ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สรภังคชาดก
ชาดกที่ ๕๒๒ · จัตตาฬีสนิบาตชาดก

สรภังคชาดก

ว่าด้วยสรภังคดาบสเฉลยปัญหา

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๔๖ · บรรทัด ๑๐๑๘๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสรภังคชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๖ จาก ๖

เรื่องเล่า

[๒๔๗๘] (พระศาสดาตรัสว่า) ครั้งนั้น พระอินทร์ ผู้เป็นใหญ่ ผู้ทรงครอบงำวัตรอสูร เป็นพระบิดา แห่งเทพบุตรผู้ชนะ ประทับนั่งอยู่ ณ สุธรรมเทวสภา รับสั่งให้เรียกนางอลัมพุสาเทพกัญญาเข้ามาเฝ้า. [๒๔๗๙] (ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า) ดูก่อนนาง อลัมพุสา ผู้เจือปนด้วยกิเลสสามารถจะเล้าโลมฤาษีได้ เทวดาชั้นดาวดึงส์ พร้อมด้วยพระอินทร์ ขอร้องเจ้า เจ้าจงไปหาอิสิสิงคดาบสเถิด. [๒๔๘๐] ดาบสองค์นี้ มีวัตรประพฤติพรหมจรรย์ ยินดียิ่งในนิพพานเป็นผู้เจริญ อย่าเพิ่งล่วงเลย พวกเราไปก่อนเลย เจ้าจงห้ามมรรคของเธอเสีย. [๒๔๘๑] (นางอลัมพุสาทูลว่า) ข้าแต่พระเทวราช พระองค์ทรงทำอะไร ทรงมุ่งหมายแต่หม่อมฉัน เท่านั้น รับสั่งว่า แนะเจ้าผู้อาจจะเล้าโลมฤาษีได้ เจ้า จงไปเถิด ดังนี้ นางเทพอัปสรแม้อื่น ๆ ก็มีอยู่. นางเทพอัปสรผู้ทัดเทียมหม่อมฉัน หรือประเสริฐ กว่าหม่อมฉัน ก็มีอยู่ในนันทนวัน อันหาความเศร้าโศก มิได้ วาระคือการไป จงมีแก่นางเทพอัปสรเหล่านั้น แม้นางเทพอัปสรเหล่านั้น จงไปประเล้าประโลมเถิด. [๒๔๘๒] (ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า) เจ้าพูดจริง โดยแท้แล นางเทพอัปสรอื่น ๆ ที่ทัดเทียมกับเจ้า และยิ่งกว่าเจ้า มีอยู่ในนันทนวัน อันหาความโศกมิได้. ดูก่อนนางผู้มีอวัยวะงานทุกส่วน ก็แต่ว่า นาง เทพอัปสรเหล่านั้นไปถึงชายเข้าแล้ว ย่อมไม่รู้จักการ บำเรออย่างที่เจ้ารู้. ดูก่อนโฉมงาม เจ้านั่นแหละจงไป เพราะว่า เจ้าเป็นผู้ประเสริฐกว่าหญิงทั้งหลาย เจ้าจักนำดาบส นั้นมาสู่อำนาจได้ ด้วยผิวพรรณ และรูปร่างของเจ้าเอง. [๒๔๘๓] (นางอลัมพุสาทูลว่า) หม่อมฉันอัน ท้าวเทวราชทรงใช้ จักไม่ไปหาได้ไม่ แต่หม่อมฉัน กลัวที่จะเบียดเบียนพระดาบสนั้น เพราะท่านเป็น พราหมณ์ มีเดชฟุ้งเฟื่อง. ชนทั้งหลายมิใช่น้อย เบียดเบียนพระฤาษีแล้ว ต้องตกนรก ถึงสังสารวัฏเพราะความหลง เพราะเหตุ นั้น หม่อมฉันจึงต้องขนลุกขนพอง. [๒๔๘๔] (พระศาสดาตรัสว่า) นางอลัมพุสา เทพอัปสร ผู้มีวรรณะน่ารักใคร่ ผู้เจือปนด้วยกิเลส ปรารถนาจะยังอิสิสิงคดาบสให้ผสม ครั้นกราบทูล อย่างนี้แล้ว ก็หลีกไป. ก็นางอลัมพุสาเทพอัปสรนั้น เข้าไปยังป่าที่ อิสิสิงคดาบสรักษา อันดาดาษไปด้วยเถาตำลึงโดยรอบ ประมาณกึ่งโยชน์. นางได้เข้าไปหาอิสิสิงคดาบส ผู้กำลังปัดกวาด โรงไฟ ใกล้เวลาอาทิตย์อุทัย