ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สุธาโภชนชาดก
ชาดกที่ ๕๓๕ · อสีตินิบาตชาดก

สุธาโภชนชาดก

ว่าด้วยของกินอันเป็นทิพย์

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๒๔๙ · บรรทัด ๑๕๙๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสุธาโภชนชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๒ จาก ๖

เรื่องเล่า

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุมชฺฌโต มชฺฌกํ ความว่า แม้ของมีประมาณน้อย บุคคลควรแบ่งออกในท่ามกลางกระทำให้เป็นสองส่วนให้ทานเสียส่วนหนึ่ง แม้ส่วนที่เหลืออยู่จากส่วนที่ให้ทานไปแล้วนั้นพึงแบ่งออกในท่ามกลาง แม้จากส่วนกลางอันน้อยนั้นอีกครั้งหนึ่ง พึงให้ส่วนหนึ่งทีเดียว. บทว่า อทานํ นูปปชฺชติ ความว่า สิ่งที่ให้ทานนั้นจะน้อยหรือมากก็ตาม ก็เป็นอันได้ชื่อว่าให้แล้ว ขึ้นชื่อว่าการไม่ให้เสียเลยย่อมไม่ควรทานแม้นั้นย่อมมีผลมากทีเดียว.

มัจฉริยโกสิยเศรษฐี สดับคำของท้าวสักกะนั้นแล้วจึงกล่าวว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านพูดจาน่าพอใจมาก เมื่อข้าวปายาสสุกแล้ว ท่านจักได้หน่อยหนึ่งท่านจงนั่งลงเถิด ท้าวสักกะจึงนั่งลง ณ สถานที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เมื่อท้าวสักกะนั่งแล้ว จันทเทพบุตรจึงเข้าไปใกล้เศรษฐีโดยทำนองนั้นทีเดียว ยังถ้อยคำให้เป็นไปเหมือนอย่างนั้น เมื่อเศรษฐีนั้นคัดค้านห้ามปรามอยู่ ได้กล่าวคาถาสองคาถาว่า

บุคคลใด เมื่อแขกนั่งแล้ว บริโภคโภคชนะอยู่แต่ ผู้เดียว พลีกรรมของบุคคลผู้นั้นย่อมไร้ผล ทั้งความ เพียรแสวงหาทรัพย์ก็ไร้ประโยชน์ ดูก่อนโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจะขอบอกกะท่าน ท่านจงขึ้น สู่หนทางของพระอริยเจ้า จงให้ทานและบริโภค เพราะผู้บริโภคคนเดียวหาได้ความสุขไม่.

คำว่า ความเพียรแสวงหาทรัพย์ ในคาถานั้น หมายเอาความเพียรที่ให้เกิดทรัพย์.

เศรษฐีฟังคำของจันทเทพบุตรนั้นแล้ว ก็ได้กล่าวถ้อยคำอย่างนั้นเหมือนกัน แล้วจึงพูดด้วยความลำบากยากแค้นว่า ถ้าอย่างนั้นท่านจงนั่งลงเถิด ท่านจักได้หน่อยหนึ่ง จันทเทพบุตรไปนั่งในสำนักของท้าวสักกะในลำดับนั้น สุริยเทพบุตรจึงเข้าไปบอกเศรษฐีนั้นโดยทำนองนั้นเหมือนกันแล้วจึงกล่าวเหมือนอย่างนั้น เมื่อเศรษฐีนั้นกำลังคัดค้านห้ามปรามอยู่ทีเดียวได้กล่าวคาถาสองคาถาว่า

ผู้ใดเมื่อแขกนั่งแล้ว มิได้บริโภคโภชนะแต่ผู้ เดียว พลีกรรมของผู้นั้นย่อมมีผลจริง ทั้งความเพียร แสวงทาทรัพย์ก็ย่อมมีประโยชน์โดยแท้ ดูก่อนโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจะขอกล่าวกะท่าน ท่าน จงขึ้นสู่หนทางของพระอริยเจ้า จงให้ทานและจง บริโภค เพราะผู้บริโภคคนเดียวหาได้ความสุขไม่.

เศรษฐีได้สดับคำของสุริยเทพบุตรนั้นแล้ว จึงพูดด้วยความลำบากยากเย็นว่าถ้าอย่างนั้นท่านจงนั่งลงเถิด จักได้หน่อยหนึ่ง สุริยเทพบุตรนั้นจึงไปนั่งในสำนักจันทเทพบุตร ลำดับนั้น มาตลีเทพบุตร จึงเข้าไปหาเศรษฐีนั้นโดยอุบายอย่างเดียวกันนั้นแล แล้วกล่าวถ้อยคำเหมือนอย่างนั้น เมื่อเศรษฐีนั้นกำลังคัดค้านห้ามปรามอยู่ทีเดียว ก็ได้กล่าวคาถาเหล่านั้นว่า

ก็บุรุษไปสู่สระแล้วบูชาที่แม่น้ำชื่อพหุกาก็ดี ที่ สระชื่อคยาก็ดี ที่ท่าชื่อโทณะก็ดี ที่ท่าชื่อติมพรุก็ดี ที่ห้วงน้ำใหญ่ มีกระแสอันเชี่ยวก็ดี การบูชาและความ เพียรของเขาในที่นั้น ๆ ย่อมมีผลมีกำไรได้ ผู้ใดเมื่อ แขกนั่งแล้ว ไม่บริโภคโภชนะแต่คนเดียว จะกล่าว ว่าไร้ผลนั้นไม่ได้ ดูก่อนโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจะขอพูดกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่หนทางของพระ อริยเจ้าจงให้ทานด้วย จงบริโภคด้วย เพราะผู้กินคน เดียวหาได้ความสุขไม่.

