ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สัมภวชาดก
ชาดกที่ ๕๑๕ · ติงสตินิบาตชาดก

สัมภวชาดก

ว่าด้วยคนผู้รุ่งโรจน์ได้เพราะปัญญา

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๓๕๒ · บรรทัด ๙๕๒๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสัมภวชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๒ จาก ๒

เรื่องเล่า

ดูก่อนท่านพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถาม สัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภว กุมารแล้ว จะพึงรู้อรรถและธรรมได้. พระจันทร์ปราศจากมลทิน โคจรไปในอากาศ ย่อมสว่างไสวล่วงหมู่ดาวทั้งปวง ในโลกนี้ด้วยรัศมี ฉันใด สัมภวกุมารแม้ยังเป็นเด็กก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วง บัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา ดูก่อนท่าน พราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจ ว่า เธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้วจะพึงรู้อรรถ และธรรมได้. ดูก่อนท่านพราหมณ์ เดือน ๕ ในคิมหันตฤดู ย่อมสวยงามยิ่งกว่าเดือนอื่น ๆ ด้วยต้นไม้และดอกไม้ ฉันใด สัมภวกุมารแม้ยังเป็นเด็กก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา ดูก่อนพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่า เพิ่งเข้าใจว่าเธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้ว จะพึงรู้อรรถและธรรมได้. ดูก่อนท่านพราหมณ์ หิมวันตบรรพต ชื่อว่า คันธมาทน์ ดารดาษไปด้วยไม้ต่าง ๆ พันธุ์ เป็นที่อยู่ อาศัยแห่งทวยเทพ ย่อมสง่างามและหอมตลบไป ทั่วทิศ ด้วยทิพยโอสถ ฉันใด สัมภวกุมารแม้ยังเป็น เด็กก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะ ประกอบด้วยปัญญา ดูก่อนท่านพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเธอเป็นเด็ก ท่านถาม สัมภวกุมารแล้วจะพึงรู้อรรถและธรรมได้. ไฟป่ามีเปลวรุ่งเรือง ไหม้ลามไปในป่าไม่อิ่ม มีแนวทางดำ คุเรื่อยไป มีเปรียงเป็นอาหาร มีควัน เป็นธง ไหม้แนวไพรสูง ๆ เวลากลางคืนสว่างลุกโชน อยู่บนยอดภูเขา ฉันใด มภวกุมารแม้ยังเป็นเด็กก็ฉัน นั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบ ด้วยปัญญา ดูก่อนพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมาร แล้ว จะพึงรู้อรรถและธรรมได้. ม้าดีจะรู้ได้เพราะฝีเท้า โคพลิพัทธ์จะรู้ได้ เพราะเข็นภาระไป แม่โคนมจะรู้ได้เพราะน้ำนมดี และบัณฑิตจะรู้ได้เมื่อเจรจา ฉันใด สัมภวกุมารแม้ยัง เป็นเด็กก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา ดูก่อนท่านพราหมณ์ ท่าน ยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้ว จะพึงรู้อรรถและธรรมได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชญฺา แปลว่า จักได้รู้. บทว่า จนฺโท ได้แก่ พระจันทร์ในวันเพ็ญ. บทว่า วิมโล ความว่า ปราศจากมลทินมีหมอกเป็นต้น. บทว่า เอวมฺปิ ทหรูเปโต ความว่า สัมภวกุมารแม้เข้าถึงความเป็นเด็กก็ฉันนั้น ย่อมงามเกิน คือไพโรจน์ล่วงได้แก่สว่างไสว ล่วงบัณฑิตที่เหลือ ในพื้นชมพูทวีปทั้งสิ้น เพราะประกอบด้วยปัญญา.

บทว่า รมฺมโก ได้แก่ เดือน ๕. บทว่า อเตวฺเหิ ความว่างามกว่าเดือนทั้ง ๑๑ เดือน อื่น ๆ ยิ่งนัก. บทว่า เอวํ ความว่า แม้สัมภวกุมาร ก็ฉันนั้น ย่อมงดงาม เพราะประกอบด้วยปัญญา. บทว่า หิมวาความว่า ภูเขา มีชื่อว่า หิมะ เพราะประกอบไปด้วยหิมะ ในสมัยหิมะตกอนึ่ง ชื่อว่า คายหิมะ เพราะคายหิมะ ในคิมหฤดู ภูเขาชื่อว่า คันธมาทน์เพราะย่ำยีชนผู้มาประจวบเข้าด้วยของหอม. บทว่า มหาภูตคณาลโย แปลว่าเป็นที่อยู่อาศัยของทวยเทพ. บทว่า ทิสา ภาติ ความว่า ภูเขาคันธมาทน์นั้นย่อมทำทิศทั้งปวงให้สว่างไสว เป็นอันเดียวกัน. บทว่า ปวาติ ความว่าย่อมฟุ้งไปตลอดทิศ ทั้งปวงด้วยของหอม.

บทว่า เอวํ ความว่า สัมภวกุมารแม้ยังเป็นเด็กฉันนั้น ย่อมสว่างไสวและหอมฟุ้งไปทั่วทิศทั้งปวง เพราะประกอบด้วยปัญญา. บทว่า ยสสฺสิมา ความว่า ไฟป่าชื่อว่า ยสสฺสิมา มีเปลว เรื่องโรจน์ เพราะถึงพร้อมด้วยเดช. บทว่า อจฺจิมาลี ความว่า ไฟป่าประกอบไปด้วยเปลว. บทว่า ชลมาโน วเน คจฺเฉ ความว่า ย่อมลามไหม้ไปในป่าใหญ่ กล่าวคือ กอไม้. บทว่า อนโล แปลว่า ไม่อิ่ม. ชื่อว่า เป็นแนวดำ เพราะทางที่ไฟไหม้ไปแล้วดำ. ชื่อว่า มีเปรียงเป็นอาหาร เพราะกินเปรียง ด้วยสามารถแห่งเครื่องบูชา ในยัญพิธี. ชื่อว่า มีควันเป็นธง เพราะยังกิจแห่งธงให้สำเร็จ. บทว่า อุตฺตมาเหวนนฺทโห ความว่า ไฟป่า ย่อมไหม้ไพรสณฑ์สูง ๆ ที่เรียกกันว่า ป่าทึบ. บทว่า นิสฺสิเว แปลว่า ในเวลาค่ำคืน. บทว่า ปพฺพตคฺคสฺมึ แปลว่า บนยอดภูเขา. บทว่า พหุเตโช แปลว่า มีฤทธิ์เคชมากมาย. บทว่าวิโรจติ ความว่า ย่อมส่องสว่างทวีทิศทั้งปวง. บทว่า เอวํ ความว่าสัมภวกุมารน้องชายของข้าพเจ้า แม้จะเป็นเด็ก ก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา. บทว่า ภทฺรํ ความว่า ชนทั้งหลาย รู้จักม้าอาชาไนยตัวเจริญ เพราะประกอบไปด้วยฝีเท้า มิใช่เพราะรูปร่าง หน้าตา. บทว่า วาหิเย ความว่า ชนทั้งหลายรู้จักโคพลิพัทธ์ว่าโคนี้ ประเสริฐแท้ เพราะนําภาระไปได้ ในเมื่อมีภาระที่จะพึงนำไป. บทว่า โทเหน ความว่า รู้จักแม่โคนมว่ามีน้ำนมดี เพราะถึงพร้อมด้วยน้ำนม. ในบทว่า ภาสมานํ นี้ ความว่า รู้จักว่าเป็นบัณฑิต เมื่อพูดเรื่องราวต่าง ๆ. นักปราชญ์พึงนําสูตรว่าด้วยบัณฑิตกับคนพาลมาแสดงประกอบ.

