ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สิริกาฬกัณณิชาดก
ชาดกที่ ๓๘๒ · ฉักกนิบาตชาดก · อาวาริยวรรค

สิริกาฬกัณณิชาดก

ว่าด้วยสิริกับกาฬกรรณี

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๖๙ · บรรทัด ๓๙๕๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสิริกาฬกัณณิชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๒ จาก ๒

เรื่องเล่า

บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า ฑํสสิรึสเป จ เหลือบเขาเรียกว่า ฑํสะ อีกอย่างหนึ่ง กำเนิดแมลงวันทุกชนิด เทพธิดาประสงค์เอาว่า ฑํสะ ในที่นี้. กำเนิดสัตว์เลื้อยคลานเรียกว่า สิรึสปะ. ทิ้งเหลือบทั้งสัตว์เลื้อยคลาน ชื่อว่า ฑํสสิรึสปะ ในเหลือบและสัตว์เลื้อยคลานนั้น. มีคำอธิบายไว้ว่า ชายมหาเศรษฐีคนใด เมื่อมีความหนาว ความร้อน ลม แดด หรือเหลือบและสัตว์เลื้อยคลานถึงถูกอันตรายเหล่านี้มีความหนาวเป็นต้นเบียดเบียนอยู่ ก็ครอบงำคือย่ำยี อันตรายแม้ทั้งหมดนี้ คืออันตรายแม้เหล่านี้มีความหนาวเป็นต้น และความกระหายมากไว้ได้ ได้แก่ไม่คำนึงถึงอันตรายนี้ เหมือนหญ้าแล้วประกอบ คือประกอบตนเป็นไปในกรรมของตนเนือง ๆ มีกสิกรรมและพาณิชยกรรมเป็นต้น และในทานและศีลเป็นต้นทั้งคืนทั้งวัน. บทว่า กาลาคตญฺจ ความว่า ไม่ให้กิจทั้งหลายมีกิจกรรมเป็นต้นเสื่อมเสีย. ไปในเวลาทำกสิกรรมเป็นต้น และไม่ให้เสื่อมเสียประโยชน์ ที่จะนำความสุขมาให้ในปัจจุบันและภายภาคข้างหน้า แยกประเภทเป็นการบริจาคทรัพย์เป็นต้น ในกาลทั้งหลายมีการบริจาคทรัพย์ การรักษาศีลและการฟังธรรมเป็นต้น คือทำงานในเวลาที่ควรทำนั่นเอง. ชายเศรษฐีคนนั้นเป็นที่พอใจของดิฉันและดิฉันจะอยู่ประจำกับชายคนนั้น. บทว่า อกฺโกธโน ได้แก่ผู้ประกอบด้วยอธิวาสนขันติ คือความอดทนที่ยับยั้งอารมณ์ไว้ได้. บทว่า มิตฺตวา ได้แก่ผู้ประกอบด้วยกัลยาณมิตร. บทว่า จาควา ได้แก่ผู้ประกอบด้วยการบริจาคทรัพย์. บทว่า สงฺคาหโก ได้แก่ผู้ทำการสงเคราะห์มิตร การสงเคราะห์ด้วยอามิสและการสงเคราะห์ด้วยธรรม. บทว่า สขิโล ได้แก่เป็นผู้มีวาจาอ่อนหวาน. บทว่า สณฺหวาโจ ได้แก่เป็นผู้มีถ้อยคำสละสลวย. บทว่า มหตฺตปตฺโตปิ นิวาตวุตฺติ ความว่า ถึงแม้จะดำรงตำแหน่งใหญ่คืออิสริยยศที่กว้างขวาง แต่ก็ไม่ผยองด้วยยศ ถ่อมตนทำตามโอวาทของบัณฑิต. บทว่า ตสฺสาห โปเส ความว่า ดิฉันเป็นคนกว้างขวางสำหรับชายคนนั้น. บทว่า วิปุลา ภวามิ ความว่า เราไม่ใช่คนเล็ก ความจริงชายนั้นเป็นพื้นฐานของสิริอันยิ่งใหญ่ บทว่า อุมฺมี สมุทฺทสฺส ยถาปิ วณฺณํ ส่องความว่าอุปมาเสมือนหนึ่งว่า ลูกคลื่นที่ทยอยกันมาจะปรากฏแก่คนที่มองดูสีของมหาสมุทร เหมือนกะใหญ่โต ฉันใด ดิฉันก็ฉันนั้นเป็นเสมือนใหญ่โตในเพราะคน ๆ นั้น. บทว่า อาวี รโห ความว่าทั้งต่อหน้าทั้งลับหลัง. บทว่า สงฺคหเมว วตฺเต ความว่า เขาให้สังคหธรรมทั้ง ๔ อย่างนั่นแหละเป็นไป คือเป็นไปคือทั่วถึงในบุคคลนั้น แยกประเภทเป็นมิตรเป็นต้น. บทว่า น วชฺชา ความว่า ผู้ใดครั้งไร คือในกาลไหนไม่พึงกล่าวคำหยาบ คือเป็นผู้มีถ้อยคำไพเราะเท่านั้น. บทว่า มตสฺส ชีวสฺส ความว่า บุคคลนั้นตายแล้วก็ตามมีชีวิตอยู่ก็ตามดิฉันก็ภักดีต่อ. สิริเทพธิดาแสดงว่า ดิฉันคบหาคนเช่นนั้นทั้งในโลกนี้ทั้งในโลกหน้า. บทว่า เอเตส โย ความว่า บุคคลใดประมาทคือลืมคุณความดีแม้อย่างเดียว บรรดาคุณความดีเหล่านี้ คือคุณความดีที่ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังมีการครอบงำความหนาวได้เป็นต้น อธิบายว่า ไม่เพียรประกอบบ่อย ๆ ซึ่งคุณนั้น. บทว่า สิริ มีปาฐะถึง ๓ อย่าง คือ กนฺตา สิรี, กนฺตสิริ และ กนฺตํ สิริ แปลว่าสิริที่น่าใคร่. ด้วยอำนาจปาฐะทั้ง ๓ เหล่านั้น มีการประกอบเนื้อความดังต่อไปนี้ บุคคลใดได้สิริแล้ว คิดว่า สิริของเราที่น่าใคร่ ดำรงอยู่แล้วตามฐานะ ย่อมประมาทคือลืมคุณความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาคุณความดีเหล่านี้. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลใดปรารถนาสิริเหมือนคนที่มีสิริที่น่าใคร่ ได้คุณความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาคุณความดีเหล่านั้นแล้วจึงประมาท. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลใดได้สิริน่าใคร่ น่าชอบใจแล้วจึงประมาท คุณความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาคุณความดีเหล่านี้. บทว่า อปฺปปญฺโ ได้แก่ไม่มีปัญญา. บทว่า ตํ ทิตฺตรูปํ วิสเม จรนฺตํ ความว่า ดิฉันเว้นคนที่มีสภาพร้อนรนประพฤติไม่สม่ำเสมอ มีกายทุจริตเป็นต้น เป็นประเภทเหมือนมนุษย์หรือบุคคลผู้มีความสะอาดโดยกำเนิด เว้นหลุมคูถแต่ไกลฉะนั้น. บทว่า อญฺโ อญฺสฺส การโก ความว่า เป็นเช่นนี้ ชายที่ชื่อว่า สร้างโชคสร้างเคราะห์ให้คนอื่นไม่มี ผู้ใดผู้หนึ่งก็สร้างโชคหรือเคราะห์ให้แก่ตนดังนี้.