เนื้อความแห่งคาถาเหล่านั้นว่า บุรุษใดคิดว่าเราจักกระทำพลีกรรมแก่นาคและยักษ์เป็นต้น จึงเข้าไปสู่สระแห่งใดแห่งหนึ่ง ในบรรดาสมุทร แอ่งและสระโบกขรณีเป็นต้นแล้วบูชาอยู่ กระทำพลีกรรมอยู่ในที่นั้น ๆ อนึ่ง บุคคลบูชาอยู่ที่แม่น้ำชื่อพหุกา ที่สระโบกขรณีชื่อคยา หรือที่ท่าโทณะก็ดี ที่ท่าชื่อติมพรุก็ดี หรือที่ห้วงน้ำใหญ่มีกระแสอันเชี่ยวก็ดี. บทว่า อตฺร จสฺส ความว่าถ้าว่าการบูชาและความเพียรของบุรุษนั้นใน. คือนั้น ๆ คือในสระเป็นต้นเหล่านั้นย่อมมี คือมีผลกำไรถึงพร้อมอยู่ไซร้ คำที่บุคคลจะพึงกล่าวในคำนี้ว่า ผู้ใดเมื่อแขกนั่งแล้ว ไม่บริโภคโภชนะแต่คนเดียวย่อมไร้ผลดังนี้ ก็จะไม่มีเลย ดูก่อนโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจะขอบอกกะท่าน ท่านจงให้ทาน ด้วย จงบริโภคเองด้วย ท่านจงขึ้นสู่ทางของพระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นผู้ยินดียิ่งแล้วในทาน เพราะว่า ผู้กินคนเดียว คือผู้บริโภคอยู่แต่เพียงคนเดียวย่อมไม่ได้รับความสุขเลย.

เศรษฐีสดับคำของมาตลีเทพบุตรนั้นแล้ว ประหนึ่งถูกยอดภูเขาทับจึงพูดด้วยความลำบากใจว่า ถ้าอย่างนั้นท่านจงนั่งลงเถิด จักได้หน่อยหนึ่งมาตลีเทพบุตรจึงไปนั่งในที่ใกล้กับสุริยเทพบุตร ในลำดับนั้น ปัญจสิขเทพบุตรจึงเข้าไปหาเศรษฐีโดยทำนองนั้นอีก แล้วกล่าวถ้อยคำเหมือนอย่างนั้นเมื่อเศรษฐีกำลังคัดค้านห้ามปรามอยู่ทีเดียว จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า

ผู้ไดเมื่อแขกนั่งแล้ว บริโภคโภชนะอยู่แต่ผู้เดียว ผู้นั้นเท้ากับกลืนกินเบ็ดอันมีสายยาวพร้อมทั้งเหยื่อ ดูก่อนโกสิยเศรษฐี เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าขอบอกกะ ท่านท่านจงขึ้นสู่หนทางของพระอริยเจ้า จงให้ทานด้วย จงบริโภคด้วย เพราะผู้กินคนเดียวหาได้ความสุขไม่.

มัจฉริยโกสิยเศรษฐีได้สดับคำนั้น ทอดถอนใจอยู่ด้วยกำลังแห่งความทุกข์ทีเดียว กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงนั่งลงเถิด จักได้หน่อยหนึ่ง ปัญจสิขเทพบุตรจึงไปนั่งในที่ใกล้มาตลีเทพบุตร เมื่อพราหมณ์ทั้ง ๕ คนเหล่านั้นพอนั่งพร้อมกันเท่านั้น ข้าวปายาสก็สุกพอดีด้วยประการฉะนี้ ลำดับนั้นโกสิยเศรษฐีจึงยกข้าวปายาสนั้นลงจากเตาแล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงนำใบไม้มาไม้เราเถิดพราหมณ์เหล่านั้นมิได้ลุกขึ้น นั่งอยู่ในที่เดิมนั่นแลเหยียดมือไปนำใบย่างทรายมาจากป่าหิมวันต์ โกสิยเศรษฐีเห็นใบไม้ใหญ่นัก จึงพูดว่า ข้าวปายาสนี้เราควรจะให้แก่ท่านในใบไม้เหล่านั้นไม่มี ท่านจงนำใบตะเคียนเป็นต้นมาพราหมณ์เหล่านั้นก็นำเอาใบไม้ทั้งหลายมาแล้ว ใบไม้แต่ละใบที่นำมานั้นใหญ่ประมาณเท่าโล่ของทหาร โกสิยเศรษฐีนั้นจึงเอาทัพพีทักข้าวปายาสให้แก่พราหมณ์ทั้งหมดคนละทัพพี แม้ในเวลาที่ให้แก่พราหมณ์ปัญจสิขอันเป็นคนสุดท้ายกว่าพราหมณ์ทั้งหมด ข้าวปายาสนั้นก็หาปรากฏว่าพร่องลงไปถึงก้นหม้อไม่.

เศรษฐีนั้นครั้นให้แก่พราหมณ์ทั้ง ๕ คนแล้ว ส่วนตนนั่งจับหม้อไว้ในขณะนั้น ปัญจสิขเทพบุตรจึงลุกขึ้นแปลงร่างเป็นสุนัขเข้าไปยืนข้างหน้าพราหมณ์เหล่านั้นถ่ายปัสสาวะแล้วก็ไป พวกพราหมณ์เอามือปิดข้าวปายาสของคนไว้หยาดน้ำปัสสาวะกระเซ็นถูกหลังมือของโกสิยเศรษฐี พวกพราหมณ์จึงเอาเต้าน้ำไปตักน้ำเอามาเกลี่ยข้าวปายาส กระทำประดุจจะบริโภค โกสิยเศรษฐีจึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงให้น้ำแก่ข้าพเจ้าบ้าง ข้าพเจ้าล้างมือแล้วจักบริโภค. ท่านจงนำน้ำของท่านมาล้างมือแล้วบริโภคเองเถิด. ข้าพเจ้าให้ข้าวปายาสแก่พวกท่านแล้ว ท่านจงให้น้ำแก่ข้าพเจ้าสักหน่อยหนึ่งเถิด. พวกเราชื่อว่าย่อมไม่กระทำกรรมคือการให้ก้อนข้าวตอบก้อนข้าว (ท่านให้ก้อนข้าวเราและเราให้ก้อนข้าวตอบ). เศรษฐีกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงช่วยดูหม้อข้าวนี้ เราไปล้างมือแล้วจักกลับมา แล้วจึงลงไปสู่แม่น้ำ ในขณะนั้น สุนัขจึงถ่ายปัสสาวะลงไว้จนเต็มหม้อข้าว เศรษฐีนั้นกลับมาเห็นสุนัขกำลังถ่ายปัสสาวะจึงถือเอาท่อนไม้ใหญ่มาขู่ตวาดสุนัขนั้นอยู่ สุนัขนั้นกลับเป็นสัตว์ใหญ่โตประมาณเท่าม้าอาชาไนยไล่ติดตามเศรษฐีนั้น แล้วแปลงร่างเป็นสัตว์มีสีต่าง ๆเป็นสีดำบ้าง สีขาวบ้าง สีคล้ายทองคำบ้าง ด่างบ้าง ต่ำบ้าง สูงบ้าง เป็นสัตว์มีสีต่าง ๆ อย่างนี้ ไล่ติดตามมัจฉริยโกสิยเศรษฐีไป เศรษฐีมีความกลัวต่อมรณภัย จึงเข้าไปหาพวกพราหมณ์ แม้พวกพราหมณ์เหล่านั้นก็พากันเหาะขึ้นไปยืนอยู่บนอากาศ เศรษฐีเห็นอิทธิฤทธิ์ของพวกพราหมณ์เหล่านั้น จึงกล่าวคาถาว่า

