อลัมพุสาชาดก
ว่าด้วยอิสิสิงคดาบสถูกทำลายตบะ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๗๘ · บรรทัด ๑๐๓๒๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
บทว่า น เต สมสมํ ความว่า ในชนทั้งหมดเหล่านั้น เราไม่เห็นแม้คนเดียว ที่จะทัดเทียมเจ้าได้ ด้วยรูปร่างและงดงามด้วยท่วงที ลีลาเป็นต้น เมื่อดาบสรู้ว่า นางนั้นเป็นสตรี จึงถามด้วยสามารถโวหารแห่งบุรุษนี้ว่า โก วา ตฺวํ เป็นต้น.
เมื่อพระดาบสกล่าวชมตน ตั้งแต่เท้าจนถึงผมอย่างนี้ นางอลัมพุสาเทพกัญญานั้นก็นิ่งเสีย เมื่อสืบอนุสนธิตามลำดับ ของคำนั้นแล้ว นางอลัมพุสาเทพกัญญา ก็รู้ว่า พระดาบสนั้นเป็นผู้หลงใหล จึงกล่าวคาถา ความว่า
ดูก่อนท่านกัสสปะผู้เจริญ เมื่อจิตของท่านเป็น อย่างนี้แล้ว ก็ไม่ใช่กาลที่จะเป็นปัญหา มาเถิดท่านที่ รัก เราทั้งสองจักรื่นรมย์กัน ในอาสนะของเรา มา เถิดท่าน ฉันจักเคล้าคลึงท่าน ท่านจงเป็นผู้ฉลาดใน กระบวนความยินดีด้วยกามคุณ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กสฺสเปวํ คเต สติ ความว่า ดูก่อนท่านผู้กัสสปโคตร เมื่อจิตของท่านเป็นไปอย่างนี้แล้ว ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา. บทว่า สมฺมา นี้ เป็นคำเรียนเชิญด้วยถ้อยคำที่น่ารัก. บทว่า รตีนํ ความว่าท่านจงเป็นผู้ฉลาดกระบวนความยินดี ในเบญจกามคุณ. นางอลัมพุสาเทพกัญญา กล่าวอย่างนี้แล้ว คิดว่า เมื่อเรายืนเฉยอยู่พระดาบสนี้ ก็จักไม่ยอมเข้าอ้อมแขนเรา เราจักเดิน ทำท่าทีเหมือนจะไปเสียนางจึงเข้าไปหาพระดาบส เพราะตนเป็นผู้ฉลาดในมารยาหญิง จึงเดินบ่ายหน้าไปตามทางที่มาแล้ว.
เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า
นางอลัมพุสาเทพอัปสร ผู้มีผิวพรรณน่ารักใคร่ ผู้เจือปนด้วยกิเลส ปรารถนาจะให้อิสิสิงคดาบสผสม ครั้น กล่าวอย่างนี้แล้ว ก็หลีกไป.
ลำดับนั้น พระดาบสเห็นนางกำลังเดินไป คิดว่า นางจะไปเสียจึงสลัดความเฉื่อยชา ล่าช้าของตนเสียแล้ว วิ่งไปโดยเร็ว เอามือลูบคลำที่เรือนผม.
เมื่อพระบรมศาสดาจะประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถา ความว่า
ส่วนอิสิสิงคดาบสนั้น รีบเดินออกไปโดยเร็ว สลัดตัดความเฉื่อยชาล่าช้าเสีย ไปทันเข้าก็จับที่มวยผม อันอุดมของนางไว้. นางเทพอัปสร ผู้สะคราญโฉม ก็หมุนตัวกลับมา สวมกอดพระดาบสไว้ อิสิสิงคดาบสก็เคลื่อนจาก พรหมจรรย์ ตามที่ท้าวสักกเทวราชทรงปรารถนา ภายหลังนางเทพอัปสร ก็มีใจยินดี. รำลึกถึงพระอินทร์ ผู้ประทับอยู่ในนันทนวัน ท้าวมฆวานเทพกุญชรทรงทราบความดำริของนางแล้ว จึงทรงส่งบัลลังก์ทอง พร้อมทั้งเครื่องบริวารมาโดย พลัน. ทั้งผ้าปิดทรวง ๕๐ ผืน เครื่องลาด ๑,๐๐๐ ผืน นาง อลัมพุสาเทพอัปสร กอดพระดาบสแนบทรวงอก บน บัลลังก์นั้น. นางโอบกอดไว้ถึง ๓ ปี ดูเหมือนครู่เดียวเท่านั้น พราหมณ์ดาบสสร่างเมาแล้วรู้สึกตัวได้ โดยล่วงไป ๓ ปี. ได้เห็นหมู่ไม้เขียวชอุ่มโดยรอบเรือนไฟ พลัด ใบใหม่ดอกบาน อึงคะนึงด้วยเสียงแห่งนกดุเหว่า. เธอตรวจตราดูโดยรอบแล้ว ร้องไห้น้ำตาไหลริน ปริเทวนาการว่า เรามิได้บูชาไฟ มิได้ร่ายมนต์ อะไร บันดาลให้การบูชาไฟต้องเสื่อมลง. ผู้ใดใครหนอ มาประเล้าประโลมจิตของเรา ด้วยการบำเรอในก่อน ยังฌานอันเกิดพร้อมกับเดช ของเรา ผู้อยู่ในป่าให้พินาศ ดุจบุคคลยึดเรืออันเต็ม ด้วยรัตนะต่าง ๆ ในห้วงอรรณพ ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชฺฌปฺปตฺโต ความว่า พระดาบสนั้นมาทันเข้า.
บทว่า ตมุทาวตฺต กลฺยาณี ความว่า นางอลัมพุสาเทพกัญญาผู้งามชดช้อย พราวเสน่ห์ เอี้ยวตัวกลับมากอดพระฤาษีนั้น ซึ่งยืนลูบคลำผมอยู่. บทว่า ปลสฺสชิ แปลว่า สวมกอด. บทว่า จวิ ตมฺหิ พฺรหฺมจริยา ยถา ตํ อถ โตสิตา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทันใดนั้นเอง ฌานของพระฤาษีนั้น ก็อันตรธานไป เมื่อเธอเคลื่อนจากฌานพรหมจรรย์นั้นแล้วได้เป็นไปอย่างข้อที่ท้าวสักกเทวราชทรงปรารถนานั่นเอง. ลำดับนั้น นางเทพกัญญา ผู้อันท้าวสักกเทวราชทรงส่งมานั้น รู้ว่าความปรารถนาของท้าวสักกเทวราชสำเร็จแล้ว ก็เกิดปีติปราโมทย์ ด้วยการยังพรหมจรรย์ของพระดาบสนั้นให้พินาศ.