พระมหาสัตว์ครั้นกล่าวถามอย่างนี้ และได้ฟังคำตอบของสิริเทพธิดาแล้วชื่นชม จึงได้กล่าวว่า แท่นเตียงนอนนี้เหมาะสมสำหรับเธอและที่นั่งก็เหมาะสมสำหรับเธอทีเดียว เพราะฉะนั้น ขอเชิญนั่งบนที่นั่งและนอนบนแท่นเถิด. นางอยู่ ณ ที่นั้นแล้วรุ่งเช้าก็ออกไปที่เทวโลกชั้นจาตุมมหาราชิกา ได้อาบน้ำที่สระอโนดาดก่อน. ที่นอนแม้แห่งนั้นจึงเกิดมีชื่อว่า สิริสยนะ เพราะว่านางสิริเทพธิดาใช้นอนก่อนคนอื่น. นี้คือวงศ์ประวัติของสิริสยนะ คือที่นอนที่เป็นมิ่งขวัญ. ด้วยเหตุนี้เขาจึงเรียกกันว่าสิริสยนะ ที่นอนที่เป็นมิ่งขวัญมาจนตราบเท่าทุกวันนี้.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประมวลชาดกไว้ว่า สิริเทพธิดาในครั้งนั้น ได้แก่พระอุบลวรรณา ในบัดนี้ส่วนสุจิปริวารเศรษฐีคือเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาสิริกาลกรรณิชาดกที่ ๗

