ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ฉัททันตชาดก
ชาดกที่ ๕๑๔ · ติงสตินิบาตชาดก

ฉัททันตชาดก

ว่าด้วยพญาช้างฉัททันต์

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๓๒๗ · บรรทัด ๙๔๑๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากฉัททันตชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๓ จาก ๔

เรื่องเล่า

นายพรานผู้กระทำกรรมอันชั่วช้า ขุดหลุมเอา กระดานปิดเสร็จแล้ว สอดธนูไว้ เอาลูกศรลูกใหญ่ยิง พญาช้างที่มายืนอยู่ข้างหลุมของตน. พญาช้างถูกยิงแล้ว ก็ร้องก้องโกญจนาท ช้าง ทั้งหมดพากันบันลืออื้ออึง ต่างพากันวิ่งมารอบ ๆ ทั้ง ๘ ทิศ ทำหญ้าและไม้ให้แหลกเป็นจุณไป. พญาช้างเอาเท้ากระชุ่นดิน ด้วยคิดว่า เราจักฆ่า นายพรานคนนี้ แต่ได้เห็นผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็น ธงชัย ของพระฤาษี ก็เกิดความรู้สึกว่า ธงชัยของ พระอรหันต์ อันสัตบุรุษไม่ควรทำลาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอธาย ความว่า ผูกสอดธนูไว้. บทว่า ปสฺสาคตํ ความว่า (ยิงพญาช้าง) ตัวมายืนอยู่ข้างหลุมของตน.

ได้ยินว่า ในวันที่สอง พญาช้างนั้นมาอาบน้ำ แล้วขึ้นมายืนอยู่ที่อันเป็นลานกว้างใหญ่ ลำดับนั้น น้ำจากสรีระของพญาช้างนั้น ไหลหยดทางนาภีประเทศ ตกต้องตัวของนายพรานทางช่องนั้น. โดยข้อสังเกตอันนั้นนายพรานก็ทราบว่า พระมหาสัตว์มายืนอยู่แล้ว จึงเอาลูกศรใหญ่ยิงพญาช้างซึ่งมายืนอยู่ข้างหลุมของตน.

บทว่า ทุกฺกฏกมฺมการี ความว่า ชื่อว่าผู้ก่อกรรมอันชั่วช้า เพราะก่อทุกข์ให้เกิดแก่พระมหาสัตว์เจ้า ทั้งกายและใจ. บทว่า โกญฺจนมนาทิ ความว่า บันลือโกญจนาทก้องไป. นัยว่า ลูกศรนั้นทะลุไปตรงนาภีประเทศของพญาช้าง ทำลายอวัยวะเช่นไตเป็นต้นให้แหลกละเอียด ตัดไส้น้อยเป็นต้นเรื่อยไป จนทะลุออกทางเบื้องหลังของพญาช้าง แล่นเลยไปในอากาศ แผลเหวอะหวะ คล้ายถูกดมขวานฉะนั้น เลือดไหลออกทางปากแผลนองไป ดุจน้ำย้อมไหลออกจากหม้อ บังเกิดทุกขเวทนาเหลือกำลัง พญาช้างไม่สามารถจะอดกลั้นทุกขเวทนาได้ก็ร้องก้องสนั่นไปทั่วสกลบรรพต บันลือโกญจนาทอื้ออึงถึงสามครั้ง. บทว่า สพฺเพว ความว่า ช้าง ๘,๐๐๐ ทั้งหมดได้ยินเสียงนั้นต่างสะดุ้งกลัวต่อมรณภัย บันลือเสียงอันพิลึกน่าสะพรึงกลัว. บทว่า รณํ กโรนฺตา ความว่า ช้างทั้ง ๘,๐๐๐ ต่างส่งเสียงร้องกึกก้องน่าเกรงขาม พลางมาตามเสียงนั้นเห็นพญาฉัททันต์ได้รับทุกขเวทนา คิดว่า พวกเราจักจับปัจจามิตรให้ได้ต่างวิ่งหาจนหญ้าและไม้แหลกเป็นจุณ. บทว่า วธิสฺสเมตํ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งช้างทั้งหลายหลีกไปในทิศานุทิศแล้ว เมื่อนางช้างมหาสุภัททาเข้าไปยืนเคียงข้างเล้าโลมปลอบใจ พญาฉัททันต์ก็อดกลั้นเวทนาได้ แล้วกำหนดทางที่ลูกศรแล่นมาไตร่ตรองดูว่า ถ้าลูกศรนี้จักมาทางเบื้องปุรัตถิมทิศเป็นต้นแล้ว ลูกศรจักต้องทะลุทางกระพองเป็นต้นก่อน แล้วแล่นออกทางเบื้องหางเป็นต้น แต่นี่เข้าทางนาภี ทะลุแล่นไปในอากาศ เพราะฉะนั้น จักมีคนที่ยืนอยู่ใต้ดินยิงมา ประสงค์จะตรวจตราดูที่ซึ่งมีคนยืนต่อไป จึงคิดว่า ใครจะล่วงรู้ว่าจักมีอะไรเกิดขึ้น ควรที่เราจะให้นางมหาสุภัททาหลีกไปเสีย แล้วกล่าวว่า น้องรัก ช้างทั้ง ๘,๐๐๐ ค้นหาปัจจามิตรของพี่ ต่างก็พากันวิ่งไปในทิศานุทิศ เจ้ามัวทำอะไรอยู่ที่นี่เล่า ? เมื่อนางมหาสุภัททาตอบว่า ท่านเจ้าขาดิฉันยืนคอยพยาบาลปลอบใจท่านอยู่ ขอท่านอดโทษแก่ดิฉันด้วยเถิด แล้วกระทำประทักษิณ ๓ รอบ จบทำความเคารพในฐานะทั้ง ๔ แล้วเหาะไปสู่อากาศฝ่ายพญาช้างก็เอาเล็บเท้ากระชุ่นพื้นดิน. กระดานกระดกขึ้น พญาช้างก้มมองดูทางช่อง เห็นนายพรานโสณุดร ก็เกิดโทสจิตคิดว่า เราจักฆ่ามัน จึงสอดงวงงามราวกะพวงเงิน ลงไปลูบคลำดู ได้มองเห็นผ้ากาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น. พญาช้างจึงยกนายพรานขึ้นมาวางไว้เบื้องหน้า. ลำดับนั้น สัญญา คือความสำนึกผิดชอบได้เกิดขึ้นแก่พระมหาสัตว์ซึ่งได้รับทุกขเวทนาขนาดหนักดังนี้ว่า ขึ้นชื่อว่า ธงชัยแห่งพระอรหันต์ไม่ควรที่บัณฑิตจะทำลาย ควรสักการะเคารพอย่างเดียวโดยแท้. เมื่อพระมหาสัตว์เจ้าจะสนทนากับนายพราน จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า

ผู้ใดยังไม่หมดกิเลส ปราศจากทมะและสัจจะ ผู้นั้นไม่ควรจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะ. ส่วนผู้ใด คลายกิเลสได้แล้ว ตั้งมั่นอยู่ในศีล ประกอบด้วยทมะและสัจจะ ผู้นั้นแลควรนุ่งห่มผ้า กาสาวะ.

คาถานั้นมีอธิบายดังนี้ สหายพรานเอ๋ย คนใดใช่คนหมดกิเลสดุจน้ำฝาดมีราคะเป็นต้น ปราศจากการฝึกอินทรีย์ ทั้งวจีสัจจะ คือไม่เข้าถึงคุณเหล่านั้น นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตว์ อันย้อมแล้วด้วยน้ำฝาด คนนั้นไม่ควรนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์นั้นเลย คือไม่สมควรกับผ้านั้น ส่วนคนใด พึงชื่อว่าเป็นผู้ชำระกิเลสได้ เพราะคายกิเลสดุจน้ำฝาดเหล่านั้นเสียได้. บทว่า สีเลสุสุสมาหิโต ความว่า บุคคลใดเป็นผู้มีศีลและอาจาระตั้งมั่นด้วยดีบริบูรณ์บุคคลนั้นชื่อว่า ควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะนี้.

พระมหาสัตว์เจ้า ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ระงับความคิดที่จะฆ่านายพรานนั้นเสีย ถามว่า สหายเอ๋ย ท่านยิงเราเพื่อต้องการอะไร เพื่อประโยชน์ของตัวเอง หรือคนอื่นใช้มา.

พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสพระคาถาความว่า

พญาช้างถูกลูกศรใหญ่ เสียบเข้าแล้ว ไม่มีจิต คิดประทุษร้าย ได้ถามนายพรานว่า เพื่อนเอ๋ย ท่าน ประสงค์อะไร เพราะเหตุอะไร หรือว่าใครใช้ให้ท่าน มาฆ่าเรา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิมตฺถิยํ ความว่า ท่านปรารถนาอะไรไว้ ในอนาคต. บทว่า. กิสฺส วา แปลว่า เพราะเหตุอะไร. อธิบายว่าด้วยเหตุอันใด คือท่านผูกเวรอะไรไว้กับเราะ บทว่า กสฺส วา ความว่าหรือว่านี้เป็นความประสงค์ของผู้อื่น คือใครใช้ท่านมาฆ่าเรา. เมื่อนายพรานโสณุดรจะบอกความนั้นแก่พญาช้าง จึงกล่าวคาถาความว่า

ดูก่อนพญาช้างที่เจริญ นางสุภัททา พระมเหสี ของพระเจ้ากาสิกราช อันประชาชนสักการะบูชาอยู่ ในราชสกุล พระนางได้ทรงนิมิตเห็นท่าน และได้ โปรดให้ทำสักการะแก่ข้าพเจ้าแล้ว ตรัสบอกข้าพเจ้า ว่า มีพระประสงค์งาทั้งคู่ของท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปูชิตา ความว่า อันประชาชนบูชาแล้วโดยฐานะเป็นพระอัครมเหสี. บทว่า อทฺทสา ความว่า นัยว่า พระนางเธอทรงพระสุบินนิมิตเห็นท่าน. บทว่า อสํสิ ความว่า ทั้งพระนางเจ้าโปรดให้ทำสักการะแก่ข้าพเจ้าแล้ว ตรัสบอกว่า ในป่าหิมพานต์ มีพญาช้างรูปร่างอย่างนี้ อยู่สถานที่ชื่อโน้น. บทว่า ทนฺเตหิ ความว่า พระนางเทวีได้ตรัสบอกข้าพเจ้าว่า งาทั้งสองของพญาช้างนั้น มีรัศมี ๖ ประการรุ่งเรือง เราต้องการงาเหล่านั้น ประสงค์จะทำเป็นเครื่องประดับ เจ้าจงไปนำเอางาช้างนั้นมาให้เรา.

พระมหาสัตว์ ทรงสดับดังนั้น ก็ทราบว่า นี้เป็นการกระทำของนางจุลลสุภัททา สู้อดกลั้นเวทนาไว้ กล่าวว่า พระนางสุภัททานั้น ใช่จะต้องการงาทั้งสองของเราก็หามิได้ แต่เพราะประสงค์จะให้ท่านฆ่าเรา จึงได้ส่งมา เมื่อจะแสดงความต่อไป จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า

แท้จริง พระนางสุภัททาทรงทราบดีว่า งางาม ๆ แห่งบิดา และปู่ทวดของเรา มีอยู่เป็นอันมาก แต่ พระนางเป็นคนพาล โกรธเคือง ผูกเวร ต้องการจะ ฆ่าเรา. ดูก่อนนายพราน ท่านจงลุกขึ้นเถิด จงหยิบเลื่อย มาตัดงาคู่นี้เถิด ประเดี๋ยวเราจะตายเสียก่อน ท่านจง กราบทูลพระนางสุภัททาผู้ยังผูกโกรธว่า พญาช้างตาย แล้ว เชิญพระนางรับงาคู่นี้ไว้เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิเม ความว่า ได้ยินว่า งาทั้งหลายครั้งบิดาและปู่ของพญาช้างนั้น ได้เก็บซ่อนไว้ในที่เร้นลับ ด้วยประสงค์ว่าอย่าได้พินาศไปเสีย พญาช้างฉัททันต์หมายเอางาช้างเหล่านั้นจึงกล่าวอย่างนี้. บทว่าชานาติ ความว่า พระนางสุภัททานั้นทราบอยู่ว่า งาของช้างเป็นจำนวนมากเก็บซ่อนไว้ในที่นี้. บทว่า วธตฺถิกา ความว่า แต่พระนางสุภัททานั้นประสงค์จะให้ท่านฆ่าข้าพเจ้าให้ตายอย่างเดียว ได้ผูกเวรไว้ เพราะเก็บความพยาบาทแม้เพียงเล็กน้อยไว้ในใจ คือพระนางจะให้เราถึงที่สุด ด้วยการกระทำที่ร้ายกาจเห็นปานนี้. บทว่า ขรํ แปลว่า เลื่อย. บทว่า ปุรา มรามิ ความว่าตอนที่เรายังไม่ตาย. บทว่า วชฺชาสิ ความว่า ท่านพึงกราบทูล. บทว่า หนฺท อิมสฺส ทนฺตา ความว่า ท่านพึงทูลพระนางสุภัททานั้นว่า พญาช้างนั้นถูกท่านฆ่าตายแล้ว มโนรถของพระองค์ถึงที่สุดแล้ว เชิญรับงาเหล่านั้นของพญาช้างนั้นไว้.