ก่อนเวลาอาหารเช้า [๒๔๘๕] (อิสิสิงคดาบสกล่าวว่า) เธอเป็นใครหนอ มีรัศมีเหมือนสายฟ้า หรืองามดังดาวประกายพรึก มีเครื่องประดับแขนงามวิจิตร ล้วนแก้วมุกดา แก้วมณี และกุณฑล. ประหนึ่งแสงพระอาทิตย์ มีกลิ่นจุรณจันทน์ ผิวพรรณดุจทองคำ ลำขางามดี มีมารยามากมาย กำลังแรกรุ่น สะคราญโฉม น่าดูน่าชม. เท้าของเธอไม่เว้ากลาง อ่อนละมุน แสนสะอาด ตั้งลงด้วยดี การเยื้องกรายของเธอน่ารักใคร่ ทำใจ ของเราให้วาบหวามได้ทีเดียว. อนึ่ง ลำขาของเธอเรียวงาม เปรียบเสมอด้วย งวงช้าง โดยลำดับ ตะโพกของเธอผึ่งผาย เกลี้ยงเกลา ดังแผ่นทองคำ. นาภีของเธอตั้งลงเป็นอย่างดี เหมือนฝักดอกอุบล ย่อมปรากฏแต่ที่ไกล คล้ายเกสรดอกอัญชันเขียว. ถันทั้งคู่เกิดที่ทรวงอก หาขั้วมิได้ ซึ่งทรงไว้ซึ่ง ขีรรสไม่หดเหี่ยว เต่งตั้งทั้งสองข้าง เสมอด้วยน้ำเต้า ครึ่งซีก. คอของเธอประดุจเนื้อทราย ขาวคล้ายหน้าสุวรรณเภรี มีริมฝีปากเรียบงดงาม เป็นที่ตั้งแห่งมนะ ที่ ๔ คือ ชิวหา. ฟันของเธอทั้งข้างบนข้างล่าง ขัดสีแล้วด้วยไม้ ชำระฟัน เกิดสองคราวเป็นของหาโทษมิได้ ดูงามดี. นัยน์ตาทั้งสองข้างของเธอดูดำขลับ มีสีแดงเป็น ที่สุด สีดังเม็ดมะกล่ำ ทั้งยาวทั้งกว้าง ดูงามนัก. ผมที่งอกบนศีรษะของเธอไม่ยาวนัก เกลี้ยงเกลาดี หวีด้วยหวีทองคำ มีกลิ่นหอมฟุ้ง ด้วยกลิ่น จันทน์. กสิกรรม โครักขกรรม การค้าของพ่อค้า และ ความบากบันของฤาษีทั้งหลาย ผู้สำรวมดีด้วยตบะ มีประมาณเท่าใด เราไม่เห็นบุคคลมีประมาณเท่านั้น ในปฐพีมณฑลนี้ จะเสมอเหมือนกับเธอ เธอเป็นใคร หรือเป็นบุตรของใคร เราจะรู้จักเธอได้อย่างไร ? [๒๔๘๖] (นางอลัมพุสากล่าวว่า) ดูก่อนท่าน กัสสปะผู้เจริญ เมื่อจิตของท่านเป็นอย่างนี้แล้ว ก็ไม่ ใช่กาลที่จะเป็นปัญหา มาเถิดท่านที่รัก เราทั้งสอง จักรื่นรมย์กันในอาสนะของเรา มาเถิดท่าน ฉันจัก เคล้าคลึงท่าน ท่านจงเป็นผู้ฉลาด ในกระบวนความ ยินดี ด้วยกามคุณ. [๒๔๘๗] (พระศาสดาตรัสว่า) นางอลัมพุสาเทพอัปสร ผู้มีผิวพรรณน่ารักใคร่ ผู้เจือปนด้วยกิเลส ปรารถนาจะให้อิสิสิงคดาบสผสม ครั้นกล่าวอย่างนี้ แล้ว ก็หลีกไป. [๒๔๘๘] ส่วนอิสิสิงคดาบสนั้น รีบเดินออกไป โดยเร็ว สลัดตัดความเฉื่อยชาล่าช้าเสีย ไปทันเข้าก็ จับที่มวยผมอันอุดมของนางไว้. นางเทพอัปสร ผู้สะคราญโฉม ก็หมุนตัวกลับมา สวมกอดพระดาบสไว้ อิสิสิงคดาบสก็เคลื่อนจาก พรหมจรรย์ ตามที่ท้าวสักกเทวราชทรงปรารถนา ภายหลัง นางเทพอัปสรก็มีใจยินดี. ระลึกถึงพระอินทร์ ผู้ประทับอยู่ในนันทนวัน ท้าวมฆวาฬเทพกุญชร ทรงทราบความดำริของนาง แล้ว จึงทรงส่งบัลลังก์ทอง พร้อมทั้งเครื่องบริวาร มาโดยพลัน. ทั้งผ้าปิดทรวง ๕๐ ผืน เครื่องลาด ๑,๐๐๐ ผืน นาง อลัมพุสาเทพอัปสร กอดพระดาบสแนบทรวงอก บนบัลลังก์นั้น. นางโอบกอดไว้ถึง ๓ ปี ดูเหมือนครู่เดียวเท่านั้น