควรใน บัดนี้เถิด ฯ ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์ เข้าไปหาภรรยา ๔๐ คน ผู้เสมอกันที่อยู่ แล้วกล่าวว่า ดูกรนางผู้เจริญทั้งหลาย เกียรติศัพท์อันงามของฉัน ขจรไปอย่างนี้ว่า มหาโควินทพราหมณ์อาจ เห็นพรหม อาจสนทนาปราศรัย ปรึกษากับพรหมได้ ก็ฉันมิได้เห็นพรหม มิได้สนทนาปราศรัย ปรึกษากับพรหม แต่ว่า ฉันได้สดับ ความข้อนี้มาต่อพราหมณ์ ผู้เฒ่า ผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์และ ปาจารย์พูดกันว่า ผู้ใด หลีกออกเร้นอยู่ เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือน ในฤดูฝนผู้นั้นย่อมเห็น พรหม ย่อมสนทนาปราศรัย ปรึกษากับพรหมได้ ฉันปรารถนาจะหลีกออกเร้น เพ่งกรุณา ฌาน อยู่ตลอด ๔ เดือน ในฤดูฝน ใครๆ ไม่พึงเข้าไปหาฉัน นอกจากคนนำอาหาร ไปให้คนเดียว ภรรยาเหล่านั้นกล่าวว่า ท่านโควินทพราหมณ์ย่อมสำคัญกาลอันควร ในบัดนี้เถิด ฯ ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์ จึงให้สร้างสัณฐาคารใหม่โดยทิศบูรพา แห่งนคร แล้ว หลีกออกเร้นอยู่ เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือน ในฤดูฝน ใครๆ ไม่เข้าไปหา นอกจากคน นำอาหารไปให้คนเดียว ครั้งนั้น พอล่วง ๔ เดือน ในวันนั้นเอง มหาโควินทพราหมณ์มีความระอา ความท้อใจว่า ก็เราได้สดับความ ข้อนี้มาต่อพราหมณ์ ผู้เฒ่า ผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์ พูดกันว่า ผู้ใดหลีกออก เร้นอยู่ เพ่งกรุณาฌานอยู่ตลอด ๔ เดือน ในฤดูฝน ผู้นั้นย่อมเห็นพรหม ย่อม สนทนา ปราศรัย ปรึกษากับพรหมได้ แต่เราก็มิได้เห็นพรหม มิได้สนทนา ปราศรัย ปรึกษากับพรหม ฯ ครั้งนั้น สนังกุมารพรหม ทราบความปริวิตกแห่งใจของมหาโควินท พราหมณ์ ด้วยใจ แล้ว จึงหายไปในพรหมโลก มาปรากฏเฉพาะหน้ามหาโควินท พราหมณ์ เหมือนบุรุษมีกำลัง เหยียดแขนที่คู้ออก หรือคู้แขนที่เหยียดเข้า ฉะนั้น ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์มีความกลัว หวาดเสียว ขนลุกชูชัน เพราะเห็น รูปที่ไม่เคยเห็น ครั้งนั้น มหาโควินทพราหมณ์ กลัว หวาดเสียว ขนลุกชูชัน ได้กล่าวกะสนังกุมารพรหมด้วยคาถาว่า
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
[๒๒๔] อถโข โภ เต ฉ ขตฺติยา เยน มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา มหาโควินฺทํ พฺราหฺมณํ เอตทโวจุํ ยถา โข ภวํ โภ โควินฺโท เรณุสฺส รญฺโญ สหาโย ปิโย มนาโป อปฺปฏิกูโล เอวเมว โข ภวํ โควินฺโท พฺราหฺมโณ อมฺหากํปิ สหาโย ปิโย มนาโป อปฺปฏิกูโล อนุสาสตุ โน ภวํ โควินฺโท พฺราหฺมโณ มา โน ภวํ โควินฺโท พฺราหฺมโณ อนุสาสนิยา ปจฺจพฺยาหาสีติ ฯ เอวํ โภติ โข โภ ๒ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ เตสํ ฉนฺนํ ขตฺติยานํ มุทฺธาภิสิตฺตานํ ๓ ปจฺจสฺโสสิ ฯ อถโข โภ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ อนุสาสนิยา ๔ สตฺต จ ราชาโน ขตฺติเย มุทฺธาภิสิตฺเต รชฺเชน ๕ อนุสาสิ สตฺต จ พฺราหฺมณมหาสาเล สตฺต จ นฺหาตกสตานิ มนฺเต วาเจสิ ฯ อถโข โภ มหาโควินฺทสฺส พฺราหฺมณสฺส อปเรน สมเยน เอวํกลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉิ สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมานํ ปสฺสติ สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ ฯ อถโข โภ มหาโควินฺทสฺส พฺราหฺมณสฺส เอตทโหสิ มยฺหํ โข เอวํกลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมานํ ปสฺสติ สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ น โข ปนาหํ พฺรหฺมานํ ปสฺสามิ น พฺรหฺมุนา สากจฺเฉมิ น พฺรหฺมุนา สลฺลเปมิ ๑ น พฺรหฺมุนา มนฺเตมิ สุตํ โข ปน เมตํ พฺราหฺมณานํ วุฑฺฒานํ มหลฺลกานํ อาจริยปาจริยานํ ภาสมานานํ โย วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลียติ กรุณํ ฌานํ ฌายติ โส พฺรหฺมานํ ปสฺสติ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ ยนฺนูนาหํ วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลีเยยฺยํ กรุณํ ฌานํ ฌาเยยฺยนฺติ ฯ อถโข มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ เยน เรณุ ราชา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เรณณ ราชานํ เอตทโวจ มยฺหํ โข โภ เอวํกลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมานํ ปสฺสติ สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ น โข ปนาหํ โภ พฺรหฺมานํ ปสฺสามิ น พฺรหฺมุนา สากจฺเฉมิ น พฺรหฺมุนา สลฺลเปมิ น พฺรหฺมุนา มนฺเตมิ สุตํ โข ปน เมตํ พฺราหฺมณานํ วุฑฺฒานํ มหลฺลกานํ อาจริยปาจริยานํ ภาสมานานํ โย วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลียติ กรุณํ ฌานํ ฌายติ โส พฺรหฺมานํ ปสฺสติ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ อิจฺฉามหํ โภ วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลียิตุํ กรุณํ ฌานํ ฌายิตุํ นมฺหิ เกนจิ อุปสงฺกมิตพฺโพ อญฺญตฺร เอเกน ภตฺตาหาเรนาติ ๓ ฯ ยสฺสทานิ ภวํ โควินฺโท กาลํ มญฺญตีติ ฯ อถโข มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ เยน เต ฉ ขตฺติยา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เต ฉ ขตฺติเย เอตทโวจ มยฺหํ โข โภ เอวํกลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมานํ ปสฺสติ สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ น โข โภ ปนาหํ พฺรหฺมานํ ปสฺสามิ น พฺรหฺมุนา สากจฺเฉมิ น พฺรหฺมุนา สลฺลเปมิ น พฺรหฺมุนา มนฺเตมิ สุตํ โข ปน เมตํ พฺราหฺมณานํ วุฑฺฒานํ มหลฺลกานํ อาจริยปาจริยานํ ภาสมานานํ โย วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลียติ กรุณํ ฌานํ ฌายติ โส พฺรหฺมานํ ปสฺสติ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ อิจฺฉามหํ โภ วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลียิตุํ กรุณํ ฌานํ ฌายิตุํ นมฺหิ เกนจิ อุปสงฺกมิตพฺโพ อญฺญตฺร เอเกน ภตฺตาหาเรนาติ ฯ ยสฺสทานิ ภวํ โควินฺโท กาลํ มญฺญตีติ ฯ อถโข โภ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ เยน สตฺต จ พฺราหฺมณมหาสาลา สตฺต จ นฺหาตกสตานิ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา สตฺต จ พฺราหฺมณมหาสาเล สตฺต จ นฺหาตกสตานิ เอตทโวจ มยฺหํ โข โภ เอวํกลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมานํ ปสฺสติ สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ น โข ปนาหํ โภ พฺรหฺมานํ ปสฺสามิ น พฺรหฺมุนา สากจฺเฉมิ น พฺรหฺมุนา สลฺลเปมิ น พฺรหฺมุนา มนฺเตมิ สุตํ โข ปน เมตํ พฺราหฺมณานํ วุฑฺฒานํ มหลฺลกานํ อาจริยปาจริยานํ ภาสมานานํ โย วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลียติ กรุณํ ฌานํ ฌายติ โส พฺรหฺมานํ ปสฺสติ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ เตนหิ โภ ยถาสุเต ยถาปริยตฺเต มนฺเต วิตฺถาเรน สชฺฌายํ กโรถ อญฺญมญฺญญฺจ มนฺเต วาเจถ อิจฺฉามหํ โภ วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลียิตุํ กรุณํ ฌานํ ฌายิตุํ นมฺหิ เกนจิ อุปสงฺกมิตพฺโพ อญฺญตฺร เอเกน ภตฺตาหาเรนาติ ฯ ยสฺสทานิ ภวํ โควินฺโท กาลํ มญฺญตีติ ฯ อถโข โภ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ เยน จตฺตารีสา ภริยา สาทิสิโย เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา จตฺตารีสา ภริยา สาทิสิโย เอตทโวจ มยฺหํ โข โภติ เอวํกลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมานํ ปสฺสติ สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ น โข ปนาหํ โภติ พฺรหฺมานํ ปสฺสามิ น พฺรหฺมุนา สากจฺเฉมิ น พฺรหฺมุนา สลฺลเปมิ น พฺรหฺมุนา มนฺเตมิ สุตํ โข ปน เมตํ พฺราหฺมณานํ วุฑฺฒานํ มหลฺลกานํ อาจริยปาจริยานํ ภาสมานานํ โย วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลียติ กรุณํ ฌานํ ฌายติ โส พฺรหฺมานํ ปสฺสติ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ อิจฺฉามหํ โภติ วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลียิตุํ กรุณํ ฌานํ ฌายิตุํ นมฺหิ เกนจิ อุปสงฺกมิตพฺโพ อญฺญตฺร เอเกน ภตฺตาหาเรนาติ ฯ ยสฺสทานิ ภวํ โควินฺโท กาลํ มญฺญตีติ ฯ อถโข โภ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ ปุรตฺถิเมน นครสฺเสว นวํ สณฺฐาคารํ ๑ การาเปตฺวา วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลียิ กรุณํ ฌานํ ฌายิ ฯ นาสฺส ๒ โกจิ อุปสงฺกมติ ๓ อญฺญตฺร เอเกน ภตฺตาหาเรนาติ ๔ ฯ อถโข โภ มหาโควินฺทสฺส พฺราหฺมณสฺส จตุนฺนํ มาสานํ อจฺจเยน อหุเทว อุกฺกณฺฐนา อหุ ปริตสฺสนา สุตํ โข ปเนตํ พฺราหฺมณานํ วุฑฺฒานํ มหลฺลกานํ อาจริยปาจริยานํ ภาสมานานํ โย วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลียติ กรุณํ ฌานํ ฌายติ โส พฺรหฺมานํ ปสฺสติ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ น โข ปนาหํ พฺรหฺมานํ ปสฺสามิ น พฺรหฺมุนา สากจฺเฉมิ น พฺรหฺมุนา สลฺลเปมิ น พฺรหฺมุนา มนฺเตมีติ ฯ อถโข โภ พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร มหาโควินฺทสฺส พฺราหฺมณสฺส เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส สมฺมิญฺชิตํ วา พาหํ ปสาเรยฺย ปสาริตํ วา พาหํ สมฺมิญฺเชยฺย เอวเมว พฺรหฺมโลเก อนฺตรหิโต มหาโควินฺทสฺส พฺราหฺมณสฺส สมฺมุเข ปาตุรโหสิ ฯ อถโข โภ มหาโควินฺทสฺส พฺราหฺมณสฺส อหุเทว ภยํ อหุ ฉมฺภิตตฺตํ อหุ โลมหํโส ยถาตํ อทิฏฺฐปุพฺพํ รูปํ ทิสฺวา ฯ อถโข โภ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ ภีโต สํวิคฺโค โลมหฏฺฐชาโต พฺรหฺมานํ สนงฺกุมารํ คาถาย อชฺฌภาสิ