พราหมณ์เหล่านี้มีผิวพรรณงามจริงหนอ เหตุ ไฉน สุนัขของท่านนี้จึงเปล่งรัศมีสีต่าง ๆ ได้ ข้าแต่ พราหมณ์ พวกท่านใครเล่าจะบอกข้าพเจ้าได้. ท้าวสักกเทวราชทรงสดับคำนั้น จึงตรัสคาถาว่า ผู้นี้คือจันทเทพบุตร ผู้นี้คือสุริยเทพบุตร และ ผู้นี้คือมาตลีเทพสารถีมาแล้วในที่นี้ เราคือท้าวสักกะ เป็นจอมของเทวดาพวกไตรทศ ส่วนสุนัขแลเราเรียก ปัญจสิขเทพบุตร.

ท้าวสักกเทวราชครั้นตรัสคาถานี้แล้ว เมื่อจะทรงชมเชยยศของปัญจสิขเทพบุตร นั้นจึงตรัสคาถาว่า

ฉิ่ง ตะโพน และเปิงมาง ย่อมปลุกเทพบุตรผู้ หลับแล้วนั้นให้ตื่นและตื่นขึ้นแล้วย่อมเพลิดเพลินใจ.

เศรษฐีได้สดับคำของท้าวสักกะนั้น จึงถามว่า ข้าแต่ท้าวสักกะ ปัญจสิขเทพบุตรนี้ได้ทิพยสมบัติเห็นปานนี้ เพราะทำกรรมอะไรไว้ เมื่อท้าวสักกะจะทรงแสดงว่าบุคคลผู้ไม่ให้ทานเป็นปกติ มีกรรมอันเป็นบาป มีความตระหนี่จะไปเทวโลกไม่ได้ ย่อมไปเกิดในนรก จึงตรัสคาถาว่า

ชนเหล่าใด ผู้มีความตระหนี่เหนียวแน่น มัก บริภาษสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ชนเหล่านั้นทอดทิ้ง สรีระร่างกายไว้ในโลกนี้แล้ว เมื่อกายแตกย่อมไปสู่ นรก.

ท้าวสักกะครั้นตรัสคาถานี้แล้ว หวังจะทรงแสดงการได้เฉพาะซึ่งเทวโลกของบุคคลทั้งหลายผู้ตั้งอยู่ในธรรม จึงตรัสคาถาว่า

ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งหวังสุคติ ตั้งอยู่แล้วในธรรม คือความสำรวมและความจำแนก ชนเหล่านั้นทอดทิ้ง สรีระร่างกายไว้ในโลกนี้แล้ว เมื่อกายแตกย่อมไปสู่ สุคติ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสีสมานา ความว่า ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งเมื่อจะหวัง ย่อมหวังสุคติ ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้ตั้งอยู่แล้วในธรรมคือศีล ๑๐ ประการ ที่นับว่าความสำรวมอย่างหนึ่ง ในธรรมคือการให้ทานที่มีแต่การจำแนกอย่างหนึ่ง ทอดทิ้งร่างกายกล่าวคือสรีระไว้ในโลกนี้ทีเดียว เพราะการแตกกายของเขา ย่อมเข้าถึงสุคติ.

ท้าวสักกะครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว หวังจะทรงประกาศแก่เศรษฐีนั้นว่าดูก่อนโกสิยเศรษฐี พวกเรามายังสำนักของท่านเพื่อต้องการข้าวปายาสก็หาไม่แต่พวกเราเอ็นดูท่านจึงพากันมาด้วยความกรุณา จึงตรัสคาถาว่า

ตัวท่านนั้นชื่อโกสิยะ มีความตระหนี่ มีธรรม อันลามก เป็นญาติของเราทั้งหลายในชาติก่อน เรา ทั้งหลายพากันมาในที่นี้เพื่อประโยชน์นี้แก่ท่านผู้เดียว ด้วยคิดว่า โกสิยะนี้อย่าได้มีธรรมอันลามกไปนรกเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส ความว่า ท่านนั้นเป็นญาติของพวกเรา. บทว่า มา ปาปธมฺโม ความว่า เราพากันนาด้วยคิดอย่างนี้ว่า เศรษฐีเป็นญาติของเรา อย่าได้เป็นผู้มีธรรมอันลามกไปนรกเสียเลย.