บทว่า มนสา อคมา ความว่า นางยืนกอดพระดาบสนั้นอยู่ ใจได้ประวัติถึงพระอินทร์อย่างนี้ว่า โอ ! ท้าวสักกะควรส่งบัลลังก์มา. บทว่า นนฺทเน ความว่า ท้าวสักกเทวราชผู้ประทับอยู่ ในดาวดึงส์พิภพ กล่าวคือที่ชื่อว่า นันทนวัน เพราะสามารถให้เกิดความยินดี. บทว่า เทวกุญฺชโร ได้แก่ เทวราชผู้ประเสริฐ.
บทว่า ปาหิณิ แปลว่า จงส่งไป. ปาฐะว่า ปหิณิ ดังนี้ก็มี. บทว่า โสปวาทนํ ได้แก่ สุวรรณบัลลังก์พร้อมทั้งบริวาร. บทว่า สอุรจฺฉทปญฺาสํ ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม พร้อมด้วยผ้าสำหรับปกปิดอก ๕๐ ผืน. บทว่า สหสฺสปฏิยตฺถตํ ได้แก่ เครื่องลาด คือผ้าโกเชาว์อันเป็นทิพย์พันหนึ่ง. บทว่า ตเมนํ ตตฺถ ความว่า นางนั่งบนทิพบัลลังก์นั้น กอดพระอิสิสิงคดาบสแนบไว้ที่อก.
บทว่า ตีณิ วสฺสานิ ความว่า นางกอดพระอิสิสิงคดาบสให้นอนแนบอก นั่งอุ้มอยู่บนบัลลังก์นั้น สิ้นเวลา ๓ ปี โดยการนับเวลาแห่งมนุษย์ประดุจครู่เดียว. บทว่า วิมโท ความว่า พระดาบสนั้นสร่างเมา คือความเป็นผู้ปราศจากการสลบ. เพราะพระดาบสนอนสลบไสลอยู่ตลอดสามปีภายหลังกลับได้สมปฤดีตื่นขึ้น. เมื่อพระดาบสกำลังตื่นขึ้น นางอลัมพุสาเห็นอาการกระดิกมือเป็นต้นแล้ว ทราบว่าพระดาบสกำลังจะตื่นขึ้น จึงบันดาลให้บัลลังก์อันตรธานไป แม้ตนเองก็ได้อันตรธานไปยืนซ่อนอยู่.
บทว่า อทฺทสาสิ ความว่า พระดาบสนั้นตรวจตราดูอาศรมแล้วคิดว่า ใครกันหนอ ทำให้เราถึงสีลวิบัติ แล้วปริเทวนาการด้วยเสียงอันดังได้มองเห็นแล้ว. บทว่า หริตรุกฺเข ความว่า ได้เห็นต้นไม้มีใบเขียวสดขึ้นล้อมโรงไฟ กล่าวคือกองกูณฑ์อยู่โดยรอบ. บทว่า นวปตฺตวนํ ความว่าหมู่ไม้ดาดาษไปด้วยใบไม้อ่อน ๆ.
บทว่า รุทํ แปลว่า ปริเทวนาการอยู่. คาถาปริเทวนาการของพระดาบสนั้นอย่างนี้ว่า เรามิได้บูชาไฟ มิได้บริกรรมมนต์. บทว่า ปหาปิตํ ความว่า อะไรบันดาลให้การบูชาไฟต้องเสื่อมลง. ป อักษร เป็นเพียงอุปสรรค.
บทว่า ปาริจริยาย ความว่า พระดาบสปริเทวนาการว่า ก่อนแต่นี้ใครหนอเล้าโลมจิตของเรา ด้วยการบำเรอด้วยกิเลส. ห อักษร ในบทว่า โยเม เตชาหสํภูตํ นี้ เป็นเพียงนิบาต ความก็ว่า อิสิสิงคดาบสปริเทวนาการว่าผู้ใดยึดคือ ยังฌานคุณ อันเป็นเองโดยเดชแห่งสมณะของเราให้พินาศ ดุจยังเรือในห้วงมหรรณพ อันเต็มไปด้วยรัตนะต่าง ๆ ให้พินาศฉะนั้น ผู้นั้นคือใครกันเล่า ? อลัมพุสาเทพกัญญาได้ยินดังนั้น ก็คิดว่า ถ้าเราไม่บอก ดาบสนี้จักสาบแช่งเรา เอาเถอะเราจักบอกให้ท่านทราบ จึงยืนปรากฏกายกล่าวคาถาความว่า
ดิฉันอันท้าวเทวราช ทรงใช้มาเพื่อบำเรอท่าน จึงได้ครอบงำจิตของท่านด้วยจิตของดิฉัน ท่านไม่ รู้สึกตัว เพราะประมาท.
พระอิสิสิงคดาบสได้ฟังถ้อยคำของนางแล้ว ระลึกถึงโอวาทที่บิดาให้ไว้ก็ปริเทวนาการว่า เพราะเรามิได้ทำตามคำบิดา จึงถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวง ดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถา ๔ คาถา ความว่า
เดิมที ท่านกัสสปะผู้บิดา ได้พร่ำสอนเราถึงสิ่ง เหล่านี้ว่า ดูก่อนมาณพ สตรีอันเสมอด้วยนารีผลมีอยู่ เจ้าจงรู้จักสตรีเหล่านั้น. บิดาเราเหมือนเอื้อเอ็นดูเรา พร่ำสอนคำนี้ว่า มาณพเอ๋ย เจ้าจงรู้จักนารีผลผู้มีเขาที่อก เจ้าจงรู้จัก สตรีเหล่านี้. เรามิได้ทำตามคำสอนของบิดาผู้รู้นั้น วันนี้เรา ซบเซาอยู่แต่ผู้เดียว ในป่าอันหามนุษย์มิได้. เราจักทำอย่างที่เราเป็นผู้เช่นเดิมอีก หรือจักตาย เสีย ประโยชน์อะไรด้วยชีวิตของเราที่น่าติเตียน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมานิ ได้แก่ ถ้อยคำเหล่านี้. บทว่า กมลาสริสิตฺถโย ความว่า นารีผลทั้งหลายท่านเรียกว่า กมลา หญิงทั้งหลายก็เช่นเดียวกับดอกแห่งนารีผลเหล่านั้น. บทว่า ตาโย พุชฺฌสิ ความว่าคราวนั้นบิดาพร่ำสอนถ้อยคำเห็นปานนี้ กะเราว่า มาณพเอ๋ย เจ้าควรรู้จักหญิงเหล่านั้น ครั้นรู้แล้วอย่าไปสู่แนวทางที่จะดู ควรหนีไปเสีย นัยว่า นารีผลเหล่านั้น คือหญิงเหล่านี้.
บทว่า อุเร คณฺฑาโย ความว่า เจ้าจงรู้จักนารีผล ที่ประกอบไปแล้วด้วยเขาสองข้างที่น่าอก. บทว่า ตาโย พุชฺฌเส ความว่า ดูก่อนมาณพเจ้าควรรู้ว่า หญิงเหล่านั้น ย่อมยังผู้ตกอยู่ในอำนาจตนให้พินาศ.