พราหมณ์ดาบสสร่างเมาแล้ว รู้สึกตัวได้ โดยล่วงไป๓ปี. ได้เห็นหมู่ไม้เขียวชอุ่มโดยรอบเรือนไฟ ผลัด ใบใหม่ ดอกบาน อึงมี่ด้วยเสียงแห่งนกดุเหว่า. เธอตรวจตราดูโดยรอบแล้ว ร้องไห้น้ำตาไหลริน ปริเทวนาการว่า เรามิได้บูชาไฟ มิได้ร่ายมนต์ อะไร บันดาลให้การบูชาไฟต้องเสื่อมลง. ผู้ใดใครหนอ มาประเล้าประโลมจิตของเรา ด้วยการบำเรอในก่อน ยังฌานอันเกิดพร้อมกับเดช ของเรา ผู้อยู่ในป่าให้พินาศ ดุจบุคคลยึดเรืออันเต็ม ไปด้วยรัตนะต่าง ๆ ในห้วงอรรณพฉะนั้น. [๒๔๘๙] (นางอลัมพุสากล่าวว่า) ดิฉันอันท้าวเทวราชทรงใช้มา เพื่อบำเรอท่าน จึงได้ครอบงำจิต ของท่าน ด้วยจิตของดิฉัน ท่านไม่รู้สึกตัว เพราะ ประมาท. [๒๔๙๐] (อิสิสิงคดาบสกล่าวว่า) เดิมทีท่านกัสสปะ ผู้บิดา ได้พร่ำสอนเราถึงสิ่งเหล่านี้ว่า ดูก่อนมาณพ สตรีอันเสมอด้วยนารีมีผลอยู่ เจ้าจงรู้จักสตรีเหล่านั้น. บิดาเราเหมือนเอื้อเอ็นดูเรา พร่ำสอนคำนี้ว่า มาณพเอ๋ย เจ้าจงรู้จักนารีผู้มีเขาที่อก เจ้าจงรู้จัก สตรีเหล่านี้. เรามิได้ทำตามคำสอนของบิดาผู้รู้นั้น วันนี้เรา ซบเซาอยู่แต่ผู้เดียว ในป่าอันหามนุษย์มิได้. เราจักทำอย่างที่เราเป็นผู้เช่นเดิมอีก หรือจักตาย เสีย ประโยชน์อะไรด้วยชีวิตของเราที่น่าติเตียน. [๒๔๙๑] (พระศาสดาตรัสว่า) นางอลัมพุสา เทพกัญญา รู้จักเดช ความเพียร และปัญญาอันมั่นคง ของพระอิสิสิงคดาบสนั้นแล้ว ก็ซบศีรษะลงที่เท้าของ พระอิสิสิงคดาบส กล่าวว่า ข้าแต่ท่านมหาวีระ ขอท่านอย่าได้โกรธดิฉันเลย ข้าแต่ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ขอท่านอย่าได้ โกรธดิฉันเลย ดิฉันได้ก่อประโยชน์อันใหญ่แล้ว เพื่อ เทวดาชั้นไตรทศ ผู้มียศ เพราะว่า เทพบุรีทั้งหมด อันท่านได้ทำให้หวั่นไหวแล้ว ในคราวนั้น. [๒๔๙๒] (อิสิสิงคดาบสกล่าวว่า) ดูก่อนนางผู้เจริญ ขอทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ท้าววาสวะจอมไตรทศและ เธอ จงมีความสุขเถิด ดูก่อนนางเทพกัญญา เชิญเธอ ไปตามสบายเถิด. [๒๔๙๓] (พระศาสดาตรัสว่า) นางอลัมพุสาเทพกัญญา ซบศีรษะลงแทบเท้าแห่งอิสิสิงคดาบส และทำ ประทักษิณแล้ว ประคองอัญชลีหลีกออกไปจากที่นั้น. นางขึ้นสู่บัลลังก์ทอง พร้อมด้วยเครื่องบริวาร เครื่องปิดทรวง ๕๐ ผืน และเครื่องลาด ๑,๐๐๐ ผืน แล้วกลับไปในสำนัก แห่งเทวดาทั้งหลาย. ท้าวสักกะจอมเทพ. ทรงปีติโสมนัส ปลาบปลื้ม พระทัย ได้พระราชทานพรกะนางเทพกัญญานั้น ซึ่ง กำลังมาอยู่ ราวกะว่าดวงประทีปอันรุ่งเรือง ราวกะ สายฟ้าแลบฉะนั้น. [๒๔๙๔] (นางอลัมพุสาทูลว่า) ข้าแต่ท้าวสักกะ ผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง ถ้าพระองค์จะทรงประทานพร แก่หม่อมฉันไซร้ ขออย่าให้หม่อมฉันต้องไป เล้าโลมพระฤาษีอีกเลย ข้าแต่ท้าวสักกะ หม่อมฉัน ขอพรข้อนี้. จบอลัมพุสาชาดกที่ ๓

