ภัททสาลชาดก
ว่าด้วยการบำเพ็ญประโยชน์แก่ญาติ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๖๑๓ · บรรทัด ๖๔๑๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๓
เรื่องเล่า
จำเดิมแต่นั้นท่านตัดสินโดยชอบ ครั้งนั้นพวกผู้ตัดสินความเก่า ๆ เมื่อไม่ได้สินบนต่างมีรายได้น้อย พากันยุแหย่ในราชสกุลว่า พันธุละปรารถนาราชสมบัติ พระราชาทรงสดับถ้อยคำของพวกนั้นไม่สามารถจะข่มพระทัยได้ ทรงดำริว่าเมื่อเราจะให้ฆ่าพันธุละนี้ ในพระนครนี้ทีเดียวเล่า ความครหาจักบังเกิดได้ทรงพระดำริต่อไปว่า ต้องแต่งคนให้ไปปล้นชายแดน แล้วส่งให้ไปปราบพวกนั้น เวลายกกลับก็ให้คนฆ่าเสียทั้งพวกลูกในระหว่างทาง ครั้นทรงดำริแล้วรับสั่งให้หาท่านพันธุละมาเฝ้า ตรัสสั่งใช้ว่า ข่าวว่า ชายแดนกำเริบ ท่านกับบุตรของท่านจงไปจับพวกโจรทีเถิด แล้วทรงให้มหาโยธา แม้เหล่าอื่นที่สามารถไปกับท่านพันธุละและบุตรเหล่านั้น ด้วยทรงดำรัสว่า พวกเจ้าจงตัดศีรษะของเขากับลูกทั้ง ๓๒ คนเสีย ณ ที่นั้นให้จงได้ แล้วนำมาเถิด ครั้นท่านไปถึงชายแดนเท่านั้น พวกโจรที่แต่งไปพากันกล่าวว่า ได้ยินข่าวว่า ท่านเสนาบดีกำลังยกมา พากันหนีไปสิ้น ท่านจัดการให้ประเทศสงบราบคาบ ตั้งชนบทได้แล้วยกกลับ ครั้งนั้นเหล่าโจรนั้น พากันตัดศีรษะของท่านกับลูก ๆเสียในที่ไม่ไกลจากเมือง วันนั้น นางมัลลิกานิมนต์พระอัครสาวกกับภิกษุ ๕๐๐รูป. ตอนเช้ามีคนนำหนังสือมาให้นางว่า สามีกับบุตรถูกโยธาเหล่านั้นตัดศีรษะเสียแล้ว นางทราบเรื่องนั้นแล้ว ไม่พูดอะไรแก่ใคร ๆ เก็บหนังสือไว้ในชายพก คงอังคาสพระภิกษุอยู่เรื่อยไป ครั้งนั้นพวกคนใช้ของนาง ถวายภัตตาหารแด่ภิกษุแล้ว ยกถาดเนยใสมา ทำถาดแตกต่อหน้าพระเถระทั้งหลายพระธรรมเสนาบดีกล่าวว่า อุบาสิกา สิ่งที่มีความแตกเป็นธรรมดาแตกไปแล้วไม่ต้องเสียใจ นางนำหนังสือออกมาจากชายพก กราบเรียนว่า คนนำหนังสือนี้มาให้ดิฉัน พ่อกับลูก ๓๒ คนถูกตัดศีรษะเสียแล้ว ดิฉันแม้จะได้ฟังเรื่องนี้ยังไม่เสียใจเลย ก็เมื่อถาดเนยใสนี้แตกไป จะต้องเสียใจทำไมเจ้าค่ะ.
พระธรรมเสนาบดีกล่าวคำมีอาทิว่า (ชีวิต มรณ) ไม่มีนิมิตไม่มีใครรู้แสดงธรรมแล้วลุกจากอาสนะไปพระวิหาร ฝ่ายนางให้เรียกลูกสะใภ้ ๓๒ นางมาสั่งสอนว่า สามีของพวกเธอปราศจากความผิดต่างได้รับผลแห่งกรรมที่ทำไว้ในปางก่อนของตน พวกเธออย่าเศร้าโศกเลย อย่ากระทำใจประทุษร้ายในพระราชาเลย จารบุรุษของพระราชาฟังคำนั้น พากันกราบทูลความที่คนเหล่านั้น หาโทษมิได้แก่พระราชา พระราชาทรงสลดพระทัยเสด็จไปสู่ที่อยู่ของนาง ทรงขอขมาโทษกะนางมัลลิกา และสะใภ้ของนางแล้วประทานพรแก่นางมัลลิกา นางกราบทูลว่า พระพรเป็นอันหม่อมฉันรับพระราชทานใส่เกล้าใส่กระหม่อมพะยะค่ะ เมื่อพระราชาเสด็จไปแล้วจัดถวายมตกภัตรสนานกายเข้าเฝ้าพระราชา กราบทูลว่า ขอเดชะ พระองค์ผู้สมมุติเทพเจ้า พระองค์พระราชทานพรแก่หม่อมฉันไว้ หม่อมฉันมิได้มีความต้องการอย่างอื่น ขอพระองค์ทรงพระกรุณาอนุญาตให้หม่อนฉันและสะใภ้ ๓๒ คนไปสู่ตระกูลเดิมเถิด พระเจ้าข้า พระราชาทรงรับคำของนางนางส่งลูกสะใภ้ ๓๒ คน ไปสู่ตระกูลของตน ๆ ตนเองก็ได้ไปสู่เรือนแห่งตระกูลของตน ณ กุสินารานคร ฝ่ายพระราชาก็พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่หลานของท่านพันธุละเสนาบดี ชื่อ ฑีฆการายนะ ส่วนเขาดำริว่า พระราชาองค์นี้ฆ่าลุงของเราเสีย คอยหาช่องแก้แค้นแก่พระราชาอยู่เรื่อย พระราชาตั้งแต่รับสั่งให้ฆ่าท่านพันธุละผู้ปราศจากความผิดแล้ว ก็ทรงมีแต่ความเร่าร้อนพระหฤทัย มิทรงได้รับความชื่นใจ ไม่ทรงได้ความสุขในราชสมบัติเลยครั้งนั้นพระศาสดาทรงอาศัยนิคมชื่อว่าเวตตนุปปันนกุละ ประทับอยู่ พระราชาเสด็จไป ณ นิคมนั้น ทรงตั้งค่ายพักไม่ไกลพระอาราม เสด็จไปสู่พระวิหารด้วยราชบริพารมาก ด้วยทรงพระดำริจะถวายบังคมพระศาสดา ประทานเบญจราชกกุธภัณฑ์แก่ทีฆการายนะ ลำพังพระองค์เดียวเท่านั้น เสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎี เรื่องทั้งหมดพึงทราบตามแนวธัมมเจติยสูตรนั้นแล.
ครั้น พระองค์เสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎี ทีฆการายนะถือเอาราชกกุธภัณฑ์เหล่านั้น กระทำวิฏฏุภกุมารให้เป็นพระราชา ทิ้งม้าไว้ตัวหนึ่ง หญิงที่จะปรนนิบัติผู้หนึ่ง สำหรับพระราชา ได้ไปสู่พระนครสาวัตถี พระราชาทรงตรัสปิยกถากับพระศาสดา แล้วเสด็จออกไม่ทรงเห็นกองทหาร ตรัสถามหญิงนั้นทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ทรงดำริว่า เราต้องไปชวนหลานเรามาจับวิฎฏุภะให้ได้เสด็จไปสู่พระนครราชคฤห์ ถึงเวลาค่ำมืด ประตูเขาปิดหมดแล้ว ไม่ทรงสามารถจะเข้าสู่พระนครได้ ทรงบรรทมในศาลาหลังนั้น ทรงกรากกรำด้วยลมและแดด ตอนกลางคืนเลยสวรรคตในศาลานั้นเอง ครั้นรุ่งสว่างแล้วฝูงคนฟังเสียงคร่ำครวญของหญิงนั้น ผู้พร่ำรำพันอยู่ว่า โอ้ พระทูลกระหม่อมจอมนรชนโกศลรัฐ บัดนี้พระองค์ไร้ที่พึ่งเสียแล้ว พากันกราบทูลแด่พระราชาพระราชานั้นตรัสสั่งให้กระทำสรีรกิจของพระมาคุลาธิราช ด้วยสักการะอย่างใหญ่หลวง ฝ่ายเจ้าวิฏฏุภะได้ราชสมบัติ ระลึกถึงเวรนั้น ดำริว่า กูต้องฆ่าเจ้าศากยะให้ตายให้หมดเลย เสด็จออกด้วยแสนยานุภาพอันใหญ่โต วันนั้นพระศาสดาทรงตรวจดูโลกในเวลาใกล้รุ่ง ทอดพระเนตรเห็นความพินาศของหมู่พระญาติ ทรงพระดำริว่า ควรจะกระทำการสงเคราะห์ญาติไว้ ทรงโปรดสัตว์ในตอนเช้า เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ทรงสำเร็จสีหไสยาในพระคันธกุฎีเวลาเย็นเสด็จไปทางอากาศ ประทับนั่ง ณ โคนไม้อันมีเงาห่างต้นหนึ่ง ใกล้พระนครกบิลพัสดุ์ ณ ที่ไม่ไกลจากตรงนั้น ในรัชสีมาแห่งเจ้าวิฏฏุภะมีต้นไทรใหญ่เงาร่มชิด เจ้าวิฏฏุภะเห็นพระศาสดาเข้าไปเฝ้าถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในเวลาร้อนเห็นปานนี้ เหตุไรพระองค์จึงทรงประทับนั่งณ โคนต้นไม้อันมีเงาห่างต้นนี้ เชิญพระองค์ประทับนั่ง ณ โคนต้นไม้มีเงาร่มชิดต้นหนึ่งเถิด พระเจ้าข้า ครั้นมีพระดำรัสว่า ช่างเถิดมหาบพิตร ธรรมดาว่าร่มเงาของหมู่ญาติเย็นสบาย ก็ดำริว่า พระศาสดาคงเสด็จมาเพื่อป้องกันหมู่ญาติไว้ ถวายบังคมพระศาสดา เสด็จกลับคืนสู่พระนครสาวัตถีทันที แม้พระศาสดาก็เสด็จเหาะไปสู่พระวิหารเชตวันดุจกัน พระราชาทรงระลึกถึงโทษของหมู่ศากยะได้ ก็ยกพลออกแม้ครั้งที่ ๒ คงพบพระศาสดาตรงนั้นเหมือนกันเสด็จกลับเสียอีก ในวาระที่ ๓ ทรงยกพลออก คงพบพระศาสดาตรงนั้นนั่นแหละต้องกลับ.