บทว่า นากํ ความว่า เรามิได้กระทำตามถ้อยคำของท่าน. บทว่าฌายามิ ความว่า เราจึงต้องซบเซา คือ ปริเทวนาการอยู่.
บทว่า ชิรตฺถุ ชีวิเตน เม ความว่า ชีวิตของเราน่าตำหนิ คือน่าติเตียน ประโยชน์อะไรด้วยการที่เราจะมีชีวิตอยู่. บทว่า ปุน วา ความว่าเราจักเป็นเช่นเดิมอีก คือจักยังฌานที่เสื่อมแล้วให้เกิดขึ้น เป็นผู้ปราศจากราคะด้วยประการใด จักกระทำด้วยประการนั้นหรือ หรือว่าเราจักตายเสีย.
ท่านอิสิสิงคดาบสนั้น ละกามราคะแล้ว ยังฌานให้เกิดได้อีก. ลำดับนั้นนางอลัมพุสาเทพกัญญา เห็นเดชแห่งสมณะของพระดาบสนั้นด้วย และรู้ว่าท่านบำเพ็ญฌานให้เกิดได้แล้วด้วย ก็ตกใจกลัว จึงขอให้ท่านอดโทษตน.
พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถา๒ คาถา ความว่า
นางอลัมพุสาเทพกัญญา รู้จักเดช ความเพียร และปัญญาอันมั่นคง ของพระอิสิงคดาบสนั้นแล้ว ก็ ซบศีรษะลงที่เท้าของพระอิสิสิงคดาบส กล่าวว่า ข้าแต่ท่านมหาวีระ ขอท่านอย่าได้โกรธดิฉันเลย ข้าแต่ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ขอท่านอย่าได้ โกรธดิฉันเลย ดิฉันได้บำเพ็ญประโยชน์อันใหญ่แล้ว เพื่อเทวดาชั้นไตรทศผู้มียศ เพราะว่า เทพบุรีทั้งหมด อันท่านได้ทำให้หวั่นไหวแล้ว ในคราวนั้น.
ลำดับนั้น พระอิสิสิงคดาบสตอบว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เราอดโทษให้เธอ เธอจงไปตามสบายเถิด เมื่อจะปล่อยนางไป จึงกล่าวคาถา ความว่า
ดูก่อนนางผู้เจริญ ขอทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ท้าว วาสวะจอมไตรทศและเธอ จงมีความสุขเถิด ดูก่อน นางเทพกัญญา เชิญเธอไปตามสบายเถิด.
นางอลัมพุสาเทพกัญญา ไหว้พระดาบสแล้ว กลับไปสู่เทพบุรีพร้อมด้วยบัลลังก์ทองนั้นแหละ.
พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถา๓ คาถา ความว่า
นางอลัมพุสาเทพกัญญา ซบศีรษะลงแทบเท้า แห่งอิสิสิงคดาบส และทำประทักษิณแล้ว ประคองอัญชลีหลีกออกไปจากที่นั้น. นางขึ้นสู่บัลลังก์ทอง พร้อมด้วยเครื่องบริวาร เครื่องปิดทรวง ๕๐ ผืน และเครื่องลาด ๑,๐๐๐ ผืน แล้วกลับไปในสำนักแห่งเทวดาทั้งหลาย. ท้าวสักกะจอมเทพ ทรงปีติโสมนัส ปลาบปลื้ม พระทัย ได้พระราชทานพรกะนางเทพกัญญานั้น ซึ่ง กำลังมาอยู่ ราวกะว่าดวงประทีปอันรุ่งเรือง ราวกะ สายฟ้าแลบ ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอกฺกมิว ความว่า ดุจประทีป. ด้วยบทมีอาทิว่า ปติโต ดังนี้ ท่านแสดงถึงอาการที่ท้าวสักกเทวราชทรงยินดี. บทว่าอททา วรํ ความว่า ท้าวสักกเทวราชทรงยินดี ได้ประทานพรให้แก่นางอลัมพุสาเทพกัญญา ผู้มาถวายบังคมแล้วยืนอยู่.
นางอลัมพุสาเทพกัญญา เมื่อจะรับพรในสำนักของท้าวสักกเทวราชจึงกล่าวคาถาสุดท้าย ความว่า
ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง ถ้า พระองค์จะทรงประทานพรแก่หม่อมฉันไซร้ ขออย่า ให้หม่อมฉันต้องไปเล้าโลมพระฤาษีอีกเลย ข้าแต่ ท้าวสักกะหม่อนฉันขอพระข้อนี้.
คาถานั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ ข้าแต่ท้าวสักกเทวราช ถ้าพระองค์จะทรงประทานพรแก่หม่อมฉันแล้ว หม่อมฉันขอพรข้อนี้ คือ อย่าให้หม่อมฉันต้องไปเล้าโลมพระฤาษีอีก คือพระองค์อย่าทรงใช้หม่อมฉัน เพื่อประโยชน์ข้อนี้.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้ มาแสดงแก่ภิกษุนั้นแล้ว ทรงประกาศอริยสัจจธรรม แล้วทรงประชุมชาดก. ในที่สุดแห่งอริยสัจจกถาภิกษุนั้น ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. (แล้วทรงประชุมชาดกว่า) นางอลัมพุสาในครั้งนั้น ได้มาเป็นนางปุราณทุติยิกา อิสิสิงคดาบส ได้มาเป็นภิกษุผู้กระสัน ส่วนมหาฤาษีผู้บิดา ได้มาเป็นเราผู้ตถาคตฉะนี้แล.
จบอรรถกถาอลัมพุสาชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๖๓๙–๖๕๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จัตตาฬีสนิบาตชาดก ๑๓๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๓๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
อลมฺพุสาชาตกํ
อถาพฺรวีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ปุราณทุติยิกาปโลภนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ วตฺถุ อินฺทฺริยชาตเก วิตฺถาริตเมว ฯ
สตฺถา ปน ตํ ภิกฺขุํ สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ อุกฺกณฺฐิโตสีติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจํ ภนฺเตติ วุตฺเต เกน อุกฺกณฺฐาปิโตสีติ วตฺวา ปุราณทุติยิกายาติ วุตฺเต ภิกฺขุ เอสา อิตฺถี ตุยฺหํ อนตฺถการิกา ตฺวํ เอตํ นิสฺสาย ฌานํ นาเสตฺวา ตีณิ สํวจฺฉรานิ สมฺมุฬฺโห วิสญฺญี นิปชฺชิตฺวา อุปฺปนฺนาย สญฺญาย มหาปริเทวํ ปริเทวีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต กาสิกรฏฺเฐ พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺเตตฺวา วยปฺปตฺโต สพฺพสิปฺเปสุ นิปฺผตฺตึ ปตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อรญฺญายตเน วนมูลผลาหาโร ยาเปสิ ฯ อเถกา มิคี ตสฺส ปสฺสาวฏฺฐาเน สมฺภวมิสฺสกํ ติณํ ขาทิตฺวา อุทกํ ปีวิ ฯ เอตฺตเกเนว จ ตสฺมึ ปฏิพทฺธจิตฺตา คพฺภํ ปฏิลภิตฺวา ตโต ปฏฺฐาย กตฺถจิ อคนฺตฺวา อสฺสมสฺส สามนฺเตเยว วิจรติ ฯ มหาสตฺโต ปริคณฺหนฺโต ตํ การณํ อญฺญาสิ ฯ สา อปรภาเค มนุสฺสทารกํ วิชายิ ฯ มหาสตฺโต ตํ ปุตฺตสิเนเหน ปฏิชคฺคิ ฯ อิสิสิงฺโคติสฺส นามํ อกาสิ ฯ อถ นํ มหาสตฺโต วิญฺญุตปฺปตฺตํ ปพฺพาเชตฺวา อตฺตโน มหลฺลกกาเล ตํ อาทาย นารีวนํ คนฺตฺวา ตาต อิมสฺมึ หิมวนฺเต อิเมหิ ปุปฺเผหิ สทิสา อิตฺถิโย นาม โหนฺติ ตา อตฺตโน วสํ คเต มหาวินาสํ ปาเปนฺติ ตาสํ วสํ นาม คนฺตุํ น วฏฺฏตีติ โอวทิตฺวา อปรภาเค พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ อิสิสิงฺโคปิ ฌานกีฬํ กีฬนฺโตว หิมวนฺตปฺปเทเส วาสํ กปฺเปสิ โฆรตโป ปรมชิตินฺทฺริโย อโหสิ ฯ อถสฺส สีลเตเชน สกฺกสฺส ภวนํ กมฺปิ ฯ สกฺโก อาวชฺเชนฺโต ตํ การณํ ญตฺวา อยํ มํ สกฺกตฺตา จาเวยฺย เอกํ อจฺฉรํ เปเสตฺวา สีลมสฺส ภินฺทาเปสฺสามีติ สกลเทวโลกํ อุปปริกฺขนฺโต อตฺตโน อฑฺฒเตยฺยโกฏิสงฺขาตานํ ปริจาริกานํ มชฺเฌ เอกํ อลมฺพุสํ นาม อจฺฉรํ ฐเปตฺวา อญฺญํ ตสฺส สีลํ ภินฺทิตุํ สมตฺถํ อทิสฺวา ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา ตสฺส สีลเภทํ กาตุํ อาณาเปสิ ฯ
ตมตฺถํ อาวิกโรนฺโต สตฺถา ปฐมํ คาถมาห
อถาพฺรวิ พฺรหา อินฺโท วตฺรภู ชยตํ ปิตา
เทวกญฺญํ ปราเภตฺวา สุธมฺมายํ อลมฺพุสนฺติ ฯ
ตตฺถ พฺรหาติ มหา ฯ วตฺรภูติ วตฺรสฺส นาม อสุรสฺส อภิภวิตฺวา ฯ ชยตํ ปิตาติ ชยนฺตานํ ชยปฺปตฺตานํ เสสานํ เตตฺตึสาย เทวปุตฺตานํ ปิตุกิจฺจสาธเนน ปิตา ฯ ปราเภตฺวาติ หทยํ ภินฺทิตฺวา โอโลเกนฺโต วิย ตํ ปฏิพลา อยนฺติ ญตฺวาติ อตฺโถ ฯ สุธมฺมายนฺติ สุธมฺมาย เทวสภาย ปณฺฑุกมฺพลสิลาสเน นิสินฺโน ตํ อลมฺพุสํ ปกฺโกสาเปตฺวา อิทมาห
มิสฺเส เทวา ตํ ยาจนฺติ ตาวตึสา สอินฺทกา
อิสิปโลภิเก คจฺฉ อิสิสิงฺคํ อลมฺพุเสติ ฯ
ตตฺถ มิสฺเสติ ตํ อาลปติ ฯ อิทญฺจ ตสฺสา นามํ สพฺพา ปนิตฺถิโย ปุริเส กิเลสมิสฺสเนน มิสฺสนโต มิสฺสาติ วุจฺจนฺติ ฯ เตน สาธารเณน คุณนาเมนาลปนฺโต เอวมาห ฯ อิสิปโลภิเกติ อิสีนํ ปโลภนสมตฺเถ ฯ อิสิสิงฺคนฺติ ตสฺส กิร มตฺถเก มิคสิงฺคากาเรน เทฺว จูฬา อุฏฺฐหึสุ ตสฺมา เอวํ วุจฺจติ ฯ
อิติ สกฺโก คจฺฉ อิสิสิงฺคํ อุปสงฺกมิตฺวา อตฺตโน วสํ อาเนตฺวา สีลมสฺส ภินฺทาติ อลมฺพุสํ อาณาเปสิ ฯ