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๖ / ๖

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๕๘๙–๖๓๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

จัตตาฬีสนิบาตชาดก · ๒๒๔ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๒๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. สรภังคชาดก (๕๒๒)

ว่าด้วยสรภังคดาบสแก้ปัญหา

(อนุสิสสดาบสถือหม้อจะไปตักน้ำได้พบพระราชา ๓ พระองค์ จึงทูลถามว่า)

[๕๐]

ท่านทั้งหลายเป็นใครกันหนอ ประดับเครื่องอลังการ

สวมใส่ต่างหู นุ่งห่มเรียบร้อย เหน็บพระขรรค์มีด้ามประดับ

ด้วยแก้วไพฑูรย์และแก้วมุกดา ยืนอยู่บนรถอย่างองอาจ

ในมนุษยโลกเขารู้จักพวกท่านว่าอย่างไร

(ในพระราชาทั้ง ๓ องค์ พระเจ้าอัฏฐกะตรัสกับท่านอนุสิสสดาบสว่า)

[๕๑]

ข้าพเจ้าชื่ออัฏฐกะ ท่านผู้นี้คือพระเจ้าภีมรถ

ส่วนท่านผู้นี้คือพระเจ้ากาลิงคะผู้มีพระเกียรติยศระบือไปทั่ว

พวกข้าพเจ้ามา ณ ที่นี่เพื่อจะเยี่ยมฤๅษีทั้งหลาย

ผู้มีความสำรวมเป็นอันดี และเพื่อที่จะถามปัญหา

(อนุสิสสดาบสปฏิสันถารกับพระราชาแล้วกราบทูลท้าวสักกเทวราชผู้เสด็จมา เยี่ยมว่า)

[๕๒]

ท่านยืนอยู่กลางหาวราวกะพระจันทร์เพ็ญ

ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางเวหาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ

ท่านผู้มีคุณน่าบูชา ข้าพเจ้าขอถามท่านผู้มีอานุภาพมากว่า

ในมนุษยโลกเขารู้จักท่านว่าอย่างไร

(ท้าวสักกเทวราชสดับดังนั้นแล้วจึงตรัสว่า)

[๕๓]

ท่านผู้ใดในเทวโลกเขาเรียกกันว่า สุชัมบดี

ท่านผู้นั้นในมนุษยโลกเขาเรียกกันว่า มัฆวาน

ข้าพเจ้านั้นเป็นเทพราชามาถึงที่นี้ในวันนี้

เพื่อจะเยี่ยมฤๅษีทั้งหลายผู้มีความสำรวมเป็นอันดี

(ท้าวสักกเทวราชเสด็จลงแล้วเข้าไปหาหมู่ฤๅษี ยืนประคองอัญชลีไหว้อยู่ ตรัสว่า)

[๕๔]

ฤๅษีของพวกเรามีฤทธิ์มาก ประกอบด้วยคุณคือฤทธิ์

ปรากฏในที่ไกล ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส

ขอนมัสการพระคุณเจ้าผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์ทั้งหลายในมนุษยโลกนี้

(ต่อมาอนุสิสสดาบสเห็นท้าวสักกเทวราชประทับนั่งใต้ลมของหมู่ฤๅษี จึงกราบทูลว่า)

[๕๕]

กลิ่นของฤๅษีผู้ที่บวชมานานย่อมออกจากกายฟุ้งไปตามลม

ขอถวายพระพร ท้าวสหัสสนัยน์เทวราช

ขอมหาบพิตรเสด็จถอยไปจากที่นี่

เพราะกลิ่นของฤๅษีทั้งหลายไม่สะอาด

(ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า)

[๕๖]

กลิ่นของฤๅษีผู้ที่บวชมานาน

ขอจงออกจากกายฟุ้งไปตามลมเถิด

พระคุณเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายจำนงหวังกลิ่นนั้น

ดุจพวงบุปผชาติอันวิจิตรมีกลิ่นหอม

เพราะเทวดาทั้งหลายมิได้มีความสำคัญกลิ่นนี้ว่าปฏิกูล

(อนุสิสสดาบสลุกจากอาสนะ ขอโอกาสกับหมู่ฤๅษี กล่าวว่า)

