บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
ภาษาไทย ฉบับหลวง
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
[248] Vande te pitaraṃ bhadde timbaruṃ suriyavacchase yena jātāsi kalyāṇī ānandajananī mama. Vātova sedataṃ kanto pānīyaṃva pipāsato aṅgiraṃsī piyā mesi dhammo arahataṃ iva. Āturasseva bhesajjaṃ bhojanaṃva jighacchato parinibbāpayi bhadde jalantamiva vārinā. Sītodakaṃ pokkharaṇiṃ yuttaṃ kiñjakkhareṇunā nāgo ghammābhitattova ogāhe te thanūdaraṃ. Accaṅkusova nāgo ca jitaṃ me tuttatomaraṃ kāraṇaṃ nappajānāmi sammatto lakkhaṇūruyā. Tayi gadhitacittosmi cittaṃ vipariṇāmitaṃ paṭiggantuṃ na sakkomi vaṅkaghattova ambujo. Vāmūru saja maṃ bhadde saja maṃ mandalocane palissaja maṃ kalyāṇi etaṃ me abhipatthitaṃ. Appako vata me santo kāmo vellitakesiyā anekabhāvo samapādi arahanteva dakkhiṇā. Yaṃ me atthi kataṃ puññaṃ arahantesu tādisu taṃ me sabbaṅgakalyāṇi tayā saddhiṃ vipaccataṃ. Yaṃ me atthi kataṃ puññaṃ asmiṃ paṭhavimaṇḍale taṃ me sabbaṅgakalyāṇi tayā saddhiṃ vipaccataṃ. Sakyaputtova jhānena ekodi nipako sato amataṃ muni jigiṃsāno tamahaṃ suriyavacchase. Yathāpi muni nandeyya patvā sambodhimuttamaṃ evaṃ nandeyyaṃ kalyāṇi missabhāvaṃ gato tayā. Sakko ce me varaṃ dajjā tāvatiṃsānamissaro tāhaṃ bhadde vareyyāhe evaṃ kāmo daḷho mama. Sālaṃva na ciraṃ phullaṃ pitaraṃ te sumedhase vandamāno namassāmi yassāsetādisī pajāti.
ภาษาไทย ฉบับหลวง
[๒๔๘] ดูกรแม่ภัททาสุริยวัจฉสา ฉันขอไหว้ท้าวติมพรุบิดาเธอ โดยเหตุที่เธอเกิด เป็นนางงาม ปลูกความปลื้มให้แก่ฉัน เหมือนลม เป็นที่ปรารถนาของผู้มี เหงื่อ หรือน้ำดื่มเป็นที่ปรารถนาของผู้ ระหาย เธอผู้จำรัสโฉม เป็นที่รัก ของฉัน คล้ายกันกับธรรม เป็นที่รักของเหล่าพระอรหันต์ฉะนั้น ขอเธอ ช่วยดับความ เร่าร้อน เหมือนช่วยวางยาคนไข้ผู้กระสับกระส่าย หรือให้ โภชนะแก่ผู้หิว หรือดับไฟที่ลุกอยู่ด้วยน้ำ ขอให้ฉันซบลงจด ณ ถันและ อุทรของเธอ เหมือนช้างผู้ร้อนจัดในหน้าร้อน หยั่งลง สระโบกขรณี มีน้ำ เย็นประกอบด้วยละอองแห่งเกสรดอกปทุม ฉะนั้น ฉันมึนเมาแล้ว เพราะช่วงขาอันสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ไม่รู้สึกถึงเหตุการณ์ เหมือนช้าง เหลือขอ ไม่ยอมรับรู้แหลน และหอกซัด ด้วยถือว่าตนชนะแล้ว ฉะนั้น ฉันมีใจจดจ่อในเธอ ฉันไม่อาจกลับดวงจิตที่แปรปรวนไปแล้ว เหมือนปลา ที่กลืนเบ็ด เสียแล้ว ฉะนั้น นางผู้เจริญ ขอเธอเอาขาซ้ายกระหวัดฉันไว้ ขอ เธอผู้มีดวงตาอันอ่อนหวาน จงกระหวัดฉันไว้ ขอเธอผู้งดงามจง สวม กอดฉัน นั่น เป็นข้อที่ฉันปรารถนายิ่งนัก ความใคร่ของ ฉันในเธอผู้มีผมเป็นลูกคลื่น ถึงจะมีน้อยก็เกิดผลมาก เหมือน ทักษิณาที่ถวายในพระ อรหันต์ ฉะนั้น บุญอันใดที่ฉันได้ทำไว้ แล้วในพระอรหันต์ผู้คงที่ มีอยู่ ดูกรนางผู้งามทั่วสรรพางค์ ขอบุญอันนั้นของฉัน จงอำนวยผลแก่ฉัน พร้อม กับด้วยเธอ บุญอันใดที่ฉันได้ทำไว้ในปฐพีมณฑลนี้ มีอยู่ ดูกรนางผู้งาม พร้อม ขอบุญอันนั้นของฉันจงอำนวยผลแก่ฉัน พร้อมกับด้วยเธอ ดูกร แม่สุริยวัจฉสา ฉันปรารถนาเธอเหมือนพระศากย บุตรพุทธเจ้า ทรงเข้า ฌานอยู่พระองค์เดียว มีพระปัญญารักษา พระองค์ ทรงมีพระสติ เป็นมุนี ทรงแสวงหาอมตะ พระผู้ จอมปราชญ์ได้บรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุด แล้ว พึงชื่นชม ฉันใด เธอผู้งดงาม ถ้าฉันได้อยู่ร่วมกับเธอ ก็จะพึง ชื่นชม ฉันนั้น ถ้าท้าวสักกะผู้เป็นอิสระของพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ จะ ประทานพรแก่ฉันไซร้ ฉันจะพึงเลือกเอาเธอเป็นแท้ ความอยากได้ของฉัน มั่นคงถึงเพียงนี้ ดูกรแม่ผู้เฉลียวฉลาด ท่าน ผู้ใดมีธิดาเช่นนี้ ฉันขอ น้อมไหว้ท่านผู้นั้น ซึ่งเป็นบิดาของเธอ ซึ่งเป็นประดุจสาลพฤกษ์เผล็ด ดอกไม่นาน ฉะนั้น ฯ