เมื่อสัญชยกุมาร สรรเสริญสัมภวกุมารอยู่อย่างนี้ สุจีรตพราหมณ์คิดว่า เราถามปัญหาดูแล้ว จักรู้กัน ดังนี้ แล้วจึงถามว่า ดูก่อนกุมารน้องชายของเจ้าอยู่ไหนเล่า ลำดับนั้น สัญชยกุมารจึงเปิดสีหบัญชร ชี้มือบอกสุจีรตพราหมณ์ว่า นั่น สัมภวกุมาร คนที่มีผิวพรรณผ่องใสคล้ายทองคำกำลังเล่นอยู่กับเพื่อนเด็ก ๆ ระหว่างถนนริมประตูปราสาท นี้คือน้องชายของข้าพเจ้า เชิญท่านไปหาแล้วไต่ถามเขาดู เขาจักบอกปัญหาแก่ท่านได้ โดยลีลาแห่งพระพุทธเจ้า สุจีรตพราหมณ์ ฟังคำของสัญชยกุมารแล้ว ลงจากปราสาท ไปยังสำนักของสัมภวกุมาร. มีคำถามสอดเข้ามาว่า ไปเวลาไหน ? แก้ว่า ไปในเวลาที่สัมภวกุมาร ยืนเปลื้องผ้านุ่งออกพาดไว้ที่ตอ เอามือทั้งสองกอบฝุ่นเล่น.

เมื่อพระบรมศาสดา จะทรงกระทำเนื้อความนั้นให้แจ่มแจ้ง จึงตรัสพระคาถา ความว่า

มหาพราหมณ์ ภารทวาชโคตร นั้นได้ไปยัง สำนักของสัมภวกุมาร เห็นเธอกำลังเล่นอยู่นอกบ้าน.

ฝ่ายพระมหาสัตว์เจ้า เห็นพราหมณ์มายืนอยู่ข้างหน้า จึงถามว่า ข้าแต่ท่านพ่อ ท่านมาด้วยประสงค์สิ่งไร เมื่อสุจีรตพราหมณ์บอกว่า พ่อกุมารเราเที่ยวไปในพื้นชมพูทวีป ก็ไม่พบผู้ที่สามารถจะแก้ปัญหาที่เราถามได้ จึงได้มายังสำนักของเจ้าดังนี้แล้ว จึงคิดว่า ทราบว่า ปัญหาที่ใคร ๆ วินิจฉัยไม่ได้ในสกลชมพูทวีป ตกมาถึงสำนักของเรา เราเป็นคนแก่ด้วยความรู้ ดังนี้รู้สึกละอายใจ จึงทิ้งฝุ่นที่อยู่ในกำมือเสีย ดึงผ้าที่ตอมามานุ่ง แล้วปวารณาโดย สัพพัญญุตญาณว่า เชิญถามเถิดท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าจักบอกท่านโดยลีลาแห่งพระพุทธเจ้า.

ลำดับนั้น สุจีรตพราหมณ์ ถามปัญหาด้วยคาถา ความว่า

เราเป็นราชทูตของพระเจ้า โกรัพยราช ผู้ยงยศ ทรงส่งมา พระองค์ผู้ยุธิฏฐิลโคตร ดำรัสถามถึงอรรถ และธรรม ได้ตรัสแล้วดังกล่าวมา ดูก่อนสัมภวกุมาร ท่านถูกถามแล้ว ขอจงบอกอรรถและธรรมนั้นเถิด.

ใจความแห่งปัญหานั้นว่า เกียรติคุณแห่งสัมภวบัณฑิต ได้ปรากฏเหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญ ท่ามกลางแห่งดวงดาวฉะนั้น.

ลำดับนั้น สัมภวกุมาร จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงคอยฟัง เมื่อจะวิสัชนาธัมมยาคปัญหา กล่าวคาถา ความว่า

เชิญฟัง ข้าพเจ้า จักแก้ปัญหาแก่ท่าน อย่างนัก ปราชญ์ อนึ่ง พระราชาย่อมทรงทราบอรรถ และ ธรรมนั้นได้ แต่จักทรงทำตามหรือไม่ ไม่ทราบ.

เมื่อสัมภวกุมารยืนแสดงธรรมอยู่ระหว่างถนน ด้วยเสียงอันไพเราะเสียงกึกก้องไปทั่วพระนครพาราณสี ประมาณ ๑๒ โยชน์ ลำดับนั้น พระราชาและอุปราชเป็นต้นทั้งหมด มาประชุมกันแล้ว พระมหาสัตว์เจ้า จึงเริ่มแสดงธรรมเทศนา ในท่ามกลางมหาชน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตคฺฆ เป็นคำเชิญให้สดับการพยากรณ์ปัญหาแง่เดียว. บทว่า ยถาปิ กุสโล ความว่า พระมหาสัตว์เจ้า แสดงธรรมแก่สุจีรตพราหมณ์ว่า พระสัพพัญญูผู้ทรงฉลาดยิ่ง ตรัสบอกฉันใดข้าพเจ้าก็จักบอกแก่ท่านโดยส่วนเดียวฉันนั้น. บทว่า ราชา จ โข ตํ ความว่า ข้าพเจ้าจักบอกปัญหานั้น โดยประการที่พระราชาของท่านจะทรงทราบได้ ยิ่งกว่านั้น พระราชา ย่อมทรงทราบอรรถธรรมนั้นได้อย่างนี้ พระองค์จะทรงกระทำตาม หรือไม่ทรงกระทำตามก็ตาม ปัญหานั้นจักเกิดมีแก่ท้าวเธอ ผู้ทรงกระทำตาม หรือไม่ทรงกระทำตามทีเดียว แต่โทษผิดของเราไม่มี.

ครั้นสัมภวกุมาร ปฏิญาณณการกล่าวแก้ปัญหา ด้วยคาถาอย่างนี้แล้วบัดนี้ เมื่อจะกล่าวธัมมยาคปัญหาต่อไป จึงกล่าวคาถา ความว่า

ข้าแต่สุจีรตพราหมณ์ บุคคลผู้ถูกพระราชา ตรัสถามแล้ว พึงทูลกิจที่ควรทำในวันนี้ ให้ทำในวัน พรุ่งนี้ พระเจ้ายุธิฏฐิละ อย่าได้ทรงทำตาม ในเมื่อ ประโยชน์เกิดขึ้น. ข้าแต่ท่านสุจีรตะ เมื่อบุคคลถูกพระราชาดำรัส ถาม พึงกราบทูลธรรมภายในเท่านั้น ไม่พึงให้เสด็จ ไปยังหนทางผิด ดุจคนโง่หาความคิดมิได้ฉะนั้น. กษัตริย์ไม่ควรลืมพระองค์ ไม่ควรประพฤติ อธรรม ไม่ควรข้ามไปในที่มิใช่ท่า ไม่พึงทรงขวนขวาย ในสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์. อนึ่ง กษัตริย์พระองค์ใด ทรงทราบว่า ควรจะ ทำฐานะเหล่านี้ กษัตริย์พระองค์นั้น ย่อมทรงพระเจริญ ทุกเมื่อ ดุจพระจันทร์ ในสุกปักษ์ ฉะนั้น. กษัตริย์พระองค์นั้น ย่อมเป็นที่รักใคร่ของพระประยูรญาติทั้งหลายด้วย ย่อมทรงรุ่งโรจน์ในหมู่มิตร ด้วย ท้าวเธอมีพระปรีชา เมื่อสวรรคตแล้วย่อมเข้าถึง โลกสวรรค์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สํเสยฺย ได้แก่ พึงกราบทูล. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ ข้าแต่ท่านสุจีรตะ ถ้าหากใครถูกพระราชาของท่านดำรัสถามว่าวันนี้เราจะให้ทาน รักษาศีล กระทำอุโบสถดังนี้ไซร้ พึงกราบทูลว่าขอเดชะ ข้าแต่มหาราชเจ้า วันนี้พวกข้าพระพุทธเจ้าจะฆ่าสัตว์ จะบริโภคกามจะดื่มสุราก่อน ต่อพรุ่งนี้จึงจักทำบุญทำกุศล พระราชาผู้ยุธิฏฐิลโคตรของท่านถึงจะทรงกระทำตามคำของอำมาตย์ แม้ผู้ยิ่งใหญ่นั้นแล้ว ก็อย่าได้อยู่อย่างยังวันนั้นให้ล่วงไปด้วยความประมาท ในเมื่อประโยชน์เช่นนั้นเกิดขึ้น อย่าทรงกระทำตามคำของเขา รักษากุศลจิตที่เกิดขึ้นแล้วอย่าให้เสื่อม จงทรงบำเพ็ญกรรมอันปฏิสังยุตด้วยกุศลอย่างเดียว ท่านควรกราบทูลคำนี้แด่พระราชาของท่าน.