[๕๗]

ท้าวมัฆวาน สุชัมบดีเทวราช องค์ปุรินททะจอมเทพ

ผู้เป็นใหญ่กว่าภูตพระองค์นั้น ทรงพระยศ ย่ำยีหมู่อสูร

ทรงรอคอยโอกาสเพื่อจะตรัสถามปัญหา

[๕๘]

บรรดาฤๅษีเหล่านี้ผู้เป็นบัณฑิต ณ ที่นี่

ใครเล่าหนอถูกถามแล้วจักพยากรณ์ปัญหาอันละเอียดสุขุม

ของพระราชาผู้เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ทั้ง ๓ พระองค์

และของท้าววาสวะจอมเทพได้

(หมู่ฤๅษีได้ฟังดังนั้นแล้วจึงกล่าวแนะนำว่า)

[๕๙]

ฤๅษีตนนี้ชื่อสรภังคะ มีตบะ เว้นจากเมถุนธรรมตั้งแต่เกิด

เป็นบุตรของปุโรหิตาจารย์ ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอันดี

ท่านจักพยากรณ์ปัญหาทั้งหลายของพระราชาเหล่านั้นได้

(อนุสิสสดาบสยอมรับไหว้สรภังคดาบสแล้วเมื่อจะโอวาท จึงกล่าวว่า)

[๖๐]

ท่านโกณฑัญญะ นิมนต์ท่านพยากรณ์ปัญหาทั้งหลายเถิด

ฤๅษีทั้งหลายผู้เป็นคนดีขอร้องท่าน

ท่านโกณฑัญญะ ภาระนี้ย่อมมาถึงท่านผู้เจริญด้วยปัญญา

นี้เป็นธรรมดาในมนุษย์ทั้งหลาย

(ต่อมาพระมหาบุรุษสรภังคดาบสเมื่อให้โอกาส จึงกล่าวว่า)

[๖๑]

มหาบพิตรผู้เจริญทั้งหลาย อาตมาให้โอกาส

ขอเชิญตรัสถามปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งตามพระทัยปรารถนาเถิด

เพราะอาตมารู้จักทั้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเอง

จักพยากรณ์ปัญหาข้อนั้นๆ ถวายมหาบพิตร

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความข้อนั้น จึงตรัสว่า)

[๖๒]

ลำดับนั้นแล ท้าวมัฆวานสักกเทวราช องค์ปุรินททะทรงเห็น

ประโยชน์ได้ตรัสถามปัญหาข้อแรกตามที่พระทัยปรารถนาว่า

[๖๓]

ในกาลบางคราว บุคคลฆ่าอะไร จึงจะไม่เศร้าโศก

ฤๅษีทั้งหลายสรรเสริญการละอะไร

บุคคลควรอดทนคำหยาบคายที่ใครในโลกนี้กล่าว

นิมนต์บอกเนื้อความข้อนั้นแก่โยมเถิด ท่านโกณฑัญญะ

(ต่อแต่นั้นพระมหาสัตว์สรภังคดาบสเมื่อจะตอบปัญหา จึงกล่าวว่า)

[๖๔]

ในกาลบางคราว บุคคลฆ่าความโกรธเสียได้จึงไม่เศร้าโศก

ฤๅษีทั้งหลายสรรเสริญการละความลบหลู่

บุคคลควรอดทนคำหยาบคายที่ทุกคนกล่าว

สัตบุรุษทั้งหลายกล่าวความอดทนนั้นว่า ยอดเยี่ยม

(ท้าวสักกะตรัสว่า)

[๖๕]

คำของบุคคลทั้ง ๒ จำพวก คือ

คนที่เสมอกัน ๑ คนที่ประเสริฐกว่า ๑

บุคคลอาจจะอดกลั้นได้

แต่บุคคลจะพึงอดทนถ้อยคำของคนที่เลวกว่าได้อย่างไรหนอ

นิมนต์บอกเนื้อความข้อนั้นแก่โยมเถิด ท่านโกณฑัญญะ

(สรภังคดาบสตอบว่า)

[๖๖]

แท้จริง บุคคลอดทนถ้อยคำของคนประเสริฐกว่าได้

เพราะความกลัว

อดทนถ้อยคำของคนเสมอกันได้เพราะการแข่งขันเป็นเหตุ

แต่ผู้ใดพึงอดทนถ้อยคำของคนที่เลวกว่าในโลกนี้ได้

ความอดทนนั้นของบุคคลนั้นสัตบุรุษกล่าวว่า ยอดเยี่ยม

(ต่อมาพระมหาสัตว์สรภังคดาบสตอบท้าวสักกะแล้ว เมื่อจะประกาศสภาพที่

สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ประเสริฐเป็นต้นเป็นสภาพที่รู้ได้ยากด้วยอาการเพียงเห็นรูปร่าง