โกสิยเศรษฐีสดับคำนั้น มีจิตยินดีว่า ได้ยินว่าเทพบุตรเหล่านั้นใคร่ประโยชน์แก่เราปรารถนาจะยกเราขึ้นจากนรก ให้ประดิษฐานบนสวรรค์ จึงกล่าวคาถาว่า

ก็ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ใคร่ประโยชน์แก่ข้าพเจ้า โดยแน่แท้ เพราะเหตุที่มาตามพร่ำสอนข้าพเจ้าอยู่ เนือง ๆ ข้าพเจ้านั้นจักกระทำตามคำทั้งหมดที่ท่านผู้ แสวงหาประโยชน์กล่าวแล้วทุกประการ. ข้าพเจ้านั้น จะเว้นจากความเป็นคนตระหนี่เสีย ในวันนี้แหละ อนึ่ง ข้าพเจ้าจะไม่พึงกระทำบาปอะไร ๆ อนึ่ง ชื่อว่าการไม่ให้ของอะไร ๆ จะไม่มีแก่ข้าพเจ้า อีก อนึ่ง ข้าพเจ้ายังไม่ให้แล้ว จะไม่ดื่มแม้จนกระทั่งน้ำ ข้าแต่ท้าววาสวะ ก็เมื่อข้าพเจ้าให้อยู่อย่างนี้ ตลอดกาลทั้งปวง แม้โภคทรัพย์ทั้งหลายของข้าพเจ้า จักหมดไป ข้าแต่ท้าวสักกะ แต่นั้นข้าพเจ้าจักละกาม ทั้งหลายที่ยังคงมีอยู่อย่างนี้ไปแล้วจักบวช.

ในคาถานั้นมีอรรถาธิบายว่า คำว่า แก่ข้าพเจ้า หมายเอาแก่ตัวข้าพเจ้าเองคำว่า ท่าน หมายเอาท่านทั้งหลาย. คำว่า ข้าพเจ้า อธิบายว่า ท่านทั้งหลายมาตามพร่ำสอนข้าพเจ้าอยู่ด้วยเหตุใด ท่านทั้งหลายก็ย่อมเป็นผู้ใคร่ประโยชน์แก่ข้าพเจ้าด้วยเหตุนั้น. คำว่าทุกประการ อธิบายว่า ท่านกล่าวอย่างใด ข้าพเจ้าจักกระทำอย่างนั้นทุกประการ. คำว่า เว้น คือ ข้าพเจ้าจะเว้นจากความเป็นคนตระหนี่. คำว่า การไม่ให้จะไม่มี อธิบายว่า อนึ่ง จ่าเดิมแต่นี้ไป ขึ้นชื่อว่าการไม่ให้แม้ประมาณสักว่าครึ่งหนึ่งแห่งคำข้าวของข้าพเจ้า จะไม่มีอีกต่อไปเลย. คำว่า อนึ่ง ยังไม่ให้ อธิบายว่า อนึ่ง ข้าพเจ้าได้น้ำมาแม้ประมาณเพียงซองมือหนึ่งถ้ายังมิให้ทานก่อนแล้ว จะไม่ดื่มกินน้ำนั้นเลย. คำว่า จักหมดไป คือจักสิ้นไป. คำว่า ยังคงมีอยู่อย่างนี้ อธิบายว่า ข้าพเจ้าจักละกามอันมีส่วนตามที่ยังเหลืออยู่ด้วยอำนาจวัตถุกามและกิเลสกามทีเดียว.

ท้าวสักกะทรงทรมานมัจฉริยโกสิยเศรษฐี กระทำให้หมดพยศ ให้รู้จักผลแห่งทาน ให้ตั้งอยู่ในศีล ๕ ด้วยธรรมเทศนาแล้ว จึงพากันเสด็จกลับเทพนครของพระองค์พร้อมด้วยเทพบุตรเหล่านั้น ฝ่ายมัจฉริยโกสิยเศรษฐีเข้าไปยังพระนคร ขอพระบรมราชานุญาตแล้ว ให้ทรัพย์แก่ยาจกทั้งหลาย ด้วยคำว่า ท่านทั้งหลายจงถือเอาทรัพย์จนเต็มภาชนะที่ตนถือมาแล้ว ๆ นั้นเถิด แล้วออกจากเรือนไปในขณะนั้น ไปสร้างบรรณศาลในระหว่างแม่น้ำคงคาและชาตสระแห่งหนึ่ง ที่ข้างทิศทักษิณ แต่หิมวันตประเทศแล้วจึงบรรพชา มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร ได้อยู่ในที่นั้นเป็นเวลานานตลอดกาลถึงชรา.

ในกาลนั้นธิดาของท้าวสักกะมีอยู่ ๔ นาง คือ นางอาสา นางศรัทธานางสิริ นางหิริ นางทั้ง ๔ นั้นถือเอาของหอมและระเบียบดอกไม้ อันเป็นทิพย์มากมายไปยังสระอโนดาตเพื่อประสงค์จะเล่นน้ำ ครั้นเล่นน้ำในสระนั้นแล้วจึงพากันนั่งอยู่บนพื้นมโนศิลา ในขณะนั้น พราหมณ์ดาบสชื่อนารทะไปยังพิภพดาวดึงส์ เพื่อต้องการจะพักผ่อนในกลางวันจึงกระทำที่อยู่ในกลางวันในสวนนันทนวันและสวนจิตรลดาวัน แล้วถือเอาดอกปาริฉัตตกะเพื่อบังเงาประหนึ่งร่ม ไปยังกาญจนคูหาอันเป็นที่อยู่ของตน โดยที่สุดแห่งพื้นมโนศิลาลำดับนั้น พวกนางเทพธิดาทั้ง ๔ เห็นดอกไม้ในมือของดาบสนั้นจึงพากันขอพระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้นจึงตรัสคาถาว่า

