๒. มหานิทานสูตร

บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ

[57] Evamme sutaṃ . ekaṃ samayaṃ bhagavā kurūsu viharati kammāsadammaṃ nāma kurūnaṃ nigamo . athakho āyasmā ānando yena bhagavā tenupasaṅkami upasaṅkamitvā bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ nisīdi . ekamantaṃ nisinno kho āyasmā ānando bhagavantaṃ etadavoca acchariyaṃ bhante abbhūtaṃ bhante yāvagambhīro cāyaṃ bhante paṭiccasamuppādo gambhīrāvabhāso ca atha ca pana me uttānakuttānako viya khāyatīti . mā hevaṃ ānanda avaca mā hevaṃ ānanda avaca gambhīro cāyaṃ paṭiccasamuppādo gambhīrāvabhāso ca . etassa ānanda dhammassa ananubodhā appaṭivedhā evamayaṃ pajā tantākulakajātā guṇagaṇṭhikajātā muñjapabbajabhūtā apāyaṃ duggatiṃ vinipātaṃ saṃsāraṃ nātivattati. {57.1} Atthi idappaccayā jarāmaraṇanti iti puṭṭhena satā ānanda atthītissa vacanīyaṃ . kiṃpaccayā jarāmaraṇanti iti ce vadeyya jātipaccayā jarāmaraṇanti iccassa vacanīyaṃ. {57.2} Atthi idappaccayā jātīti iti puṭṭhena satā ānanda atthītissa vacanīyaṃ . kiṃpaccayā jātīti iti ce vadeyya bhavapaccayā jātīti iccassa vacanīyaṃ. {57.3} Atthi idappaccayā bhavoti iti puṭṭhena satā ānanda atthītissa Vacanīyaṃ . kiṃpaccayā bhavoti iti ce vadeyya upādānapaccayā bhavoti iccassa vacanīyaṃ. {57.4} Atthi idappaccayā upādānanti iti puṭṭhena satā ānanda atthītissa vacanīyaṃ . kiṃpaccayā upādānanti iti ce vadeyya taṇhāpaccayā upādānanti iccassa vacanīyaṃ. {57.5} Atthi idappaccayā taṇhāti iti puṭṭhena satā ānanda atthītissa vacanīyaṃ . kiṃpaccayā taṇhāti iti ce vadeyya vedanāpaccayā taṇhāti iccassa vacanīyaṃ. {57.6} Atthi idappaccayā vedanāti iti puṭṭhena satā ānanda atthītissa vacanīyaṃ . kiṃpaccayā vedanāti iti ce vadeyya phassapaccayā vedanāti iccassa vacanīyaṃ. {57.7} Atthi idappaccayā phassoti iti puṭṭhena satā ānanda atthītissa vacanīyaṃ . kiṃpaccayā phassoti iti ce vadeyya nāmarūpapaccayā phassoti iccassa vacanīyaṃ. {57.8} Atthi idappaccayā nāmarūpanti iti puṭṭhena satā ānanda atthītissa vacanīyaṃ . kiṃpaccayā nāmarūpanti iti ce vadeyya viññāṇapaccayā nāmarūpanti iccassa vacanīyaṃ. {57.9} Atthi idappaccayā viññāṇanti iti puṭṭhena satā ānanda atthītissa vacanīyaṃ . kiṃpaccayā viññāṇanti iti ce vadeyya nāmarūpapaccayā viññāṇanti iccassa vacanīyaṃ. {57.10} Iti kho ānanda nāmarūpapaccayā viññāṇaṃ viññāṇapaccayā nāmarūpaṃ nāmarūpapaccayā phasso phassapaccayā vedanā vedanāpaccayā taṇhā taṇhāpaccayā upādānaṃ upādānapaccayā bhavo bhavapaccayā Jāti jātipaccayā jarāmaraṇaṃ sokaparidevadukkhadomanassupāyāsā sambhavanti. Evametassa kevalassa dukkhakkhandhassa samudayo hoti.

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๕๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้: สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ณ กุรุชนบท มีนิคมของชาวกุรุ นามว่า กัมมาส ทัมมะ ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึง ที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วถวาย อภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลความข้อนี้กะ พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมา ข้าแต่ พระองค์ ผู้เจริญ ปฏิจจสมุบาทนี้ลึกซึ้งสุดประมาณ และปรากฏเป็นของลึก ก็แหละถึงจะเป็น เช่นนั้น ก็ยังปรากฏแก่ข้าพระองค์ เหมือนเป็นของตื้นนัก ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธออย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ เธออย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ ปฏิจจสมุบาทนี้ ลึกซึ้งสุดประมาณและปรากฏเป็นของลึก ดูกรอานนท์ เพราะไม่รู้จริง เพราะ ไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมอันนี้ หมู่สัตว์นี้ จึงเกิดเป็นผู้ยุ่งประดุจด้ายของช่างหูก เกิดเป็นปม ประหนึ่งกระจุกด้าย เป็นผู้เกิดมาเหมือนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง จึงไม่พ้นอุบาย ทุคติ วินิบาต สงสาร ดูกรอานนท์ เมื่อเธอถูกถามว่า ชรามรณะ มีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึง ตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ชรามรณะมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีชาติเป็นปัจจัย เมื่อ เธอถูกถามว่า ชาติมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ชาติมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีภพเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า ภพมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ภพมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีอุปาทานเป็น ปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า อุปาทานมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขา ถามว่า อุปาทานมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีตัณหาเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า ตัณหามีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ตัณหามี อะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีเวทนาเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า เวทนามี สิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า เวทนามีอะไรเป็นปัจจัย เธอ พึงตอบว่า มีผัสสะเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า ผัสสะมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอ พึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ผัสสะมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีนามรูป เป็นปัจจัย เมื่อเธอถูก ถามว่า นามรูปมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้า เขาถามว่า นามรูปมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีวิญญาณเป็นปัจจัย เมื่อ เธอถูกถามว่า วิญญาณมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า วิญญาณมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีนามรูปเป็นปัจจัย ดูกร อานนท์ เพราะนามรูปเป็นปัจจัยดังนี้แล จึงเกิดวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิด นามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงเกิดผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิด เวทนา เพราะเวทนาเป็น ปัจจัยจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็น ปัจจัย จึงเกิดชรามรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัส อุปายาส ฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ฯ

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๒๗

ที่มาและฉบับอื่นของ “๒. มหานิทานสูตร”