เว้นแต่การอยู่ร่วมกัน จึงกล่าวคาถาว่า)

[๖๗]

สภาวะที่ปกปิดไว้ด้วยอิริยาบถทั้ง ๔

บุคคลจะรู้ได้อย่างไรว่า ประเสริฐกว่า เสมอกัน หรือเลวกว่า

เพราะว่าสัตบุรุษทั้งหลายย่อมเที่ยวไปด้วยสภาวะที่ผิดรูป

เพราะเหตุนั้น บุคคลควรอดทนถ้อยคำของคนทั้งปวง

(เมื่อท้าวสักกะหมดความสงสัย พระมหาสัตว์สรภังคดาบสจึงกล่าวคาถาทูลว่า)

[๖๘]

สัตบุรุษผู้มีขันติพึงได้ประโยชน์อันใด

ประโยชน์นั้นเสนาแม้หมู่ใหญ่พร้อมด้วยพระราชารบอยู่ก็ไม่พึงได้

เวรทั้งหลายย่อมสงบระงับได้ด้วยกำลังแห่งขันติ

(ต่อมาท้าวสักกเทวราชทรงทราบอัธยาศัยของพระราชาทั้งหลายแล้วจึงตรัสถาม ความสงสัยของพระราชาเหล่านั้นว่า)

[๖๙]

โยมขออนุโมทนาคำสุภาษิตของพระคุณเจ้า

โยมขอถามปัญหาข้ออื่นกับพระคุณเจ้า

ขอพระคุณเจ้าโปรดกล่าวแก้ปัญหานั้น

ขอพระคุณเจ้าโปรดบอกถึงคติของพระราชาทั้งหลาย

ผู้กระทำบาปกรรมอันร้ายแรง คือ

พระเจ้าทัณฑกี ๑ พระเจ้านาฬิกีระ ๑

พระเจ้าอัชชุนะ ๑ พระเจ้ากลาพุ ๑

พระราชาทั้งหลายเหล่านั้นเบียดเบียนฤๅษี

พากันไปเกิด ณ ที่ไหน

(พระมหาสัตว์สรภังคดาบสตอบปัญหาของท้าวสักกะว่า)

[๗๐]

ก็พระเจ้าทัณฑกีได้ลงโทษกีสวัจฉดาบส เป็นผู้ตัดมูลราก

พร้อมทั้งอาณาประชาราษฏร์หมกไหม้อยู่ในนรกชื่อกุกกุฬะ

ถ่านเพลิงที่ปราศจากเปลวเพลิงตกต้องกายของพระองค์

[๗๑]

พระราชาพระองค์ใดได้ทรงเบียดเบียนบรรพชิตทั้งหลาย

ผู้สำรวม ผู้กล่าวธรรม ผู้สงบ ไม่ประทุษร้าย

พระราชาพระองค์นั้นทรงพระนามว่า พระเจ้านาฬิกีระ

สุนัขทั้งหลายพากันรุมกัดกิน ทรงดิ้นรนอยู่ในปรโลก

[๗๒]

อนึ่ง พระเจ้าอัชชุนะทรงตกนรกชื่อสัตติสูละ

ทรงมีพระเศียรห้อยลง พระบาทชี้ขึ้นเบื้องบน

เพราะทรงเบียดเบียนพระอังคีรสโคตมฤๅษีผู้มีขันติ

มีตบะ ประพฤติพรหมจรรย์มาช้านาน

[๗๓]

อนึ่ง พระราชาพระองค์ใดได้ทรงตัดบรรพชิตผู้กล่าวขันติ

ผู้สงบ ไม่ประทุษร้าย ขาดออกเป็นท่อนๆ

พระราชาพระองค์นั้นทรงพระนามว่าพระเจ้ากลาพุ

ตกอเวจีมหานรกซึ่งมีความร้อนร้ายแรง

มีเวทนาเผ็ดร้อน น่าหวาดกลัว หมกไหม้อยู่

[๗๔]

บัณฑิตได้ฟังเรื่องนรกเหล่านี้

และนรกเหล่าอื่นที่ชั่วช้ากว่านี้ ณ ที่นี่แล้ว

พึงประพฤติธรรมในสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย

ผู้กระทำอย่างนี้ย่อมเข้าถึงแดนสวรรค์

(ท้าวสักกะตรัสถามปัญหา ๔ ข้อที่เหลือว่า)

[๗๕]