ปุรายํ อมฺเห นาจฺเจติ วตฺวา พฺรหฺมจริยวา
นิพฺพานาภิรโต พุทฺโธ ตสฺส มคฺคานิ อาวร อิติ วจนํ อาห ฯ
ตตฺถ ปุรายนฺติ อยํ ตาปโส วตสมฺปนฺโน จ พฺรหฺมจริยวา จ โส จ โข ปเนส ทีฆายุกตาย นิพฺพานสงฺขาเต มคฺเค อภิรโต คุณวุฑฺฒิยา จ พุทฺโธ ตสฺมา ยาว เอส อมฺเห นาติกฺกมติ น อภิภวิตฺวา อิมมฺหา ฐานา จาเวติ ตาวเทว ตฺวํ คนฺตฺวา ตสฺส เทวโลกคมนานิ มคฺคานิ อาวร ยถา อิธ นาคจฺฉติ เอวํ กโรหีติ อตฺโถ ฯ
ตํ สุตฺวา อลมฺพุสา คาถาทฺวยมาห
เทวราช กิเมว ตฺวํ มเมว ตุวํ สิกฺขสิ
อิสิปโลภิเก คจฺฉ สนฺติ อญฺญาปิ อจฺฉรา ฯ
มาทิสิโย ปวรา เจว อโสเก นนฺทเน วเน
ตาสํปิ โหตุ ปริยาโย ตาปิ ยนฺตุ ปโลภิกาติ ฯ
ตตฺถ กิเมว ตฺวนฺติ กึ นาเมตํ ตฺวํ กโรสีติ ทีเปติ ฯ มเมว ตุวํ สิกฺขสีติ อิมสฺมึ สกเล เทวโลเก มเมว ตุวํ กึ สิกฺขสิ อญฺญํ น ปสฺสสีติ อธิปฺปาเยน วทติ ฯ สกาโร ปเนตฺถ พฺยญฺชนสนฺธิกโร ฯ อิสิปโลภิเก คจฺฉาติ กึการณา มญฺเญว เอวํ วเทสีติ อธิปฺปาโย ฯ ปวรา เจวาติ มยา อุตฺตริตรา เจว ฯ อโสเกติ โสกรหิเต ฯ นนฺทเนติ นนฺทิชนเก ฯ ปริยาโยติ คมนวาโร ฯ
ตโต สกฺโก ติสฺโส คาถาโย อภาสิ
อทฺธา หิ สจฺจํ ภณสิ สนฺติ อญฺญาปิ อจฺฉรา
ตาทิสิโย ปวรา เจว อโสเก นนฺทเน วเน ฯ
น ตา เอวํ ปชานนฺติ ปาริจริยํ ปุมํ คตา
ยาทิสํ ตฺวํ ปชานาสิ นาริ สพฺพงฺคโสภเน ฯ
ตฺวเมว คจฺฉ กลฺยาณิ อิตฺถีนํ ปวรา จสิ
ตเวว วณฺณรูเปน วสมานาปยิสฺสสีติ ฯ
ตตฺถ ปุมํ คตาติ ปุริสํ อุปสงฺกนฺตา สมานา ปุริสปโลภินิปาริจริยํ น ชานนฺติ ฯ วณฺณรูเปนาติ สรีรวณฺเณน เจว รูปสมฺปตฺติยา จ ฯ วสมานาปยิสฺสสีติ ตํ ตาปสํ อตฺตโน วสํ อาเนสฺสสิ ฯ
ตํ สุตฺวา อลมฺพุสา เทฺว คาถา อภาสิ
นวาหํ น คมิสฺสามิ เทวราเชน เปสิตา
วิเภมิ เจตํ อาสาทุํ อุคฺคเตโช หิ พฺราหฺมโณ ฯ
อเนเก นิรยํ ปตฺตา อิสิมาสาทิยา ชนา
อาปนฺนา โมหสํสารํ ตสฺมา โลมานิ หํสเยติ ฯ
ตตฺถ นวาหนฺติ นเว อหํ ฯ วิเภมีติ ภายามิ ฯ อาสาทุนฺติ อาสาทิตุํ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ นาหํ เทว ตยา เปสิตา น คมิสฺสามิ อปิจาหํ ตํ อิสิสิงฺคํ สีลเภทนตฺถาย อลฺลียิตุํ ภายามิ อุคฺคเตโช หิ โสติ ฯ อาสาทิยาติ อาสาเทตฺวา ฯ โมหสํสารนฺติ โมเหน สํสารํ โมเหน อิสึ ปโลเภตฺวา สํสารํ อาปนฺนา วฏฺฏทุกฺเข ปติฏฺฐิตา สตฺตา คณนปถํ อติกฺกนฺตา ฯ ตสฺมาติ เตน การเณนาหํ ฯ โลมานิ หํสเยติ โลมานิ อุฏฺฐเปมิ ฯ ตสฺส กิราหํ สีลํ ภินฺทิสฺสามีติ จินฺตยมานาย เม โลมานิ หํสนฺตีติ วทติ ฯ
อิทํ วตฺวาน ปกฺกามิ อจฺฉรา กามวณฺณินี
มิสฺสา มิสฺเสตุมิจฺฉนฺตี อิสิสิงฺคํ อลมฺพุสา ฯ
สา จ ตํ วนโมคฺคยฺห อิสิสิงฺเคน รกฺขิตํ
พิมฺพชาลรตฺตสญฺฉนฺนํ สมนฺตา อฑฺฒโยชนํ ฯ
ปาโตว ปาตราสมฺหิ อุทยสมยํ ปฏิ
อคฺคิฏฺฐํ ปริมชฺชนฺตํ อิสิสิงฺคํ อุปาคมีติ อิมา อภิสมฺพุทฺธคาถา ฯ
ตตฺถ ปกฺกามีติ เตนหิ เทวราช อาวชฺเชยฺยาสิ มนฺติ อตฺตโน สยนคพฺภํ ปวิสิตฺวา อลงฺกริตฺวา อิสิสิงฺคํ กิเลเสน มิสฺเสตุํ อิจฺฉนฺตี ปกฺกามิ ฯ ภิกฺขเว สา อจฺฉรา ตสฺส อสฺสมํ คตาติ ฯ พิมฺพชาล- รตฺตสญฺฉนฺนนฺติ รตฺตกุรวกวเนน สญฺฉนฺนํ ฯ ปาโตว ปาตราสมฺหีติ ภิกฺขเว ปาตราสเวลาย ปาโตว ปเคเยว ฯ กีวปเคติ ฯ อุทยสมยํ ปฏีติ สุริยุคฺคมนเวลายเมว ฯ อคฺคิฏฺฐนฺติ อคฺคิสาลํ ฯ รตฺตึ ปธานมนุยุญฺชิตฺวา ปาโตว นหาตฺวา อุทกกิจฺจํ กตฺวา ปณฺณสาลาย โถกํ ฌานสุเขน วีตินาเมตฺวา นิกฺขมิตฺวา อคฺคิสาลํ สมฺมชฺชนฺตํ ตํ อิสิสิงฺคํ อุปาคมิ อิตฺถีวิลาสํ ทสฺเสนฺตี ตสฺส ปุรโต อฏฺฐาสิ ฯ
อถ นํ ตาปโส ปุจฺฉนฺโต อาห
กา นุ วิชฺชุริวาภาสิ โอสธี วิย ตารกา
วิจิตฺตหตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา ฯ
อาทิจฺจวณฺณสงฺกาสา เหมจนฺทนคนฺธินี
