บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
ภาษาไทย ฉบับหลวง
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
[๔๐] อถโข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ ชรามรณํ น โหติ กิสฺส นิโรธา ชรามรณนิโรโธติ ฯ อถโข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย ชาติยา โข อสติ ชรามรณํ น โหติ ชาตินิโรธา ชรามรณนิโรโธติ ฯ อถโข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ ชาติ น โหติ กิสฺส นิโรธา ชาตินิโรโธติ ฯ อถโข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย ภเว โข อสติ ชาติ น โหติ ภวนิโรธา ชาตินิโรโธติ ฯ อถโข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ ภโว น โหติ กิสฺส นิโรธา ภวนิโรโธติ ฯ อถโข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย อุปาทาเน โข อสติ ภโว น โหติ อุปาทานนิโรธา ภวนิโรโธติ ฯ อถโข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ อุปาทานํ น โหติ กิสฺส นิโรธา อุปาทานนิโรโธติ ฯ อถโข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย ตณฺหาย โข อสติ อุปาทานํ น โหติ ตณฺหานิโรธา อุปาทานนิโรโธติ ฯ อถโข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ ตณฺหา น โหติ กิสฺส นิโรธา ตณฺหานิโรโธติ ฯ อถโข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย เวทนาย โข อสติ ตณฺหา น โหติ เวทนานิโรธา ตณฺหานิโรโธติ ฯ อถโข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ เวทนา น โหติ กิสฺส นิโรธา เวทนานิโรโธติ ฯ อถโข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย ผสฺเส โข อสติ เวทนา น โหติ ผสฺสนิโรธา เวทนานิโรโธติ ฯ อถโข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ ผสฺโส น โหติ กิสฺส นิโรธา ผสฺสนิโรโธติ ฯ อถโข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย สฬายตเน โข อสติ ผสฺโส น โหติ สฬายตนนิโรธา ผสฺสนิโรโธติ ฯ อถโข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ สฬายตนํ น โหติ กิสฺส นิโรธา สฬายตนนิโรโธติ ฯ อถโข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย นามรูเป โข อสติ สฬายตนํ น โหติ นามรูปนิโรธา สฬายตนนิโรโธติ ฯ อถโข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ นามรูปํ น โหติ กิสฺส นิโรธา นามรูปนิโรโธติ ฯ อถโข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย วิญฺญาเณ โข อสติ นามรูปํ น โหติ วิญฺญาณนิโรธา นามรูปนิโรโธติ ฯ อถโข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ วิญฺญาณํ น โหติ กิสฺส นิโรธา วิญฺญาณนิโรโธติ ฯ อถโข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย นามรูเป โข อสติ วิญฺญาณํ น โหติ นามรูปนิโรธา วิญฺญาณนิโรโธติ ฯ อถโข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ อธิคโต โข มฺยายํ มคฺโค ๑ โพธาย ๒ ยทิทํ นามรูปนิโรธา วิญฺญาณนิโรโธ วิญฺญาณนิโรธา นามรูปนิโรโธ นามรูปนิโรธา สฬายตนนิโรโธ สฬายตนนิโรธา ผสฺสนิโรธา ผสฺสนิโรธา เวทนานิโรโธ เวทนานิโรธา ตณฺหานิโรโธ ตณฺหานิโรธา อุปาทานนิโรโธ อุปาทานนิโรธา ภวนิโรโธ ภวนิโรธา ชาตินิโรโธ ชาตินิโรธา ชรามรณํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา นิรุชฺฌนฺติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหติ ฯ นิโรโธ นิโรโธติ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ฯ
ภาษาไทย ฉบับหลวง
[๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ ได้ทรงพระดำริว่า เมื่อ อะไรไม่มีเล่าหนอ ชราและมรณะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชราและมรณะ จึงดับ ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล การตรัสรู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติไม่มี ชราและ มรณะย่อมไม่มี เพราะชาติดับ ชรา และมรณะจึงดับ ดังนี้ ได้มีแล้วแก่พระวิปัสสี โพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัยโดยอุบาย อันแยบคาย ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไรไม่มีเล่า หนอ ชาติจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชาติจึงดับ ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล การตรัสรู้ด้วยปัญญา ว่า เมื่อภพไม่มีชาติย่อมไม่มี เพราะภพดับ ชาติจึงดับ ดังนี้ ได้มี แล้วแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัยโดยอุบายอันแยบคาย ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไรไม่มีเล่าหนอ ภพจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ภพจึงดับ ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล การตรัสรู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อ อุปาทานไม่มี ภพย่อมไม่มี เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ดังนี้ ได้มีแล้วแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัยโดยอุบาย อันแยบคาย ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไรไม่มี เล่าหนอ อุปาทานจึงไม่มี เพราะอะไรดับ อุปาทานจึงดับ ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล การตรัสรู้ ด้วยปัญญาว่า เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานย่อมไม่มี เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ดังนี้ ได้มีแล้ว แก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัย โดยอุบายอันแยบคาย ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไร ไม่มี เล่าหนอ ตัณหาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ตัณหาจึงดับ ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล การตรัสรู้ด้วย ปัญญาว่า เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาย่อมไม่มี เพราะเวทนาดับ ตัณหา จึงดับ ดังนี้ ได้มีแล้วแก่ พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัยโดยอุบายอันแยบคาย ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไร ไม่มี เล่าหนอ เวทนาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ เวทนาจึงดับ ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล การตรัสรู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาย่อมไม่มี เพราะผัสสะดับ เวทนา จึงดับ ดังนี้ ได้มีแล้วแก่ พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัย โดยอุบายอันแยบคาย ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไร ไม่มี เล่าหนอ ผัสสะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ผัสสะจึงดับ ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล การตรัสรู้ด้วย ปัญญาว่า เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะย่อมไม่มี เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ ดังนี้ ได้มี แล้วแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัย โดยอุบายอันแยบคาย ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไรไม่มี เล่าหนอ สฬายตนะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ สฬายตนะจึงดับ ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล การ ตรัสรู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะย่อมไม่มี เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ ดังนี้ ได้มีแล้วแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำ ไว้ในพระทัยโดยอุบายอันแยบคาย ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไร ไม่มีเล่าหนอ นามรูปจึงไม่มี เพราะอะไรดับ นามรูปจึงดับ ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล การตรัสรู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปย่อมไม่มี เพราะวิญญาณดับ นาม รูปจึงดับ ดังนี้ ได้มีแล้วแก่พระ วิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัย โดยอุบายอันแยบคาย ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เมื่ออะไรไม่เล่าหนอ วิญญาณจึงไม่มี เพราะอะไรดับ วิญญาณจึงดับ ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล การตรัสรู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อนามรูปไม่มี วิญญาณย่อมไม่มี เพราะนามรูปดับ วิญญาณ จึงดับ ดังนี้ ได้มีแล้วแก่พระวิปัสสี โพธิสัตว์ เพราะทรงกระทำไว้ในพระทัยโดยอุบาย อันแยบคาย ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อแต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า หนทาง เพื่อความ ตรัสรู้นี้เราได้บรรลุแล้วแล คือเพราะนามรูปดับ วิญญาณจึงดับ เพราะ วิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนา จึงดับ เพราะเวทนาจึงดับ ตัณหาดั เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึง ดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรามรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ โดย ไม่เหลือ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีได้ด้วยประการฉะนี้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปรีชา ความรู้แจ้งชัด แสงสว่างว่า นิโรธๆ (ความดับๆ ) ดังนี้ ได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ ในธรรมทั้งหลายที่พระองค์ มิได้สดับ มาแล้วในกาลก่อนเลย ฯ