นายพรานโสณุดรได้ฟังคำของพญาช้างแล้ว ลุกขึ้นจากที่นั่งถือเลื่อยเข้ามาใกล้ ๆ พญาช้าง คิดว่า เราจักตัดเอางาไป. ก็พญาช้างนั้นสูงประมาณ๘๐ ศอก ยืนเด่นคล้ายภูเขาเงิน ด้วยเหตุนั้น พรานโสณุดรจึงเอื้อมเลื่อยงาไม่ถึง. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้าจึงย่อกายนอนก้มศีรษะลงเบื้องต่ำ. ขณะนั้นนายพรานจึงเหยียบงวงเช่นกับพวงเงินของพระมหาสัตว์ ขึ้นไปอยู่บนกระพองเป็นเหมือนขึ้นยืนอยู่บนเขาไกรลาส แล้วเอาเข่ากระตุ้นเนื้อ ซึ่งย้อยอยู่ที่ปากยัดเข้าข้างใน ลงจากกระพองแล้ว สอดเลื่อยเข้าไปภายในปาก. นายพรานเอามือทั้งสองเลื่อยชักขึ้นชักลง อย่างทะมัดทะแมง. ทุกขเวทนาเกิดขึ้นแก่พระมหาสัตว์เป็นกำลัง ปากเต็มไปด้วยโลหิต. เมื่อนายพรานเลื่อยชักไปชักมาอยู่ ก็ไม่สามารถจะเอาเลื่อยตัดงาให้ขาดได้. ทีนั้นพระมหาสัตว์เจ้าจึงบ้วนโลหิตออกจากปาก สู้อดกลั้นทุกขเวทนาได้ ถามนายพรานว่า สหายเอ๋ยท่านไม่สามารถจะตัดงาให้ขาดได้ละหรือ ? พรานโสณุดรตอบใช่แล้วนาย. พระมหาสัตว์ดำรงสติมั่น กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงยกงวงของเราขึ้น ให้จับเลื่อยข้างบนไว้ เราเองไม่มีกำลังจะยกงวงของเราได้. นายพรานก็ปฏิบัติตามเช่นนั้น. พระมหาสัตว์เอางวงยึดมือเลื่อยไว้ แล้วชักขึ้นชักลง ส่วนงาทั้งสองก็ขาด ประดุจตัดตอไม้ฉะนั้น. ทีนั้นพญาช้างจึงให้นายพรานนำงาเหล่านั้นมาถือไว้ แล้วกล่าวว่า สหายพราน เราให้งาเหล่านี้แก่ท่าน ใช่ว่าเราจะไม่รักของเราก็หามิได้ ทั้งเรามิได้ปรารถนาความเป็นท้าวสักกะ เป็นมาร เป็นพรหมเลย แต่เพราะงาคือพระสัพพัญญุตญาณนั้น เรารักกว่างาคู่นี้ตั้งร้อยเท่าพันเท่า ขอบุญนี้จงเป็นปัจจัยแห่งการได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ดังนี้แล้วมอบงาไป แล้วถามต่อไปว่า สหายกว่าท่านจะมาถึงที่นี่ เป็นเวลานานเท่าไร ? เมื่อนายพรานตอบว่า เจ็ดปี เจ็ดเดือน เจ็ดวัน จึงกล่าวว่า เชิญไปเถิดด้วยอานุภาพแห่งงาคู่นี้ ท่านจักถึงพระนครพาราณสี ภายในเจ็ดวันเท่านั้นดังนี้แล้ว ทำการป้องกันแก่นายพรานนั้น ส่งเขาไปโดยตั้งสัตยาธิษฐานว่า

เราเป็นผู้ถูกลูกศรเสียบแทงแล้ว แม้จะถูก เวทนาครอบงำ ก็ไม่คิดประทุษร้ายในบุคคลผู้นุ่งห่ม ผ้ากาสาวพัสตร์ ถ้าข้อนี้เป็นความจริง อันเราผู้เป็น พญาช้างตั้งไว้ ขอพาลมฤคในไพรสณฑ์ อย่าได้มา กล้ำกรายนายพรานนี้เลย.

ก็แลครั้นพระมหาสัตว์ส่งนายพรานไปแล้ว ก็ทำกาลกิริยาล้มลงในเมื่อพวกช้าง และนางมหาสุภัททายังมาไม่ถึง.

พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาความว่า

นายพรานนั้นรีบลุกขึ้นจับเลื่อย เลื่อยงาพญาช้าง ทั้งคู่ อันงดงามวิลาสหาที่เปรียบมิได้ ในพื้นปฐพี แล้วรีบถือหลีกออกจากที่นั้นไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วคฺคู ความว่า งามวิลาส. บทว่า สุเภแปลว่า งดงาม. บทว่า อปฺปฏิเม ความว่า งดงามหางาอื่นในแผ่นดินนี้เปรียบมิได้.

เมื่อนายพรานนั้นหลีกไปแล้ว ช้างทั้งหลายก็มาถึง ไม่ทันเห็นปัจจามิตร.

พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาความว่า

ช้างเหล่านั้นตกใจ ได้รับความเสียใจ เพราะ พญาช้างถูกยิง พากันวิ่งไปยังทิศทั้ง ๘ เมื่อไม่เห็น ปัจจามิตรของพญาช้าง ก็พากันกลับมายังที่อยู่ของ พญาช้าง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภยทฺทิตา ความว่า อันความกลัวต่อมรณภัย เข้าไปคุกคามแล้ว. บทว่า อฏฺฏา แปลว่า ถึงความทุกข์. บทว่า คชปจฺจามิตฺตํ ได้แก่ บุคคลผู้เป็นศัตรูของพญาช้าง. บทว่า เยน โสความว่า พญาช้างนั้นทำกาลกิริยาล้มลง ณ ลานอันกว้างใหญ่ คล้ายภูเขาไกรลาส ช้างทั้งหลายพากันมายังสถานที่นั้น.

ฝ่ายนางมหาสุภัททา ที่มาพร้อมกับช้างเหล่านั้นก็ดี ช้าง ๘,๐๐๐ทั้งหมดนั้นก็ดี ต่างร่ำไห้คร่ำครวญอยู่ ณ ที่นั้น แล้วพากันไปยังสำนักแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้กุลุปกะของพระมหาสัตว์บอกว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญปัจจยทายกของพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ ทำกาละเสียแล้ว นิมนต์พระคุณเจ้าทั้งหลายไปดูซากของปัจจยทายกนั้น ในป่าช้าเถิด. ฝ่ายพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๕๐๐ รูป ก็เหาะมาทางอากาศลงตรงที่ลานใหญ่. ขณะนั้น ช้างหนุ่ม ๒ เชือก ช่วยกันเอางาเสยยกสรีระร่างของพญาช้าง ให้จบพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วยกขึ้นสู่จิตกาธารทำฌาปนกิจ. พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย กระทำการสาธยายธรรมอยู่ที่ป่าช้าตลอดคืนยังรุ่ง. ช้างทั้ง ๘,๐๐๐ครั้นดับธาตุเสร็จสรงสนานแล้ว เชิญนางมหาสุภัททาเป็นหัวหน้า แห่มายังสถานที่อยู่ของตน ๆ.

พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ตรัสพระคาถาความว่า

ช้างเหล่านั้น พากันคร่ำครวญร่ำไห้อยู่ ณ ที่นั้น ต่างเกลี่ยอังคารขึ้นบนกระพองของตน ๆ แล้วยกเอา นางสัพพภัททาผู้เป็นมเหสี ให้เป็นหัวหน้า พากัน กลับยังที่อยู่ของตนทั้งหมด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปํสุกํ ได้แก่ ฝุ่นสรีรังคารที่ป่าช้า.

ฝ่ายนายพรานโสณุดร เอางาทั้งคู่มายังไม่ถึง ๗ วัน ก็ถึงพระนครพาราณสี.

พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสพระคาถา ความว่า

นายพรานนั้น นำงาทั้งคู่ของพญาคชสาร อัน อุดม ไพศาล งดงาม ไม่มีงาอื่นในปฐพีจะเปรียบได้ ส่องรัศมีดุจสีทอง สว่างไสวไปทั่วทั้งไพรสณฑ์ มา ถึงยังพระนครกาสีแล้ว น้อมนำงาทั้งคู่เข้าไปถวาย พระนางสุภัททา กราบทูลว่า พญาช้างล้มแล้ว ขอ เชิญพระนางทอดพระเนตรงาทั้งคู่นี้เถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุวณฺณราชีหิ ความว่า ส่องรัศมีดุจสีทอง. บทว่า สมนฺตโมทเร ความว่า แผ่รัศมีดุจสีทองไปรอบ ๆ ทั่วตลอดทั้งไพรสฑ์. บทว่า อุปเนสิ ความว่า ฝ่ายนายพรานโสณุดร ส่งข่าวไปทูลพระนางเทวีว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะนำงาทั้งคู่ อันเปล่งปลั่งมีรัศมี ๖ประการ ของพญาช้างฉัททันต์เข้ามาถวาย ขอพระองค์ได้โปรดให้ประดับตกแต่งพระนคร เมื่อพระนางเทวีกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ ให้ประดับตกแต่งพระนครดุจเทพนครแล้ว ก็เข้าสู่พระนคร ขึ้นไปยังปราสาทน้อมงาทั้งคู่เข้าไป ครั้นน้อมเข้าไปแล้ว ก็กราบทูลว่า ขอเดชะพระแม่เจ้า ได้ทราบว่าพระแม่เจ้าก่อความขุ่นเคืองเหตุเล็กน้อย ไว้ในพระทัยต่อพญาช้างใด ข้าพระพุทธเจ้าฆ่าพญาช้างนั้นตายแล้ว โปรดทรงทราบว่า พญาช้างตายแล้ว ขอเชิญพระแม่เจ้าทอดพระเนตร นี้ คือ งาทั้งสองของพญาช้างนั้น แล้วได้ถวายงาไป. พระนางสุภัททาจึงเอางวงตาลทำด้วยแก้วมณี. รับคู่งาอันวิจิตร มีรัศมี๖ ประการ ของพระมหาสัตว์เจ้า มาวางไว้ที่อุรุประเทศ ทอดพระเนตรดูงาแห่งสามีที่รักของพระองค์ในปุริมภพ พลางระลึกว่า นายพรานโสณุดรฆ่าพญาช้างที่ถึงส่วนแห่งความงามเห็นปานนี้ ให้ถึงแก่ชีวิต ตัดเอางาทั้งคู่มาเมื่อทรงอนุสรณ์ถึงพระมหาสัตว์ ก็ทรงบังเกิดความเศร้าโศกไม่สามารถที่จะอดกลั้นได้ ทันใดนั้น ดวงหทัยของพระนางก็แตกทำลายไป ได้ทำกาลกิริยาในวันนั้นเอง.

พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ตรัสพระคาถาความว่า

พระนางสุภัททาผู้เป็นพาล ครั้นทอดพระเนตร เห็นงาทั้งสองของพญาคชสารอันอุดม ซึ่งเป็นปิยภัสดาของตนในชาติก่อนแล้ว หทัยของพระนางก็ แตกทำลาย ณ ที่นั้นเอง ด้วยเหตุนั้นแล พระนางจึง ได้สวรรคต.

ลำดับนั้น เมื่อพระธรรมสังคาหกเถระเจ้าทั้งหลาย จะสรรเสริญพระคุณแห่งพระทศพล จึงกล่าวคำเป็นคาถาอย่างนี้ ความว่า

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๓ / ๔ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๓๗๗–๔๐๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติงสตินิบาตชาดก · ๒๒๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๒๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

ฉทฺทนฺตชาตกํ

กึ นุ โสจสีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ ทหรภิกฺขุนึ อารพฺภ กเถสิ ฯ

สา กิร สาวตฺถิยํ กุลธีตา ฆราวาเส อาทีนวํ ทิสฺวา สาสเน ปพฺพชิตฺวา เอกทิวสํ ภิกฺขุนีหิ สทฺธึ ธมฺมสฺสวนาย คนฺตฺวา อลงฺกตธมฺมาสเน นิสีทิตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺตสฺส ทสพลสฺส อปฺปริมาณปุญฺญปฺปภาวาภินิพฺพตฺตํ อุตฺตมรูปสมฺปตฺติยุตฺตํ อตฺตภาวํ โอโลเกตฺวา ปริจิณฺณปุพฺพา นุโข เม ภวสฺมึ วิจรนฺติยา อิมสฺส มหาปุริสสฺส ปาทปริจาริกาติ จินฺเตสิ ฯ อถสฺสา ตํ ขณญฺเญว ชาติสฺสรญาณํ อุปฺปชฺชิ ฉทฺทนฺตวารณกาเล อหํ อิมสฺส มหาปุริสสฺส ปาทปริจาริกา ภูตปุพฺพาติ ฯ อถสฺสา สรนฺติยา มหนฺตํ ปีติปาโมชฺชํ อุปฺปชฺชิ ฯ สา ปีติเวเคน มหาหสิตํ หสิตฺวา ปุน จินฺเตสิ ปาทปริจาริกา นาม สามิกานํ หิตชฺฌาสยา อปฺปกา อหิตชฺฌาสยาว พหุตรา หิตชฺฌาสยา นุโข อหํ อิมสฺส ปุริสสฺส อโหสึ อหิตชฺฌาสยาติ ฯ สา อนุสฺสรมานา อหํ หิ อปฺปมตฺตํ โทสํ หทเย ฐเปตฺวา วีสรตนสติกํ ฉทฺทนฺตมหาคชิสฺสรํ โสณุตฺตรนฺนาม เนสาทํ เปเสตฺวา วิสปีเตน สลฺเลน วิชฺฌาเปตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปสินฺติ อทฺทส ฯ อถสฺสา โสโก อุทปาทิ ฯ หทยํ อุณฺหํ อโหสิ ฯ โสกํ สณฺฐาเรตุํ อสกฺโกนฺตี อสฺสสิตฺวา ปสฺสสิตฺวา มหาสทฺเทน ปโรทิ ฯ ตํ ทิสฺวา สตฺถา สิตํ ปาตุกริตฺวา โก นุโข ภนฺเต เหตุ โก ปจฺจโย สิตสฺส ปาตุกมฺมายาติ ภิกฺขุสงฺเฆน ปุฏฺโฐ ภิกฺขเว อยํ ทหรภิกฺขุนี ปุพฺเพ มยิ กตํ อปราธํ สริตฺวา โรทตีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต หิมวนฺเต ฉทฺทนฺตทหํ อุปนิสฺสาย อฏฺฐสหสฺสหตฺถินาคา วสึสุ อิทฺธิมนฺโต เวหาสงฺคมา ฯ ตทา โพธิสตฺโต เชฏฺฐกวารณสฺส ปุตฺโต หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ โส สพฺพเสโต อโหสิ รตฺตมุขปาโท ฯ โส อปรภาเค วุฑฺฒิปฺปตฺโต อฏฺฐาสีติหตฺถุพฺเพโธ อโหสิ วีสรตนสตายาโม อฏฺฐปณฺณาสหตฺถาย รชฏทามสทิสาย โสณฺฑาย สมนฺนาคโต ฯ ทนฺตา ปนสฺส ปริกฺเขปโต ปนฺนรสหตฺถา อเหสุํ ทีฆโต ตึสหตฺถา ฉพฺพณฺณรํสีหิ สมนฺนาคตา ฯ โส อฏฺฐนฺนํ นาคสหสฺสานํ เชฏฺฐโก อโหสิ ฯ ปญฺจสเต ปจฺเจกพุทฺเธ ปูเชสิ ฯ ตสฺส เทฺว อคฺคมเหสิโย อเหสุํ จุลฺลสุภทฺทา มหาสุภทฺทา จาติ ฯ นาคราชา อฏฺฐนาคสหสฺสปริวาโร กาญฺจนคุหายํ วสติ ฯ โส ปน ฉทฺทนฺตทโห อายามโต จ วิตฺถารโต จ ทฺวิปณฺณาสโยชโน โหติ ฯ ตสฺส มชฺเฌ ทฺวาทสโยชนปฺปมาเณ ฐาเน เสวาลํ วา ปนกํ วา กทฺทมํ วา นตฺถิ มณิกฺขนฺธวณฺณํ อุทกเมว สนฺติฏฺฐติ ตทนนฺตรํ โยชนวิตฺถตํ สุทฺธกลฺลาหารวนํ ตํ อุทกํ ปริกฺขิปิตฺวา ฐิตํ ตทนนฺตรํ โยชนวิตฺถตเมว สุทฺธนีลุปฺปลวนํ ตํ ปริกฺขิปิตฺวา ฐิตํ ตโต โยชนโยชนวิตฺถตาเนว รตฺตุปฺปลเสตุปฺปลรตฺตปทุมเสตปทุมกุมุทวนานิ ปุริมํ ปริกฺขิปิตฺวา ฐิตานิ ฯ อิเมสํ ปน สตฺตนฺนํ วนานํ อนนฺตรํ สพฺเพสํปิ เตสํ กลฺลาหาราทีนํ วเสน โอมิสฺสกวนํ โยชนวิตฺถตเมว ตานิ ปริกฺขิปิตฺวา ฐิตํ ฯ ตทนนฺตรํ นาคานํ กฏิปฺปมาเณ อุทเก โยชนวิตฺถตเมว รตฺตสาลิวนํ ฯ ตทนนฺตรํ อุทกปริยนฺเต โยชนวิตฺถตเมว นีล ปีต โลหิต โอทาตสุรภิกุสุมสมากิณฺณํ อุทกคจฺฉวนํ ฯ อิติ อิมานิ ทส วนานิ โยชนวิตฺถตาเนว ฯ ตโต ขุทฺทกราชมาส- มหาราชมาสมุคฺควนํ ฯ ตทนนฺตรํ ติปุสเอลาฬุกลาพุกกุมฺภณฺฑวลฺลิวนํ ฯ ตโต ปูครุกฺขปฺปมาณํ อุจฺฉุวนํ ฯ ตโต หตฺถิทนฺตปฺปมาณผลํ กทลิวนํ ฯ ตโต สาลวนํ ฯ ตทนนฺตรํ จาฏิปฺปมาณผลํ ปนสวนํ ฯ ตโต มธุรผลํ ลิญฺจวนํ ฯ ตโต กปิฏฺฐวนํ ฯ ตโต โอมิสฺสโก มหาวนสณฺโฑ ฯ ตโต เวฬุวนํ ฯ อยมสฺส ตสฺมึ กาเล สมฺปตฺติ ฯ สํยุตฺตฏฺฐกถายํ ปน อิทานิ วตฺตมานสมฺปตฺติเยว กถิตา ฯ

เวฬุวนํ ปน ปริกฺขิปิตฺวา สตฺต ปพฺพตา ฐิตา ฯ เตสํ พาหิรนฺตรโต ปฏฺฐาย ปฐโม จุลฺลกาฬปพฺพโต นาม ทุติโย มหากาฬปพฺพโต นาม ฯ ตโต อุทกปสฺสปพฺพโต นาม ฯ ตโต จนฺทปสฺสปพฺพโต นาม ฯ ตโต สุริยปสฺสปพฺพโต นาม ฯ ตโต มณิปสฺสปพฺพโต นาม ฯ สตฺตโม สุวณฺณปสฺสปพฺพโต นาม ฯ โส อุพฺเพธโต สตฺตโยชนิโก ฉทฺทนฺตทหํ ปริกฺขิปิตฺวา ปตฺตสฺส มุขวฏฺฏิ วิย ฐิโต ฯ ตสฺส อพฺภนฺตริมปสฺสํ สุวณฺณวณฺณํ ฯ ตโต นิกฺขนฺเตน โอภาเสน ฉทฺทนฺตทโห สมุคฺคตพาลสุริโย วิย โหติ ฯ พาหิรปพฺพเตสุ ปน เอโก อุพฺเพธโต ฉโยชนิโก เอโก ปญฺจ เอโก จตฺตาริ เอโก ตีณิ เอโก เทฺว เอโก โยชนิโก ฯ เอวํ สตฺตปพฺพตปริกฺขิตฺตสฺส ปน ตสฺส ฉทฺทนฺตทหสฺส ปุพฺพุตฺตรกณฺเณ อุทกวาตปฺปหรโณกาเส มหานิโคฺรธรุกฺโข อตฺถิ ฯ ตสฺส ขนฺโธ ปริกฺเขปโต ปญฺจโยชนิโก อุพฺเพธโต สตฺตโยชนิโก จตูสุ ทิสาสุ จตสฺโส สาขา ฉโยชนิกา อุทฺธํ อุคฺคตสาขาปิ ฉโยชนิกาว ฯ อิติ โส มูลโต ปฏฺฐาย อุพฺเพเธน เตรสโยชนิโกว สาขานํ อุปริ สมนฺตโต ทฺวาทสโยชนิโก อฏฺฐหิ ปาโรหสหสฺเสหิ ปฏิมณฺฑิโต มุณฺฑมณิปพฺพโต วิย วิลาสมาโน ติฏฺฐติ ฯ

ฉทฺทนฺตทหสฺส ปน ปจฺฉิมทิสาภาเค สุวณฺณปสฺสปพฺพเต ทฺวาทสโยชนิกา กาญฺจนคุหา ฯ ฉทฺทนฺโต นาม นาคราชา วสฺสารตฺเต อฏฺฐสหสฺสนาคปริวุโต กาญฺจนคุหายํ วสติ ฯ คิมฺหกาเล อุทกวาตํ สมฺปฏิจฺฉมาโน มหานิโคฺรธมูเล ปาโรหนฺตเร ติฏฺฐติ ฯ อถสฺส เอกทิวสํ มหาสาลวนํ ปุปฺผิตนฺติ อาโรจยึสุ ฯ โส สปริวาโร สาลกีฬํ กีฬิสฺสามีติ ตํ สาลวนํ คนฺตฺวา เอกํ สุปุปฺผิตํ สาลรุกฺขํ กุมฺเภน ปหริ ฯ จุลฺลสุภทฺทา อุปริวาตปสฺเส ฐิตา ฯ ตสฺสา สรีเร สุกฺขทณฺฑกมิสฺสานิ ปุราณปณฺณานิ เจว ตามฺพกิปิลฺลิกานิ จ ปตึสุ ฯ มหาสุภทฺทา อโธวาตปสฺเส ฐิตา ฯ ตสฺสา สรีเร ปุปฺผเรณุกิญฺชกฺขปตฺตานิ ปตึสุ ฯ จุลฺลสุภทฺทา อตฺตโน ปิยภริยาย อุปริ ปุปฺผเรณุกิญฺชกฺขปตฺตานิ ปาเตสิ อยํ นาคราชา มม สรีเร สุกฺขทณฺฑกมิสฺสานิ ปุราณปณฺณานิ เจว ตามฺพกิปิลฺลิกานิ จ ปาเตสิ โหตุ กตฺตพฺพํ ชานิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา มหาสตฺเต เวรํ พนฺธิ ฯ