แต่ในวาระที่ ๔ เมื่อท้าวเธอยกพลออกไป พระศาสดาทรงตรวจดูบูรพกรรมของหมู่ศากยะ ทรงทราบความที่กรรมอันเป็นบาป คือการโปรยยาพิษใส่ในแม่น้ำของศากยะเหล่านั้น นั้นเป็นกรรมที่จะป้องกันมิได้ ไม่เสด็จไปในวาระที่ ๔ ราชาวิฏฏุภะ ฆ่าเจ้าศากยะเสียทั้งหมดตั้งแต่เด็กที่กำลังดื่มนม เอาเลือดที่คอล้างแผ่นกระดานที่ตนนั่ง แล้วเสด็จกลับมา ก็แลเมื่อพระศาสดาเสด็จกลับจากการที่เสด็จในวาระที่ ๓ รุ่งขึ้นเสด็จไปโปรดสัตว์เสวยเสร็จเสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎี ถึงเวลาเย็นพวกภิกษุประชุมกันนั่งในธรรมสภาพากันกล่าวแถลงพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระศาสดาทรงแสดงพระองค์ให้พระราชากลับเสีย ทรงเปลื้องหมู่ญาติจากมรณภัย พระศาสดาทรงประพฤติประโยชน์แก่หมู่พระญาติอย่างนี้ พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อกี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไรเมื่อพวกภิกษุกราบทูลให้ทรงทราบแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ตถาคตประพฤติประโยชน์แก่หมู่ญาติ แม้ในครั้งก่อนก็ได้ประพฤติแล้วเหมือนกัน ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลอาราธนา ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล ครั้งพระราชาทรงพระนามว่าพรหมทัต มิได้ทรงละเมิดทศพิธราชธรรม ดำรงราชย์โดยธรรมในพระนครพาราณสี วันหนึ่งทรงพระดำริว่า บรรดาพระราชาในพื้นชมพูทวีป พากันอยู่ในปรางปราสาทมีเสามากเหตุนั้นอันการสร้างพระปราสาทด้วยเสามาก ๆ จึงไม่เป็นข้ออัศจรรย์ ถ้ากระไรเราลองสร้างปราสาทเสาเดียวดูบ้าง ด้วยอย่างนี้เราคงเป็นราชาผู้เลิศกว่าพระราชาทั้งปวงได้ ท้าวเธอจึงมีรับสั่งเรียกช่างไม้มาเฝ้า ตรัสว่า พวกเจ้าจงสร้างปราสาทเสาเดียว อันถึงความงามเลิศแก่เรา ช่างไม้เหล่านั้นรับพระดำรัสว่าสาธุพากันเข้าป่า พบต้นไม้ทั้งตรงทั้งใหญ่ เหมาะที่จะสร้างปราสาทเสาเดียวเป็นอันมาก คิดกันว่า ต้นไม้เหล่านี้ ใช้ได้อยู่ แต่หนทางไม่สม่ำเสมอ ไม่สามารถจะชักลงได้ พวกเราต้องพากันกราบทูลพระราชา ได้กระทำอย่างนั้น พระราชาตรัสว่า จะค่อย ๆ ชักลงมาตามแต่จะมีอุบายไม่ได้หรือ ครั้นพวกนั้นพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ พระผู้สมมติเทพเจ้า จะใช้อุบายอะไร ๆ ก็สุดสามารถที่จะชักลงได้ พระเจ้าข้า ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น จงสำรวจดูต้นไม้ต้นหนึ่งในอุทยานของเราซิ พวกช่างไม้พากันไปสู่อุทยาน เห็นต้นรังอันเป็นมิ่งมงคล ต้นหนึ่งเปลาตรง ชาวบ้านชาวตำบลพากันบูชา ได้พลีกรรมแม้จากราชสกุล พากันไปสู่ราชสำนักกราบทูลเนื้อความนั้น พระราชาตรัสว่า ธรรมดาต้นไม้ในอุทยานของเรา เป็นของที่เราได้เฉพาะ ไปเถิด พากันโค่นต้นไม้นั้นเถิด ช่างไม้เหล่านั้นพากันรับพระดำรัสว่าสาธุแล้ว ต่างคนถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ไปสู่อุทยาน กระทำการเจิม ๕ นิ้ว ด้วยแป้งหอมที่ต้นไม้ วงด้ายห้อยพวงดอกไม้จุดประทีป ทำพลีกรรม ร้องบอกกล่าวว่า ในวันคำรบ ๗ จากวันนี้ พวกเราจะพากันมาตัดต้นไม้ พระราชาทรงอนุมัติให้ตัดได้ เชิญเทพยดาผู้บังเกิด ณต้นไม้นี้ ไป ณ ที่อื่น โทษจะไม่มีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ครั้งนั้นเทพยดาผู้เกิดที่ต้นไม้นั้น ฟังถ้อยคำนั้น คิดว่า ไม่ต้องสงสัยเลย ช่างไม้เหล่านี้คงตัดต้นไม้นี้วิมานของเราต้องฉิบหาย ก็แลชีวิตของเราเล่านะ สุดสิ้นกันที่วิมานเท่านั้นเองหมู่วิมานเป็นอันมาก แม้แห่งฝูงเทวดาผู้เป็นญาติของเรา ที่พากันเกิดแล้ว ณต้นรังหนุ่ม ๆ อันตั้งล้อมต้นไม้นี้ จักต้องฉิบหายกัน ก็แลความวินาศของตนจะไม่เบียดเบียนเราได้เลย เหมือนกับที่จะไม่เบียดเบียนฝูงญาติได้ เหตุนั้นควรที่เราจะให้ทานชีวิตแก่หมู่ญาติเหล่านั้น ครั้นเวลากลางคืน ประดับกายด้วยอลังการอันเป็นทิพย์ เข้าไปสู่ห้องอันทรงสิริของพระราชา กระทำห้องทุกส่วนให้สว่างจ้าเป็นอันเดียวกัน ได้ยืนร้องไห้อยู่ ณ เบื้องพระเศียร พระราชาทอดพระเนตรเห็นเทวดานั้น ทรงตระหนกพระหฤทัย เมื่อทรงปราศรัยกับท่าน ตรัสคาถาเป็นปฐมว่า
ท่านเป็นใคร มีผ้าอันสะอาดหมดจด มายืนอยู่ บนอากาศ เพราะเหตุไร น้ำตาของท่านจึงไหล ภัยมา ถึงท่านแต่ที่ไหน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กา ตฺวํ ความว่า พระราชตรัสถามว่า ในบรรดาอมนุษย์มีนาค ยักษ์ ครุฑและท้าวสักกะเป็นต้น ท่านชื่อว่า เป็นอะไร. บทว่า วตฺเถหิ นี้เป็นเพียงถ้อยคำเท่านั้น. ที่จริงตรัสมุ่งหมายเอาเครื่องประดับเป็นทิพย์แม้ทั้งหมดทีเดียว. บทว่า อเฆ แปลว่า ไม่มีที่ติดขัด ได้แก่ อากาศ.. บทว่า เวหาสยํ นี้เป็นไวพจน์ของอากาศนั้นแล. บทว่า เกน ตยสฺสูทิ ความว่า น้ำตาของท่านไหลหลั่งพรั่งพรูด้วยเหตุไร. บทว่า กุโต ความว่าพระราชาตรัสถามว่า ภัยมาถึงท่านเพราะอาศัยเรื่องอะไร บรรดาอนัตถะมีความพลัดพรากจากญาติและความพินาศแห่งทรัพย์เป็นต้น.
เทวราชฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เมื่อหม่อมฉันได้รับ การบูชาอยู่ ๖๐,๐๐๐ ปี ชนทั้งหลายรู้จักหม่อมฉันว่า ภัททสาละ ในแว่นแคว้นของพระองค์นี้แล. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในทิศ พระราชาพระองค์ก่อน เมื่อสร้างพระนคร อาคารและปราสาท ต่าง ๆ พระราชาเหล่านั้น บูชาหม่อมฉัน ฉันใด แม้พระองค์ก็จงบูชาหม่อมฉัน ฉันนั้นเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติฏฺโต ความว่า เทวราชแสดงว่าข้าแต่พระมหาราชเจ้า เมื่อหม่อมฉันอันชาวกรุงพาราณสีทั่วหน้า และชาวบ้านชาวนิคม ทั้งพระองค์บูชาได้รับพลีกรรมและสักการะเป็นนิตย์ ดำรงอยู่ในอุทยานแห่งนี้ และประมาณถึงเท่านี้ผ่านไป. บทว่า นครานิ ความว่า กระทำปฏิสังขรณ์เมือง. บทว่า อคาเร จ ได้แก่ เรือนบนแผ่นดิน. บทว่า ิทิสมฺปติ ความว่า ข้าแด่พระมหาราช ผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่แห่งทิศ. บทว่าน มนฺเต ความว่า ท่านเหล่านั้นคือพระราชาแต่ครั้งก่อนในพระนครนี้เมื่อทรงกระทำการซ่อมพระนครเป็นต้น ไม่ทรงดูหมิ่น ไม่กล้ำกลาย คือไม่เบียดเบียนหม่อมฉัน หมายความว่า มิได้ทรงตัดต้นไม้อันเป็นที่อยู่ของหม่อมฉันทำกรรมของตน แต่คงกระทำสักการะแก่หม่อมฉันถ่ายเดียว นี้เป็นคำพูดเทวดา. บทว่า ยเถว ความว่า เหตุนั้น พระราชาแต่ครั้งก่อนเหล่านั้นพากันบูชาหม่อมฉัน แม้พระองค์เดียว ก็มิเคยรับสั่งให้ตัดต้นไม้ ฉันใด แม้พระองค์เล่าก็ทรงบูชา อย่าตัดต้นไม้ของหม่อมฉันเสียเลย ฉันนั้นเหมือนกัน.
ลำดับนั้น พระราชาได้ตรัสคาถา ๒ คาถาว่า
ก็ข้าพเจ้ามิได้เห็นต้นไม้อื่น ๆ ที่จะใหญ่โต เหมือนท่าน โดยประมาณ ท่านเป็นไม้งามแต่กำเนิด ด้วยย่านและปริมณฑล. ข้าพเจ้าจะให้นายช่างทำปราสาทมีเสาเดียวเป็นที่ รื่นรมย์ใจ ข้าพเจ้าจะเชื้อเชิญท่านมาอยู่ที่ปราสาทนั้น ดูก่อนเทวดา ชีวิตของท่านจักยั่งยืน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเยน แปลว่า โดยประมาณ. ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า ข้าพเจ้าไม่เห็นต้นไม้อื่น ๆ ที่ไหนใหญ่โตโดยขนาดเหมือนต้นนั้นของท่าน ก็แลต้นไม้ของท่านนั่นแล มีท่าทีงดงาม คือถึงส่วนแห่งความงาม เหมาะแก่ปราสาทเสาเดียว โดยที่สูงโปร่งเปลาตลอด และโดยชาติคือเกิดแล้วดี มีสัณฐานกลมและตรงเป็นข้อสำคัญ เหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงให้คนตัดสร้างปราสาททีเดียว ดูก่อนเทวราชผู้สหาย ก็แต่ว่าข้าพเจ้าจักเชื้อเชิญท่านเข้าไปอยู่ในปราสาทนั้น. ท่านนั้น เมื่ออยู่ร่วมกับข้าพเจ้า ได้รับของหอมและดอกไม้เป็นต้นอย่างเลิศ ร่ำรวยด้วยสักการะ จักเป็นอยู่อย่างสบาย ท่านอย่าร้อนใจเลยว่า ความพินาศจักมีแก่เรา เพราะไม่มีที่อยู่ ชีวิตของท่านจักยืนนานไปนะท่านเป็นที่บูชา.
เทวราชฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
ถ้าพระองค์ทรงดำริอย่างนี้ ก็จำต้องพลัดพราก จากต้นรังอันเป็นร่างกายของหม่อมฉัน พระองค์จงตัด หม่อมฉันทำเป็นท่อน ๆ ให้มากเถิด. พระองค์จงตัดปลายก่อนแล้วจงตัดท่อนกลาง ภายหลังจึงตัดที่โคน เมื่อหม่อมฉันถูกตัดอย่างนี้ ถึงจะ ตายลงก็ไม่เป็นทุกข์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ จิตฺตํ อุทปาทิ ความว่า ถ้าว่าความคิดอย่างนี้ เกิดแก่พระองค์แล้ว. บทว่า สริเรน วินาภาโว ความว่าถ้าความพลัดพรากจากสรีระของหม่อมฉันคือต้นรังงาม พระองค์ได้ทรงตั้งไว้แก่หม่อมฉัน. บทว่า ปุถุโส ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ครั้นทรงตัดต้นรังงามนั้นโดยมาก. บทว่า วิกนฺเตตฺวา แปลว่า ตัดแล้ว. บทว่า ขณฺฑโส ความว่า ครั้นตัดแล้ว โปรดทอนเป็นท่อน ๆ โดยลำดับ. บทว่า อคฺเค จความว่า ครั้นตัดแล้ว จงตัดปลายก่อน ต่อแต่นั้น ตัดส่วนกลาง หลังเขาทั้งหมดจงตัดราก เมื่อหม่อมฉันถูกตัดอย่างนี้ ไม่พึงมีความทุกข์ถึงตาย ยังจะพอมีความสุขได้เป็นตอน ๆ ทั้งนี้เทวราชวิงวอน.
ลำดับนั้น พระราชาได้ตรัสคาถา ๒ คาถาว่า
ราชบุรุษตัดมือและเท้า ตัดหูและจมูก ภายหลัง จึงตัดศีรษะของโจรผู้เป็นอยู่ ความตายนั้นชื่อว่าตาย เป็นทุกข์. ดูก่อนต้นรังผู้เป็นเจ้าป่า เขาตัดเป็นท่อน ๆ เป็นสุขหรือหนอ ท่านมีเหตุอะไร มั่นใจอย่างไร จึง ปรารถนาได้ตัดเป็นท่อน ๆ.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๑๑๑–๑๓๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทวาทสนิบาตชาดก ๔๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๒ ภทฺทสาลชาตกํ ฯ
กา ตฺวํ สุทฺเธหิ วตฺเถหีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ญาตตฺถจริยํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