ด้วยคาถานี้ พระมหาสัตว์เจ้า แสดงภัทเทกรัตตสูตรว่า อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ โกชญฺา มรณํ สุเว เป็นอาทิ ความว่า ควรทำความเพียรเสียในวันนี้ ใครเล่าจะรู้ความตายว่าจะมีในวันพรุ่งนี้ และแสดงโอวาทเกี่ยวด้วยความไม่ประมาทว่า อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ปมาโท มจฺจุโน ปทํ เป็นอาทิความว่า ความไม่ประมาทเป็นทางไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ด้วยประการฉะนี้. บทว่า อชฺชตญฺเญว ความว่า ท่านสุจีรตะท่านถูกพระราชาดำรัสถามว่า สัมภวบัณฑิตถูกท่านถามในธัมมยาคปัญหากล่าวแก้อย่างไร ? พึงกราบทูลอัชฌัตธรรมอย่างเดียว แด่พระราชา คือพึงกราบทูลถึงเบญจขันธ์อันเป็นนิยกัชฌัตธรรมว่า เป็นของไม่เที่ยงโดยความเป็นของไม่มี.

ด้วยคำเพียงเท่านี้ พระมหาสัตว์เจ้า ทรงแสดงอนิจจตาธรรมแจ่มแจ้งด้วยคาถาอย่างนี้ ความว่า

เมื่อใดบัณฑิตพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขาร ทั้งหลายไม่เที่ยง เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์ สังขาร ทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็น ธรรมดา ครั้นเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความเข้าไประงับ สังขารเหล่านั้นเสียได้เป็นสุข.

บทว่า กุมฺมคฺคํ ความว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ อันธพาลปุถุชนคนงมงายไม่มีความคิด ย่อมซ่องเสพทางผิดคือทิฏฐิ ๖๒ ประการฉันใด พระราชาของท่านไม่ควรซ่องเสพทางผิดฉันนั้น จงซ่องเสพเฉพาะกุศลกรรมบถ ๑๐อันเป็นนิยยานิกธรรม ท่านควรกราบทูลพระองค์อย่างนี้. บทว่า อตฺตานํ ความว่า กษัตริย์ไม่ควรละเลยอัตภาพอันดำรงอยู่ในสุคติ ชนทั้งหลายละเลยกุศลสมบัติ ๓ ประการในกามภพ แล้วบังเกิดในอบายเพราะกรรมใด กษัตริย์ไม่ควรทำกรรมนั้น. บทว่า อธมฺมํ ความว่า ไม่ควรประพฤติอธรรมกล่าวคือทุจริต ๓ อย่าง. บทว่า อติตฺเถ ความว่า ไม่ควรข้าม คือ ไม่ควรหยั่งลงในที่มิใช่ท่า กล่าวคือทิฏฐิ ๖๒ ประการ. ปาฐะว่า น ตาเรยฺย ดังนี้ก็มี. ความก็ว่า ไม่ควรยังชนผู้ถึงทิฏฐานุคติของของตนให้หยั่งลง. บทว่า อนตฺเถ ได้แก่ ในสิ่งที่มิใช่เหตุ. บทว่า น ยุโต ความว่า ไม่ควรขวนขวาย (ในสิ่งไร้เหตุผล). ในข้อนี้มีคำอธิบายว่า ถ้าว่าพระราชาของท่านทรงประสงค์จะประพฤติในธัมมยาคปัญหา ก็จงทรงประพฤติในโอวาทนี้ ท่านควรกราบทูลท้าวเธอด้วยประการฉะนี้.

บทว่า สทา ได้แก่ ตลอดกาลเป็นไปติดต่อ. ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ พระขัตติยราชพระองค์ใดทรงทราบเพื่อจะทำเหตุเหล่านี้ พระขัตติยราชพระองค์นั้นย่อมทรงเจริญทุกเมื่อ ดุจพระจันทร์ในข้างขึ้นฉะนั้น. บทว่าวิโรจติ ความว่า ย่อมทรงงดงามไพโรจน์ท่ามกลางมิตรและอำมาตย์ของพระองค์ ด้วยคุณทั้งหลายมีศีล มรรยาท และญาณ เป็นต้น.

พระมหาสัตว์เจ้า กล่าวแก้ปัญหาแก่พราหมณ์โดยลีลาแห่งพระพุทธเจ้าดุจยังพระจันทร์ให้ปรากฏขึ้น ณ พื้นอากาศ ด้วยอาการอย่างนี้. มหาชนต่างบันลือโห่ร้องตบมือ กระทำสาธุการพันครั้ง ยังการยกธงและการดีดนิ้วมือให้เป็นไป ทั้งซัดไปซึ่งวัตถุมีเครื่องประดับมือเป็นต้น. ทรัพย์สินที่มหาชนซัดไปแล้วอย่างนี้ นับได้ถึงโกฏิ. แม้พระราชาก็ทรงโปรดปรานพระราชทานยศใหญ่ แก่สัมภวกุมารนั้น ฝ่ายสุจีรตพราหมณ์ ทำการบูชาด้วยทองคำพันลิ่มแล้วจารึกคำวิสัชนาปัญหาลงในแผ่นทองคำด้วยชาดกับหรดาล แล้วเดินทางไปยังอินทปัตตนครกราบทูลธัมมยาคปัญหาแด่พระราชา. พระราชาทรงประพฤติในธรรมนั้น แล้วยังเมืองสวรรค์ให้แน่นบริบูรณ์.

พระบรมศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในปางก่อน ตถาคตก็มีปัญญามากเหมือนกัน ดังนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่าพระเจ้าธนัญชยโกรัพยราชในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ สุจีรตพราหมณ์ ได้มาเป็นพระอนุรุทธะ วิธุรพราหมณ์ ได้มาเป็นพระอริยกัสสป ภัทรการกุมารได้มาเป็นพระโมคคัลลานะ สัญชยมาณพ ได้มาเป็นพระสารีบุตร สัมภวบัณฑิตได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.

จบอรรถกถาสัมภวชาดก

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๒ / ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๔๑๕–๔๓๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ติงสตินิบาตชาดก · ๑๔๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

สมฺภวชาตกํ

รชฺชญฺจ ปฏิปนฺนสฺมาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ปญฺญาปารมึ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ปจฺจุปฺปนฺนวตฺถุ มหาอุมฺมงฺคชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ

อตีเต ปน กุรุรฏฺเฐ อินฺทปตฺตนคเร ธนญฺชยโกรโพฺย นาม ราชา รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตสฺส สุจีรโต นาม พฺราหฺมโณ ปุโรหิโต อตฺถธมฺมานุสาสโก อโหสิ ฯ ราชา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กโรนฺโต ธมฺเมน รชฺชํ อนุสาสิ ฯ โส เอกทิวสํ ธมฺมยาคํ นาม ปญฺหํ อภิสงฺขริตฺวา สุจีรตพฺราหฺมณํ อาสเน นิสีทาเปตฺวา สกฺการํ กตฺวา ปญฺหํ ปุจฺฉนฺโต จตสฺโส คาถา อภาสิ

รชฺชญฺจ ปฏิปนฺนสฺมา อาธิปจฺจํ สุจีรต

มหนฺตํ ปตฺตุมิจฺฉามิ วิเชตุํ ปฐวึ อิมํ ฯ

ธมฺเมน โน อธมฺเมน อธมฺโม เม น รุจฺจติ

กิจฺโจว ธมฺโม จริโต รญฺโญ โหติ สุจีรต ฯ

อิธ เจวานินฺทิตา เยน เปจฺจ เยน อนินฺทิตา

ยสํ เทวมนุสฺเสสุ เยน ปปฺโปมุ พฺราหฺมณ ฯ

โยหํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ กตฺตุมิจฺฉามิ พฺราหฺมณ

ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ พฺราหฺมณกฺขาหิ ปุจฺฉิโตติ ฯ

ตตฺถ รชฺชนฺติ อาจริย มยํ อิมสฺมึ สตฺตโยชนิเก อินฺทปตฺตนคเร รชฺชญฺจ ติโยชนสติเก กุรุรฏฺเฐ อิสฺสรภาวสงฺขาตํ อาธิปจฺจญฺจ ฯ ปฏิปนฺนาติ อธิคตา ฯ มหนฺตนฺติ อิทานิ มหนฺตภาวํ ปตฺตุมิจฺฉามิ ฯ วิเชตุนฺติ อิมํ ปฐวึ ธมฺเมน อภิภวิตุํ อชฺโฌตฺถริตุํ อิจฺฉามิ ฯ กิจฺโจวาติ อวเสสชเนหิ รญฺโญว ธมฺโม กิจฺโจ กรณียตโร ฯ ราชานุวตฺตโก หิ โลโก โส ตสฺมึ ธมฺมิเก สพฺโพปิ ธมฺมิโก โหติ ตสฺมา เอส ธมฺโม นาม รญฺโญว กิจฺโจติ ฯ อิธ เจวานินฺทิตาติ เยน มยํ อิธ โลเก จ ปรโลเก จ อนินฺทิตา ฯ เยน ปปฺเปมูติ เยน มยํ นิรยาทีสุ อนิพฺพตฺติตฺวา เทเวสุ จ มานุเสสุ จ ยสํ อิสฺสริยํ โสภคฺคปฺปตฺตํ ปาปุเณยฺยาม ตํ โน การณํ กเถหีติ ฯ โยหนฺติ พฺราหฺมณ โย อหํ ผลวิปากสงฺขาตํ อตฺถญฺจ ตสฺส อตฺถสฺส เหตุภูตํ ธมฺมญฺจ กตฺตุํ สมาทาย วตฺติตุํ อุปฺปาเทตุญฺจ อิจฺฉามิ ฯ ตํ ตฺวนฺติ ตสฺส มยฺหํ ตฺวํ สุเขเนว นิพฺพานคามิมคฺคํ อารุยฺห อปฺปฏิสนฺธิกภาวํ ปตฺเถนฺตสฺส ตํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ ปุจฺฉิโต อกฺขาหิ ปากฏํ กตฺวา กเถหีติ พฺราหฺมณํ ธมฺมยาคปญฺหํ ปุจฺฉิ ฯ

อยํ ปน ปญฺโห คมฺภีโร พุทฺธวิสโย สพฺพญฺญุพุทฺธเมว ตํ ปุจฺฉิตุํ ยุตฺตํ ตสฺมึ อสติ สพฺพญฺญุตปริเยสกํ โพธิสตฺตํ ปุจฺฉิตุํ วฏฺฏตีติ ฯ สุจีรโต ปน อตฺตโน อโพธิสตฺตตาย ปญฺหํ กเถตุํ นาสกฺขิ ฯ อสกฺโกนฺโต จ ปณฺฑิตมานํ อกตฺวา อตฺตโน อสมตฺถภาวํ กเถนฺโต คาถมาห

นาญฺญตฺร วิธุรา ราช เอตํ อกฺขาตุมรหติ

ยํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ กตฺตุมิจฺฉสิ ขตฺติยาติ ฯ

ตสฺสตฺโถ อวิสโย เอส มหาราช ปญฺโห มาทิสานํ อหํ หิ เนวสฺส อาทึ น ปริโยสานํ ปสฺสามิ อนฺธการํ ปวิฏฺโฐ วิย โหมิ พาราณสิรญฺโญ ปน ปุโรหิโต วิธุโร นาม พฺราหฺมโณ อตฺถิ โสว ตํ อาจิกฺเขยฺย ตํ ฐเปตฺวา ยํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ กตฺตุมิจฺฉสิ เอตทกฺขาตุํ น อญฺโญ อรหตีติ ฯ

ราชา ตสฺส วจนํ สุตฺวา เตนหิ พฺราหฺมณ ขิปฺปํ ตสฺส สนฺติกํ คจฺฉาหีติ ปณฺณาการํ ทตฺวา ตํ เปเสตุกาโม คาถมาห

เอหิ โข ปหิโต คจฺฉ วิธุรสฺส อุปนฺติกํ

นิกฺขํ รตฺตสุวณฺณสฺส หรํ คจฺฉ สุจีรต

อภิหารํ อิมํ ทชฺชา อตฺถธมฺมานุสิฏฺฐิยาติ ฯ

ตตฺถ อุปนฺติกนฺติ สนฺติกํ ฯ นิกฺขนฺติ ปญฺจตุลา สุวณฺณา เอโก นิกฺโข อยํ ปน รตฺตสุวณฺณสฺส นิกฺขสหสฺสํ ทตฺวา เอวมาห ฯ อิมํ ทชฺชาติ เตน อิมสฺมึ ธมฺมยาคปญฺเห กถิเต ตสฺส อตฺถธมฺมานุสิฏฺฐิยา อภิหารํ ปูชํ กโรนฺโต อิมํ นิกฺขสหสฺสํ ทเทยฺยาสีติ ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา โส ปญฺหวิสชฺชนสฺส ลิขนตฺถาย สตสหสฺสคฺฆนิกํ สุวณฺณปฏฺฏํ คมนตฺถาย ยานํ ปริวารตฺถาย พลนิกายํ ปณฺณาการํ กตฺวา ตํ ขณญฺเญว อุยฺโยเชสิ ฯ โส ปน อินฺทปตฺตนครา นิกฺขมิตฺวา อุชุกเมว พาราณสิยํ อคนฺตฺวา ยตฺถ ยตฺถ ปณฺฑิตา วสนฺติ สพฺพานิ ตานิ ฐานานิ อุปสงฺกมิตฺวา สกลชมฺพูทีเป ปญฺหสฺส วิสชฺชนาการํ อลภิตฺวา อนุปุพฺเพน พาราณสึ ปตฺวา เอกสฺมึ ฐาเน นิวาสํ คเหตฺวา กติปเยหิ ชเนหิ สทฺธึ ปาตราสภุญฺชนเวลาย วิธุรสฺส นิเวสนํ คนฺตฺวา อาคตภาวํ อาโรจาเปตฺวา เตน ปกฺโกสาปิโต ตํ สเก ฆเร ภุญฺชมานํ อทฺทส ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต อาวิกโรนฺโต สตฺถา สตฺตมํ คาถมาห