อปรมฺปิ ทิวสํ นาคราชา สปริวาโร นหานตฺถาย ฉทฺทนฺตทหํ โอตริ ฯ อถ เทฺว ตรุณนาคา โสณฺฑาย อุสีรกลาเป คเหตฺวา เกลาสกูฏํ มชฺชนฺตา วิย นหาเปสุํ ฯ ตสฺมึ นหาตฺวา อุตฺติณฺเณ เทฺว กเรณุโย นหาเปสุํ ฯ ตาปิ อุตฺตริตฺวา มหาสตฺตสฺส สนฺติเก อฏฺฐํสุ ฯ ตโต อฏฺฐสหสฺสนาคา สรํ โอตริตฺวา อุทกกีฬํ กีฬิตฺวา สรโต นานาปุปฺผานิ อาหริตฺวา รชฏถูปํ อลงฺกโรนฺโต วิย มหาสตฺตํ อลงฺกริตฺวา ปจฺฉา เทฺว กเรณุโย อลงฺกรึสุ ฯ อเถโก หตฺถี สเร วิจรนฺโต สตฺตุทฺทยํ มหาปทุมํ ลภิตฺวา อาหริตฺวา มหาสตฺตสฺส อทาสิ ฯ โส ตํ โสณฺฑาย คเหตฺวา เรณู กุมฺเภ โอกิริตฺวา เชฏฺฐกาย มหาสุภทฺทาย อทาสิ ฯ ตํ ทิสฺวา อิตรา อิทํปิ สตฺตุทฺทยํ มหาปทุมํ อตฺตโน ปิยภริยาย เอว อทาสิ น มยฺหนฺติ ปุนปิ ตสฺมึ เวรํ พนฺธิ ฯ

อเถกทิวสํ โพธิสตฺเต มธุรผลานิ เจว ภึสมูลานิ จ โปกฺขรมธุนา โยเชตฺวา ปญฺจสเต ปจฺเจกพุทฺเธ โภเชนฺเต จุลฺลสุภทฺทา อตฺตโน ลทฺธผลาผลํ ปจฺเจกพุทฺธานํ ทตฺวา ภนฺเต อหํ อิโตทานิ จวิตฺวา มทฺทราชกุเล นิพฺพตฺเตตฺวา สุภทฺทา นาม ราชกญฺญา หุตฺวา วยปฺปตฺตา พาราณสิรญฺโญ อคฺคมเหสิภาวํ ปตฺวา ตสฺส ปิยา มนาปา ตํ อตฺตโน รุจึ กาตุํ สมตฺถา หุตฺวา ตสฺส อาจิกฺขิตฺวา เอกํ ลุทฺทกํ เปเสตฺวา อิมํ หตฺถึ วิสปีเตน สลฺเลน วิชฺฌาเปตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา ฉพฺพณฺณรํสี วิสชฺเชนฺเต ยมกทนฺเต อาหราเปตุํ สมตฺถา โหมีติ ปตฺถนํ ฐเปสิ ฯ สา ตโต ปฏฺฐาย โคจรํ อคเหตฺวา สุสฺสิตฺวา น จิรสฺเสว กาลํ กตฺวา มทฺทรฏฺเฐ อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติ ฯ ชายมานาย จ สุภทฺทาติสฺสา นามํ อกํสุ ฯ อถ นํ วยปฺปตฺตํ พาราณสิรญฺโญ อทํสุ ฯ สา ตสฺส ปิยา มนาปา โสฬสนฺนํ อิตฺถีสหสฺสานํ เชฏฺฐกา ชาติสฺสรญาณญฺจ ปฏิลภิ ฯ สา จินฺเตสิ สมิทฺธา เม ปตฺถนา อิทานิ ตสฺส นาคสฺส ยมกทนฺเต อาหราเปสฺสามีติ ฯ ตโต สรีรํ เตเลน มกฺเขตฺวา กิลิฏฺฐวตฺถํ นิวาเสตฺวา คิลานาการํ ทสฺเสตฺวา สิริสยนํ ปวิสิตฺวา มญฺจเก นิปชฺชิ ฯ ราชา กุหึ สุภทฺทาติ วตฺวา คิลานาติ สุตฺวา สิริคพฺภํ ปวิสิตฺวา มญฺจเก นิสีทาเปตฺวา ตสฺสา ปิฏฺฐึ ปริมชฺชนฺโต ปฐมํ คาถมาห

กินฺนุ โสจสิ อนุจฺจงฺคี ปณฺฑุสี วรวณฺณินี

มิลายสิ วิสาลกฺขี มาลาว ปริมทฺทิตาติ ฯ

ตตฺถ อนุจฺจงฺคีติ กาญฺจนสนฺนิภสรีเร ฯ มาลาว ปริมทฺทิตาติ หตฺเถหิ ปริมทฺทิตปทุมา วิย ฯ

ตํ สุตฺวา สา อิตรํ คาถมาห

โทหโล เม มหาราช สุปินนฺเตนุปจฺจคา

น โส สุลภรูโปว ยาทิโส มม โทหโลติ ฯ

ตตฺถ น โสติ ยาทิโส มม ฯ สุปินนฺเตนุปจฺจคาติ สุปินนฺเต สุปินํ ปสฺสนฺติยา มยา ทิฏฺโฐ โทหโล โส สุลภรูโป วิย น โหติ ทุลฺลโภ โส มยฺหํ ปน ตํ อลภนฺติยา ชีวิตํ นตฺถีติ อวจ ฯ

ตํ สุตฺวา ราชา คาถมาห

เย เกจิ มานุสา กามา อิธ โลกสฺมิ นนฺทเน

สพฺเพ เต ปจฺจุรา มยฺหํ อหนฺเต ทมฺมิ โทหลนฺติ ฯ

ตตฺถ ปจฺจุราติ พหู สุลภา ภทฺเท สุภทฺเท อิธ โลกสฺมึ มานุสา กามา มนุสฺเสหิ ปตฺถิยมานา เย เกจิ สตฺต รตนา นนฺทเน มานุเส เย เกจิ ปญฺจ กามคุณา อตฺถิ สพฺเพ เต วตฺถุกามกิเลสกาเม อหํ เต ตุยฺหํ ทมฺมิ ททามีติ ฯ

ตํ สุตฺวา เทวี มหาราช ทุลฺลโภ มม โทหโล น ตํ อิทานิ กเถมิ ยาวติกา ปน โว วิชิเต ลุทฺทา เต สพฺเพ สนฺนิปาเตถ เตสํ มชฺเฌ กเถสฺสามีติ ทีเปนฺตี อนนฺตรํ คาถมาห

ลุทฺทา เทว สมายนฺตุ เย เกจิ วิชิเต ตว

เอเตสํ อหมกฺขิสฺสํ ยาทิโส มม โทหโลติ ฯ

ตตฺถ เทว เย เกจิ ตว วิชิเต ยุตฺตา ลุทฺทา อตฺถิ สพฺเพ เต ลุทฺทา สมายนฺตุ ปกฺโกสึสุ อหํ ยาทิโส มม โทหโล เอเตสํ ลุทฺทานํ อกฺขิสฺสํ อกฺขิสฺสามีติ ฯ

ราชา สาธูติ สิริคพฺภา นิกฺขมิตฺวา ยาวติกา ติโยชนสติเก กาสิกรฏฺเฐ ลุทฺทา สพฺเพสํ สนฺนิปาตตฺถาย เภริญฺจาราเปถาติ อมจฺเจ อาณาเปสิ ฯ เต ตถา กรึสุ ฯ น จิรสฺเสว กาสิกรฏฺฐวาสิโน ลุทฺทา ยถาพลํ ปณฺณาการํ คเหตฺวา อาคนฺตฺวา อาคตภาวํ รญฺโญ อาโรจาเปสุํ ฯ เต สพฺเพปิ สฏฺฐิสหสฺสมตฺตา อเหสุํ ฯ ราชา เตสํ อาคตภาวํ ญตฺวา วาตปาเน ฐิโต หตฺถํ ปสาเรตฺวา เตสํ อาคตภาวํ เทวิยา กเถนฺโต อาห

อิเม เต ลุทฺทกา เทวิ กตหตฺถา วิสารทา

วนญฺญู จ มิคญฺญู จ มมตฺเถ จตฺตชีวิตาติ ฯ

ตตฺถ อิเมติ เย ตฺวํ สนฺนิปาตาเปสิ อิเม เต ฯ กตหตฺถาติ วิชฺฌนเฉทเนสุ กตหตฺถา สุกุสลา สุสิกฺขิตา ฯ วิสารทาติ นิพฺภยา ฯ วนญฺญู จ มิคญฺญู จาติ วนานิ จ มิเค จ ชานนฺติ ฯ มมตฺเถติ สพฺเพปิ เจเต มมตฺเถ จตฺตชีวิตา ยมหํ อิจฺฉามิ ตํ กโรนฺตีติ ฯ

ตํ สุตฺวา เทวี เต อามนฺเตตฺวา อิตรํ คาถมาห

ลุทฺทปุตฺตา นิสาเมถ ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา

ฉพฺพิสาณํ คชํ เสตํ อทฺทสํ สุปิเน อหํ

ตสฺส ทนฺเตหิ เม อตฺโถ อลาเภ นตฺถิ ชีวิตนฺติ ฯ

ตตฺถ โภนฺโต ลุทฺทปุตฺตา เอตฺถ ตสฺมึ ฐาเน ยาวนฺตา ยตฺตกา ตุมฺเห สมาคตา เม มม วจนํ นิสาเมถ สุณาถ ฯ ฉพฺพิสาณนฺติ ฉพฺพณฺณวิสาณํ ฯ อหํ คชํ กีทิสํ ฉพฺพิสาณํ เสตํ เอวรูปํ คชํ สุปิเน อทฺทสํ ปสฺสามิ ตสฺส นาคราชสฺส ทนฺเตหิ เม อตฺโถ อลาเภ นตฺถิ ชีวิตนฺติ ฯ

ตํ สุตฺวา ลุทฺทปุตฺตา อาหํสุ

น โน ปิตูนํ น ปิตามหานํ

ทิฏฺโฐ สุโต กุญฺชโร ฉพฺพิสาโณ

ยมทฺทส สุปิเน ราชปุตฺตี

อกฺขาหิ โน ยาทิโส หตฺถินาโคติ ฯ

ตตฺถ ปิตูนนฺติ กรณตฺเถ สามิวจนํ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ เทว อมฺหากํ ปิตูหิ ปิตามเหหิปิ เอวรูโป กุญฺชโร น ทิฏฺฐปุพฺโพ ปเคว อมฺเหหิ ตสฺมา อตฺตนา ทิฏฺฐลกฺขณวเสน อกฺขาหิ โน ยาทิโส ตยา ทิฏฺโฐ หตฺถินาโคติ ฯ

อนนฺตรคาถาปิ เตเหว วุตฺตา

ทิสา จตสฺโส วิทิสา จตสฺโส

อุทฺธํ อโธ ทส ทิสา อิมา โย

กตมํ ทิสํ ติฏฺฐติ นาคราชา

ยมทฺทส สุปิเน ฉพฺพิสาณนฺติ ฯ

ตตฺถ ทิสาติ ทิสาสุ ฯ กตมนฺติ เอตาสุ ทิสาสุ กตมาย ทิสายาติ ฯ

เอวํ วุตฺเต สุภทฺทา สพฺเพ ลุทฺเท โอโลเกตฺวา เตสํ อนฺตเร ปตฺถตปาทํ ภตฺตปูฏสทิสชงฺฆํ มหาชานุกํ มหาผาสุกํ พหลมสฺสุํ ตามฺพทาฐิกํ นิพฺพิทฺธปิงฺคลํ ทุสฺสณฺฐานํ วิภจฺฉํ สพฺเพสํ มตฺถเกน ปญฺญายมานํ มหาสตฺตสฺส ปุพฺพเวรึ โสณุตฺตรํ นาม เนสาทํ ทิสฺวา เอส มม วจนํ กาตุํ สกฺขิสฺสตีติ ราชานํ อนุชานาเปตฺวา ตํ อาทาย สตฺตภูมิกปาสาทสฺส อุปริตลํ อารุยฺห อุตฺตรสีหปญฺชรํ วิวริตฺวา อุตฺตรหิมวนฺตาภิมุขํ หตฺถํ ปสาเรตฺวา จตสฺโส คาถา อภาสิ