สาวตฺถิยํ หิ อนาถปิณฺฑิกสฺส นิเวสเน ปญฺจนฺนํ ภิกฺขุสตานํ นิพทฺธํ โภชนํ ปวตฺตติ ตถา วิสาขาย จ โกสลรญฺโญ จ ฯ ตตฺถ ปน กิญฺจาปิ นานคฺครสโภชนํ ทียติ ฯ ภิกฺขูนํ ปเนตฺถ โกจิ วิสฺสาสิโก นตฺถิ ตสฺมา ภิกฺขู ราชนิเวสเน น ภุญฺชนฺติ ฯ เต ภตฺตํ คเหตฺวา อนาถปิณฺฑิกสฺส วา วิสาขาย วา อญฺเญสํ วา วิสฺสาสิกานํ ฆรํ คนฺตฺวา ภุญฺชนฺติ ฯ ราชา เอกทิวสํ ปณฺณาการํ อาภตํ ภิกฺขูนํ เทถาติ ภตฺตคฺคํ เปเสตฺวา ภตฺตคฺเค ภิกฺขู นตฺถีติ วุตฺเต กหํ คตาติ ปุจฺฉิตฺวา อตฺตโน วิสฺสาสิกเคเหสุ นิสีทิตฺวา ภุญฺชนฺตีติ สุตฺวา ภุตฺตปาตราโส สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา ภนฺเต โภชนํนาม กึ ปรมนฺติ ปุจฺฉิ ฯ วิสฺสาสิกปรมํ มหาราช กญฺชิกกาณาชภตฺตํปิ หิ วิสฺสาสิเกน ทินฺนํ มธุรํ โหตีติ ฯ ภนฺเต เกหิ ปน สทฺธึ ภิกฺขูนํ วิสฺสาโส โหตีติ ฯ ญาตีหิ วา เสกฺขกุเลหิ วา มหาราชาติ ฯ ตโต ราชา จินฺเตสิ เอกํ สากิยธีตรํ อาเนตฺวา อคฺคมเหสึ กริสฺสามิ เอวํ มยา สทฺธึ ภิกฺขูนํ ญาติโก ปรมวิสฺสาโส ภวิสฺสตีติ ฯ โส อุฏฺฐายาสนา อตฺตโน นิเวสนํ คนฺตฺวา กปิลวตฺถุปุรํ ทูตํ เปเสสิ ธีตรํ กิร เม เทนฺตุ อหํ ตุมฺเหหิ สทฺธึ ญาติภาวํ อิจฺฉามีติ ฯ สากิยา ทูตสฺส วจนํ สุตฺวา สนฺนิปติตฺวา มนฺตยึสุ มยํ โกสลรญฺโญ อาณาปวตฺติฏฺฐาเน วสาม สเจ ทาริกํ น ทสฺสาม มหนฺตํ วรํ ภวิสฺสตีติ สเจ ทสฺสาม กุลวํโส โน ภิชฺชิสฺสติ กึ นุโข กาตพฺพนฺติ ฯ อถ เน มหานาโม อาห มา จินฺตยิตฺถ มม ธีตา วาสภขตฺติยานาม นาคมุณฺฑายนาม ทาสิยา กุจฺฉิสฺมึ นิพฺพตฺตา โสฬสวสฺสุทฺเทสิกา อุตฺตมรูปธรา โสภคฺคปฺปตฺตา ปิตุ วเสน ขตฺติยชาติกา ตมสฺส ขตฺติยกญฺญาติ เปเสสฺสามาติ ฯ สากิยา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ทูเต ปกฺโกสาเปตฺวา สาธุ ทาริกํ ทสฺสาม อิทาเนว นํ คเหตฺวา คจฺฉถาติ อาหํสุ ฯ ตํ สุตฺวา ทูตา จินฺเตสุํ อิเม สากิยานาม ชาตึ นิสฺสาย อติมานิโน สทิสี โนติ วตฺวา อสทิสึปิ ทเทยฺยุํ เอเตหิ สทฺธึ เอกโต ภุญฺชมานเมว คณฺหิสฺสามาติ ฯ เต เอวมาหํสุ มยํ คเหตฺวา คจฺฉนฺตา ยา ตุมฺเหหิ สทฺธึ เอกโต ภุญฺชติ ตํ คเหตฺวา คมิสฺสามาติ ฯ สากิยา เตสํ นิวาสนฏฺฐานํ ทาเปตฺวา กึ กริสฺสามาติ จินฺตยึสุ ฯ มหานาโม อาห มา ตุมฺเห จินฺตยิตฺถ อหํ อุปายํ กริสฺสามิ ตุมฺเห มม โภชนกาเล วาสภขตฺติยํ อลงฺกริตฺวา อาเนตฺวา มยา เอกสฺมึ กวเล คหิตมตฺเตเยว อสุโก ราชานาม ปณฺณํ ปหิณิ อิมํ ตาว สาสนํ สุณาถาติ ปณฺณํ ทสฺเสยฺยาถาติ ฯ เต สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตสฺมึ ภุญฺชมาเน กุมาริกํ อลงฺกรึสุ ฯ มหานาโม ธีตรํ เม อาเนถ มยา สทฺธึ ภุญฺชตูติ ฯ อถ นํ อลงฺกริตฺวา ตาวเทว โถกํ ปปญฺจํ กตฺวา อานยึสุ ฯ สา ปิตรา สทฺธึ ภุญฺชิสฺสามีติ เอกปาติยา หตฺถํ โอตาเรสิ ฯ มหานาโม ตาย สทฺธึ เอกปิณฺฑํ คเหตฺวา มุเข ฐเปสิ ทุติยปิณฺฑสฺส หตฺเถ ปสาริตมตฺเต เทว อสุกรญฺญานาม ปณฺณํ ปหิตํ อิมํ ตาว สาสนํ สุณาถาติ ปณฺณํ อุปนาเมสุํ ฯ มหานาโม อมฺม ตฺวํ ภุญฺชาหีติ ทกฺขิณหตฺถํ ปาติยาเยว กตฺวา วามหตฺเถน ปณฺณํ คเหตฺวา ปณฺณํ โอโลเกสิ ฯ ตสฺส สาสนํ อุปธาเรนฺตสฺเสว อิตรา ภุญฺชิ ฯ โส ตสฺส ภุตฺตกาเล หตฺถํ โธวิตฺวา มุขํ วิกฺขาเลสิ ฯ เต ทิสฺวา ทูตา นิจฺจเยเนว สา เอตสฺส ธีตาติ นิฏฺฐมคมํสุ น ตํ อนฺตรํ ชานิตุํ สกฺขึสุ ฯ มหานาโม มหนฺเตน ปริวาเรน ธีตรํ เปเสสิ ฯ ทูตาปิ นํ สาวตฺถึ เนตฺวา อยํ กุมาริกา ชาติสมฺปนฺนา มหานามสฺส ธีตาติ วทึสุ ฯ อถ ตํ สุตฺวา ราชา ตุสิตฺวา สกลนครํ อลงฺการาเปตฺวา ตํ รตนราสิมฺหิ ฐเปตฺวา อคฺคมเหสิฏฺฐาเน ฐเปตฺวา อภิสิญฺจาเปสิ ฯ สา รญฺโญ ปิยา อโหสิ มนาปา ฯ อถสฺสา น จิรสฺเสว คพฺโภ ปติฏฺฐหิ ฯ ราชา คพฺภปริหารํ อทาสิ ฯ สา ทสมาสจฺจเยน สุวณฺณวณฺณํ ปุตฺตํ วิชายิ ฯ อถสฺส นามคหณทิวเส ราชา อตฺตโน อยฺยกสฺส สนฺติกํ เปเสสิ สากฺยราชธีตา วาสภขตฺติยา ปุตฺตํ วิชายิ กิมสฺส นามํ กโรตูติ ฯ ตํ ปน สาสนํ คเหตฺวา คโต อมจฺโจ โถกพธิรธาตุโก ฯ โส ตํ คนฺตฺวา รญฺโญ อยฺยกสฺส อาโรเจสิ ฯ โส ตํ สุตฺวา วาสภขตฺติยา ปุตฺตํ วิชายิตฺวาปิ สพฺพชนํ อภิภวติ อิทานิ ปน รญฺโญ อติวิย วลฺลภา ภวิสฺสตีติ อาห ฯ พธิรามจฺโจ วลฺลภาติ วจนํ ทุสฺสุตํ สุตฺวา วิฏฏุโภติ สลฺลกฺเขตฺวา ราชานํ อุปคนฺตฺวา เทว กุมารกสฺส กิร วิฏฏุโภติ นามํ กโรถาติ อาห ฯ ราชา โปราณกํ โน กุลทตฺติกํ นามํ ภวิสฺสตีติ จินฺเตตฺวา วิฏฏุโภติสฺส นามํ อกาสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย กุมาโร กุมารปริหาเรน วฑฺฒนฺโต สตฺตวสฺสิกกาเล อญฺเญสํ กุมารานํ มาตามหากุลโต หตฺถีรูปกอสฺสรูปกาทีนิ อาหริยมานานิ ทิสฺวา มาตรํ ปุจฺฉิ อมฺม อญฺเญสํ ปิตามหากุลโต ปณฺณาการํ อาหริยติ มยฺหํ โกจิ กิญฺจิ น เปเสติ กึ ตฺวํ นิมฺมาตา นิปฺปิติกาติ ฯ อถ นํ สา ตาต ตว สากฺยราชาโน มาตามหา ทูเร วสนฺตา เตน เต กิญฺจิ น เปเสนฺตีติ วตฺวา วญฺเจสิ ฯ ปุน โสฬสวสฺสกาเล อมฺม มาตามหากุลํ ปสฺสิตุกาโมมฺหีติ วตฺวา อลํ ตาต กึ ตตฺถ กริสฺสสีติ วาริยมาโนปิ ปุนปฺปุนํ ยาจิ ฯ อถสฺส มาตา เตนหิ คจฺฉาติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ โส ปิตุ อาโรเจตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน นิกฺขมิ ฯ วาสภขตฺติยา ปุเรตรํ ปณฺณํ เปเสสิ อหํ อิธ สุขํ วสามิ สามิโน มาสฺส กิญฺจิ อนฺตรํ ทสฺเสถาติ ฯ สากิยา วิฏฏุภสฺส อาคมนํ ญตฺวา ตํ วนฺทิตุํ น สกฺกาติ ตสฺมา ทหรทหเร กุมารเก ชนปทํ ปหิณึสุ ฯ กุมาเร กปิลวตฺถุํ สมฺปตฺเต สากิยา สณฺฐาคาเร สนฺนิปตึสุ ฯ กุมาโร สณฺฐาคารํ คนฺตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ อถ นํ อยนฺเต ตาต ปิตามหา อยํ มาตุโลติ วทึสุ ฯ โส สพฺเพ วนฺทมาโน วิจริ ฯ โส ยาว ปิฏฺฐิยา รุชนปมาณา วนฺทิตฺวา เอกํปิ อตฺตานํ วนฺทนฺตํ อทิสฺวา กินฺนุ โข มํ วนฺเทนฺตา นตฺถีติ ปุจฺฉิ ฯ สากิยา ตาต ตว กนิฏฺฐกุมารา ชนปทํ คตาติ วตฺวา ตสฺส มหนฺตํ สกฺการํ กรึสุ ฯ โส กติปาหํ วสิตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน นิกฺขมิ ฯ อเถกา ทาสี สณฺฐาคาเร เตน นิสินฺนผลกํ อิทํ วาสภขตฺติยาย ทาสิยา ปุตฺตสฺส นิสินฺนผลกนฺติ อกฺโกสิตฺวา ขีโรทเกน โธวิ ฯ เอโก ปุริโส อตฺตโน อาวุธํ ปมุสฺสิตฺวา นิวตฺโต ตํ คณฺหนฺโต วิฏฏุภกุมารสฺส ตํ อกฺโกสนสทฺทํ สุตฺวา ตํ อนฺตรํ ปุจฺฉิตฺวา วาสภขตฺติยา ทาสิยา กุจฺฉิมฺหิ มหานามสกฺกสฺส ชาตาติ ญตฺวา คนฺตฺวา พลนิกายสฺส กเถสิ ฯ วาสภขตฺติยา กิร ทาสีธีตาติ มหาโกลาหลํ อโหสิ ฯ กุมาโร ตํ สุตฺวา เอเต ตาว มม นิสินฺนผลกํ ขีโรทเกน โธวนฺตุ อหํ ปน รชฺเช ปติฏฺฐิตกาเล เอเตสํ คลโลหิตํ คเหตฺวา มม นิสินฺนผลกํ โธวิสฺสามีติ จิตฺตํ ฐเปสิ ฯ ตสฺมึ สาวตฺถึ คเต อมจฺจา สพฺพํ ปวุตฺตึ รญฺโญ อาโรเจสุํ ฯ ตํ สุตฺวา ราชา มยฺหํ ทาสีธีตรํ อทํสูติ สากิยานํ กุชฺฌิตฺวา วาสภขตฺติยาย จ ปุตฺตสฺส จ ทินฺนํ ปริหารํ อจฺฉินฺทิตฺวา ทาสทาสีหิ ลทฺธพฺพปริหารมตฺตเมว ทาเปสิ ฯ ตโต กติปาหจฺจเยน สตฺถา ราชนิเวสนํ คนฺตฺวา นิสีทิ ฯ ราชา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ภนฺเต ตุมฺหากํ ญาตเกหิ ทาสีธีตา มยฺหํ ทินฺนา เตนสฺสาหํ สปุตฺตาย ปริหารํ อจฺฉินฺทิตฺวา ทาสทาสีหิ ลทธพฺพปริหารมตฺตเมว ทาเปสินฺติ อาห ฯ สตฺถา อยุตฺตเมว มหาราช สากิเยหิ กตํ ททนฺเตหินาม สมชาติกา ทาตพฺพา อสฺส ตํ ปน มหาราช วทามิ วาสภขตฺติยา ราชธีตา ขตฺติยรญฺโญ เคเห อภิเสกํ ลภิ วิฏฏุโภปิ ขตฺติยราชานเมว ปฏิจฺจ ชาโต มาตุ โคตฺตํนาม กึ กริสฺสติ ปิตุ โคตฺตเมว ปมาณนฺติ โปราณกปณฺฑิตา ทลิทฺทิตฺถิยา กฏฺฐหาริกาย อคฺคมเหสิฏฺฐานํ อทํสุ ตสฺสา จ กุจฺฉิมฺหิ ชาตกุมาโร ทฺวาทสโยชนิกาย พาราณสิยา รชฺชํ ปตฺวา กฏฺฐหาริกราชานาม ชาโตติ กฏฺฐหาริกชาตกํ กเถสิ ฯ ราชา สตฺถุ ธมฺมกถํ สุตฺวา ปิตุ โคตฺตเมว กิร ปมาณนฺติ ตุสิตฺวา มาตาปุตฺตานํ ปกติปริหารเมว ทาเปสิ ฯ รญฺโญ ปน พนฺธุโลนาม เสนาปติ มลฺลิกํนาม อตฺตโน ภริยํ วญฺฌึ ตว กุลฆรเมว คจฺฉาหีติ กุสินารเมว เปเสสิ ฯ สา สตฺถารํ ทิสฺวาว คมิสฺสามีติ เชตวนํ ปวิสิตฺวา ตถาคตํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ ฐิตา กหํ คจฺฉสีติ ปุฏฺฐา สามิโก เม ภนฺเต กุลฆรํ เปเสตีติ วตฺวา กสฺมาติ วุตฺตา วญฺฌา อปุตฺตกา ภนฺเตติ วตฺวา สตฺถารา ยทิ เอวํ คมนกิจฺจํ นตฺถิ นิวตฺตาหีติ วุตฺตา ตุฏฺฐา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา นิเวสนเมว อคมาสิ ฯ กสฺมา นิวตฺตาสีติ จ ปุฏฺฐา ทสพเลน นิวตฺติตาหํ สามีติ อาห ฯ เสนาปติ ทิฏฺฐํ ภวิสฺสติ ตถาคเตน การณนฺติ อาห ฯ สา น จิรสฺเสว คพฺภํ ปฏิลภิตฺวา อุปฺปนฺนโทหฬา โทหโฬ เม อุปฺปนฺโนติ อาโรเจสิ ฯ กึโทหโฬติ ฯ สามิ เวสาลินคเร คณราชกุลานํ อภิเสกมงฺคลโปกฺขรณิยํ โอตริตฺวา นฺหาตฺวา ปานียํ ปาตุกามมฺหิ สามีติ ฯ เสนาปติ สาธูติ วตฺวา สหสฺสถามธนุํ คเหตฺวา ตํ รเถ อาโรเปตฺวา สาวตฺถิโต นิกฺขมิตฺวา รถํ วาเหนฺโต เวสาลึ ปาวิสิ ฯ ตสฺมิญฺจ กาเล โกสลรญฺญา จ พนฺธุลเสนาปตินา จ สทฺธึ เอกาจริยกุเล อุคฺคหิตสิปฺโป มหาลิ อนฺโธ ลิจฺฉวีนํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ อนุสาสนฺโต ทฺวารสมีเปเยว วสติ ฯ โส รถสฺส อุมฺมาเร ปฏิฆาฏสทฺทํ สุตฺวา พนฺธุลมลฺลสฺส รถวาหนสทฺโท เอโส อชฺช ลิจฺฉวีนํ ภยํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ อาห ฯ โปกฺขรณิยา อนฺโต จ พหิ จ อารกฺขา พลวา อุปริ โลหชาลํ ปตฺถตํ สกุณานํปิ โอกาโส นตฺถิ ฯ เสนาปติ ปน รถา โอตริตฺวา อารกฺขเก ขคฺเคน ปหรนฺโต ปลาเปตฺวา โลหชาลํ ฉินฺทิตฺวา อนฺโตโปกฺขรณิยํ ภริยํ โอตาราเปตฺวา นฺหาเปตฺวา ปาเยตฺวา สยํปิ นฺหาตฺวา มลฺลิกํ รเถ อาโรเปตฺวา นครา นิกฺขมิตฺวา อาคมนมคฺเคเนว ปายาสิ ฯ อารกฺขกา คนฺตฺวา ลิจฺฉวีนํ อาโรเจสุํ ฯ เต ลิจฺฉวีราชาโน กุชฺฌิตฺวา ปญฺจรถสตานิ อารุยฺห พนฺธุลมลฺลํ คณฺหิสฺสามาติ นิกฺขมึสุ ตํ ปวุตฺตึ มหาลิสฺส อาโรเจสุํ ฯ มหาลิ มา คมิตฺถ โส หิ โว สพฺเพ ฆาเฏสฺสตีติ อาห ฯ เตปิ มยํ คมิสฺสามเยวาติ วทึสุ ฯ เตนหิ จกฺกสฺส ยาว นาภิโต ปวิฏฺฐฏฺฐานํ ทิสฺวา นิวตฺเตยฺยาถ ตโต อนิวตฺตนฺตา ปุรโต อสนิสทฺทํ วิย สุณิสฺสถ ตมฺหา ฐานา นิวตฺเตยฺยาถ ตโต อนิวตฺตนฺตา ตุมฺหากํ รถธุเรสุ ฉิทฺทํ ปสฺสิสฺสถ ปุรโต มา คมิตฺถาติ ฯ เต ตสฺส วจเนน อนิวตฺติตฺวา ตํ อนุพนฺธึสุเยว ฯ มลฺลิกา ทิสฺวา รถา สามิ ปญฺญายนฺตีติ อาห ฯ เตนหิ เอกสฺเสว รถสฺส ปญฺญายนกาเล มม อาโรเจยฺยาสีติ ฯ สา ยทา สพฺเพ เอกโต วิย หุตฺวา ปญฺญายึสุ ตทา เอกเมว สามิ รถสีสํ ปญฺญายตีติ อาห ฯ พนฺธุโล เตนหิ อิมา รสฺมิโย คณฺหาติ ตสฺสา รสฺมิโย ทตฺวา รเถ ฐิโตว ธนุํ อาโรเปสิ ฯ รถจกฺกํ ยาว นาภิโต ปฐวึ ปาวิสิ ฯ ลิจฺฉวิโน คนฺตฺวา ตํ ฐานํ ทิสฺวาปิ น นิวตฺตึสุ ฯ อิตโร โถกํ คนฺตฺวา ขิยํ โปเถสิ ฯ โส อสนิสทฺโทวิย อโหสิ ฯ เต ตโตปิ น นิวตฺตึสุ อนุพนฺธนฺตา คจฺฉนฺเตว ฯ พนฺธุโล รเถ ฐิตโกว เอกํ สรํ ขิปิ ฯ โส ปญฺจนฺนํ รถสตานํ สีสํ ฉิทฺทํ กตฺวา