สญฺญตูรุ มหามายา กุมารี จารุทสฺสนา ฯ
วิลากา มุทุกา สุทฺธา ปาทา เต สุปติฏฺฐิตา
กมนา กามนียา เต หรนฺติเยว เม มโน ฯ
อนุปุพฺพา จ เต อูรู นาคนาสสมูปมา
วิมฏฺฐา ตุยฺหํ สุสฺโสณี อกฺขสฺส ผลกํ ยถา ฯ
อุปฺปลสฺเสว กิญฺชกฺขา นาภิ เต สาธุสณฺฐิตา
ปุรา กณฺหญฺชนสฺเสว ทูรโต ปฏิทิสฺสติ ฯ
ทุวิธา ชาตา อุรชา อวณฺฏา สาธุปจฺจุทา
ปโยธรา อปฺปตีตา อฑฺฒลาพุสมา ถนา ฯ
ทีฆา กมฺพุตลาภาสา คีวา เอเณยฺยกา ยถา
ปณฺฑราวรณา วคฺคุ จตุตฺถมนสนฺนิภา ฯ
อุทฺธคฺคา จ อธคฺคา จ ทุมคฺคปริมชฺชิตา
ทุวิชา เนลสมฺภูตา ทนฺตา ตว สุทสฺสนา ฯ
อปณฺฑรา โลหิตนฺตา ชิญฺชุกผลสนฺนิภา
อายตา จ วิสาลา จ เนตฺตา ตว สุทสฺสนา ฯ
นาติทีฆา สุสมฏฺฐา กนกพฺยา สโมจิตา
อุตฺตมงฺครุหา ตุยฺหํ เกสา จนฺทนคนฺธิกา ฯ
ยาวตา กสิโครกฺขา วาณิชานญฺจ ยา คติ
อิสีนญฺจ ปรกฺกนฺตํ สญฺญตานํ ตปสฺสินํ ฯ
น เต สมสมํ ปสฺเส อสฺมึ ปฐวิมณฺฑเล
โก วา ตฺวํ กสฺส วา ปุตฺโต กถํ ชาเนมุ ตํ มยนฺติ ฯ
ตตฺถ วิจิตฺตหตฺถาภรณาติ วิจิตฺเตหิ หตฺถาภรเณหิ สมนฺนาคตา ฯ เหมจนฺทนคนฺธินีติ สุวณฺณวณฺณจนฺทนคนฺธวิเลปนา ฯ สญฺญตูรูติ สุวฏฺฏิตฆนอูรุ สมฺปนฺนอูรุลกฺขณา ฯ วิลากาติ สงฺขิตฺตมชฺฌา ฯ มุทุกาติ มุทุ สุขุมาลา ฯ สุทฺธาติ นิมฺมลา ฯ สุปติฏฺฐิตาติ สมํ ปฐวึ ผุสนฺตา สุฏฺฐุ ปติฏฺฐิตา ฯ กมนาติ คจฺฉมานา ฯ กามนียาติ กนฺตา กาเมตพฺพยุตฺตกา ฯ หรนฺติเยว เม มโนติ เอเต เอวรูเปน ปรเมน อิตฺถีวิลาเสน จงฺกมนฺติยา ตว ปาทา มม จิตฺตํ หรนฺติเยว ฯ วิมฏฺฐาติ วิสาลา ฯ สุสฺโสณีติ สุนฺทรโสณี ฯ อกฺขสฺสาติ สุวณฺณสฺส ผลกํ วิย วิสาลา เต โสณีติ วทติ ฯ อุปฺปลสฺเสว กิญฺชกฺขาติ นีลุปฺปลกณฺณิกา วิย ฯ กณฺหญฺชนสฺเสวาติ สุขุมกณฺหโลมาจิตตฺตา เอวมาห ฯ ทุวิธาติ คาถํ ถเน วณฺณยนฺโต อาห ฯ เต หิ เทฺว หุตฺวา อุเร ชาตา วณฺฏสฺส อภาวา อวณฺฏา อุเร ลคฺคา เอว หุตฺวา สุฏฺฐุ นิกฺขนฺตตฺตา สาธุปจฺจุทา ปยสฺส ธารณโต ปโยธรา ฯ อปฺปตีตาติ นปฺปตีตา อมิลาตตาย วา อนพฺภุนฺนตตาย วา น อนฺโต ปวิฏฺฐาติ อปฺปตีตา ฯ สุวณฺณผลเก ฐปิตสุวณฺณมยา วฏฺฏาลาพุโน อฑฺเฒน สทิสตาย อฑฺฒลาพุสมา ถนา ฯ เอเณยฺยกา ยถาติ เอณิมิคสฺส หิ ทีฆา จ วฏฺฏา จ คีวา โสภติ เอวํ ตว โถกํ ทีฆา ฯ กมฺพุตลาภาสาติ สุวณฺณาลิงฺคตลสนฺนิภา คีวาติ อตฺโถ ฯ ปณฺฑราวรณาติ ทนฺตาวรณา ฯ จตุตฺถมนสนฺนิภาติ จตุตฺถมโน วุจฺจติ จตุตฺถมนวตฺถุภูตา ชิวฺหา ฯ อภิรตฺตภาเวน ชิวฺหาสทิสํ เต โอฏฺฐปริโยสานนฺติ วทติ ฯ อุทฺธคฺคาติ อุปริมทนฺตา ฯ อธคฺคาติ เหฏฺฐิมทนฺตา ฯ ทุมคฺคปริมชฺชิตาติ ทนฺตกฏฺฐปริมชฺชิตา ปริสุทฺธา ฯ ทุวิชาติ ทฺวิชา ฯ เนลสมฺภูตาติ นิทฺโทเสสุ หนุมํสปริโยสาเนสุ สํภูตา ฯ อปณฺฑราติ กณฺหา ฯ โลหิตนฺตาติ รตฺตปริยนฺตา ฯ ชิญฺชุกผลสนฺนิภาติ รตฺตฏฺฐาเน ชิญฺชุกผลสทิสา ฯ สุทสฺสนาติ ปสฺสนฺตานํ อติตฺติกรา ปญฺจปสาทสมนฺนาคตา ฯ นาติทีฆาติ ปมาณยุตฺตา ฯ สุสมฏฺฐาติ สุฏฺฐุ สมฏฺฐา ฯ กนกพฺยา สโมจิตาติ กนกพฺยา วุจฺจติ สุวณฺณผลิกา ตาย คนฺธเตลํ อาทาย ปริหริตา สุรจิตา ฯ กสิโครกฺขาติ อิมินา กสิญฺจ โครกฺขญฺจ นิสฺสาย ชีวนกสตฺเต ทสฺเสติ ฯ ยา คตีติ ยตฺตกา นิปฺผตฺติ ฯ ปรกฺกนฺตนฺติ ยตฺตกํ อิสีนํ ปรกฺกนฺตํ วิตฺถารีกตา อิมสฺมึ หิมวนฺเต ยตฺตกา อิสโย วสนฺตีติ อตฺโถ ฯ น เต สมสมนฺติ เตสุ สพฺเพสุ เอกํปิ รูปลีลาวิลาสาทิสมตาย ตยา สมํ น ปสฺสามิ ฯ โก วา ตฺวนฺติ อิทํ ตสฺสา อิตฺถีภาวํ ชานนฺโต ปุริสโวหารวเสน ปุจฺฉติ ฯ
สา เอวํ ปาทโต ปฏฺฐาย ยาว เกสา อตฺตโน วณฺณํ ภาสนฺเต ตาปเส อลมฺพุสา ตุณฺหี หุตฺวา ตสฺสา กถาย ยถานุสนฺธึ คตาย ตสฺส สมฺมุฬฺหภาวํ ญตฺวา คาถมาห
น ปญฺหกาโล ภทฺทนฺเต กสฺสเปวํ คเต สติ
เอหิ สมฺม รมิสฺสาม อุโภ อสฺมาก อสฺสเม