นางเทพธิดาเหล่านั้น อันท้าวสักกะผู้ประเสริฐ กว่าเทวดารักษาแล้ว บันเทิงอยู่ ณ ภูเขาคันธมาทน์ ซึ่งเป็นภูเขาสูงสุด ในกาลนั้น นารทดาบสผู้ ประเสริฐกว่าฤาษี ผู้สามารถไปตลอดโลกทั้งปวง ได้ มาถือเอากิ่งไม้อันประเสริฐมีดอกบานงามดีแล้ว ดอกไม้นั้นสะอาดมีกลิ่นหอม เทพยดาชั้นดาวดึงส์พา กันกระทำสักการะ เป็นดอกไม้สูงสุด ท้าวสักกะผู้ ประเสริฐกว่าเทวดาทั้งหลายได้เสพแล้ว ส่วนพวก มนุษย์เหล่าอื่น หรือพวกอสูรไม่ได้แล้ว เว้นไว้แต่พวก เทวดา เป็นดอกไม้ที่มีประโยชน์อันสมควรแก่พวก เทวดาเหล่านั้น ในลำดับนั้น นางเทพนารีทั้ง ๔ คือ นางอาสา นางศรัทธา นางสิริ และนางหิริ ผู้มี ผิวพรรณประหนึ่งทองคำ เป็นใหญ่กว่านางเทพธิดา ผู้รื่นเริง ลุกาขึ้นกล่าวกะนารทมุนีผู้เป็นพราหมณ์ ประเสริฐกว่าพวกเทวดามากว่า ข้าแต่มหามุนีผู้ ประเสริฐ ถ้าดอกปาริฉัตตกะนี้ พระผู้เป็นเจ้าไม่เจาะ จงแล้ว ก็จงให้แก่พวกข้าพเจ้าเถิด คติทั้งปวงจงสำเร็จ แก่พระผู้เป็นเจ้า ขอพระผู้เป็นเจ้าจงให้แก่พวกข้าพเจ้าดุจท้าววาสวะฉะนั้นเถิด นารทดาบสเห็นนาง เทพธิดาทั้ง ๔ พากันขอดอกไม้นั้น จึงกล่าวว่า ท่าน พูดถ้อยคำชวนทะเลาะ เราหามีความต้องการด้วย ดอกไม้เหล่านี้สักน้อยหนึ่งไม่ บรรดาพวกเจ้าทั้ง ๔ นางใดประเสริฐกว่า นางนั้นก็จงประดับดอกไม้นั้นเถิด.

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๒ / ๖ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๔๖๒–๕๑๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

อสีตินิบาตชาดก · ๔๘๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๘๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๓. สุธาโภชนชาดก (๕๓๕)

ว่าด้วยอาหารทิพย์

(โกสิยเศรษฐีกราบทูลท้าวสักกะว่า)

[๑๙๒]

ของนี้ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ซื้อมา

ทั้งไม่ได้ขายและไม่ได้สะสมไว้ในที่นี้

มีอยู่เพียงนิดหน่อย ได้มาแสนยาก

ข้าวสุกแล่งหนึ่งไม่เพียงพอสำหรับคนสองคน

(ท้าวสักกะได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๙๓]

บุคคลควรให้แต่น้อยจากของที่มีน้อย

ควรให้พอปานกลางจากของที่มีพอปานกลาง

ควรให้มากจากของที่มีมาก ชื่อว่าการไม่ให้ย่อมไม่ควร

[๑๙๔]

ท่านโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น

ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค

จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข

(เมื่อท้าวสักกะประทับนั่ง จันทเทพบุตรจึงเข้าไปหาโกสิยเศรษฐีแล้ว กล่าวว่า)

[๑๙๕]

ผู้ใดเมื่อแขกนั่งอยู่แล้วยังบริโภคอาหารแต่ผู้เดียว

การบูชาของผู้นั้นเป็นโมฆะ

แม้ความบากบั่นแสวงหาทรัพย์ของเขาก็เป็นโมฆะ

[๑๙๖]

ท่านโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น

ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค

จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข

(ต่อจากนั้นสุริยเทพบุตรเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า)

[๑๙๗]

ผู้ใดเมื่อแขกนั่งอยู่แล้วไม่บริโภคอาหารแต่ผู้เดียว

การบูชาของผู้นั้นย่อมมีผล

แม้ความบากบั่นแสวงหาทรัพย์ของเขาก็มีผล

[๑๙๘]

ท่านโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น

ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค

จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข

(ต่อจากนั้น มาตลีเทพบุตรเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า)

[๑๙๙]

ก็บุคคลใดเข้าไปยังแหล่งน้ำบางแห่ง

แล้วบูชาที่แม่น้ำหลายสายบ้าง

ที่สระโบกขรณีชื่อว่าคยาบ้าง

ที่ท่าน้ำชื่อโทณะและท่าน้ำชื่อติมพรุบ้าง

ที่ห้วงน้ำใหญ่อันมีกระแสเชี่ยวบ้าง

[๒๐๐]

ผู้ใดเมื่อแขกนั่งอยู่แล้วไม่บริโภคอาหารแต่ผู้เดียว

การบูชาของเขาในที่นั้น

และความบากบั่นแสวงหาทรัพย์ของเขาในที่นั้นย่อมมีผล

[๒๐๑]

ท่านโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น

ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค

จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข

(ต่อจากนั้น ปัญจสิขเทพบุตรเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า)

[๒๐๒]

ส่วนผู้ใดเมื่อแขกนั่งอยู่แล้วยังบริโภคอาหารแต่ผู้เดียว

ผู้นั้นชื่อว่ากลืนเบ็ดพร้อมทั้งเหยื่อที่มีสายยาว

[๒๐๓]

ท่านโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น

ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า ท่านจงให้ทานและจงบริโภค

จงขึ้นสู่ทางของพระอริยะ ผู้กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข

(โกสิยเศรษฐีเห็นฤทธิ์ของพราหมณ์เหล่านั้น จึงถามว่า)

[๒๐๔]

พราหมณ์เหล่านี้มีผิวพรรณงามจริงหนอ

เพราะเหตุอะไร สุนัขของพวกท่านจึงเปลี่ยนสีได้ต่างๆ นานา

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ทั้งหลาย

ขอท่านจงบอกข้าพเจ้า พวกท่านเป็นใครกัน

(ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า)

[๒๐๕]