ปญฺจนฺนํ ราชสตานํ ปริกฺขารพนฺธฐาเน วินิวิชฺฌิตฺวา ปฐวึ ปาวิสิ ฯ เต อตฺตโน วิทฺธภาวํ อชานิตฺวา ติฏฺฐ เร ติฏฺฐ เรติ วทนฺตา อนุพนฺธึสุเยว ฯ พนฺธุโล รถํ ฐเปตฺวา ตุมฺเห มตกา มตเกหิ สทฺธึ มยฺหํ ยุทฺธํนาม นตฺถีติ อาห ฯ เต มตกานาม อมฺหาทิสา น โหนฺตีติ วทึสุ ฯ เตนหิ สพฺพปฺจฺฉิมสฺส ปริกฺขารํ โมเจถาติ อาห ฯ เต โมจยึสุ ฯ โส มุตฺตมตฺโตเยว มริตฺวา ปติโต ฯ อถ เน สพฺเพปิ ตุมฺเห เอวรูปา อตฺตโน ฆรานิ คนฺตฺวา สํวิธาตพฺพํ สํวิทหิตฺวา ปุตฺตทารํ อนุสาเสตฺวา สนฺนาหํ โมเจถาติ อาห ฯ เต ตถา กตฺวา สพฺเพ ชีวิตกฺขยํ ปตฺตา ฯ พนฺธุโลปิ มลฺลิกํ สาวตฺถึ อาเนติ ฯ สา โสฬสกฺขตฺตุํ ยมเก ปุตฺเต วิชายิ ฯ สพฺเพปิ ปุตฺตา สูรา ถามสมฺปนฺนา อเหสุํ สพฺพสิปฺเป นิปฺผตฺตึ ปาปุณึสุ ฯ เอเกกสฺส ปุริสสหสฺสปริวาโร อโหสิ ฯ ปิตรา สทฺธึ ราชนิเวสนํ คจฺฉนฺเตหิ เตเหว ราชงฺคณํ ปริปูริ ฯ อเถกทิวสํ วินิจฺฉเย กูฏฏฺฏปราชิตา มนุสฺสา พนฺธุลํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา มหาวิรวํ วิรวนฺตา วินิจฺฉยา- มจฺจานํ กูฏฏฺฏกรณํ ตสฺส อาโรเจสุํ ฯ โส วินิจฺฉยํ คนฺตฺวา ตํ อฏฏํ ตีเรตฺวา สามิกเมว สามิกํ อกาสิ อสามิกเมว อสามิกํ อกาสิ ฯ มหาชโน มหาสทฺเทน สาธุการํ ปวตฺเตสิ ฯ ราชา กิมิทนฺติ ปุจฺฉิตฺวา ตมตฺถํ สุตฺวา ตุสิตฺวา สพฺเพปิ เต อมจฺเจ หาเรตฺวา พนฺธุลสฺเสว วินิจฺฉยํ นิยฺยาเทสิ ฯ โส ตโต ปฏฺฐาย สมฺมา วินิจฺฉยิ ฯ ตโต โปราณกวินิจฺฉยิกา ลญฺจํ อลภนฺตา อปฺปลาภา หุตฺวา พนฺธุโล รชฺชํ ปฏฺเฐตีติ ราชกุเล ปริภินฺทึสุ ฯ ราชา เตสํ กถํ คเหตฺวา จิตฺตํ นิคฺคเหตุํ นาสกฺขิ ฯ อิมสฺมึ อิเธว ฆาฏิยมาเน ครหา อุปฺปชฺชิสฺสตีติ ปุน จินฺเตสิ ปยุตฺตปุริเสหิ ปจฺจนฺตํ ปหราเปตฺวา เต ปุน ปลาเปตฺวา นิวตฺตกาเล อนฺตรามคฺเค ปุตฺเตหิ สทฺธึ มาราเปตุํ วฏฺฏตีติ จินฺเตตฺวา พนฺธุลํ ปกฺโกสาเปตฺวา ปจฺจนฺโต กิร กุปิโต ตว ปุตฺเตหิ สทฺธึ คนฺตฺวา โจเร คณฺหาหีติ ปหิณิตฺวา ตตฺเถวสฺส ทฺวตฺตึสาย ปุตฺเตหิ สทฺธึ สีสํ ฉินฺทิตฺวา อาหรถาติ เตหิ สทฺธึ อญฺเญปิ สมตฺเถ มหาโยเธ เปเสสิ ฯ ตสฺมึ ปจฺจนฺตํ คจฺฉนฺเตเยว เสนาปติ กิร อาคจฺฉตีติ ปยุตฺตโจรา ปลายึสุ ฯ โส ตํ ปเทสํ อาวาสาเปตฺวา ชนปทํ สณฺฐเปตฺวา นิวตฺติ ฯ อถสฺส นครโต อวิทูเร ฐาเน เต โยธา สทฺธึ ปุตฺเตหิ สีสํ ฉินฺทึสุ ฯ ตํ ทิวสํ มลฺลิกาย ปญฺจหิ ภิกฺขุสเตหิ สทฺธึ เทฺว อคฺคสาวกา นิมนฺติตา โหนฺติ ฯ อถสฺสา ปุพฺพณฺหสมเย สามิกสฺส เต สทฺธึ ปุตฺเตหิ สีสํ ฉินฺทึสูติ ปณฺณํ อาหริตฺวา อทํสุ ฯ สา ตํ ปวุตฺตึ ญตฺวา กสฺสจิ กิญฺจิ อวตฺวา ปณฺณํ อุจฺจงฺเก กตฺวา ภิกฺขุสงฺฆเมว ปริวีสิ ฯ อถสฺสา ปริจาริกา ภิกฺขูนํ ภตฺตํ ทตฺวา สปฺปิปาตึ อาหรนฺตา เถรานํ ปุรโต ปาตึ ภินฺทึสุ ฯ ธมฺมเสนาปติ อุปาสิเก เภทนธมฺมํ ภินฺนํ น จินฺเตตพฺพนฺติ อาห ฯ สา อุจฺจงฺกโต ปณฺณํ นีหริตฺวา ทฺวตฺตึสาย ปุตฺเตหิ สทฺธึ ปิตุ สีสํ ฉินฺนนฺติ เม อิมํ ปณฺณํ อาหรึสุ อหํ อิทํ สุตฺวาปิ น จินฺเตมิ อิมิสฺสา ปน สปฺปิปาติยา ภินฺนาย กึ จินฺเตยฺยามิ ภนฺเตติ อาห ฯ ธมฺมเสนาปติ อนิมิตฺตมนญฺญาตนฺติอาทีนิ วตฺวา ธมฺมํ เทเสตฺวา อุฏฺฐายาสนา วิหารํ อคมาสิ ฯ สาปิ ทฺวตฺตึสสุณิสาโย ปกฺโกสาเปตฺวา ตุมฺหากํ สามิกา นิรปราธา อตฺตโน ปุริมกมฺมผลํ ลภึสุ ตุมฺเห มา โสจิตฺถ รญฺโญ อุปริ มโนปโทสํ มา กริตฺถาติ โอวทิ ฯ รญฺโญ จารปุริสา ตํ กถํ สุตฺวา คนฺตฺวา เตสํ นิทฺโทสภาวํ รญฺโญ กเถสุํ ฯ ราชา สํเวคปฺปตฺโต ตสฺสา นิเวสนํ คนฺตฺวา มลฺลิกญฺจ สุณิสาโย จสฺสา โทสํ ขมาเปตฺวา มลฺลิกาย วรํ อทาสิ ฯ สา คหิโต เม โหตูติ วตฺวา ตสฺมึ คเต มตกภตฺตํ ทตฺวา นฺหาตฺวา ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา เทว ตุมฺเหหิ เม วโร ทินฺโน มม อญฺเญน อตฺโถ นตฺถิ ทฺวตฺตึสาย เม สุณิสานํ มมญฺจ กุลคมนํ อนุชานาถาติ อาห ฯ ราชา ตสฺสา วจนํ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ สา ทฺวตฺตึสสุณิสาโย สกสกกุลํ เปเสตฺวา สยํ กุสินารนคเร อตฺตโน กุลฆรํ อคมาสิ ฯ ราชาปิ พนฺธุลเสนาปติโน ภาคิเนยฺยสฺส ทีฆการายนสฺสนาม เสนาปติฏฺฐานํ อทาสิ ฯ โส ปน มาตุโล เม อิมินา มาริโตติ รญฺโญ โอตารํ คเวสนฺโต จรติ ฯ ราชา นิรปราธสฺส พนธุลสฺส มาริตกาลโต ปฏฺฐาย วิปฺปฏิสารี จิตฺตสฺสาทํ น ลภติ รชฺชสุขํ นานุโภติ ฯ ตทา สตฺถา สากิยานํ เวตฺตนุปฺปนฺนํ กุลํนาม นิคมํ อุปนิสฺสาย วิหรติ ฯ ราชา ตตฺถ คนฺตฺวา อารามโต อวิทูเร ขนฺธาวารํ นิวาเสตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน สตฺถารํ วนฺทามีติ วิหารํ คนฺตฺวา ปญฺจราชกกุธภณฺฑานิ ทีฆการายนสฺส ทตฺวา เอกโกว คนฺธกุฏึ ปาวิสิ ฯ สพฺพํ ธมฺมเจติยสุตฺตนิยาเมเนว เวทิตพฺพํ ฯ ตสฺมึ คนฺธกุฏึ ปวิฏฺเฐ ทีฆการายโน ตานิ ราชกกุธภณฺฑานิ คเหตฺวา วิฏฏุภํ ราชานํ กตฺวา รญฺโญ เอกํ อสฺสํ เอกญฺจ อุปฏฺฐานการิกํ มาตุคามํ นิวตฺเตตฺวา สาวตฺถึ อคมาสิ ฯ ราชา สตฺถารา สทฺธึ ปิยกถํ กเถตฺวา นิกฺขนฺโต เสนํ อทิสฺวา ตํ มาตุคามํ ปุจฺฉิตฺวา ตํ ปวุตฺตึ สุตฺวา ภาคิเนยฺยํ อาทาย อาคนฺตฺวา วิฏฏุภํ คเหสฺสามีติ ราชคหนครํ คจฺฉนฺโต วิกาเล ทฺวาเรสุ ปิทหิเตสุ นครํ ปวิสิตุํ อสกฺโกนฺโต เอกิสฺสา สาลาย นิปชฺชิตฺวา วาตาตเปน กิลมนฺโต