เอหิ ตํ อุปคุยฺหิสฺสํ รตีนํ กุสโล ภวาติ ฯ
ตตฺถ กสฺสเปวํ คเต สตีติ กสฺสปโคตฺต เอวํ ตว จิตฺเต ปวตฺเต สติ ปญฺหกาโล น โหติ ฯ สมฺมาติ ปิยวจนมาลปนเมตํ ฯ รตีนนฺติ ปญฺจกามคุณรตีนํ ฯ
เอวํ วตฺวา อลมฺพุสา จินฺเตสิ นายํ มยิ ฐิตาย หตฺถปาสํ คมิสฺสติ คจฺฉนฺตี วิย คมิสฺสามีติ ฯ สา อิตฺถีมายากุสลตาย ตาปสํ อุปสงฺกมิตฺวา อาคตมคฺคาภิมุขี ปายาสิ ฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห
อิทํ วตฺวาน ปกฺกามิ อจฺฉรา กามวณฺณินี
มิสฺสา มิสฺเสตุมิจฺฉนฺตี อิสิสิงฺคํ อลมฺพุสาติ ฯ
อถ นํ ตาปโส คจฺฉนฺตํ ทิสฺวา อยํ คจฺฉตีติ อตฺตโน ทนฺธปรกฺกมํ มนฺทคมนํ ฉินฺทิตฺวา เวเคน ธาวิตฺวา เกเสสุ หตฺเถน ปรามสิ ฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห
โส จ เวเคน นิกฺขมฺม เฉตฺวา ทนฺธปรกฺกมํ
ตมุตฺตมาสุ เวณีสุ อชฺฌปฺปตฺโต ปรามสิ ฯ
ตมุทาวตฺต กลฺยาณี ปลิสฺสชิ สุโสภนี
จวิ ตมฺหิ พฺรหฺมจริยา ยถา ตํ อถ โตสิตา ฯ
มนสา อคมา อินฺทํ วสนฺตํ นนฺทเน วเน
ตสฺสา สงฺกปฺปมญฺญาย มฆวา เทวกุญฺชโร
ปลฺลงฺกํ ปาหิณิ ขิปฺปํ สุวณฺณํ โสปวาหนํ ฯ
สอุรจฺฉทปญฺญาสํ สหสฺสปฏิยตฺถตํ
ตเมนํ ตตฺถ ธาเรสิ อุเร กตฺวาน โสภนา ฯ
ยถา เอกมุหุตฺตํว ตีณิ วสฺสานิ ธารยิ
วิมโท ตีหิ วสฺเสหิ ปพุชฺฌิตฺวาน พฺราหฺมโณ ฯ
อทฺทสาสิ หริตรุกฺเข สมนฺตา อคฺคิยายนํ
นวปตฺตวนํ ผุลฺลํ โกกิลคณโฆสิตํ ฯ
สมนฺตา ส วิโลเกตฺวา รุทํ อสฺสูนิ วตฺตยิ
น ชุเห น ชเป มนฺเต อคฺคิหุตฺตํ ปหาปิตํ ฯ
โก นุ เม ปาริจริยาย ปุพฺเพ จิตฺตํ ปโลภยิ
อรญฺเญ เม วิหรโต โย เม เตชาหสมฺภุตํ
นานารตนปริปุณฺณํ นาวํว คณฺหิ อณฺณเวติ ฯ
ตตฺถ อชฺฌปฺปตฺโตติ สมฺปตฺโต ฯ ตมุทาวตฺต กลฺยาณีติ ตํ เกเส ปรามเสตฺวา ฐิตํ อิสึ อุทาวตฺติตฺวา นิวตฺติตฺวา กลฺยาณทสฺสนา สา สุฏฺฐุโสภนา ฯ ปลสฺสชีติ อาลิงฺคิ ฯ จวิ ตมฺหิ พฺรหฺมจริยา ยถา ตํ อถ โตสิตาติ ภิกฺขเว ตสฺส อิสิโน ตาวเทว ฌานํ อนฺตรธายิ ตสฺมึ ตมฺหา ฌานา พฺรหฺมจริยา จวิเต ยถา ตํ สกฺเกน ปตฺถิตํ ตเถว อโหสิ ฯ อถ สกฺกสฺส ปตฺถนาย สมิทฺธภาวํ วิทิตฺวา สา เทวกญฺญา เปสิตา ตสฺส เตน พฺรหฺมจริยวินาเสน สญฺชนิตปีติปาโมชฺชาติ อตฺโถ ฯ มนสา อคมาติ สา ตํ อาลิงฺคิตฺวา ฐิตา อโห วต สกฺโก ปลฺลงฺกํ ปสฺเสยฺยาติ เอวํ ปวตฺเตน มนสา อินฺทํ อคมา ฯ นนฺทเนติ นนฺทิชนนสมตฺถตาย นนฺทนวนสงฺขาเต ตาวตึสภวเน วสนฺตํ ฯ เทวกุญฺชโรติ เทวเสฏฺโฐ ฯ ปาหิณีติ เปเสหิ ฯ ปหิณีติปิ ปาโฐ ฯ โสปวาหนนฺติ สปริวารํ ฯ สอุรจฺฉทปญฺญาสนฺติ ปญฺญาสาย อุรจฺฉเทหิ ปฏิจฺฉาทิตํ ฯ สหสฺสปฏิยตฺถตนฺติ สหสฺสทิพฺพโกชวตฺถตํ ฯ ตเมนํ ตตฺถาติ ตํ อิสิสิงฺคํ ตตฺถ ทิพฺพปลฺลงฺเก นิสินฺนา สา อุเร กตฺวา ธาเรสีติ ฯ ตีณิ วสฺสานีติ เอกมุหุตฺตํ วิย มนุสฺสคณนาย ตีณิ วสฺสานิ ตํ อุเร นิปชฺชาเปตฺวา ตตฺถ นิสินฺนา ธาเรสิ ฯ วิมโทติ นิมฺมโท วิคตวิสญฺญภาโว ฯ โส หิ ตีณิ สํวจฺฉรานิ วิสญฺโญ สยิตฺวา ปจฺฉา ปฏิลทฺธสญฺโญ ปพุชฺฌิ ฯ ตสฺมึ ปพุชฺฌมาเน หตฺถาทิผนฺทนํ ทิสฺวาว อลมฺพุสา ตสฺส ปพุชฺฌนภาวํ ญตฺวา ปลฺลงฺกมนฺตรธาเปตฺวา สยํปิ อนฺตรหิตา อฏฺฐาสิ ฯ อทฺทสาสีติ อสฺสมปทํ โอโลเกนฺโต เกน นุ โขมฺหิ สีลวินาสํ ปาปิโตติ จินฺเตตฺวา มหนฺเตน สทฺเทน ปริเทวมาโน อทฺทสาสิ ฯ หริตรุกฺเขติ อคฺคิยายนสงฺขาตํ อคฺคิสาลํ สมนฺตา ปริวาเรตฺวา ฐิเต หริตปตฺตรุกฺเข ฯ นวปตฺตวนนฺติ ตรุเณหิ นวปตฺเตหิ สญฺฉนฺนํ วนํ ฯ รุทนฺติ ปริเทวนฺโต ฯ น ชุเห น ชเป มนฺเตติ อยมสฺส ปริเทวนคาถา ฯ ปหาปิตนฺติ หาปิตํ ฯ ปกาโร อุปสคฺคมตฺตํ ฯ ปาริจริยายาติ โกนุ กิเลสปาริจริยาย อิโต ปุพฺเพ มม จิตฺตํ ปโลภยีติ ปริเทวติ ฯ โย เม เตชาหสํภูตนฺติ หกาโร นิปาตมตฺตํ ฯ โย มม สมณเตเชน สํภูตํ ฌานคุณํ นานารตนปุณฺณํ มหณฺณเว นาวํ วิย คณฺหิ วินาสํ ปาเปสิ โก นาเมโสติ ปริเทวติ ฯ