เหล่าเทพที่มา ณ ที่นี้ คือ จันทเทพบุตร

และสุริยเทพบุตรทั้ง ๒ ส่วนผู้นี้คือมาตลีเทพสารถี

เราคือท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทพชั้นไตรทศ

และผู้นี้ชื่อว่าปัญจสิขเทพบุตร

(ท้าวสักกเทวราชเมื่อจะทรงสรรเสริญยศของปัญจสิขเทพบุตรนั้น จึงตรัสว่า)

[๒๐๖]

เสียงปรบมือ ๑ ตะโพน ๑ กลอง ๑ เปิงมาง ๑

ย่อมปลุกเทพบุตรผู้หลับแล้วนั้นให้ตื่นขึ้น

เทพบุตรผู้ตื่นขึ้นแล้วย่อมร่าเริงยินดี

[๒๐๗]

คนผู้ตระหนี่เห็นแก่ตัวเหล่านี้

บางพวกมักด่าว่าสมณะและพราหมณ์

เมื่อทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้

หลังจากตายแล้วย่อมไปสู่นรก

[๒๐๘]

คนผู้หวังสุคติเหล่านี้ บางพวกดำรงอยู่ในธรรม

คือ ความสำรวมและการจำแนกทาน

เมื่อทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้

หลังจากตายแล้วย่อมไปสู่สุคติ

[๒๐๙]

ท่านเป็นญาติของพวกเราเมื่อชาติก่อน

แต่ท่านนั้นเป็นคนตระหนี่ มักโกรธ มีธรรมเลวทราม

พวกเรามาที่นี้ก็เพื่อประโยชน์แก่ท่านนั่นเอง

ท่านอย่ามีธรรมอันเลวทรามไปตกนรกเลย

(โกสิยเศรษฐีได้ฟังดังนั้นมีจิตยินดี จึงกล่าวว่า)

[๒๑๐]

พวกท่านหวังเกื้อกูลข้าพเจ้าอย่างแน่นอน

จึงได้พร่ำสอนข้าพเจ้า ข้าพเจ้านั้น

จะทำตามที่พวกท่านผู้หวังเกื้อกูลกล่าวทุกประการ

[๒๑๑]

ตั้งแต่วันนี้ไป ข้าพเจ้านั้นจะของดเว้น

จะไม่กระทำบาปอะไรๆ อีก

อนึ่ง วัตถุอะไรๆ ที่ไม่ให้จะไม่มีแก่ข้าพเจ้า

แม้แต่น้ำข้าพเจ้ายังไม่ได้ให้แล้ว ก็จะไม่ยอมดื่ม

[๒๑๒]

ข้าแต่ท้าววาสวะ ก็เมื่อข้าพเจ้าให้อยู่ตลอดกาลทั้งปวงอย่างนี้

ถึงโภคะทั้งหลายของข้าพเจ้าจักหมดสิ้นไป ข้าแต่ท้าวสักกะ

ต่อจากนั้น ข้าพเจ้าจะละกามทั้งหลายตามที่มีอยู่แล้วจักบวช

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๒๑๓]

เทพธิดาเหล่านั้นอันท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดา

ทรงอภิบาลแล้วบันเทิงอยู่ ณ ภูเขาคันธมาทน์

ซึ่งเป็นภูเขาอันประเสริฐสูงสุด

ครั้งนั้น ฤๅษีผู้ประเสริฐสามารถจะไปได้ทั่วโลก

ได้ถือเอาช่อดอกไม้อันประเสริฐมีดอกบานสะพรั่งเดินมา

[๒๑๔]

ก็ดอกไม้นั้นสะอาด มีกลิ่นหอม

อันเหล่าเทพชั้นไตรทศสักการะ เป็นดอกไม้สูงสุด

อันท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าอมรเทพทรงใช้สอย

ซึ่งพวกมนุษย์หรือพวกอสูรไม่ได้แล้ว เว้นไว้แต่พวกเทวดา

เป็นดอกไม้ที่สมควรแก่เทวดาเหล่านั้น

[๒๑๕]

ลำดับนั้น เทพนารีทั้ง ๔ นางผู้มีผิวพรรณประดุจทองคำ

เป็นใหญ่กว่าเทพธิดาทั้งหลาย คือ ๑. เทพธิดาอาสา

๒. เทพธิดาสัทธา ๓. เทพธิดาสิรี ๔. เทพธิดาหิรี

ต่างลุกขึ้นกล่าวกับพระนารทมุนีเทวพราหมณ์ว่า

[๒๑๖]

ข้าแต่พระมหามุนีผู้ประเสริฐ ถ้าดอกปาริฉัตตกะนี้

พระคุณเจ้ามิได้เจาะจงจะให้แก่ผู้ใด

ขอพระคุณเจ้าจงให้แก่พวกดิฉันเถิด

ขอคติทั้งปวงจงสำเร็จแด่พระคุณเจ้า

แม้พระคุณเจ้าก็จงให้แก่พวกดิฉันเหมือนท้าววาสวะเท่านั้นเถิด

[๒๑๗]

นารทดาบสเพ่งดูเทพธิดาทั้ง ๔ นางพากันขอดอกไม้นั้นอยู่

จึงเปล่งถ้อยคำชวนทะเลาะแล้วกล่าวว่า

อาตมาหามีความต้องการดอกไม้เหล่านี้แม้สักน้อยหนึ่งไม่

บรรดาพวกเธอทั้ง ๔ ผู้ใดประเสริฐกว่า

ผู้นั้นจงประดับดอกไม้นั้นเถิด

(เทพธิดาทั้ง ๔ นางนั้นกล่าวว่า)

[๒๑๘]

ข้าแต่ท่านนารทะผู้อุดม พระคุณเจ้านั้นแหละ

โปรดจงพิจารณาดูพวกดิฉัน

พระคุณเจ้าปรารถนาจะให้แก่นางใดก็จงให้แก่นางนั้น

ข้าแต่ท่านนารทะ ก็บรรดาดิฉันทั้งหลาย

พระคุณเจ้าจักมอบให้แก่นางใด

นางนั้นเท่านั้นจักเป็นผู้ที่พวกดิฉันยกย่องว่าประเสริฐที่สุด

(นารทดาบสกล่าวว่า)