สฺวาธิปฺปาคา ภารทฺวาโช วิธุรสฺส อุปนฺติกํ

ตมทฺทส มหาพฺรหฺมา อสมานํ สเก ฆเรติ ฯ

ตตฺถ สฺวาธิปฺปาคาติ โส ภารทฺวาชโคตฺโต สุจีรโต อธิปฺปาคา คโตติ อตฺโถ ฯ มหาพฺรหฺมาติ มหาพฺราหฺมโณ ฯ อสมานนฺติ ภุญฺชมานํ ฯ

โส ปน ตสฺส พาลสหายโก เอกาจริยกุเล อุคฺคหิตสิปฺโป ตสฺมา เตน สทฺธึ เอกโตว ภุญฺชิตฺวา ภตฺตกิจฺจปริโยสาเน สุขนิสินฺโน สมฺม กิมตฺถํ อาคโตสีติ ปุฏฺโฐ อาคมนการณํ อาจิกฺขนฺโต อฏฺฐมํ คาถมาห

รญฺโญหํ ปหิโต ทูโต โกรพฺยสฺส ยสสฺสิโน

อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺเฉสิ อิจฺจพฺรวิ ยุธิฏฺฐิโล

ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ วิธุรกฺขาหิ ปุจฺฉิโตติ ฯ

ตตฺถ รญฺโญหนฺติ รญฺโญ อหํ โกรพฺยสฺส ยสสฺสิโน ทูโต ฯ ปหิโตติ เตน เปสิโต อิธาคจฺฉามิ ฯ ปุจฺเฉสีติ โส ยุธิฏฺฐิลโคตฺโต ธนญฺชยราชา ธมฺมยาคปญฺหํ นาม ปุจฺฉิ อหํ กเถตุํ อสกฺโกนฺโต ตฺวํ สกฺขิสฺสสีติ ญตฺวา ตสฺส อาโรเจสิ โส ปณฺณาการํ ทตฺวา ปญฺหํ ปุจฺฉนตฺถาย มํ ตว สนฺติกํ เปเสนฺโต วิธุรสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา อิมสฺส ปญฺหสฺส อตฺถญฺจ ปาลิธมฺมญฺจ ปุจฺเฉยฺยาสิ อิติ อพฺรวิ ตํ ตฺวํ อิทานิ มยา ปุจฺฉิโต อกฺขาหีติ ฯ

ตทา ปน โส พฺราหฺมโณ มหาชนสฺส จิตฺตํ คณฺหิสฺสามีติ คงฺคํ ปิทหนฺโต วิย วินิจฺฉยํ วิจาเรติ ตสฺส ปญฺหสฺส วิสชฺชเน โอกาโส นตฺถิ โส ตมตฺถํ อาจิกฺขนฺโต นวมํ คาถมาห

คงฺคํ เม ปิทหิสฺสนฺติ น ตํ สกฺโกมิ พฺราหฺมณ

อปิเธตุํ มหาสทฺทํ ตํ กถํ โส ภวิสฺสติ

น เต สกฺโกมิ อกฺขาตุํ อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺฉิโตติ ฯ

ตสฺสตฺโถ พฺราหฺมณ มยฺหํ มหาชนสฺส นานาจิตฺตคติสงฺขาตํ คงฺคํ ปิทหิสฺสนฺติ พฺยาปาโร อุปฺปนฺโน ตมหํ มหาสทฺทํ อปิเธตุํ น สกฺโกมิ ตสฺมา กถํ โส โอกาโส ภวิสฺสติ ตสฺมึ อสติ เต อหํ ปญฺหํ น วิสชฺเชยฺยํ อิติ จิตฺเตกคฺคตญฺเจว โอกาสญฺจ อลภนฺโต น เต สกฺโกมิ อกฺขาตุํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ ปุจฺฉิโตติ ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา ปุตฺโต เม ปณฺฑิโต มยา ญาณวนฺตตโร โส เต พฺยากริสฺสติ ตสฺส สนฺติกํ คจฺฉาหีติ วตฺวา ทสมํ คาถมาห

ภทฺรกาโร จ เม ปุตฺโต โอรโส มม อตฺรโช

ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ คนฺตฺวา ปุจฺฉสฺสุ พฺราหฺมณาติ ฯ

ตตฺถ โอรโสติ อุเร สํวทฺโธ ฯ อตฺรโชติ อตฺตนา ชาโต ฯ

ตํ สุตฺวา สุจีรโต วิธุรสฺส ฆรา นิกฺขมิตฺวา ภทฺรการสฺส ภุตฺตปาตราสสฺส อตฺตโน ปริสาย มชฺเฌ นิสินฺนกาเล นิเวสนํ อคมาสิ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา เอกาทสมํ คาถมาห

สฺวาธิปฺปาคา ภารทฺวาโช ภทฺรการสฺส สนฺติกํ

ตมทฺทส มหาพฺรหฺมา นิสินฺนํ สมฺหิ เวสฺมนีติ ฯ

ตตฺถ เวสฺมนีติ ฆเร ฯ

โส ตตฺถ คนฺตฺวา ภทฺรการมาณเวน กตาสนาภิหารสกฺกาโร นิสีทิตฺวา อาคมนการณํ ปุฏฺโฐ ทฺวาทสมํ คาถมาห

รญฺโญหํ ปหิโต ทูโต โกรพฺยสฺส ยสสฺสิโน

อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺเฉสิ อิจฺจพฺรวิ ยุธิฏฺฐิโล

ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ ภทฺรการ พฺรวีหิ เมติ ฯ

อถ นํ ภทฺรกาโร ตาต อหํ อิเมสุ ทิวเสสุ ปรทาริกกมฺเม อภินิวิฏฺโฐ จิตฺตํ เม พฺยากุลํ เตน ตฺยาหํ วิสชฺเชตุํ น สกฺขิสฺสามิ มยฺหํ ปน กนิฏฺโฐ สญฺชยกุมาโร นาม มยา อติวิย ญาณวนฺตตโร ตํ ปุจฺฉ โส เต ปญฺหํ วิสชฺเชสฺสตีติ ตสฺส สนฺติกํ เปเสนฺโต เทฺว คาถา อภาสิ

มํสกาชํ อวหาย โคธํ อนุปตามหํ

น เต สกฺโกมิ อกฺขาตุํ อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺฉิโต

สญฺชโย นาม เม ภาตา กนิฏฺโฐ เม สุจีรต

ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ คนฺตฺวา ปุจฺฉสฺสุ พฺราหฺมณาติ ฯ

ตตฺถ มํสกาชนฺติ ยถา นาม ปุริโส ถูลมิคมํสํ กาเชนาทาย คจฺฉนฺโต อนฺตรามคฺเค โคธโปตกํ ทิสฺวา มํสกาชํ ฉฑฺเฑตฺวา ตํ อนุพนฺเธยฺย เอวเมว อตฺตโน ฆเร วสวตฺตนึ ภริยํ ฉฑฺเฑตฺวา ปรสฺส รกฺขิตโคปิตํ อิตฺถึ อนุพนฺธนฺโต โหมีติ ทีเปนฺโต เอวมาห ฯ

โส ตสฺมึเยว ขเณ สญฺชยสฺส นิเวสนํ คนฺตฺวา เตน กตสกฺกาโร อาคมนการณํ ปุฏฺโฐ อาจิกฺขิ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา เทฺว คาถา อภาสิ

สฺวาธิปฺปาคา ภารทฺวาโช สญฺชยสฺส อุปนฺติกํ

ตมทฺทส มหาพฺรหฺมา นิสินฺนํ สมฺหิ เวสฺมนิ ฯ

รญฺโญหํ ปหิโต ทูโต โกรพฺยสฺส ยสสฺสิโน

อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺเฉสิ อิจฺจพฺรวิ ยุธิฏฺฐิโล

ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ สญฺชยกฺขาหิ ปุจฺฉิโตติ ฯ

สญฺชยกุมาโร ปน ตทา ปรทารเมว เสวติ ฯ อถสฺส โสหํ ตาต ปรทารํ เสวามิ เสวนฺโต จ ปน คงฺคํ ตริตฺวา ปรตีรํ คจฺฉามิ ตํ มํ สายญฺจ ปาโต จ นทึ ตรนฺตํ มจฺจุ คิลติ นาม เตน เม จิตฺตํ พฺยากุลํ น ตฺยาหํ อาจิกฺขิตุํ สกฺขิสฺสามิ กนิฏฺโฐ ปน เม สมฺภวกุมาโร นาม อตฺถิ ชาติยา สตฺตวสฺสิโก มยา สตคุเณน สหสฺสคุเณน สตสหสฺสคุเณน อธิกญาณตโร โส เต อาจิกฺขิสฺสติ คจฺฉ ตํ ปุจฺฉาหีติ อิมมตฺถํ ปกาเสนฺโต โส เทฺว คาถา อภาสิ

สทา มํ คิลติ มจฺจุ สายํ ปาโต สุจีรต

น เต สกฺโกมิ อกฺขาตุํ อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺฉิโต ฯ

สมฺภโว นาม เม ภาตา กนิฏฺโฐ เม สุจีรต

ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ คนฺตฺวา ปุจฺฉสฺสุ พฺราหฺมณาติ ฯ

ตํ สุตฺวา สุจีรโต อยํ ปญฺโห อิมสฺมึ โลเก อจฺฉริยพฺภูโต ภวิสฺสติ อิมํ วิสชฺเชตุํ สมตฺโถ นาม นตฺถิ มญฺเญติ จินฺเตตฺวา เทฺว คาถา อภาสิ

อพฺภูโต วต โภ ธมฺโม นายํ อสฺมาก รุจฺจติ

ตโย ชนา ปิตาปุตฺตา เต สุ ปญฺญาย โน วิทู ฯ

น นํ สกฺโกถ อกฺขาตุํ อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺฉิตา

กถํ นุ ทหโร ชญฺญา อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺฉิโตติ ฯ

ตตฺถ นายนฺติ อยํ ปญฺหาธมฺโม อพฺภูโต อิมํ กเถตุํ สมตฺเถน นาม น ภวิตพฺพํ ตสฺมา ยํ ตฺวํ กุมาโร กเถสฺสตีติ วเทสิ นายํ อสฺมากํ รุจฺจติ ฯ เต สูติ เอตฺถ สุกาโร นิปาตมตฺตํ ฯ ปิตา วิธุโร ปุตฺตาปิ ภทฺรกาโร จ สญฺชโย จาติ เตปิ ตโย ปิตาปุตฺตา ปญฺญาย อิมํ ธมฺมํ โน วิทู น วิชานนฺติ อญฺโญ โกจิ ชานิสฺสตีติ อตฺโถ ฯ น นนฺติ ตุมฺเห ตโย ชนา ปุจฺฉิตา เอตํ อกฺขาตุํ น สกฺโกถ ทหโร สตฺตวสฺสิโก กุมาโร ปุจฺฉิโต กถํ นุ ชญฺญา เกน การเณน ชานิตุํ สกฺขิสฺสตีติ อตฺโถ ฯ

ตํ สุตฺวา สญฺชยกุมาโร ตาต สมฺภวกุมาโร ทหโรติ มญฺญาสิ สเจปิ ปญฺหวิสชฺชเนน อตฺถิโก คจฺฉ ตํ ปุจฺฉาติ อตฺถทีปนาหิ กุมารสฺส วณฺณํ ปกาเสนฺโต ทฺวาทส คาถา อภาสิ