โยมขออนุโมทนาคำสุภาษิตของพระคุณเจ้า

แต่โยมขอถามปัญหาข้ออื่นกับพระคุณเจ้า

ขอพระคุณเจ้าโปรดกล่าวแก้ปัญหานั้น

บัณฑิตเรียกคนเช่นไรว่า มีศีล

เรียกคนเช่นไรว่า มีปัญญา

เรียกคนเช่นไรว่า สัตบุรุษ

สิริย่อมไม่ละคนเช่นไรหนอ

(พระมหาสัตว์สรภังคดาบสตอบปัญหาของท้าวสักกะว่า)

[๗๖]

บุคคลใดในโลกนี้ สำรวมกาย วาจา ใจ

ไม่ทำบาปกรรมอะไร ไม่พูดเหลาะแหละเพราะเหตุแห่งตน

บัณฑิตเรียกคนเช่นนั้นว่า ผู้มีศีล

[๗๗]

บุคคลใดคิดปัญหาที่ลึกซึ้งได้ด้วยใจ

ไม่ทำกรรมอันหยาบช้าซึ่งหาประโยชน์เกื้อกูลมิได้

ไม่ตัดรอนประโยชน์ที่มาถึงตามกาลให้เสียไป

บัณฑิตเรียกคนเช่นนั้นว่า ผู้มีปัญญา

[๗๘]

บุคคลใดเป็นคนกตัญญูกตเวที เป็นปราชญ์

มีกัลยาณมิตร และมีความภักดีมั่นคง

ช่วยกระทำกิจของมิตรที่ตกยากด้วยความเต็มใจ

บัณฑิตเรียกคนเช่นนั้นว่า สัตบุรุษ

[๗๙]

บุคคลใดประกอบด้วยคุณสมบัติทั้งปวงเหล่านี้

มีศรัทธา อ่อนโยน จำแนกแจกทานด้วยดี

รู้ความประสงค์ของผู้ขอ สิริย่อมไม่ละคนเช่นนั้น

ผู้มีปกติสงเคราะห์ มีวาจาอ่อนหวาน สละสลวย

(ท้าวสักกะตรัสว่า)

[๘๐]

โยมขออนุโมทนาคำสุภาษิตของพระคุณเจ้า

แต่โยมขอถามปัญหาข้ออื่นกับพระคุณเจ้า

ขอพระคุณเจ้าโปรดกล่าวแก้ปัญหานั้น

ศีล ๑ สิริ ๑ ธรรมของสัตบุรุษ ๑ ปัญญา ๑

บัณฑิตกล่าวข้อไหนว่า ประเสริฐกว่า

(พระมหาสัตว์สรภังคดาบสตอบว่า)

[๘๑]

ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวว่า ปัญญาแลประเสริฐที่สุด

ดุจดวงจันทร์ราชาแห่งนักษัตรประเสริฐกว่าดวงดาวทั้งหลาย

ศีล สิริ และแม้ธรรมของสัตบุรุษย่อมเป็นไปตามบุคคลผู้มีปัญญา

(ท้าวสักกะตรัสว่า)

[๘๒]

โยมขออนุโมทนาคำสุภาษิตของพระคุณเจ้า

แต่โยมขอถามปัญหาข้ออื่นกับพระคุณเจ้า

ขอพระคุณเจ้าโปรดกล่าวแก้ปัญหานั้น

บุคคลในโลกนี้กระทำอย่างไร กระทำกรรมอะไร

ประพฤติกรรมอะไร คบหาคนอย่างไร จึงจะได้ปัญญา

บัดนี้ ขอพระคุณเจ้าโปรดบอกปฏิปทาแห่งปัญญาว่า

บุคคลกระทำอย่างไร จึงจะชื่อว่าผู้มีปัญญา

(พระมหาสัตว์สรภังคดาบสกล่าวว่า)

[๘๓]

บุคคลควรคบหาท่านผู้เจริญด้วยปัญญา

มีความรู้ละเอียดลออเป็นพหูสูต

ควรศึกษาเล่าเรียน สอบถาม ฟังคำสุภาษิตโดยเคารพ

บุคคลกระทำอย่างนี้ จึงจะชื่อว่าผู้มีปัญญา

[๘๔]

ท่านผู้มีปัญญาพิจารณาเห็นกามคุณ

โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และโดยความเป็นโรค

เมื่อเห็นแจ้งอย่างนี้ จึงละความพอใจในกามทั้งหลาย

ซึ่งเป็นทุกข์เป็นภัยอันใหญ่หลวงเสียได้

[๘๕]

เขาปราศจากราคะแล้ว พึงกำจัดโทสะได้

เจริญเมตตาจิตหาประมาณมิได้

วางอาชญาในสัตว์ทุกจำพวก

เป็นผู้ไม่ถูกนินทา เข้าถึงพรหมสถาน

(พระมหาสัตว์สรภังคดาบสทราบว่า พระราชาทั้ง ๓ พระองค์ละความกำหนัด ยินดีในเบญจกามคุณได้แล้ว จึงกล่าวคาถาด้วยอำนาจความร่าเริงของพระราชา เหล่านั้นว่า)