[๒๑๙]

แม่เทพธิดาผู้มีเรือนร่างอันงดงาม คำนั้นไม่สมควรเลย

พราหมณ์คนไหน ใครเล่าจะพึงเปล่งถ้อยคำชวนทะเลาะได้

จงไปทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตดูเถิด

ถ้าพวกเธอในที่นี้ไม่ทราบว่าตนสูงสุดหรือต่ำทราม

(ต่อจากนั้น พระศาสดาตรัสพระคาถาว่า)

[๒๒๐]

เทพธิดาเหล่านั้นถูกนารทดาบสกล่าวแนะนำ

มีความโกรธแค้นอย่างยิ่ง เป็นผู้มัวเมาแล้ว

ด้วยความมัวเมาในผิวพรรณ จึงไป ณ สำนักท้าวสหัสสนัยน์

แล้วทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตว่า

บรรดาหม่อมฉัน ใครหนอประเสริฐกว่า

(เทพธิดาทั้ง ๔ นางได้ยืนทูลถามอย่างนั้นแล้ว พระศาสดา จึงตรัสว่า)

[๒๒๑]

ท้าวปุรินททะผู้ประเสริฐกว่าเทวดา

ผู้อันเทพธิดาทั้ง ๔ กระทำอัญชลีแล้ว

ทอดพระเนตรเห็นเทพธิดาทั้ง ๔ ผู้กระตือรือร้น

จึงตรัสว่า ลูกหญิงมีความงามเป็นเลิศ มีใบหน้าผ่องใส

พวกเจ้าทั้งปวงล้วนทัดเทียมกัน

ใครเล่าหนอจะกล่าวถ้อยคำทะเลาะกันขึ้นได้

(ลำดับนั้น เทพธิดาเหล่านั้นเมื่อจะกราบทูลท้าวสักกะ จึงกล่าวคาถาว่า)

[๒๒๒]

พระนารทมหามุนีองค์ใดผู้ท่องเที่ยวไปได้ทั่วโลก

ดำรงอยู่ในธรรม มีความบากบั่นอย่างจริงจัง

ท่านนั้นได้กล่าวแก่พวกหม่อมฉันที่ภูเขาคันธมาทน์

ซึ่งเป็นภูเขาอันประเสริฐว่า

จงไปทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตดูเถิด

ถ้าพวกเธอในที่นี้ไม่ทราบว่าตนสูงสุดหรือต่ำทราม

(ท้าวสักกะเมื่อจะตรัสบอกเหตุ จึงตรัสคาถาว่า)

[๒๒๓]

ลูกหญิงผู้มีเรือนร่างอันงดงาม

มีมหามุนีผู้ท่องเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่นามว่าโกสิยะ

ท่านไม่ให้แล้วจะไม่ยอมบริโภคอาหาร

ท่านพิจารณาแล้วจึงจะให้ทาน ก็ท่านจักให้แก่ลูกหญิงผู้ใด

ผู้นั้นแหละประเสริฐกว่า

(ท้าวสักกะเมื่อจะส่งเทพธิดาทั้ง ๔ ไปสำนักโกสิยดาบส ให้เรียกมาตลีเทพบุตร มาแล้ว จึงตรัสคาถาว่า)

[๒๒๔]

ก็โกสิยดาบสนั้นอยู่ ณ ทิศใต้ริมฝั่งแม่น้ำคงคา

ข้างหิมวันตบรรพต โกสิยดาบสนั้นมีน้ำและโภชนะหาได้ยาก

นี่แน่ะเทพสารถี ท่านจงนำอาหารทิพย์ไปถวายให้ถึงแก่ท่าน

(ต่อจากนั้น พระศาสดาจึงตรัสว่า)

[๒๒๕]

มาตลีเทพบุตรนั้นถูกท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดา

ทรงส่งไป จึงขึ้นรถเทียมด้วยม้า ๑,๐๐๐ ตัว

ได้ไปถึงอาศรมอย่างเร็วพลันนั่นแล ไม่ปรากฏกาย

ได้ถวายอาหารทิพย์แก่พระมุนีแล้ว

(โกสิยดาบสรับโภชนะแล้วยืนอยู่นั่นแหละ กล่าวว่า)

[๒๒๖]

ก็เมื่อเรายืนบำเรอการบูชาไฟอยู่ต่อหน้าดวงอาทิตย์

ซึ่งบรรเทาความมืดในโลกอันอุดม

ท้าววาสวะผู้ทรงครอบงำภูตทั้งปวง

หรือใครกันแน่มาวางอาหารทิพย์ไว้ในฝ่ามือของเรา

[๒๒๗]

อาหารทิพย์นี้ขาวอุปมาดังสังข์ ไม่มีสิ่งเปรียบปาน

น่าดู สะอาด มีกลิ่นหอม น่าพอใจ ไม่เคยมีมา

ยังไม่เคยได้เห็นด้วยตาของเราผู้เป็นคน

เทวดาตนใดวางอาหารทิพย์ไว้ในฝ่ามือของเราหรือ

(มาตลีเทพสารถีกล่าวว่า)

[๒๒๘]

ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพเจ้าถูกท้าวสักกะ

ผู้เป็นจอมแห่งเทพ ผู้ยิ่งใหญ่ใช้มา

จึงได้รีบนำอาหารทิพย์มา ข้าแต่พระมหามุนี

ขอพระคุณเจ้าจงรู้จักข้าพเจ้าว่า มาตลีเทพสารถี

ขอพระคุณเจ้าจงบริโภคภัตรอันอุดม อย่าห้ามเลย

[๒๒๙]