รตฺติภาเค ตตฺเถว กาลมกาสิ ฯ วิภาตาย รตฺติยา เทว โกสลนรินฺท อิทานิ อนาโถสิ ชาโตติ วิลปนฺติยา ตสฺสา อิตฺถิยา ปริเทวสทฺทํ สุตฺวา รญฺโญ อาโรเจสุํ ฯ โส มาตุลสฺส มหนฺเตน สกฺกาเรน สรีรกิจฺจํ กาเรสิ ฯ วิฏฏุโภปิ รชฺชํ ลภิตฺวา ตํ เวรํ สริตฺวา สพฺเพปิ สากิเย มาเรสฺสามีติ มหติยา เสนาย นิกฺขมิ ฯ ตํ ทิวสํ สตฺถา ปจฺจูสสมเย โลกํ โอโลเกนฺโต ญาติสงฺฆสฺส วินาสํ ทิสฺวา ญาติสงฺคหํ กาตุํ วฏฺฏตีติ จินฺเตตฺวา ปุพฺพณฺหสมเย ปิณฺฑาย จริตฺวา ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต คนฺธกุฏิยํ สีหเสยฺยํ กปฺเปตฺวา สายณฺหสมเย อากาเสน คนฺตฺวา กปิลวตฺถุสามนฺเต เอกสฺมึ กวรจฺฉาเย รุกฺขมูเล นิสีทิ ฯ ตโต อวิทูเร วิฏฏุภสฺส รชฺชสิมายํ มหนฺโต สณฺฑจฺฉาโย นิโครฺธรุกฺโข อตฺถิ ฯ วิฏฏุโภ สตฺถารํ ทิสฺวา อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา ภนฺเต กึ การณา เอวรูปาย อุณฺหเวลาย อิมสฺมึ กวรจฺฉาเย รุกฺขมูเล นิสีทถ เอกสฺมึ สณฺฑจฺฉาเย นิโคฺรธมูเล นิสีทถ ภนฺเตติ วตฺวา โหตุ มหาราช ญาตกานํ ฉายานาม สีตลาติ วุตฺเต ญาตกานํ รกฺขณตฺถาย สตฺถา อาคโต ภวิสฺสตีติ จินฺเตตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา นิวตฺติตฺวา สาวตฺถิเมว ปจฺจาคมิ ฯ สตฺถาปิ อุปฺปติตฺวา เชตวนเมว คโต ฯ ราชา สากิยานํ โทสํ สริตฺวา ทุติยํปิ นิกฺขมิตฺวา ตตฺเถว สตฺถารํ ปสฺสิตฺวา ปุน นิวตฺติ ฯ ตติยวาเร นิกฺขมิตฺวา ตตฺเถว สตฺถารํ ปสฺสิตฺวา นิวตฺติตฺวา จตุตฺถวาเร ปน ตสฺมึ นิกฺขนฺเต สตฺถา สากิยานํ ปุพฺพกมฺมํ โอโลเกตฺวา เตสํ นทิยํ วิสปกฺเขปนปาปกมฺมสฺส อปฺปฏิพาหิยภาวํ ญตฺวา จตุตฺถวาเร น อคมาสิ ฯ วิฏฏุโภ ราชา ขีรปิวทารเก อาทึ กตฺวา สพฺเพ สากิเย ฆาเฏตฺวา คลโลหิเตน นิสินฺนผลกํ โธวิตฺวา ปจฺจาคมาสิ ฯ สตฺถริ ปน ตติยวาเร คมนโต ปจฺจาคนฺตฺวา ปุนทิวเส ปิณฺฑาย จริตฺวา นิฏฺฐาปิตภตฺตกิจฺเจ คนฺธกุฏิยํ ปวีสนฺเต สายณฺเห สนฺนิปติตา ภิกฺขู ธมฺมสภายํ นิสีทิตฺวา อาวุโส สตฺถา อตฺตานํ ทสฺเสตฺวา ราชานํ นิวตฺเตตฺวา ญาตเก มรณภยา โมเจสิ เอวํ ญาตกานํ อตฺถจโร สตฺถาติ ภควโต คุณกถํ กเถสุํ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมายนามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ตถาคโต ญาตกานํ อตฺถํ จรติ ปุพฺเพปิ อจริเยวาติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺโตนาม ราชา ทสราชธมฺเม อโกเปตฺวา ธมฺเมน รชฺชํ กาเรนฺโต เอกทิวสํ จินฺเตสิ ชมฺพูทีปตเล ราชาโน พหุถมฺเภสุ ปาสาเทสุ วสนฺติ ตสฺมา พหูหิ ถมฺเภหิ ปาสาทกรณํนาม อนจฺฉริยํ ยนฺนูนาหํ เอกถมฺภํ ปาสาทํ กเรยฺยํ เอวํ สพฺพราชูนํ อคฺคราชา ภวิสฺสามีติ ฯ โส วฑฺฒกึ ปกฺโกสาเปตฺวา มยฺหํ โสภคฺคปฺปตฺตํ เอกถมฺภกํ ปาสาทํ กโรถาติ อาห ฯ เต สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา อุชุมหนฺเต เอกถมฺภกปาสาทารเห พหู รุกฺเข ทิสฺวา อิเม รุกฺขา สนฺติ มคฺโค ปน วิสโม น สกฺกา โอตาเรตุํ รญฺโญ อาจิกฺขิสฺสามาติ จินฺเตตฺวา ตถา อกํสุ ฯ ราชา เยน เกนจิ อุปาเยน สณิกํ โอตาเรถาติ วตฺวา เทว เกนจิ อุปาเยน น สกฺกาติ วุตฺเต เตนหิ มม อุยฺยาเน เอกํ รุกฺขํ อุปธาเรถาติ อาห ฯ วฑฺฒกี อุยฺยานํ คนฺตฺวา เอกํ สุชาตํ อุชุกํ คามนิคมปูชิตํ ราชกุลโตปิ ลทฺธพลิกมฺมํ มงฺคลสาลรุกฺขํ ทิสฺวา รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา ตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ ราชา อุยฺยาเน รุกฺโขนาม มม ปฏิลทฺโธ คจฺฉถ ตํ ฉินฺทถาติ อาห ฯ เต สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา คนฺธมาลาทิหตฺถา อุยฺยานํ คนฺตฺวา รุกฺเข คนฺธปญฺจงฺคุลิกํ ทตฺวา สุตฺเตน ปริกฺขิปิตฺวา ปุปฺผกณฺณิกํ พนฺธิตฺวา ทีปํ ชาเลตฺวา พลิกมฺมํ กตฺวา อิโต สตฺตเม ทิวเส อาคนฺตฺวา รุกฺขํ ฉินฺทิสฺสาม ราชา เฉทาเปสิ อิมสฺมึ รุกฺเข นิพฺพตฺตเทวตา อญฺญตฺถ คจฺฉนฺตุ อมฺหากํ โทโส นตฺถีติ สาเวสุํ ฯ อถ ตสฺมึ นิพฺพตฺตเทวตา ตํ วจนํ สุตฺวา นิสฺสํสยํ อิเม วฑฺฒกี อิมํ รุกฺขํ ฉินฺทิสฺสนฺติ วิมานํ เม นสฺสิสฺสติ วิมานปริยนฺติกเมว โข ปน มยฺหํ ชีวิตํ อิมญฺจ รุกฺขํ ปริวาเรตฺวา ฐิเตสุ ตรุณสาลรุกฺเขสุ นิพฺพตฺตานํ มม ญาติเทวตานํปิ พหูนิ วิมานานิ นสฺสิสฺสนฺติ น โข ปน มํ ตถา อตฺตโน วินาโส พาธติ ยถา ญาตีนํ ตสฺมา มยา เนสํ ชีวิตทานํ ทาตุํ วฏฺฏตีติ จินฺเตตฺวา อฑฺฒรตฺติกสมเย ทิพฺพาลงฺการปฏิมณฺฑิโต รญฺโญ สิริคพฺภํ ปวิสิตฺวา สกลคพฺภํ เอโกภาสํ กตฺวา อุสฺสีสกปสฺเส โรทมาโน อฏฺฐาสิ ฯ ราชา ตํ ทิสฺวา ภีตตสิโต เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต ปฐมํ คาถมาห
กา ตฺวํ สุทฺเธหิ วตฺเถหิ อเฆ เวหาสยํ ฐิตา
เกน ตฺยสฺสูนิ วตฺตนฺติ กุโต ตํ ภยมาคตนฺติ ฯ
ตตฺถ กา ตฺวนฺติ นาคยกฺขสุปณฺณสกฺกาทีสุ กานาม ตฺวนฺติ ปุจฺฉติ ฯ วตฺเถหีติ วจนมตฺตเมเวตํ ฯ สพฺเพปิ ปน ทิพฺพาลงฺกาเร สนฺธาเยวมาห ฯ อเฆติ อปฺปฏิเฆ อากาเส ฯ เวหาสยนฺติ ตสฺเสว เววจนํ ฯ เกน ตฺยสฺสูนีติ เกน การเณน ตว อสฺสูนิ ปวตฺตนฺติ ฯ กุโตติ ญาติวิโยคธนวินาสาทีนํ กึ นิสฺสาย ตํ ภยมาคตนฺติ ปุจฺฉติ ฯ ตํ สุตฺวา เทวราชา เทฺว คาถา อภาสิ
ตเวว เทว วิชิเต ภทฺทสาโลติ มํ วิทู