[๘๖]

ขอถวายพระพรมหาบพิตรอัฏฐกะ

การเสด็จมาของพระองค์ ของพระเจ้าภีมรถ

และของพระเจ้ากาลิงคะผู้มีพระยศระบือไปทั่ว

ได้มีความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง

ทุกพระองค์ทรงละกามราคะได้แล้ว

(พระราชาทั้งหลายทรงชมเชยพระมหาสัตว์สรภังคดาบสว่า)

[๘๗]

พระคุณเจ้ารู้จิตของผู้อื่นว่า โยมทุกคนละกามราคะได้แล้ว

ข้อนั้นเป็นจริงอย่างนั้นแหละ

ขอพระคุณเจ้าจงกระทำโอกาสเพื่ออนุเคราะห์

โดยประการที่โยมทุกคนจะบรรลุถึงคติของพระคุณเจ้าเถิด

(พระมหาสัตว์สรภังคดาบสให้โอกาสแก่พระราชาทั้ง ๓ พระองค์ว่า)

[๘๘]

อาตมาจะกระทำโอกาสเพื่ออนุเคราะห์

เพราะมหาบพิตรทั้งหลายทรงละกามราคะได้แล้วอย่างแท้จริง

ขอมหาบพิตรทั้งหลายทรงแผ่ปีติที่ไพบูลย์ให้แผ่ซ่านไปทั่วพระวรกาย

โดยประการที่จะบรรลุถึงคติของอาตมาเถิด

(พระราชาเหล่านั้นเมื่อจะทรงยอมรับ จึงได้ตรัสว่า)

[๘๙]

ท่านผู้มีปัญญาเพียงดังแผ่นดิน พระคุณเจ้าจะกล่าวคำใดใด

โยมทั้งหลายจะกระทำตามคำพร่ำสอนของพระคุณเจ้านั้นทุกอย่าง

จะแผ่ปีติที่ไพบูลย์ไปทั่วกาย

โดยประการที่จะบรรลุถึงคติของพระคุณเจ้า

(ลำดับนั้น พระมหาสัตว์สรภังคดาบสให้พระราชาเหล่านั้นพร้อมทั้งพลนิกาย บวช เมื่อจะส่งหมู่ฤๅษีไป จึงกล่าวว่า)

[๙๐]

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกเราทำการบูชา

กีสวัจฉดาบสอย่างนี้แล้ว

ขอฤๅษีทั้งหลายผู้เป็นคนดี จงไปยังที่อยู่ของตนเถิด

ท่านทั้งหลายจงยินดีในฌาน มีจิตตั้งมั่นในกาลทุกเมื่อ

ความยินดีนั้นเป็นคุณชาติประเสริฐสุดสำหรับบรรพชิต

(พระศาสดาทรงทราบความนี้แล้วได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า)

[๙๑]

ครั้นได้สดับคาถาซึ่งประกอบด้วยประโยชน์อย่างยิ่ง

ที่ฤๅษีผู้เป็นบัณฑิตกล่าวดีแล้ว เทวดาทั้งหลายผู้มียศเหล่านั้น

เกิดปีติและโสมนัสอนุโมทนาอยู่ ได้พากันหลีกไปยังเทพบุรี

[๙๒]

คาถาที่ฤๅษีผู้เป็นบัณฑิตกล่าวดีแล้วเหล่านี้

มีอรรถและพยัญชนะอันดีงาม

ผู้ใดผู้หนึ่งพึงสดับคาถาเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์

พึงได้คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย

ครั้นได้แล้ว พึงบรรลุสถานที่ที่พญามัจจุราชมองไม่เห็น

(พระศาสดาครั้นทรงรวบยอดเทศนาด้วยพระอรหัตอย่างนี้แล้วประกาศ สัจจะทั้งหลาย ทรงประชุมชาดกว่า)

[๙๓]

สาลิสสรดาบสคือสารีบุตร เมณฑิสสรดาบสคือกัสสปะ

ปัพพตดาบสคืออนุรุทธะ เทวิลดาบสคือกัจจายนะ

[๙๔]

อนุสิสสดาบสคืออานนท์ กีสวัจฉดาบสคือโกลิตะ

นารทดาบสคืออุทายีเถระ บริษัททั้งหลายคือพุทธบริษัท

ส่วนสรภังคโพธิสัตว์คือเราตถาคต

เธอทั้งหลายจงทรงจำชาดกไว้อย่างนี้แล

สรภังคชาดกที่ ๒ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๒๑. เตสกุณชาดกชาดกถัดไป๕๒๓. อลัมพุสาชาดก