ตํ สุตฺวา อลมฺพุสา จินฺเตสิ สจาหํ น กเถสฺสามิ อยํ เม อภิสปิสฺสติ หนฺทสฺส กเถสฺสามีติ ฯ สา ทิสฺสมาเนน กาเยน ฐตฺวา คาถมาห
อหนฺเต ปาริจริยาย เทวราเชน เปสิตา
อวธิ จิตฺตํ จิตฺเตน ปมาทา ตฺวํ น พุชฺฌสีติ ฯ
โส ตสฺสา กถํ สุตฺวา ปิตรา ทินฺนํ โอวาทํ สริตฺวา ปิตุวจนํ อกตฺวา มหาวินาสํ ปตฺโตมฺหีติ ปริเทวนฺโต จตสฺโส คาถาโย อภาสิ
อิมานิ กิร มํ ตาโต กสฺสโป อนุสาสติ
กมลาสริสิตฺถิโย ตาโย พุชฺเฌสิ มาณว ฯ
อุเร คณฺฑาโย พุชฺเฌสิ ตาโย พุชฺเฌสิ มาณว
อิจฺจานุสาสิมํ ตาโต ยถา มํ อนุกมฺปโก ฯ
ตสฺสาหํ วจนํ นากํ ปิตุ พุทฺธสฺส สาสนํ
อรญฺเญ นิมฺมนุสฺสมฺหิ สวาชฺช ฌายามิ เอกโก ฯ
โสหํ ตถา กริสฺสามิ ธิรตฺถุ ชีวิเตน เม
ปุน วา ตาทิโส เหสฺสํ มรณํ เม ภวิสฺสตีติ ฯ
ตตฺถ อิมานีติ อิมานิ วจนานิ ฯ กมลาสริสิตฺถิโยติ กมลา วุจฺจติ นารีผลกา ตาสํ ปุปฺผสทิสา อิตฺถิโย ฯ ตาโย พุชฺเฌสีติ มาณว ตาโย ชาเนยฺยาสิ ญตฺวา ทสฺสนปถํ อคนฺตฺวา ปลาเปยฺยาสีติ ยานิ เอวรูปานิ วจนานิ ตทา มํ ตาโต อนุสาสติ อิมานิ กิร ตานีติ ฯ อุเร คณฺฑาโยติ อุรมฺหิ ทฺวีหิ คณฺเฑหิ สมนฺนาคตาโย ฯ ตาโย พุชฺเฌสีติ มาณว ตาโย อตฺตโน วสงฺคเต วินาสํ ปาเปนฺตีติ ชาเนยฺยาสีติ ฯ นากนฺติ น กรึ ฯ ฌายามีติ ปชฺฌายามิ ปริเทวามิ ฯ ธิรตฺถุ ชีวิเตน เมติ ธิรตฺถุ ครหิตํ มม ชีวิตํ ชีวิเตน เม โก อตฺโถ ฯ ปุน วาติ ตถา กริสฺสามิ ยถา ปุน วา ตาทิโส ภวิสฺสามิ นฏฺฐํ ฌานํ อุปฺปาเทตฺวา วีตราโค ภวิสฺสามิ มรณํ วา เม ภวิสฺสตีติ ฯ
โส กามราคํ ปหาย ปุน ฌานํ อุปฺปาเทสิ ฯ อถสฺส สมณเตชํ ทิสฺวา ฌานสฺส จ อุปฺปาทิตภาวํ ญตฺวา อลมฺพุสา ภีตา ขมาเปสิ ฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา เทฺว คาถา อภาสิ
ตสฺส เตชญฺจ วิริยญฺจ ธิตึ ญตฺวา สุวฑฺฒิตํ
สิรสา อคฺคหี ปาเท อิสิสิงฺคํ อลมฺพุสา ฯ
มา เม กุชฺฌ มหาวีร มา เม กุชฺฌ มหาอิเส
มหา อตฺโถ มยา จิณฺโณ ติทสานํ ยสสฺสินํ
ตยาปิ กมฺปิตํ อาสิ สพฺพํ เทวปุรํ ตทาติ ฯ
อถ นํ โส ขมามิ เต ภทฺเท ยถาสุขํ คจฺฉาหีติ วิสชฺเชนฺโต คาถมาห
ตาวตึสา จ เย เทวา ติทสานญฺจ วาสโว
ตฺวญฺจ ภทฺเท สุขี โหหิ คจฺฉ กญฺเญ ยถาสุขนฺติ ฯ สา ตํ วนฺทิตฺวา เตเนว สุวณฺณปลฺลงฺเกน เทวปุรํ คตา ฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา ติสฺโส คาถาโย อภาสิ
ตสฺส ปาเท คเหตฺวาน กตฺวา จ นํ ปทกฺขิณํ
อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวาน ตมฺหา ฐานา อปกฺกมิ ฯ
โย ตสฺสา อาสิ ปลฺลงฺโก โสวณฺโณ โสปวาหโน
สอุรจฺฉทปญฺญาโส สหสฺสปฏิยตฺถโต
ตเมว ปลฺลงฺกมารุยฺห อคา เทวาน สนฺติเก ฯ
ตโมกฺกมิว อายนฺตึ ชลนฺตึ วิชฺชุตํ ยถา
ปตีโต สุมโน วิตฺโต เทวินฺโท อททา วรนฺติ ฯ
ตตฺถ โอกฺกมิวาติ ทีปกํ วิย ฯ ปตีโตติ อาทีหิ ตุฏฺฐากาโรว ทสฺสิโต ฯ อททา วรนฺติ อาคนฺตฺวา วนฺทิตฺวา ฐิตาย ตุฏฺโฐ วรํ อททา อทาสิ ฯ
สา ตสฺส สนฺติเก วรํ คณฺหนฺตี โอสานคาถมาห
วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร
น อิสิปโลภิกา คจฺเฉ เอตํ สกฺก วรํ วเรติ ฯ
ตสฺสตฺโถ สกฺก เทวราช สเจ เม ตฺวํ วรํ อโท ปุน อิสิปโลภิกาย น คจฺเฉยฺยํ มา มํ เอตทตฺถาย ปหิเณยฺยาสิ เอตํ วรํ วเรมีติ ฯ
สตฺถา ตสฺส ภิกฺขุโน อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน โส ภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา อลมฺพุสา โปราณทุติยิกา อโหสิ ฯ อิสิสิงฺโค อุกฺกณฺฐิโต ภิกฺขุ ปิตา มหาอิสิ ปน อหเมวาติ ฯ
อลมฺพุสาชาตกํ นิฏฺฐิตํ ฯ
ตติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๔๑
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