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
[249] Evaṃ vutte bhagavā pañcasikhaṃ gandhabbaputtaṃ etadavoca Saṃsandati kho te pañcasikha tantissaro gītassarena gītassaro ca tantissarena neva pana te pañcasikha tantissaro gītassaraṃ ativattati na gītassaro ca tantissaraṃ kadā saṃyūḷhā pana te pañcasikha imā gāthā buddhūpasañhitā dhammūpasañhitā saṅghūpasañhitā arahantūpasañhitā kāmūpasañhitāti . ekamidāhaṃ bhante samayaṃ bhagavā uruvelāyaṃ viharati najjā nerañjarāya tīre ajapālanigrodhe paṭhamābhisambuddho . tena kho panāhaṃ bhante samayena bhaddā nāma suriyavacchasā timbaruno gandhabbarañño dhītā tamābhikaṅkhāmi. {249.1} Sā kho pana bhante bhaginī parakāminī hoti sikhaṇḍi nāma mātalissa saṅgāhakassa putto tamābhikaṅkhati . yato kho ahaṃ bhante taṃ bhaginiṃ nālatthaṃ kenaci pariyāyena athāhaṃ veḷuvapaṇḍuvīṇaṃ ādāya yena timbaruno gandhabbarañño nivesanaṃ tenupasaṅkamiṃ upasaṅkamitvā veḷuvapaṇḍuvīṇaṃ assāvesiṃ imā [4]- gāthā abhāsiṃ buddhūpasañhitā dhammūpasañhitā saṅghūpasañhitā arahantūpasañhitā kāmūpasañhitā vande te pitaraṃ bhadde timbaruṃ suriyavacchase yena jātāsi kalyāṇī ānandajananī mama. .pe. Sālaṃva na ciraṃ phullaṃ pitaraṃ te sumedhase vandamāno namassāmi yassāsetādisī pajāti.
ภาษาไทย ฉบับหลวง
[๒๔๙] เมื่อปัญจสิขคันธรรพบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ ตรัสกะปัญจ สิขคันธรรพบุตรว่า ดูกรปัญจสิขะ เสียงสายของท่านเทียบได้กับ เสียงเพลงขับ และเสียงเพลง ขับของท่านเทียบได้กับเสียงสาย ก็เสียงสายของ ท่าน ไม่เกินเสียงเพลงขับ และเสียงเพลง ขับ ไม่เกินเสียงสาย ก็คาถาเหล่านี้ อันเกี่ยวด้วยพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พระอรหันต์ และกาม ท่าน ประพันธ์ขึ้นเมื่อไร ฯ ปัญจสิขคันธรรพบุตรทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ประพันธ์ ขึ้นเมื่อสมัยที่ พระผู้มีพระภาคแรกตรัสรู้ ประทับอยู่ใต้ต้นไม้อชปาลนิโครธ แทบ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในอุรุเวลา ประเทศ ก็สมัยนั้น ข้าพระองค์ได้รักใคร่ธิดาของ ท้าวติมพรุคันธรรพราชผู้มีนามว่า ภัททาสุริย วัจฉสา แต่นางรักใคร่กับผู้อื่นเสีย คือรักใคร่บุตรของมาตลีสังคาหกเทวบุตร นามว่า สิขัณฑิ เมื่อข้าพระองค์ไม่ได้ นางนั้นโดยปริยายอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว จึงถือเอาพิณมีสีเหลืองดังผลมะตูม เข้า ไปยังนิเวศน์ของท้าวติมพรุคันธรรพราช ครั้นแล้วจึงถือพิณมีสีเหลืองดังผลมะตูม บรรเลงขึ้น และได้กล่าวคาถาเหล่านี้ อันเกี่ยวด้วยพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พระอรหันต์ และ กามว่าดูกรแม่ภัททาสุริยวัจฉสา ฉันขอไหว้เท้าติมพรุบิดาเธอ โดยเหตุ ที่เธอเกิด เป็นนางงาม ปลูกความปลื้มให้แก่ฉัน ฯลฯ ดูกรแม่ ผู้เฉลียวฉลาด ท่าน ผู้ใดมีธิดาเช่นนี้ ฉันขอน้อมไหว้ท่านผู้นั้น ซึ่งเป็นบิดาของเธอ ซึ่งเป็น ประดุจสาลพฤกษ์เผล็ดดอกไม่นาน ฉะนั้น ฯ