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๒ / ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๗๔–๘๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ฉักกนิบาตชาดก · ๘๔ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๘๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๗. สิริกาฬกัณณิชาดก (๓๘๒)

ว่าด้วยสิริกับกาฬกัณณี

(เศรษฐีโพธิสัตว์สนทนากับกาฬกัณณีเทพธิดาว่า)

[๔๐]

ใครหนอมีผิวพรรณดำ ทั้งไม่น่ารัก ไม่น่าดู

เธอเป็นใคร เป็นลูกสาวของใคร ฉันจะรู้จักเธอได้อย่างไร

(กาฬกัณณีเทพธิดากล่าวว่า)

[๔๑]

ดิฉันเป็นลูกสาวของท้าววิรูปักขมหาราช

เป็นคนโหดร้าย มีผิวดำ ไร้ปัญญา

เทพทั้งหลายรู้จักดิฉันว่ากาฬกัณณี

ดิฉันขอท่านจงให้โอกาส

ดิฉันขออาศัยอยู่ในสำนักของท่าน

(เศรษฐีโพธิสัตว์กล่าวว่า)

[๔๒]

เธอตกลงปลงใจในชายผู้มีปกติเช่นไร

มีความประพฤติเช่นไร

แม่กาฬี ฉันถามแล้ว เธอจงตอบ

ฉันจะรู้จักเธอได้อย่างไร

(กาฬกัณณีเทพธิดาได้บอกคุณของตนว่า)

[๔๓]

ชายใดมักลบหลู่คุณท่าน ตีเสมอ

แข่งดี ริษยา ตระหนี่ และโอ้อวด

ทำทรัพย์ที่ได้มาแล้วให้พินาศไป ดิฉันรักใคร่ชายนั้น

(กาฬกัณณีเทพธิดากล่าวต่อไปว่า)

[๔๔]

ชายใดมักโกรธ ผูกโกรธ พูดส่อเสียด

มักทำลายมิตรภาพ มีวาจาเสียดแทง พูดวาจาหยาบคาย

ดิฉันรักใคร่ชายนั้นยิ่งกว่าชายคนแรก

[๔๕]

ชายที่ไม่รู้จักประโยชน์ของตนว่า

งานนี้ควรทำวันนี้ งานนี้ควรทำพรุ่งนี้

ถูกสั่งสอนก็พาลโกรธ ซ้ำยังดูหมิ่นคนที่ดีกว่าตัว

[๔๖]

ชายใดมัวเมาด้วยการเล่นเป็นประจำ

ทั้งยังกำจัดมิตรทั้งหมดไปเสีย

ดิฉันรักใคร่ชายนั้น จะมีความสุขกับเขา

(พระโพธิสัตว์ติเตียนกาฬกัณณีเทพธิดานั้นว่า)

[๔๗]

แม่กาฬี เธอจงไปจากที่นี้เสียเถิด

เรื่องเช่นนี้ไม่มีในพวกเรา

เธอจงไปยังชนบท นิคม และราชธานีอื่นๆ เถิด

(กาฬกัณณีเทพธิดาได้ฟังดังนั้นไม่พอใจ จึงกล่าวว่า)

[๔๘]