อิโต อุชุํ อุตฺตรายํ ทิสายํ

อติกฺกมฺม โส สตฺต คิรี พฺรหนฺเต

สุวณฺณปสฺโส นาม คิริ อุฬาโร

สํปุปฺผิโต กึปุริสานุจิณฺโณ ฯ

อารุยฺห เสลํ ภวนํ กินฺนรานํ

โอโลกย ปพฺพตปาทมูลํ

อถ ทกฺขสี เมฆสมานวณฺณํ

นิโคฺรธราชํ อฏฺฐสหสฺสปาทํ ฯ

ตตฺถจฺฉติ กุญฺชโร ฉพฺพิสาโณ

สพฺพเสโต ทุปฺปสโห ปเรภิ

รกฺขนฺติ นํ อฏฺฐสหสฺสนาคา

อีสาทนฺตา วาตชวปฺปหาริโน ฯ

ติฏฺฐนฺติ เต ตุมูลมสฺสสนฺตา

กุปฺปนฺติ วาตสฺสปิ เอริตสฺส

มนุสฺสภูตํ ปน ตตฺถ ทิสฺวา

ภสฺมํ กเรยฺยุํ นาสฺส รโชปิ ตสฺสาติ ฯ

ตตฺถ อิโตติ โภ ลุทฺทปุตฺต โส ตฺวํ อิมมฺหา ฐานา ฯ อุตฺตรายนฺติ อุตฺตราย อุทฺทิสฺส อุชุํ คจฺฉ คจฺฉาหิ คนฺตฺวาน พฺรหนฺเต สตฺต คิรี อติกฺกมฺม อติกฺกนฺเตน ตยา ปฐมเมว ฉ ปพฺพเต อติกฺกมิตฺวา สุวณฺณมโย นาม คิริ กีทิโส ฯ อุฬาโรติ มหนฺโต อิตเรหิ ฉหิ ปพฺพเตหิ อุจฺจตโร ฯ โอโลกยาติ โอโลเกยฺยาสิ ฯ ตตฺถจฺฉตีติ ตสฺมึ นิโคฺรธมูเล คิมฺหสมเย อุทกวาตํ สมฺปฏิจฺฉนฺโต ติฏฺฐติ ฯ ทุปฺปสโหติ อญฺเญ ตํ อุปคนฺตฺวา ปสยฺหํ กาตุํ สมตฺถา นาม นตฺถีติ ทุปฺปสโห ปเรภิ เอวรูโป กุญฺชโร ตตฺถ ตสฺมึ นิโคฺรธมูเล คิมฺหสมเย อุทกวาตํ สมฺปฏิจฺฉนฺโต อจฺฉติ ติฏฺฐติ ฯ ลุทฺท อฏฺฐสหสฺสนาคา กีทิสา ฯ อีสาทนฺตาติ รถีสาย สมานทนฺตา ฯ วาตชวปฺปหาริโนติ วาตชเวน คนฺตฺวา ปจฺจามิตฺเต ปหรณสีลา เอวรูปา อฏฺฐสหสฺสา นาคา นํ นาคราชานํ รกฺขนฺติ ฯ ตุมูลนฺติ ภึสนกํ มหาสทฺทานุพนฺธํ อสฺสาสปสฺสาสํ มุญฺจนฺตา ติฏฺฐนฺติ ฯ เอริตสฺสาติ วาตปหริตสฺส ยํ สทฺทานุพนฺธเอริตจลิตกมฺปนํ ตสฺสปิ กุปฺปนฺติ เต นาคา ตตฺถ ตสฺมึ ฐาเน อาคตํ มนุสฺสภูตํ ทิสฺวา เอวํ ผรุสา ฯ นาสฺสาติ ตสฺส นาสวาเตเนว วิทฺธํสิตฺวา ภสฺมํ กตสฺส ตสฺส รโชปิ น ภเวยฺยาติ ฯ

ตํ สุตฺวา โสณุตฺตโร มรณภยภีโต

พหู หิ เม ราชกุลมฺหิ สนฺติ

ปิลนฺธนา ชาตรูปสฺส เทวิ

มุตฺตา มณี เวฬุริยามยา จ

กึ กาหสิ ทนฺตปิลนฺธเนน

มาเรตุกามา กุญฺชรํ ฉพฺพิสาณํ

อุทาหุ ฆาเฏสฺสสิ ลุทฺทปุตฺเตติ อาห ฯ

ตตฺถ ปิลนฺธนาติ อาภรณานิ ฯ เวฬุริยามยาติ เวฬุริยมยานิ ฯ ฆาเฏสฺสสีติ อุทาหุ ปิลนฺธนปเทเสน ลุทฺทปุตฺเต ฆาฏาเปตุกามาสีติ ปุจฺฉิ ฯ

ตโต เทวี คาถมาห

สา อิสฺสิตา ทุกฺขิตา จสฺมิ ลุทฺท

อุทฺธญฺจ สุสฺสามิ อนุสฺสรนฺตี

กโรหิ เม ลุทฺทก เอตมตฺถํ

ทสฺสามิ เต คามวรานิ ปญฺจาติ ฯ

ตตฺถ สาติ สา อหํ ฯ อนุสฺสรนฺตีติ เตน วารเณน ปุเร มยิ กตํ เวรํ อนุสฺสรมานาว ฯ ทสฺสามิ เตติ เอตสฺมึ เต อตฺเถ นิปฺผาทิเต สํวจฺฉเร สํวจฺฉเร สตสหสฺสุฏฺฐานเก ปญฺจ คามวเร เต ตุยฺหํ ทสฺสามิ ททามิ ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา สมฺม ลุทฺทปุตฺต อหํ เอตํ ฉทฺทนฺตหตฺถึ มาราเปตฺวา ยมกทนฺเต อาหราเปตุํ สมตฺถา โหมีติ ปุพฺเพ ปจฺเจกพุทฺธานํ ทานํ ทตฺวา ปตฺถนํ ฐเปสึ มยา สุปินนฺเต ทิฏฺฐํ นาม นตฺถิ สา ปน มยา ปฏฺฐิตปตฺถนา สมิชฺฌิสฺสติ ตฺวํ คจฺฉนฺโต มา ภายีติ ตํ สมสฺสาเสสิ ฯ โส สาธุ อยฺเยติ ตสฺสา วจนํ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา เตนหิ เม ปากฏํ กตฺวา ตสฺส วสนฏฺฐานํ กเถหีติ ปุจฺฉนฺโต อาห

กตฺถจฺฉติ กตฺถ มุเปติ ฐานํ

วีถิสฺส กา นหานคตสฺส โหติ

กถญฺหิ โส นหายติ นาคราชา

กถํ วิชาเนมุ คตึ คชสฺสาติ ฯ

ตตฺถ กตฺถจฺฉตีติ กตฺถ วสติ ฯ กตฺถ มุเปตีติ กตฺถ อุเปติ ฯ กตฺถ ติฏฺฐตีติ อตฺโถ ฯ วีถิสฺส กาติ ตสฺส นหานคตสฺส กา วีถิ โหติ กตรมคฺเคน โส คจฺฉติ ฯ กถํ วิชาเนมุ คตินฺติ ตยา อกถิเต มยํ กถํ ตสฺส คชสฺส คตึ วิชานิสฺสาม ตสฺมา กเถหิ โนติ อตฺโถ ฯ

ตโต สา ชาติสฺสรญาเณน ปจฺจกฺขโต ทิฏฺฐฏฺฐานํ ตสฺส อาจิกฺขนฺตี เทฺว คาถา อภาสิ

ตตฺเถว สา โปกฺขรณี อทูเร

รมฺมา สุติตฺถา จ มโหทกา จ

สํปุปฺผิตา ภมรคณานุจิณฺณา

เอตฺถ หิ โส นหายติ นาคราชา ฯ

สีสํ นหาโต อุปฺปลมาลธารี

สพฺพเสโต ปุณฺฑรีกตจงฺคี

อาโมทมาโน คจฺฉตี สนิเกตํ

ปุรกฺขตฺวา มเหสึ สพฺพสุภทฺทนฺติ ฯ

ตตฺถ ตตฺเถวาติ ตตฺถ วสนฏฺฐาเนเยว ฯ โปกฺขรณีติ ฉทฺทนฺตทหํ สนฺธายาห ฯ สํปุปฺผิตาติ ทุวิเธหิ กุมุเทหิ ติวิเธหิ อุปฺปเลหิ ปญฺจวณฺเณหิ ปทุเมหิ สมนฺตโต ปุปฺผิตา ฯ เอตฺถ หิ โสติ โส นาคราชา เอตฺถ ฉทฺทนฺตทเห นหายติ ฯ อุปฺปลมาลธารีติ อุปฺปลาทีนํ ชลถลชาตานํ ปุปฺผานํ มาลํ ธาเรนฺโต ฯ ปุณฺฑรีกตจงฺคีติ ปุณฺฑรีกสทิสตเจน โอทาเตน องฺเคน สมนฺนาคโต ฯ อาโมทมาโนติ อาโมทิตปโมทิโต ฯ สนิเกตนฺติ อตฺตโน วสนฏฺฐานํ ฯ ปุรกฺขตฺวาติ สพฺพสุภทฺทํ นาม มเหสึ ปุรโต กตฺวา อฏฺฐหิ นาคสหสฺเสหิ ปริวุโต อตฺตโน วสนฏฺฐานํ คจฺฉตีติ อาห ฯ

ตํ สุตฺวา โสณุตฺตโร สาธุ อยฺเย อหํ ตํ วารณํ มาเรตฺวา ทนฺเต อาหริสฺสามีติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ อถสฺส สา ตุสฺสิตฺวา สหสฺสํ ทตฺวา เคหํ ตาว คจฺฉ อิโต สตฺตาหจฺจเยน ตตฺถ คมิสฺสสีติ ตํ อุยฺโยเชตฺวา กมฺมาเร ปกฺโกสาเปตฺวา ตาต อมฺหากํ วาสิผรสุกุทฺทาลนิขาทนมุฏฺฐิกเวฬุคุมฺพจฺเฉทนสตฺถติณลายน- อสิโลหทณฺฑกกกจขาณุกอยสึฆาฏเกหิ อตฺโถ สพฺพํ สีฆํ กตฺวา อาหราติ อาณาเปตฺวา จมฺมกาเร ปกฺโกสาเปตฺวา ตาต อมฺหากํ กุมฺภภารคาหิกํ จมฺมภสฺตํ กาตุํ วฏฺฏติ จมฺมโยตฺตวรตฺตหตฺถิปาทอุปาหนจมฺมฉตฺเตหิปิ โน อตฺโถ สพฺพํ สีฆํ กตฺวา อาหราติ อาณาเปสิ ฯ ตโต อุโภปิ สพฺพานิ สีฆํ กตฺวา อาหริตฺวา อทํสุ ฯ สา ตสฺส ปาเถยฺยํ สํวิทหิตฺวา อรณีสหิตํ อาทึ กตฺวา สพฺพํ อุปกรณญฺจ พทฺธสตฺตุอาทิกํ ปาเถยฺยญฺจ จมฺมภสฺตายํ ปกฺขิปิ ฯ ตํ สพฺพํปิ กุมฺภภารมตฺตํ อโหสิ ฯ โสณุตฺตโรปิ อตฺตโน ปริวจฺฉํ กตฺวา สตฺตเม ทิวเส อาคนฺตฺวา เทวึ วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ อถ นํ สา นิฏฺฐิตนฺเต สพฺพูปกรณํ อิมํ ตาว ปสิพฺพกํ คณฺหาติ อาห ฯ โส ปน มหาถาโม ปญฺจนฺนํ หตฺถีนํ พลํ ธาเรติ ฯ ตสฺมา ตมฺพุลปสิพฺพกํ วิย อุกฺขิปิตฺวา อุปกจฺฉนฺตเร ฐเปตฺวา ริตฺตหตฺโถ วิย อฏฺฐาสิ ฯ สุภทฺทา ลุทฺทกสฺส ทารกานํ ปริพฺพยํ ทตฺวา รญฺโญ อาจิกฺขิตฺวา โสณุตฺตรํ อุยฺโยเชสิ ฯ โสปิ ราชานญฺจ เทวิญฺจ วนฺทิตฺวา ราชนิเวสนา โอรุยฺห รเถ ฐตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน นครา นิกฺขมิตฺวา คามนิคมปรมฺปราย ปจฺจนฺตํ ปตฺวา ชานปเท นิวตฺเตตฺวา ปจฺจนฺตวาสีหิ สทฺธึ อรญฺญํ ปวิสิตฺวา มนุสฺสปถํ อติกฺกมฺม ปจฺจนฺตวาสิโนปิ นิวตฺเตตฺวา เอกโกว คจฺฉนฺโต ตึสโยชนํ ปตฺวา ปฐมํ ทพฺพคหนํ กาสคหนํ ติณคหนํ ตุลสิคหนํ สรคหนํ ติริวจฺฉคหนํ ฉ คหนานิ กณฺฏกคุมฺพคหนานิ เวตฺตคหนํ โอมิสฺสกคหนํ นลวนคหนํ สรวนคหนสทิสํ อุรเคนปิ ทุพฺพินิวิชฺฌํ ฆนวนคหนํ รุกฺขคหนํ เวฬุคหนํ กลลคหนํ อุทกคหนํ ปพฺพตคหนนฺติ อฏฺฐารส คหนานิ ปฏิปาฏิยา ปตฺวา อุปคนฺตฺวา ทพฺพคหนาทีนิ อสิเตน ลายิตฺวา ตุลสิคหนาทีนิ เวฬุวนคุมฺพจฺเฉทนสตฺเถน ฉินฺทิตฺวา รุกฺเข ผรสุนา โกฏฺเฏตฺวา อติมหนฺเต นิขาทเนน วิชฺฌิตฺวา มคฺคํ กโรนฺโต เวฬุคุมฺพวเน นิสฺเสณึ กตฺวา เวฬุคุมฺพํ อารุยฺห เวฬุํ ฉินฺทิตฺวา อปรสฺส เวฬุคุมฺพสฺส อุปริ ปาเตตฺวา เวฬุคุมฺพมตฺถเกน คนฺตฺวา กลลคหเน สุกฺขรุกฺขปทรํ อตฺถริตฺวา เตน คนฺตฺวา อปรํ อตฺถริตฺวา อิตรํ อุกฺขิปิตฺวา ปุน ปุรโต อตฺถรนฺโต ตํ อติกฺกมิตฺวา อุทกคหนํ ปตฺวา โทณึ กตฺวา ตาย อุทกคหนํ ตริตฺวา ปพฺพตปาเท ฐตฺวา อยสีฆาตกํ โยตฺเตน พนฺธิตฺวา อุทฺธํ ขิปิตฺวา ปพฺพเต ลคฺคาเปตฺวา โยตฺเตน โอรุยฺห ตตฺถ ฐิโตว จมฺมโยตฺตํ โอลมฺเพตฺวา ตํ อาทาย โอตริตฺวา เหฏฺฐิมขาณุเก พนฺธิตฺวา โยตฺเตน อารุยฺห วชิรคฺเคน โลหทณฺเฑน ปพฺพตํ วิชฺฌิตฺวา ขาณุกํ โกฏฺเฏตฺวา ตตฺถ ฐตฺวา สีฆาฏกํ อากฑฺฒิตฺวา ปุน อุปริ ลคฺคาเปตฺวา ตตฺถ ฐิโต จมฺมโยตฺตํ โอลมฺเพตฺวา ตํ อาทาย โอตริตฺวา เหฏฺฐิมขาณุเก พนฺธิตฺวา โยตฺเตนารุยฺห วามหตฺเถน โยตฺตํ คเหตฺวา ทกฺขิณหตฺเถน มุคฺครํ อาทาย โยตฺตํ ปหริตฺวา ขาณุกํ นีหริตฺวา ปุน อภิรุหติ ฯ เอเตนูปาเยน ปพฺพตมตฺถกํ อารุยฺห ปุรโต โอตรนฺโต อิตเร ปุริมนเยเนว ปฐมปพฺพตมตฺถเก ขาณุกํ โกฏฺเฏตฺวา จมฺมปสิพฺพเก โยตฺตํ พนฺธิตฺวา ขาณุเก เวเฐตฺวา สยํ อนฺโตปสิพฺพเก นิสีทิตฺวา มกฺกฏกานํ มกฺกฏสุตฺตวิสชฺชนากาเรน โยตฺตํ วินิเวเฐนฺโต โอตริ ฯ จมฺมฉตฺเตน วาตํ คาหาเปตฺวา สกุโณ วิย โอตรตีติ วทนฺติเยว ฯ