มา นํ ทหโรติ มญฺญาสิ อปุจฺฉิตฺวาน สมฺภวํ

ปุจฺฉิตฺวา สมฺภวํ ชญฺญา อตฺถํ ธมฺมญฺจ พฺราหฺมณ ฯ

ยถาปิ จนฺโท วิมโล คจฺฉํ อากาสธาตุยา

สพฺเพ ตารคเณ โลเก อาภาย อติโรจติ ฯ

เอวมฺปิ ทหรูเปโต ปญฺญาโยเคน สมฺภโว

มา นํ ทหโรติ มญฺญาสิ อปุจฺฉิตฺวาน สมฺภวํ

ปุจฺฉิตฺวา สมฺภวํ ชญฺญา อตฺถํ ธมฺมญฺจ พฺราหฺมณ ฯ

ยถาปิ รมฺมโก มาโส คิมฺหานํ โหติ พฺราหฺมณ

อเตวญฺเญหิ มาเสหิ ทุมปุปฺเผหิ โสภติ ฯ

เอวมฺปิ ทหรูเปโต ปญฺญาโยเคน สมฺภโว

มา นํ ทหโรติ มญฺญาสิ อปุจฺฉิตฺวาน สมฺภวํ

ปุจฺฉิตฺวา สมฺภวํ ชญฺญา อตฺถํ ธมฺมญฺจ พฺราหฺมณ ฯ

ยถาปิ หิมวา พฺรเหฺม ปพฺพโต คนฺธมาทโน

นานารุกฺเขหิ สญฺฉนฺโน มหาภูตคณาลโย

โอสเธหิ จ ทิพฺเพหิ ทิสา ภาติ ปวาติ จ ฯ

เอวมฺปิ ทหรูเปโต ปญฺญาโยเคน สมฺภโว

มา นํ ทหโรติ มญฺญาสิ อปุจฺฉิตฺวาน สมฺภวํ

ปุจฺฉิตฺวา สมฺภวํ ชญฺญา อตฺถํ ธมฺมญฺจ พฺราหฺมณ ฯ

ยถาปิ ปาวโก พฺรเหฺม อจฺจิมาลี ยสสฺสิมา

ชลมาโน วเน คจฺเฉ อนโล กณฺหวตฺตนี ฯ

ฆฏาสโน ธูมเกตุ อุตฺตมาเหวนนฺทโห

นิสฺสิเว ปพฺพตคฺคสฺมึ พหุเตโช วิโรจติ ฯ

เอวมฺปิ ทหรูเปโต ปญฺญาโยเคน สมฺภโว

มา นํ ทหโรติ มญฺญาสิ อปุจฺฉิตฺวาน สมฺภวํ

ปุจฺฉิตฺวา สมฺภวํ ชญฺญา อตฺถํ ธมฺมญฺจ พฺราหฺมณ ฯ

ชเวน ภทฺรํ ชานนฺติ พลิพทฺทญฺจ วาหิเย

โทเหน เธนุํ ชานนฺติ ภาสมานญฺจ ปณฺฑิตํ ฯ

เอวมฺปิ ทหรูเปโต ปญฺญาโยเคน สมฺภโว

มา นํ ทหโรติ มญฺญาสิ อปุจฺฉิตฺวาน สมฺภวํ

ปุจฺฉิตฺวา สมฺภวํ ชญฺญา อตฺถํ ธมฺมญฺจ พฺราหฺมณาติ ฯ

ตตฺถ ชญฺญาติ ชานิสฺสสิ ฯ จนฺโทติ ปุณฺณจนฺโท ฯ วิมโลติ อพฺภาทิมลรหิโต ฯ เอวมฺปิ ทหรูเปโตติ เอวํ สมฺภวกุมาโร ทหรภาเวน อุเปโตปิ ปญฺญาโยเคน สกลชมฺพูทีปตเล อวเสสปณฺฑิเต อติโรจติ อติกฺกมิตฺวา วิโรจติ ภาสติ ฯ รมฺมโกติ จิตฺตมาโส ฯ อเตวญฺเญหีติ อติวิย อญฺเญหิ เอกาทสหิ มาเสหิ ฯ เอวนฺติ เอวํ สมฺภโวปิ ปญฺญาโยเคน โสภติ ฯ หิมวาติ หิมปาตสมเย หิมยุตฺโตติ หิมวาติ คิมฺหกาเล หิมญฺจ วมตีติ หิมวาติ ฯ สมฺปตฺตํ ชนํ คนฺเธน มทยตีติ คนฺธมาทโน ฯ มหาภูตคณาลโยติ เทวคณนิวาโส ฯ ทิสา ภาตีติ สพฺพทิสา เอโกภาสา วิย กโรติ ฯ ปวาตีติ คนฺเธน สพฺพา ทิสา วายติ ฯ เอวนฺติ เอวํ สมฺภโวปิ ปญฺญาโยเคน สพฺพา ทิสา ภาติ เจว ปวาติ จ ฯ ยสสฺสิมาติ เตชสมฺปตฺติยา ยสสฺสิมา ฯ อจฺจิมาลีติ อจฺจีหิ ยุตฺโต ฯ ชลมาโน วเน คจฺเฉติ คจฺฉสงฺขาเต มหาวเน ชลนฺโต จรติ ฯ อนโลติ อติตฺโต ฯ คตมคฺคสฺส กณฺหภาเวน กณฺหวตฺตนี ฯ ยญฺเญ อาหุติวเสน ฆฏํ อสฺนาตีติ ฆฏาสโน ฯ ธูโม เกตุกิจฺจํ อสฺส สาเธตีติ ธูมเกตุ ฯ อุตฺตมาเหวนนฺทโหติ อเหวนํ วุจฺจติ วนสณฺโฑ อุตฺตมวนสณฺฑํ ทหตีติ อตฺโถ ฯ นิสฺสิเวติ รตฺติภาเค ฯ ปพฺพตคฺคสฺมินฺติ ปพฺพตสิขเร ฯ พหุเตโชติ พหุอินฺทโน ฯ วิโรจตีติ สพฺพา ทิสา โอภาสติ ฯ เอวนฺติ เอวํ มม กนิฏฺโฐ สมฺภวกุมาโร ทหโรปิ ปญฺญาโยเคน วิโรจติ ฯ ภทฺรนฺติ ภทฺรมสฺสาชานียํ ชวสมฺปตฺติยา ชานนฺติ น สรีเรน ฯ วาหิเยติ วหิตพฺเพ ภาเร สติ ภารวหตาย อยํ อุตฺตโมติ พลิพทฺทํ ชานนฺติ ฯ โทเหนาติ โทหสมฺปตฺติยา เธนุํ สุขีราติ ชานนฺติ ฯ ภาสมานนฺติ เอตฺถ นานาภาสมานํ ชานนฺติ ฯ มิสฺสํ พาเลหิ ปณฺฑิตนฺติ สุตฺตํ อาหริตพฺพํ ฯ

สุจีรโต เอวํ ตสฺมึ สมฺภวํ วณฺเณนฺเต ปญฺหํ ปุจฺฉิตฺวา ชานิสฺสามีติ กหํ ปน เต กุมาร กนิฏฺโฐติ ปุจฺฉิ ฯ อถสฺส โส สีหปญฺชรํ วิวริตฺวา หตฺถํ ปสาเรตฺวา โส เอโส ปาสาททฺวาเร อนฺตรวีถิยํ กุมารเกหิ สทฺธึ สุวณฺณวณฺโณ กีฬติ อยํ มม กนิฏฺโฐ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ปุจฺฉถ พุทฺธลีลาย เต ปญฺหํ กเถสฺสตีติ อาห ฯ สุจีรโต ตสฺส วจนํ สุตฺวาว ปาสาทา โอรุยฺห กุมารสฺส สนฺติกํ อคมาสิ ฯ กาย เวลายาติ ฯ กุมารสฺส นิวตฺถสาฏกํ โมเจตฺวา ขนฺเธ ขิปิตฺวา อุโภหิ หตฺเถหิ ปํสุํ คเหตฺวา ฐิตเวลาย ฯ

ตมตฺถํ อาวิกโรนฺโต สตฺถา

สฺวาธิปฺปาคา ภารทฺวาโช สมฺภวสฺส อุปนฺติกํ

ตมทฺทส มหาพฺรหฺมา กีฬมานํ พหีปุเรติ คาถมาห ฯ

ตตฺถ พหีปุเรติ พหินิเวสเน ฯ

มหาสตฺโตปิ พฺราหฺมณํ อาคนฺตฺวา ปุรโต ฐิตํ ทิสฺวา ตาต เกนตฺเถนาคโตสีติ ปุจฺฉิตฺวา ตาต กุมาร อหํ ชมฺพูทีปตเล อาหิณฺฑนฺโต มยา ปุจฺฉิตํ ปญฺหํ กเถตุํ สมตฺถํ อลภิตฺวา ตว สนฺติกํ อาคโตมฺหีติ วุตฺเต สกลชมฺพูทีเป กิร อวินิจฺฉิโต ปญฺโห มม สนฺติกํ อาคโต อหํ ญาเณน มหลฺลโกติ หิโรตฺตปฺปํ ปฏิลภิตฺวา หตฺถคตํ ปํสุํ ฉฑฺเฑตฺวา ขนฺธโต สาฏกํ อาทาย นิวาเสตฺวา ปุจฺฉ พฺราหฺมณ พุทฺธลีลาย เต กเถสฺสามีติ สพฺพญฺญุปฺปวารณํ ปวาเรสิ ฯ ตโต พฺราหฺมโณ

รญฺโญหํ ปหิโต ทูโต โกรพฺยสฺส ยสสฺสิโน

อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺเฉสิ อิจฺจพฺรวี ยุธิฏฺฐิโล

ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ สมฺภว อกฺขาหิ ปุจฺฉิโตติ ฯ คาถาย ปญฺหํ ปุจฺฉิ ฯ

ตสฺสตฺโถ สมฺภวปณฺฑิตสฺส คุโณ คคนมชฺเฌ ปุณฺณจนฺโท วิย ปากโฏ อโหสิ ฯ

อถ นํ เตนหิ สุณาหีติ วตฺวา ธมฺมยาคปญฺหํ วิสชฺเชนฺโต

ตคฺฆ เต อหมกฺขิสฺสํ ยถาปิ กุสโล ตถา

ราชา จ โข ตํ ชานาติ ยทิ กาหติ วา น วาติ คาถมาห ฯ

ตสฺส อนฺตรวีถิยํ ฐตฺวา มธุรสฺสเรน ธมฺมํ เทเสนฺตสฺส สทฺโท ทฺวาทสโยชนิกํ สกลพาราณสินครํ อวตฺถริ ฯ อถ ราชา จ อุปราชาทโย จ สพฺเพ สนฺนิปตึสุ ฯ มหาสตฺโต มหาชนสฺส มชฺเฌ ธมฺมเทสนํ ปฏฺฐเปสิ ฯ

ตตฺถ ตคฺฆาติ เอกํสวจนํ ฯ ยถาปิ กุสโลติ ยถา อติกุสโล สพฺพญฺญุพุทฺโธ อาจิกฺขติ ตถา เต เอกํเสเนว อหมกฺขิสฺสนฺติ อตฺโถ ฯ ราชา จ โข ตนฺติ อหํ ตํ ปญฺหํ ยถา ตุมฺหากํ ราชา ชานิตุํ สกฺโกติ ตถา กเถสฺสามิ ตโต อุตฺตรึ ราชา เอวํ ตํ ชานาติ ยทิ กริสฺสติ วา น วา กริสฺสติ กโรนฺตสฺส วา อกโรนฺตสฺส วา ตสฺเสว ตํ ภวิสฺสติ มยฺหํ ปน โทโส นตฺถีติ ทีเปติ ฯ