เรื่องนั้นแม้ดิฉันก็ทราบดีว่า เรื่องเช่นนี้ไม่มีอยู่ในพวกท่าน

แต่คนโง่ทั้งหลายที่รวบรวมทรัพย์ไว้เป็นจำนวนมาก

ก็ยังมีอยู่ในโลก

ส่วนดิฉันและเทพพี่ชายของดิฉันทั้ง ๒ คน

ช่วยกันผลาญทรัพย์นั้นจนหมดสิ้น

(พระโพธิสัตว์เห็นสิริเทพธิดา จึงกล่าวว่า)

[๔๙]

ใครหนอมีผิวพรรณทิพย์ ยืนเรียบร้อยอยู่บนแผ่นดิน

เธอเป็นใคร เป็นลูกสาวของใคร ฉันจะรู้จักเธอได้อย่างไร

(สิริเทพธิดาได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า)

[๕๐]

ดิฉันเป็นลูกสาวของท้าวธตรัฏฐมหาราชผู้มีสิริ

ดิฉันชื่อสิริลักษมี เทพทั้งหลายรู้จักดิฉันว่า

เป็นผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน

ดิฉันขอท่านจงให้โอกาส

ดิฉันขออาศัยอยู่ในสำนักของท่าน

(เศรษฐีโพธิสัตว์กล่าวว่า)

[๕๑]

เธอตกลงปลงใจในชายผู้มีปกติวิเช่นไร

มีความประพฤติเช่นไร

แม่ลักษมี ฉันถามแล้ว เธอจงตอบ

ฉันจะรู้จักเธอได้อย่างไร

(สิริเทพธิดากล่าวว่า)

[๕๒]

ชายใดชนะอันตรายทั้งปวงได้

คือ ความหนาว ความร้อน

ลม แดด เหลือบ ยุง สัตว์เลื้อยคลาน

ความหิว และความกระหายได้

ทำการงานทุกอย่างติดต่อตลอดวันตลอดคืน

ไม่ทำประโยชน์ที่เป็นไปตามกาลให้เสื่อมเสียไปด้วย

ดิฉันพอใจชายนั้นและจะตกลงปลงใจกับเขา

[๕๓]

ชายใดไม่มักโกรธ เป็นกัลยาณมิตร เสียสละ

สมบูรณ์ด้วยศีล ไม่โอ้อวด ซื่อตรง

สงเคราะห์ มีวาจาไพเราะอ่อนหวาน

ถึงจะเป็นใหญ่ก็ถ่อมตน

ดิฉันจะเป็นหญิงมีสิริอันไพบูลย์ในชายนั้น

เหมือนคลื่นที่ปรากฏแก่ผู้มองดูท้องทะเล

[๕๔]

อีกอย่างหนึ่ง ชายใดสงเคราะห์บุคคล

ทั้งที่เป็นมิตรหรือศัตรู ทั้งชั้นสูง เสมอกัน หรือต่ำกว่า

ทั้งที่ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์

ทั้งในที่แจ้งหรือที่ลับ

ชายใดไม่พูดจาหยาบคายไม่ว่าในกาลไหนๆ

ดิฉันจะเป็นของชายนั้นถึงแม้จะตายแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม

[๕๕]

บุคคลใดไร้ปัญญา ได้สิริที่น่าใคร่แล้ว

ลืมคุณความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง

บรรดาคุณความดีที่ได้กล่าวแล้วเหล่านั้น

ดิฉันเว้นบุคคลนั้นซึ่งมีสภาพร้อนรน

ประพฤติไม่เสมอต้นเสมอปลาย

เหมือนคนที่มีนิสัยรักความสะอาดเว้นห่างไกลหลุมคูถ

[๕๖]

บุคคลย่อมสร้างความมีโชคด้วยตนเอง

ย่อมสร้างความไม่มีโชคด้วยตนเอง

คนอื่นจะทำความมีโชคและความไม่มีโชคให้คนอื่นหาได้ไม่

สิริกาฬกัณณิชาดกที่ ๗ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๓๘๑. มิคาโลปชาดกชาดกถัดไป๓๘๓. กุกกุฏชาดก