สฏฺฐีวสฺสสหสฺสานิ ติฏฺฐโต ปูชิตสฺส เม
การยนฺตา นครานิ อคาเร จ ทิสมฺปติ
วิวิเธ จาปิ ปาสาเท น มนฺเต อวมญฺญึสุ
ยเถว มนฺเต ปูเชสุํ
ตเถว ตฺวํปิ ปูชยาติ ฯ
ตตฺถ ติฏฺฐโตติ มหาราช สกลพาราณสินคเรน เจว คามนิคเมหิ จ ตยา จ ปูชิตสฺส นิจฺจํ พลิกมฺมญฺจ สกฺการญฺจ ลภนฺตสฺส มยฺหํ อิมสฺมึ อุยฺยาเน ติฏฺฐนฺตสฺส เอตฺตโก กาโล คโตติ ทสฺเสติ ฯ นครานีติ นครปฏิสงฺขรกมฺมานิ ฯ อคาเร จาติ ภูมิเคหานิ ฯ ทิสมฺปตีติ ทิสานํ ปติ มหาราช ฯ น มนฺเตติ เต นครปฏิสงฺขรณาทีนิ กโรนฺตา อิมสฺมึ นคเร โปราณกราชาโน มํ นาติมญฺญึสุ นาติกฺกมึสุ น วิเหเฐสุํ มม นิวาสนรุกฺขํ ฉินฺทิตฺวา อตฺตโน กมฺมํ น กรึสุ มยฺหํ ปน สกฺการเมว กรึสูติ อวจ ฯ ยเถวาติ ตสฺมา ยเถว เต โปราณกราชาโน มํ ปูชยึสุ เอโกปิ อิมํ รุกฺขํ น ฉินฺทาเปติ ตวญฺจาปิ ตเถว ปูชย มา เม รุกฺขํ เฉทยีติ ฯ ตโต ราชา เทฺว คาถา อภาสิ
ตว อหํ น ปสฺสามิ ถูลํ กาเยน เต ทุมํ
อาโรหปรินาเหน อภิรูโปสิ ชาติยา
ปาสาทํ การยิสฺสามิ เอกถมฺภํ มโนรมํ
ตตฺถ ตํ อุปเนสฺสามิ จิรนฺเต ยกฺข ชีวิตนฺติ
ตตฺถ กาเยนาติ ปมาเณน ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ตว ปมาเณน ตํ วิย ถูลํ มหนฺตํ อหํ อญฺญํ ทุมํ น ปสฺสามิ ตฺวญฺเญว ปน อาโรหปริณาเหน สุชาตสงฺขาตาย สมสณฺฐานอุชุภาวปฺปการาย ชาติยา จ อภิรูโป โสภคฺคปฺปตฺโต เอกถมฺภปาสาทารโห อโหสิ ฯ ปาสาทนฺติ ตสฺมา ตํ เฉทาเปตฺวา อหํ ปาสาทํ การาเปสฺสเมว ฯ ตตฺถ ตนฺติ ตํ ปนาหํ สมฺม เทวราช ตตฺถ ปาสาเท อุปเนสฺสามิ โส ตฺวํ มยา สทฺธึ เอกโตว วสนฺโต อคฺคคนฺธมาลาทีนิ ลภนฺโต สกฺการปฺปตฺโต สุขํ ชีวิสฺสสิ นิวาสนฏฺฐานาภาเวน เม วินาโส ภวิสฺสตีติ มา จินฺตยิ จิรนฺเต ยกฺข ชีวิตํ ภวิสฺสตีติ ฯ
ตํ สุตฺวา เทวราชา เทฺว คาถา อภาสิ
เอวํ จิตฺตํ อุทปาทิ สรีเรน วินาภาโว
ปุถุโส มํ วิกนฺเตตฺวา ขณฺฑโส อวกนฺตถ
อคฺเค จ เฉตฺวา มชฺเฌ จ ปจฺฉา มูลญฺจ ฉินฺทถ
เอวํ เม ฉิชฺชมานสฺส น ทุกฺขํ มรณํ สิยาติ ฯ
ตตฺถ เอวํ จิตฺตํ อุทปาทีติ ยทิ เอวํ จิตฺตํ ตว อุปฺปนฺนํ ฯ สรีเรน วินาภาโวติ ยทิ เต มม สรีเรน ภทฺทสาลรุกฺเขน สทฺธึ มม วินาภาโว ปติฏฺฐิโต ฯ ปุถุโสติ อถ นํ พหุธา ฯ วิกนฺเตตฺวาติ ฉินฺทิตฺวา ฯ ขณฺฑโสติ ขณฺฑาขณฺฑํ กตฺวา อวกนฺตถ ฯ อคฺเค จาติ อวกนฺติตฺวา จ ปน ปฐมํ อคฺเค ตโต มชฺเฌ เฉตฺวา สพฺพปจฺฉา มูเล ฉินฺทถ เอวํ เม ฉิชฺชมานสฺส น ทุกฺขํ มรณํ สิยา สุขํ นุ ขณฺฑโส ภเวยฺยาติ ยาจติ ฯ
ตโต ราชา เทฺว คาถา อภาสิ
หตฺถปาทํ ยถา ฉินฺเท กณฺณนาสญฺจ ชีวิเต
ตโต ปจฺฉา สีเส ฉินฺเท ตํ ทุกฺขํ มรณํ สิยา
สุขํ นุ ขณฺฑโส ฉินฺทํ ภทฺทสาล วนปฺปติ
กึ เหตุ กึ อุปาทาย ขณฺฑโส ฉินฺทมิจฺฉสีติ ฯ
ตตฺถ หตฺถปาทนฺติ หตฺเถ จ ปาเท จ ฯ ตํ ทุกฺขนฺติ เอวํ ปฏิปาฏิยา ฉิชฺชนฺตสฺส โจรสฺส มรณํ ทุกฺขํ สิยา ฯ สุขํ นูติ สมฺม ภทฺทสาล วชฺฌปฺปตฺตา โจรา สุเขน มริตุกามา สีสจฺเฉทํ ยาจนฺติ น ขณฺฑโส เฉทนํ ตฺวํ ปน เอวํ ยาจสิ เตน ตํ ปุจฺฉามิ สุขํ นุ ขณฺฑโส ฉินฺทนฺติ ฯ กึ เหตูติ ขณฺฑโส ฉินฺทํนาม น สุขํ การเณน ปเนตฺถ ภวิตพฺพนฺติ ตํ ปุจฺฉนฺโต เอวมาห ฯ
อถสฺส อาจิกฺขนฺโต ภทฺทสาโล เทฺว คาถา อภาสิ
ยญฺจ เหตุํ อุปาทาย เหตุธมฺมูปสญฺหิตํ
ขณฺฑโส ฉินฺทมิจฺฉามิ มหาราช สุโณหิ เม
ญาติ เม สุขสํวฑฺฒา มม ปสฺเส นิวาตชา
เตปิหํ อุปหึเสยฺยํ ปเรสํ อสุโขจิตนฺติ ฯ
ตตฺถ เหตุธมฺมูปสญฺหิตนฺติ มหาราช ยํ เหตุสภาวยุตฺตเมว น เหตุปฏิรูปกํ เหตุํ อุปาทาย อารพฺภ สนฺธายาห ขณฺฑโส ฉินฺทมิจฺฉามิ ตํ โอหิตโสโต สุณาหีติ อตฺโถ ฯ ญาติ เมติ มม ภทฺทสาลรุกฺขสฺส ฉายาย สุขสํวฑฺฒา ฯ มม ปสฺเสติ ตรุณสาลรุกฺเขสุ นิพฺพตฺตา มยา กตวาตปริตฺตาณตฺตา นิวาตชา มม ญาตกา เทวสงฺฆา อตฺถิ ฯ เต อหํ วิสาลสาขาวิฏโป มูเล ฉินฺทิตฺวา ปตนฺโต อุปหึเสยฺยํ สมฺภคฺควิมาเน กโรนฺโต วินาเสยฺยนฺติ อตฺโถ ฯ ปเรสํ อสุโขจิตนฺติ เอวํ สนฺเต มยา เตสํ ปเรสํ ญาติเทวสงฺฆานํ อสุขํ ทุกฺขํ โอจิตํ วฑฺฒิตํ นจาหํ เตสํ ทุกฺขกาโม ตสฺมา ภทฺทสาลํ ขณฺฑโส ฉินฺทมิจฺฉามีติ อยเมตฺถาธิปฺปาโย ฯ
ตํ สุตฺวา ราชา ธมฺมิโก วตายํ เทวปุตฺโต อตฺตโน วิมานวินาสโตปิ ญาตีนํ วิมานวินาสํ น อิจฺฉติ ญาตีนํ อตฺถํ จรติ อภยมสฺส ทสฺสามีติ ตุสิตฺวา โอสานคาถมาห
เจตยรูปํ เจเตสิ ภทฺทสาล วนปฺปติ
หิตกาโมสิ ญาตีนํ อภยํ สมฺม ททามิ เตติ ฯ
ตตฺถ เจตยรูปํ เจเตสีติ ญาตีสุ มุทุจิตฺตํ ตาย จินฺเตตพฺพยุตฺตกเมว เจเตสิ สมฺม ภทฺทสาล ฯ เจตยรูปํ เฉเทสีติปิ ปาโฐ ฯ ตสฺสตฺโถ ขณฺฑโส ฉินฺทมิจฺฉนฺโต เฉเทตพฺพยุตฺตกเมว เฉเทสีติ ฯ อภยนฺติ เอตสฺมึ เต สมฺม คุเณ ปสีทิตฺวา อภยํ ททามิ น เม ปาสาเทนตฺโถ นาหํ ตํ เฉทาเปสฺสามิ คจฺฉ ญาติสงฺฆปริวุโต สกฺกโต ครุกโต สุขํ ชีวาติ อาห ฯ
เทวราชา รญฺโญ ธมฺมํ เทเสตฺวา อคมาสิ ฯ ราชา ตสฺโสวาเท ฐตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา สคฺคปทํ ปูเรสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา เอวํ ภิกฺขเว ปุพฺเพปิ ตถาคโต ญาตฺถจริยํ อจริเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ ตรุณสาเลสุ นิพฺพตฺตเทวตา พุทฺธปริสา อเหสุํ ภทฺทสาลเทวราชา ปน อหเมวาติ ฯ
ภทฺทสาลชาตกํ ทุติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