เอวํ อิมาย คาถาย ปญฺหกถนํ ปฏิชานิตฺวา อิทานิ ธมฺมยาคปญฺหํ กเถนฺโต อาห

อชฺช สุเวติ สํเสยฺย รญฺญา ปุฏฺโฐ สุจีรต

มา กตฺวา อวสี ราชา อตฺเถ ชาเต ยุธิฏฺฐิโล ฯ

อชฺฌตฺตญฺเญว สํเสยฺย รญฺญา ปุฏฺโฐ สุจีรต

กุมฺมคฺคํ น นิเวเสยฺย ยถา มุฬฺโห อเจตโส ฯ

อตฺตานํ นาติวตฺเตยฺย อธมฺมํ น สมาจเร

อติตฺเถ นปฺปตาเรยฺย อนตฺเถ น ยุโต สิยา ฯ

โย จ เอตานิ ฐานานิ กตฺตุํ ชานาติ ขตฺติโย

สทา โส วฑฺฒเต ราชา สุกฺกปกฺเขว จนฺทิมา ฯ

ญาตีนญฺจ ปิโย โหติ มิตฺเตสุ จ วิโรจติ

กายสฺส เภทา สปฺปญฺโญ สคฺคํ โส อุปปชฺชตีติ ฯ

ตตฺถ สํเสยฺยาติ กเถยฺย ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ตาต สุจีรต สเจ ตุมฺหากํ รญฺญา อชฺช ทานํ เทม สีลํ รกฺขาม อุโปสถกมฺมํ กโรมาติ โกจิ ปุฏฺโฐ มหาราช อชฺช ตาว ปาณํ หนาม กาเม ปริภุญฺชาม สุรํ ปิวาม กุสลํ ปน กริสฺสาม สุเวติ รญฺโญ สํเสยฺย กเถยฺย ตสฺส อติมหนฺตสฺสาปิ อมจฺจสฺส วจนํ กตฺวา ตุมฺหากํ ราชา ยุธิฏฺฐิลโคตฺโต ตถารูเป อตฺเถ ชาเต ตํ ทิวสํ ปมาเทน วีตินาเมนฺโต มา อวสิ ตสฺส วจนํ อกตฺวา อุปฺปนฺนํ กุสลจิตฺตํ อปริหาเปตฺวา กุสลปฏิสํยุตฺตํ กมฺมํ กโรตุเยว อิทมสฺส กเถยฺยาสีติ ฯ เอวํ มหาสตฺโต อิมาย คาถาย อชฺเชว กิจฺจํ อาตปฺปํ โก ชญฺญา มรณํ สุเวติ ภทฺเทกรตฺตสุตฺตญฺจ อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ปมาโท มจฺจุโน ปทนฺติ อปฺปมาโทวาทญฺจ กเถสิ ฯ อชฺฌตฺตญฺเญวาติ ตาต สุจีรต สมฺภวปณฺฑิโต ตยา ธมฺมยาคปญฺเห ปุจฺฉิโต กึ กเถสีติ รญฺญา ปุฏฺโฐ สมาโน ตุมฺหากํ รญฺโญ อชฺฌตฺตญฺเญว สํเสยฺย นิยกชฺฌตฺตสงฺขาตํ ขนฺธปญฺจกํ หุตฺวา อภาวโต อนิจฺจนฺติ กเถยฺยาสิ ฯ เอตฺตาวตา มหาสตฺโต

สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ

อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน

อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโขติ เอวํ วิภาวิตํ อนิจฺจตํ กเถสิ ฯ กุมฺมคฺคนฺติ พฺราหฺมณ ยถา มุฬฺโห อเจตโน อนฺธพาลปุถุชฺชโน ทฺวาสฏฺฐิทิฏฺฐิคตสงฺขาตํ กุมฺมคฺคํ เสวติ เอวํ ตว ราชา ตํ กุมฺมคฺคํ น เสเวยฺย นิยฺยานิกํ ทสกุสลกมฺมปถมตฺตเมว เสวตุ เอวมสฺส วเทยฺยาสีติ ฯ อตฺตานนฺติ อิมํ สุคติยํ ฐิตํ อตฺตภาวํ นาติวตฺเตยฺย เยน กมฺเมน ติสฺโส กุสลสมฺปตฺติโย สพฺพกามมคฺเค อติกฺกมิตฺวา อปาเย นิพฺพตฺตนฺติ ตํ กมฺมํ น กเรยฺยาติ อตฺโถ ฯ อธมฺมนฺติ ติวิธทุจฺจริตสงฺขาตํ อธมฺมํ น สมาจเรยฺย ฯ อติตฺเถติ ทฺวาสฏฺฐิทิฏฺฐิสงฺขาเต อติตฺเถ นปฺปตาเรยฺย น โอตาเรยฺย ฯ น ตาเรยฺยาติปิ ปาโฐ ฯ อตฺตโน ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺชนฺตํ ชนํ โอตาเรยฺย ฯ อนตฺเถติ อการเณ ฯ น ยุโตติ ยุตฺตปยุตฺโต น สิยา ฯ พฺราหฺมณ ยทิ เต ราชา ธมฺมยาคปญฺเห วตฺติตุกาโม อิมสฺมึ โอวาเท วตฺตตูติ ตสฺส กเถยฺยาสีติ อยเมตฺถ อธิปฺปาโย ฯ สทาติ สตตํ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ โย ขตฺติโย เอตานิ การณานิ กาตุํ ชานาติ โส ราชา สุกฺกปกฺเข จนฺโท วิย สทา วฑฺฒติ ฯ วิโรจตีติ มิตฺตามจฺจานํ มชฺเฌ อตฺตโน สีลาจารญาณาทีหิ คุเณหิ โสภติ วิโรจตีติ ฯ

เอวํ มหาสตฺโต คคนตเล จนฺทํ อุฏฺฐาเปนฺโต วิย พุทฺธลีลาย พฺราหฺมณสฺส ปญฺหํ กเถสิ ฯ มหาชโน นทนฺโต เสเลนฺโต อปฺโปเฐนฺโต สาธุการสหสฺสานิ อกาสิ เจลุกฺเขเป เจว องฺคุลิโปเฐ จ ปวตฺเตสิ หตฺถปิลนฺธนาทีนิ ขิปิ ฯ เอวํ ขิตฺตธนํ โกฏิปฺปตฺตํ อโหสิ ฯ ราชาปิสฺส ตุฏฺโฐ มหนฺตํ ยสํ อทาสิ ฯ สุจีรโตปิ นิกฺขสหสฺเสน ปูชํ กตฺวา สุวณฺณปฏฺเฏ ชาติหิงฺคุลเกน ปญฺหวิสชฺชนํ ลิขิตฺวา อินฺทปตฺตนครํ คนฺตฺวา รญฺโญ ธมฺมยาคปญฺหํ กเถสิ ฯ ราชา ตสฺมึ ธมฺเม วตฺติตฺวา สคฺคปูรํ ปูเรสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ ตถาคโต มหาปญฺโญเยวาติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ธนญฺชยราชา อานนฺโท อโหสิ สุจีรโต อนุรุทฺโธ วิธุโร อริยกสฺสโป ภทฺรกาโร โมคฺคลฺลาโน สญฺชยมาณโว สารีปุตฺโต สมฺภวปณฺฑิโต อหเมวาติ ฯ

สมฺภวชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ปญฺจมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๑๔. ฉัททันตชาดกชาดกถัดไป๕๑๖. มหากปิชาดก