เอวํ ตสฺสา สุภทฺทาย วจนํ อาทาย นครา นิกฺขมิตฺวา สตฺตรส คหนานิ อติกฺกมิตฺวา ปพฺพตคหนํ ปตฺวา ตตฺราปิ ฉ ปพฺพเต อติกฺกมิตฺวา สุวณฺณปสฺสปพฺพตมตฺถกํ อารุยฺหภาวํ อาวิกโรนฺโต สตฺถา อาห

ตตฺเถว โส อุคฺคเหตฺวาน วากฺยํ

อาทาย ตูณิญฺจ ธนุญฺจ ลุทฺโท

วิตุริย โส สตฺต คีรี พฺรหนฺเต

สุวณฺณปสฺสนฺนาม คิริ อุฬารํ ฯ

อารุยฺห เสลํ ภวนํ กินฺนรานํ

โอโลกยิ ปพฺพตปาทมูลํ

ตตฺถทฺทสา เมฆสมานวณฺณํ

นิโคฺรธราชํ อฏฺฐสหสฺสปาทํ ฯ

ตตฺถทฺทสา กุญฺชรํ ฉพฺพิสาณํ

สพฺพเสตํ ทุปฺปสหํ ปเรภิ

รกฺขนฺติ นํ อฏฺฐสหสฺสนาคา

อีสาทนฺตา วาตชวปฺปหาริโน ฯ

ตตฺถทฺทสา โปกฺขรณิ อทูเร

รมฺมํ สุติตฺถญฺจ มโหทกญฺจ

สํปุปฺผิตํ ภมรคณานุจิณฺณํ

ยตฺถ หิ โส นหายติ นาคราชา ฯ

ทิสฺวาน นาคสฺส คติ ฐิตญฺจ

วีถิสฺส ยา นหานคตสฺส โหติ

โอปาตมาคจฺฉิ อนริยรูโป

ปโยชิโต จิตฺตวสานุคายาติ ฯ

ตตฺถ โสติ ภิกฺขเว โส ลุทฺโท ตตฺเถว สตฺตภูมิปาสาทตเล ฐิตาย ตสฺสา วจนํ อุคฺคเหตฺวา สรตูณิญฺจ มหาธนุญฺจ อาทาย ปพฺพตคหนํ ปตฺวา กตโร นุโข สุวณฺณปสฺสปพฺพโต นามาติ สตฺต มหาปพฺพเต ฯ วิตุริยาติ ตสฺมึ กาเล วิตุเลติ ตีเรติ ฯ โส เอวํ ตีเรนฺโต สุวณฺณปสฺสนฺนาม คิริ อุฬารํ ทิสฺวา อยํ โส ภวิสฺสตีติ จินฺเตสิ ฯ โอโลกยีติ ตํ กินฺนรานํ ภวนภูตํ ปพฺพตํ อารุยฺห สุภทฺทาย ทินฺนสญฺญาวเสน เหฏฺฐา โอโลเกสิ ฯ ตตฺถาติ ตสฺมึ ปพฺพตปาทมูเล อวิทูเรเยว ตํ นิโคฺรธํ อทฺทส ฯ ตตฺถาติ ตสฺมึ นิโคฺรธมูเล ฐิตํ ฯ ตตฺถาติ ตตฺเถว อนฺโตปพฺพเต ตสฺส นิโคฺรธสฺส อวิทูเร ปตฺวา ยตฺถ โส นหายติ ตํ โปกฺขรณี อทฺทส ฯ ทิสฺวานาติ สุวณฺณปสฺสปพฺพตา โอรุยฺห หตฺถีนํ คตกาเล หตฺถิปาทอุปาหนํ อารุยฺห ตสฺส นาครญฺโญ คตฏฺฐานํ นิพฺพทฺธวสนฏฺฐานญฺจ อุปธาเรนฺโต อิมินา มคฺเคน คจฺฉติ อิธ นหายติ นหาตฺวา โอติณฺโณ อิธ ติฏฺฐตีติ สพฺพํ ทิสฺวา อหิริกภาเวน อนริยรูปตาย จิตฺตวสานุคาย ปโยชิโต ตสฺมา โอปาตํ อาคจฺฉิ ปฏิปชฺชิ อาวาฏํ ขนีติ อตฺโถ ฯ

ตตฺรายํ อนุปุพฺพิกถา ฯ โส กิร มหาสตฺตสฺส วสโนกาสํ สตฺตมาสาธิเกหิ สตฺตหิ สํวจฺฉเรหิ สตฺตหิ จ ทิวเสหิ ปตฺวา วุตฺตนเยเนว ตสฺส วสโนกาสํ สลฺลกฺเขตฺวา อิธ อาวาฏํ ขนิตฺวา ตสฺมึ ฐิโต วารณาธิปติ วิชฺฌิตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปสฺสามีติ ววตฺถเปตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา ถมฺภาทีนํ อตฺถาย รุกฺเข ฉินฺทิตฺวา ทพฺพสมฺภาเร สชฺเชตฺวา หตฺถีสุ นหานตฺถาย คเตสุ ตสฺส วสโนกาเส มหากุทฺทาเลน จตุรสฺสํ อาวาฏํ ขนิตฺวา อุทฺธตปํสุพีชํ วปนฺโต วิย อุทเกน วิกิริตฺวา อุทุกฺขลปาสาณานํ อุปริ ถมฺเภ ปติฏฺฐเปตฺวา ตุลาธาเร ทตฺวา ปทรานิ อตฺถริตฺวา กณฺฐปฺปมาณํ ฉิทฺทํ กตฺวา อุปริ ปํสุญฺจ กจวรญฺจ ปกฺขิปิตฺวา เอเกน ปสฺเสน อตฺตโน ปวิสนฏฺฐานํ กตฺวา เอวํ นิฏฺฐิเต อาวาเฏ ปจฺจูสกาเลเยว ปฏิสีสกํ ปฏิมุญฺจิตฺวา กาสาวานิ ปริทหิตฺวา สทฺธึ วิสปีเตน สลฺเลน ธนุํ อาทาย อาวาฏํ โอตริตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห

ขนิตฺวาน กาสุํ ผลเกหิ ฉาทยิ

อตฺตานโมธาย ธนุญฺจ ลุทฺโท

ปสฺสาคตํ ปุถุสลฺเลน นาคํ

สมปฺปยิ ทุกฺกฏกมฺมการี ฯ

วทฺโธ จ นาโค โกญฺจมนาทิ โฆรํ

สพฺเพว นาคา นินฺนาทุ โฆรรูปํ

ติณญฺจ กฏฺฐญฺจ รณํ กโรนฺตา

ธาวึสุ เต อฏฺฐ ทิสา สมนฺตโต ฯ

วธิสฺสเมตนฺติ ปรามสนฺโต

กาสาวมทฺทกฺขิ ธชํ อิสีนํ

ทุกฺเขน ผุฏฺฐสฺสุทปาทิ สญฺญา

อรหทฺธโช สพฺภิ อวชฺฌรูโปติ ฯ

ตตฺถ โอธายาติ โอทหิตฺวา ปเวเสตฺวา ฯ ปสฺสาคตนฺติ อตฺตโน อาวาฏสฺส ปสฺเส อาคตํ ฯ โส กิร ทุติยทิวเส อาคนฺตฺวา นหาตฺวา อุตฺติณฺโณ ตสฺมึ มหาวิสาลมาลเก นาม ปเทเส อฏฺฐาสิ ฯ อถสฺส สรีรโต อุทกํ นาภิปฺปเทเสน โอคลิตฺวา เตน ฉิทฺเทน ลุทฺทสฺส สรีเร ปติ ฯ ตาย สญฺญาย โส มหาสตฺตสฺส อาคนฺตฺวา ฐิตภาวํ ญตฺวา ตํ ปสฺสาคตํ ปุถุสลฺเลน สมปฺปยิ วิชฺฌิ ฯ ทุกฺกฏกมฺมการีติ ตสฺส มหาสตฺตสฺส กายิกเจตสิกสฺส ทุกฺขสฺส อุปฺปาทเนน ทุกฺกฏสฺส กมฺมสฺส การโก ฯ โกญฺจมนาทีติ โกญฺจนาทํ กริ ฯ ตสฺส กิร ตํ สลฺลํ นาภิยา ปวิสิตฺวา ปีหกาทีนิ สญฺจุณฺเณตฺวา อนฺตาทีนิ ฉินฺทิตฺวา ปิฏฺฐิภาคํ ผรสุนา ปทาเลนฺตํ วิย อุคฺคนฺตฺวา อากาเสน ปกฺขนฺทิ ฯ ภินฺนรชฏกุมฺภโต รชนํ วิย ปหารมุเขน โลหิตํ ปคฺฆรติ ฯ พลวเวทนา อุปฺปชฺชิ ฯ โส เวทนํ อธิวาเสตุํ อสกฺโกนฺโต เวทนาปฺปตฺโต สกลปพฺพตํ เอกนินฺนาทํ กโรนฺโต ติกฺขตฺตุํ มหนฺตํ โกญฺจนาทํ นทิ ฯ สพฺเพวาติ เตปิ สพฺเพ อฏฺฐสหสฺสนาคา ตํ สทฺทํ สุตฺวา มรณภยภีตา โฆรรูปํ นินฺนาทุํ ฯ รณํ กโรนฺตาติ โฆรรูปํ สทฺททารุณํ กโรนฺโต เตน สทฺเทนาคนฺตฺวา ฉทฺทนฺตวารณํ เวทนาปฺปตฺตํ ทิสฺวา ปจฺจามิตฺตํ คณฺหิสฺสามาติ ติณญฺจ กฏฺฐญฺจ จุณฺณํ กโรนฺตา ธาวิสุ ฯ วธิสฺสเมตนฺติ ภิกฺขเว โส ฉทฺทนฺตวารโณ ทิสาสุ ปกฺกนฺเตสุ นาเคสุ สุภทฺทาย กเณรุยา ปสฺเส ฐตฺวา สนฺธาเรตฺวา สมสฺสาสยมานาย เวทนํ อธิวาเสตฺวา กณฺฑสฺส อาคตฏฺฐานํ สลฺลกฺเขนฺโต สเจ อิทํ ปุรตฺถิมทิสาทีหิ อาคตํ อภวิสฺส กุมฺภาทีหิ ปวิสิตฺวา ปจฺฉิมกายาทีหิ นิกฺขมิสฺสติ อิทํ ปน นาภิยา ปวิสิตฺวา อากาเส ปกฺขนฺทติ ตสฺมา ปฐวิยํ ฐิเตน วิสฺสฏฺฐํ ภวิสฺสตีติ อุปธาเรตฺวา ฐิตฏฺฐานํ อุปปริกฺขิตุกาโม โก ชานาติ กึ ภวิสฺสติ สุภทฺทํ อปเนตุํ วฏฺฏตีติ จินฺเตตฺวา ภทฺเท อฏฺฐสหสฺสนาคา มม ปจฺจามิตฺตํ ปริเยสนฺตา ทิสาสุ ปกฺขนฺตา ตฺวํ อิธ กึ กโรสีติ วตฺวา เทว อหํ ตุมฺเห สนฺธาเรตฺวา สมสฺสาเสนฺตี ฐิตา ขมถ เมติ ติกฺขตฺตุํ ปทกฺขิณํ กตฺวา จตูสุ ฐาเนสุ วนฺทิตฺวา ตาย อากาสํ ปกฺขนฺตาย นาคราชา ภูมิยํ ปาทนเขน ปหริ ฯ ปทรํ อุปฺปติตฺวา คตํ ฯ โส ตํ ฉิทฺเทน โอโลเกนฺโต โสณุตฺตรํ ทิสฺวา วธิสฺสามิ นนฺติ จิตฺตํ อุปฺปาเทตฺวา รชฏทามวณฺณโสณฺฑํ ปเวเสตฺวา ปรามสนฺโต พุทฺธาทีนํ อิสีนํ ธชํ กาสาวํ อทฺทกฺขิ ฯ โส ตํ อุกฺขิปิตฺวา ปุรโต ฐเปสิ ฯ อถสฺส เตน ตถารูเปนาปิ ทุกฺเขน ผุฏฺฐสฺส อรหทฺธโช นาม สพฺภิ ปณฺฑิเตหิ อวชฺฌรูโป อญฺญทตฺถุํ สกฺกาตพฺโพ ครุกาตพฺโพเยวาติ อยํ สญฺญา อุทปาทิ ฯ โส เตน สทฺธึ สลฺลปนฺโต คาถาทฺวยมาห

อนิกฺกสาโว กาสาวํ โย วตฺถํ ปริทเหสฺสติ

อเปโต ทมสจฺเจน น โส กาสาวมรหติ ฯ

โย จ วนฺตกสาวสฺส สีเลสุ สุสมาหิโต

อุเปโต ทมสจฺเจน สเว กาสาวมรหตีติ ฯ

ตสฺสตฺโถ สมฺม ลุทฺทปุตฺต โย ปุริโส ราคาทีหิ กสาเวหิ อนิกฺกสาโว อินฺทฺริยทมเนน เจว วจีสจฺเจน จ อเปโต อนุปคโต เตหิ คุเณหิ กาสาย รสปีตํ กาสาวํ วตฺถํ ปริทหติ โส ตํ กาสาวํ นารหติ นานุจฺฉวิโก โส ตสฺส วตฺถสฺส โย ปน เตสํ กสาวานํ วนฺตตฺตา วนฺตกสาโว อสฺส ฯ สีเลสุ สุสมาหิโตติ สุปติฏฺฐิตปริปุณฺณสีลาจาโร โส เอตํ กาสาวํ อรหติ นามาติ ฯ

เอวํ วตฺวา มหาสตฺโต ตสฺมิ จิตฺตํ นิพฺพาเปตฺวา สมฺม กิมตฺถํ มํ วิชฺฌสิ กิ อตฺตโน อตฺถาย อุทาหุ อญฺเญน ปโยชิโตสีติ ปุจฺฉิ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห

สมปฺปิโต ปุถุสลฺเลน นาโค

อทุฏฺฐจิตฺโต ลุทฺทกํ อภาสิ

กิมตฺถิยํ กิสฺส วา สมฺม เหตุ

มมํ วธี กสฺส วายํ ปโยโคติ ฯ

ตตฺถ กิมตฺถิยนฺติ อายตึ กิ ปตฺเถนฺโต ฯ กิสฺส วาติ กิสฺส เหตุ เกน การเณน กิ นาม ตว มยา สทฺธึ เวรนฺติ อธิปฺปาโย ฯ กสฺส วาติ กสฺส วา อญฺญสฺส อยํ ปโยโค เกน ปโยชิโต มํ อวธีติ อตฺโถ ฯ

อถสฺส อาจิกฺขนฺโต ลุทฺโท คาถมาห

กาสิสฺส รญฺโญ มเหสี ภทนฺเต

สา ปูชิตา ราชกุเล สุภทฺทา

(สา) ตํ อทฺทสา สา จ มมํ อสํสิ

ทนฺเตหิ อตฺโถติ มมํ อโวจาติ ฯ

ตตฺถ ปูชิตาติ อคฺคมเหสิฏฺฐาเนน ปูชิตา ฯ อทฺทสาติ สา กิร ตํ สุปินนฺเต อทฺทส ฯ อสํสีติ สา จ มม สกฺการํ กาเรตฺวา หิมวนฺตปฺปเทเส เอวรูโป นาม นาโค อสุกสฺมิ นาม ฐาเน วสตีติ มมํ อาจิกฺขติ ฯ ทนฺเตหีติ ตสฺส นาคสฺส ฉพฺพณฺณรํสี สมุชฺชลา ทนฺตา เตหิ มม อตฺโถ อตฺถิ ปิลนฺธนํ กาเรตุกามมฺหิ เต เม อาหราติ มมํ อโวจ ฯ

ตํ สุตฺวา อิทํ จุลฺลสุภทฺทาย กมฺมนฺติ ญตฺวา มหาสตฺโต เวทนํ อธิวาเสตฺวา อาห ตสฺสา มม ทนฺเตหิ อตฺโถ นตฺถิ มํ มาเรตุกามตาย ปน ปหิณีติ ทีเปนฺโต คาถาทฺวยมาห

พหู หิ เม ทนฺตยุคา อุฬารา

เย เม ปิตูนญฺจ ปิตามหานํ

ชานาติ สา โกธนา ราชปุตฺตี

วธตฺถิกา เวรมกาสิ พาลา ฯ

อุฏฺเฐหิ ตฺวํ ลุทฺท ขรํ คเหตฺวา

ทนฺเต อิเม ฉินฺท ปุรา มรามิ

วชฺชาสิ ตํ โกธนํ ราชปุตฺตึ

นาโค หโต หนฺท อิมสฺส ทนฺตาติ ฯ

ตตฺถ อิเมติ ตสฺส กิร ปิตุปิตามหานํ ทนฺตา มา วินสฺสึสูติ คุหาย สนฺนิจิตา เต สนฺธาย เอวมาห ฯ ชานาตีติ พหูนํ วารณานํ อิธ ฐาเน สนฺนิจิตา ทนฺเต ชานาติ ฯ วธตฺถิกาติ เกวลํ ปน สา มํ มาเรตุกามา อปฺปมตฺตกํปิ โทสํ หทเย ฐเปตฺวา อตฺตโน เวรํ อกาสิ ฯ เอวรูเปน ผรุสกมฺเมน มตฺถกํ ปาเปสิ ฯ ขรนฺติ กกจํ ฯ ปุรา มรามีติ ยาว น มรามิ ฯ วชฺชาสีติ วเทยฺยาสิ ฯ หนฺท อิมสฺส ทนฺตาติ หโต โส มยา นาโค มโนรโถ เต มตฺถกํ ปตฺโต คณฺห อิเม ตสฺส ทนฺตาติ ฯ

โส ตสฺส วจนํ สุตฺวา นิสีทนฏฺฐานา วุฏฺฐาย กกจํ อาทาย ทนฺเต ฉินฺทิสฺสามีติ ตสฺส สนฺติเก อุปคโต ฯ โส ปน อุพฺเพธโต อฏฺฐาสีติหตฺโถ รชฏปพฺพโต วิย ฐิโต เตนสฺส โส ทนฺตฏฺฐานํ น ปาปุณิ ฯ อถสฺส มหาสตฺโต กายํ อุปนาเมนฺโต เหฏฺฐาสีสโก นิปชฺชิ ฯ ตทา ปน เนสาโท มหาสตฺตสฺส รชฏทามสทิสํ โสณฺฑํ มทฺทนฺโต อภิรุหิตฺวา เกลาสกูเฏ วิย กุมฺเภ ฐตฺวา มุขโกฏิมํสํ ชานุนา ปหริตฺวา อนฺโต ปกฺขิปิตฺวา กุมฺภโต โอรุยฺห กกจํ อนฺโตมุเข ปเวเสสิ ฯ อุโภหิ หตฺเถหิ ทฬฺหํ อปราปรํ กฑฺฒิ ฯ มหาสตฺตสฺส พลวเวทนา อุปฺปชฺชิ ฯ มุขํ โลหิเตน ปูริ ฯ เนสาโท อิโตจีโตจ สญฺจรนฺโต กกเจน ฉินฺทิตุํ นาสกฺขิ ฯ อถ นํ มหาสตฺโต มุขโต โลหิตํ ฉฑฺเฑตฺวา เวทนํ อธิวาเสตฺวา กึ สมฺม ฉินฺทิตุํ น สกฺโกสีติ ปุจฺฉิ ฯ อาม สามีติ ฯ มหาสตฺโต สตึ ปจฺจุปฏฺฐเปตฺวา เตนหิ สมฺม มม โสณฺฑํ อุกฺขิปิตฺวา กกจโกฏึ คณฺหาเปหิ มม สยํ โสณฺฑํ อุกฺขิปิตุํ พลํ นตฺถีติ อาห ฯ เนสาโท ตถา อกาสิ ฯ มหาสตฺโต โสณฺฑาย กกจํ คเหตฺวา อปราปรํ จาเรสิ ฯ ทนฺตา ปน กลีรา วิย ฉินฺทึสุ ฯ อถ เน อาหราเปตฺวา คณฺหิตฺวา สมฺม ลุทฺทปุตฺต อหํ อิเม ทนฺเต ตุยฺหํ ททมาโน เนว มยฺหํ อปฺปิยาติ ทมฺมิ น สกฺกตฺตมารตฺตพฺรหฺมตฺตานิ ปตฺเถนฺโต อิเมหิ ปน เม ทนฺเตหิ สตคุเณน สหสฺสคุเณน สพฺพญฺญุตญาณทนฺตาว ปิยา สพฺพญฺญุตญาณปฺปฏิเวธาย เม อิทํ ปุญฺญํ ปจฺจโย โหตูติ ทนฺเต ทตฺวา สมฺม อิมํ ฐานํ กิตฺตเกน กาเลน อาคโตสีติ ปุจฺฉิตฺวา สตฺตมาสสตฺตทิวสาธิเกหิ สตฺตหิ สํวจฺฉเรหีติ วุตฺเต คจฺฉ อิเมสํ ทนฺตานํ อานุภาเวน สตฺตทิวสพฺภนฺตเรเยว พาราณสึ ปาปุณิสฺสสีติ วตฺวา ตสฺส ปริตฺตํ กตฺวา

สลฺเลน วิทฺโธ พฺยถิโตปิ สนฺโต

กาสาววตฺถมฺหิ มนํ น ทุสฺสยิ

สเจ อิมํ นาควเรน สจฺจํ

มา มํ วเน พาลมิคา อคญฺฉุนฺติ ตํ อุยฺโยเชสิ อุยฺโยเชตฺวา จ ปน อนาคเตสุเยว เตสุ นาเคสุ สุภทฺทาย จ อนาคตาย กาลมกาสิ ฯ

ตมตฺถํ ปากาเสนฺโต สตฺถา อาห

อุฏฺฐาย โส ลุทฺโท ขรํ คเหตฺวา

เฉตฺวาน ทนฺตานิ คชุตฺตมสฺส

วคฺคู สุเภ อปฺปฏิเม ปฐพฺยา

อาทาย ปกฺกามิ ตโต หิ ขิปฺปนฺติ ฯ

ตตฺถ วคฺคูติ วิลาสวนฺเต ฯ สุเภติ สุนฺทเร ฯ อปฺปฏิเมติ อิมิสฺสํ ปฐวิยํ อญฺเญหิ ทนฺเตหิ อสทิสํ ฯ ตสฺมึ ปกฺกนฺเต เต นาคา ปจฺจามิตฺตํ อทิสฺวา อาคมึสุ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห

ภยทฺทิตา นาควเธน อฏฺฏา

เย เต นาคา ทส ทิสา วิธาวุํ

อทิสฺวาน โปสํ คชปจฺจามิตฺตํ

ปจฺจาคมุํ เยน โส นาคราชาติ ฯ

ตตฺถ ภยทฺทิตาติ มรณภเยน อุปทฺทุตา ฯ อฏฺฏาติ ทุกฺขิตา ฯ คชปจฺจามิตฺตนฺติ คชสฺส ปจฺจามิตฺตํ ฯ เยน โสติ ยตฺถ วิสาลมาลเก โส นาคราชา กาลํ กตฺวา เกลาสปพฺพโต วิย ปติโต ตํ ฐานํ ปจฺจาคมุนฺติ อตฺโถ ฯ

เตหิ ปน สทฺธึ มหาสุภทฺทาปิ อาคตา เต สพฺเพปิ อฏฺฐสหสฺสนาคา ตตฺถ โรทิตฺวา กนฺทิตฺวา มหาสตฺตสฺส กุลูปกปจฺเจกพุทฺธานํ สนฺติกํ คนฺตฺวา ภนฺเต ตุมฺหากํ ปจฺจยทายโก วิสปีเตน สลฺเลน วิทฺโธ กาลกโต สีวถิกทสฺสนมสฺส คจฺฉถาติ วทึสุ ฯ ปญฺจสตา ปจฺเจกพุทฺธาปิ อากาเสนาคนฺตฺวา วิสาลมาลเก โอตรึสุ ฯ ตสฺมึ ขเณ เทฺว ตรุณนาคา นาครญฺโญ สรีรํ ทนฺเตหิ อุกฺขิปิตฺวา ปจฺเจกพุทฺเธ วนฺทาเปตฺวา จิตกํ อาโรเปตฺวา ฌาปยึสุ ฯ ปจฺเจกพุทฺธา สพฺพรตฺตึ อาหฬเน ธมฺมสชฺฌายํ กรึสุ ฯ อฏฺฐสหสฺสนาคา อาหฬนํ นิพฺพาเปตฺวา นหาตฺวา มหาสุภทฺทํ ปุรโต กตฺวา อตฺตโน วสนฏฺฐานํ อาคมึสุ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห

เต ตตฺถ กนฺทิตฺวา โรทิตฺวาน นาคา

สีเส สเก ปํสุกํ โอกิริตฺวา

อาคมึสุ เต สพฺเพ สกํ นิเกตํ

ปุรกฺขตฺวา มเหสึ สพฺพภทฺทนฺติ ฯ

ตตฺถ ปํสุกนฺติ อาหฬนปํสุกํ ฯ

โสณุตฺตโรปิ อปฺปตฺเตเยว สตฺตเม ทิวเส ทนฺเต อาทาย พาราณสึ สมฺปาปุณิ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห

อาทาย ทนฺตานิ คชุตฺตมสฺส

วคฺคู สุเภ อปฺปฏิเม ปฐพฺยา

สุวณฺณราชีหิ สมนฺตโมทเร

โส ลุทฺโท กาสิปุรํ อุปาคมิ

อุปเนสิ โส ราชกญฺญาย ทนฺเต

นาโค หโต หนฺท อิมสฺส ทนฺตาติ ฯ

ตตฺถ สุวณฺณราชีหีติ สุวณฺณรํสีหิ ฯ สมนฺตโมทเรติ สมนฺตโต โอภาสนฺเต สกลวนสณฺฑํ สุวณฺณวณฺณํ วิย กโรนฺเต ฯ อุปเนสีติ อหํ ฉทฺทนฺตวารณสฺส ฉพฺพณฺณรํสิวิสชฺชเน ยมกทนฺเต อาทาย อาคจฺฉามิ นครํ อลงฺการาเปถาติ เทวิยา สาสนํ เปเสตฺวา ตาย รญฺโญ อาโรจาเปตฺวา เทวนครํ วิย นคเร อลงฺการาปิเต โสณุตฺตโรปิ นครํ ปวิสิตฺวา ปาสาทมารุหิตฺวา ทนฺเต อุปเนสิ อุปเนตฺวา จ ปน อยฺเย ยสฺส กิร ตุมฺเห อปฺปมตฺตกํ โทสํ หทเย กริตฺถ โส นาโค มยา หโต มโต ตสฺส มตภาวํ ชานาถ หนฺท ปสฺสถ อิเม ตสฺส ทนฺตาติ ทนฺเต อทาสิ ฯ สา มหาสตฺตสฺส ฉพฺพณฺณรํสี วิจิตฺตทนฺเต มณิตาลวณฺเฏน คเหตฺวา อูรูสุ ฐเปตฺวา ปุริมภเว อตฺตโน ปิยสามิกสฺส ทนฺเต โอโลเกนฺตี เอวรูปํ นาม โสภคฺคปฺปตฺตํ วารณํ วิสปีเตน สลฺเลน ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา ทนฺเต ฉินฺทิตฺวา โสณุตฺตโร อาคโตติ มหาสตฺตํ อนุสฺสรนฺตี โสกํ อุปฺปาเทตฺวา อธิวาเสตุํ นาสกฺขิ ฯ อถสฺสา ตตฺเถว หทยํ ผลิ ฯ ตํ ทิวสเมว กาลมกาสิ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห

ทิสฺวาน ทนฺตานิ คชุตฺตมสฺส

ภตฺตุปฺปิยสฺส ปุริมาย ชาติยา

ตตฺเถว ตสฺสา หทยํ อผาลิ

เตเนว สา กาลมกาสิ พาลาติ ฯ

อถสฺส ทสพลสฺส คุเณ วณฺเณนฺตา ธมฺมสงฺคาหกตฺเถรา เอวมาหํสุ

สมฺโพธิปตฺโต จ มหานุภาโว

สิตํ อกาสี ปริสาย มชฺเฌ

ปุจฺฉึสุ ภิกฺขู สุวิมุตฺตจิตฺตา

นาการเณ ปาตุกโรนฺติ พุทฺธา ฯ

ยมทฺทสาถ ทหรึ กุมารึ

กาสาววตฺถํ อนคาริยํ จรนฺตึ

สา โข ตทา ราชกญฺญา อโหสิ

อหํ ตทา นาคราชา อโหสึ ฯ

อาทาย ทนฺตานิ คชุตฺตมสฺส

วคฺคู สุเภ อปฺปฏิเม ปฐพฺยา

โย ลุทฺทโก กาสิปุรํ อุปาคมิ

โส โข ตทา เทวทตฺโต อโหสิ ฯ

อนาวสูรํ จิรรตฺตสํสิตํ

อุจฺจาวจํ จริตมิทํ ปุราณํ

วีตทฺทโร วีตโสโก วิสลฺโล

สยํ อภิญฺญาย อภาสิ พุทฺโธ ฯ

อหํ โว เตน กาเลน อโหสึ ตตฺถ ภิกฺขโว

นาคราชา ตทาโหสึ เอวํ ธาเรถ ชาตกนฺติ ฯ

อิมา คาถา ทสพลสฺส คุเณ วณฺเณนฺเตหิ ธมฺมสงฺคาหกตฺเถเรหิ ฐปิตา ฯ

ตตฺถ สิตํ อกาสีติ อาวุโส สมฺโพธิ ปตฺโต สตฺถา มหานุภาโว อลงฺกตธมฺมสภายํ อลงฺกตธมฺมาสเน ปริสมชฺเฌ นิสินฺโน เอกทิวสํ สิตํ อกาสิ ฯ นาการเณติ ภนฺเต พุทฺธา นาม อการเณ สิตํ น กโรนฺติ ตุมฺเหหิ จ สิตํ กตํ เกน นุโข การเณน สิตํ กตนฺติ มหาขีณาสวา ภิกฺขู ปุจฺฉึสุ ฯ ยมทฺทสาถาติ เอวํ ปุฏฺโฐ อาวุโส สตฺถา อตฺตโน สิตการณํ อาจิกฺขนฺโต เอกํ ทหรภิกฺขุนึ ทสฺเสตฺวา เอวมาห ภิกฺขเว ยํ เอตํ ทหรโยพฺพนปฺปตฺตํ กุมาริกํ กาสาววตฺถํ อนคาริยํ อุเปตํ ปพฺพชิตฺวา อิมสฺมึ สาสเน จรนฺตึ อทฺทสาถ ปสฺสถ สา ตทา วิสปีเตน สลฺเลน นาคราชํ วิชฺฌิตฺวา คนฺตฺวา วเธหีติ โสณุตฺตรสฺส เปเสตา ราชกญฺญา อโหสิ เตน คนฺตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาปิโต อหํ ตทา โส นาคราชา อโหสินฺติ อตฺโถ ฯ เทวทตฺโตติ ภิกฺขเว อิทานิ เทวทตฺโต ตทา โส ลุทฺทโก อโหสิ ฯ อนาวสูรนฺติ น อวสูรํ อนตฺถงฺคตสุริยนฺติ อตฺโถ ฯ จิรรตฺตสํสิตนฺติ อิโต จิรโต อเนกวสฺสโกฏิมตฺถเก สํสิตํ สํสริตํ อนุจิณฺณํ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ อาวุโส อิโต อเนกวสฺสโกฏิมตฺถเก สํสริตํปิ มุฬฺเหน วิมุฬฺเหน กตํ ปุพฺพณฺเหน กตํ ตํ ทิวสเมว สายณฺเห สรนฺโต วิย อตฺตโน จริตวเสน อุจฺจตฺตา ราชธีตาย จ โสณุตฺตรสฺส จ จริตวเสน นีจตฺตา อุจฺจนีจจริตํ อิทํ ปุราณํ ราคาทีนํ วิคตาย วีตทฺทโร ญาติธนโสกาทีนํ อภาเวน วีตโสโก ราคสลฺลาทีนํ วิคตตฺตา วิสลฺโล อตฺตนาว วิชานิตฺวา พุทฺโธ อภาสีติ อาหุ ฯ อหํ โวติ เอตฺถ โวติ นิปาตมตฺตํ ฯ ภิกฺขเว อหํ เตน กาเลน ตตฺถ ฉทฺทนฺตทเห อโหสินฺติ อตฺโถ ฯ นาคราชาติ โหนฺโต จ น อญฺโญ โกจิ ตทา โหมิ อถโข นาคราชา โหมีติ อตฺโถ ฯ เอวํ ธาเรถาติ ตุมฺเห เอตํ ชาตกํ เอวํ ธาเรถ อุคฺคณฺหาถ ปริยาปุณาถาติ ฯ

อิมญฺจ ปน เทสนํ สุตฺวา พหู โสตาปนฺนาทโยว อเหสุํ ฯ สา ภิกฺขุนี ปจฺฉา วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา อรหตฺตํ ปตฺตาติ ฯ

ฉทฺทนฺตชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

จตุตฺถํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๑๓. ชัยทิศชาดกชาดกถัดไป๕๑๕. สัมภวชาดก