ก็อาหารทิพย์นั้นบุคคลผู้บริโภคแล้ว

ย่อมกำจัดบาปธรรมได้ ๑๒ ประการ คือ

๑. ความหิว ๒. ความกระหาย

๓. ความไม่ยินดี ๔. ความกระวนกระวาย

๕. ความเหน็ดเหนื่อย ๖. ความโกรธ

๗. ความผูกโกรธ ๘. ความวิวาท

๙. ความส่อเสียด ๑๐. ความหนาว

๑๑. ความร้อน ๑๒. ความเกียจคร้าน

อาหารทิพย์นี้รสยอดเยี่ยม

(โกสิยดาบสเมื่อจะเปิดเผยการสมาทานวัตรของตน จึงกล่าวคาถาว่า)

[๒๓๐]

มาตลี การไม่ให้ก่อนแล้วบริโภคไม่สมควรแก่อาตมา

วัตรอันอุดมของอาตมาเป็นดังนี้

อนึ่ง การบริโภคคนเดียวพระอริยะหาบูชาไม่

และบุคคลผู้ไม่จำแนกแจกจ่ายย่อมไม่ประสบความสุข

(โกสิยดาบสถูกมาตลีเทพบุตรถาม จึงตอบว่า)

[๒๓๑]

ชนทั้งหลายเหล่านี้ บางพวกเป็นผู้ฆ่าหญิง

คบชู้ภรรยาชายอื่น ประทุษร้ายมิตร

และด่าว่าสมณะและพราหมณ์ผู้มีวัตรดีงาม

ชนเหล่านั้นทั้งหมดมีความตระหนี่เป็นประการที่ ๕

ชื่อว่าเป็นคนเลวทราม เพราะเหตุนั้น

แม้แต่น้ำอาตมาไม่ให้แล้วจะไม่ยอมดื่ม

[๒๓๒]

อนึ่ง อาตมาจักให้ทานที่ท่านผู้รู้สรรเสริญแก่หญิงหรือชาย

เพราะว่าท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีศรัทธา

รู้ถ้อยคำของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่

ย่อมเป็นผู้ชื่อว่าสะอาดและซื่อสัตย์ในโลกนี้

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๒๓๓]

ลำดับนั้น เทพกัญญาทั้ง ๔ นางผู้มีผิวพรรณประดุจทองคำ

ซึ่งท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทพทั้งหลาย

ทรงอนุมัติแล้ว ทรงส่งไปแล้ว คือ

๑. เทพธิดาอาสา ๒. เทพธิดาสัทธา

๓. เทพธิดาสิรี ๔. เทพธิดาหิรี

ได้มาถึงอาศรมซึ่งเป็นที่อยู่ของโกสิยดาบสนั้น

[๒๓๔]

โกสิยดาบสครั้นเห็นเทพกัญญาเหล่านั้น

มีความปราโมทย์อย่างยิ่ง จึงได้กล่าวกับเทพกัญญาทั้ง ๔

ผู้มีผิวพรรณงดงามประดุจเปลวเพลิงทั้ง ๔ ทิศ

ต่อหน้ามาตลีเทพบุตรว่า

[๒๓๕]

แม่เทพธิดา เธอมีนามใด ประดับตบแต่งร่างกายงดงาม

ประดุจดาวประกายพรึกซึ่งประเสริฐกว่าดวงดาวทั้งหลาย

มีผิวพรรณเปล่งปลั่งอยู่ ณ ทิศตะวันออก

อาตมาขอถามเธอผู้มีเรือนร่างประดุจหุ่นทองคำ

โปรดบอกอาตมาเถิดว่า เธอเป็นเทพชั้นไหน

(สิรีเทพกัญญาตอบว่า)

[๒๓๖]

ดิฉันชื่อสิรีเทวี ได้รับการบูชาจากหมู่มนุษย์

มีปกติไม่คบหาสัตว์ผู้มีใจชั่วทุกเมื่อ

มายังสำนักพระคุณเจ้าเพราะทะเลาะกันด้วยเรื่องอาหารทิพย์

พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ

ขอพระคุณเจ้าโปรดแบ่งอาหารทิพย์ให้ดิฉันบ้างเถิด

[๒๓๗]

ท่านมหามุนี ดิฉันปรารถนาอาหารทิพย์ของนรชนใด

นรชนนั้นย่อมบันเทิงใจด้วยกามคุณทั้งปวง ข้าแต่พระคุณเจ้า

ผู้มีปัญญาอันประเสริฐ อุดมกว่าผู้บูชาไฟทั้งหลาย

พระคุณเจ้าจงรู้จักดิฉันว่า สิรีเทวี

ขอพระคุณเจ้าโปรดแบ่งอาหารทิพย์ให้ดิฉันบ้างเถิด

(โกสิยดาบสกล่าวว่า)

[๒๓๘]

นรชนทั้งหลายผู้ประกอบด้วยศิลปวิทยา มารยาท

และความรู้ เป็นผู้ชำนาญการงานของตน

ถูกเธอทอดทิ้งให้เหินห่าง ย่อมไม่ได้อะไรแม้แต่น้อย

ความขาดแคลนที่เธอกระทำแล้วนั้นไม่ดีเลย

[๒๓๙]

แม่นางสิรีเทวี อาตมาเห็นคนผู้เกียจคร้าน กินจุ

ทั้งเป็นคนมีตระกูลต่ำ มีรูปร่างแปลกประหลาด

คนนั้นผู้อันเธอเฝ้าคุ้มครองรักษา

กลับกลายเป็นคนมีโภคะ มีความสุข

แม้คนผู้สมบูรณ์ด้วยชาติตระกูล

ก็ใช้สอยได้เหมือนอย่างทาส

[๒๔๐]

เพราะฉะนั้น อาตมาจึงรู้จักเธอว่า ไม่มีสัจจะ

ไม่แยกคบคน เป็นคนงมงาย ทำผู้รู้ให้ตกต่ำ

เทพธิดาเช่นเธอจึงไม่สมควรแก่อาสนะและน้ำ

อาหารทิพย์ที่ไหนจักมี จงไปเสียเถิด

อาตมาไม่ชอบใจเธอ

(โกสิยดาบสสนทนากับนางอาสาเทพธิดาว่า)

[๒๔๑]

ใครกันนั่น มีฟันขาวสะอาด

สวมใส่ตุ้มหู มีเรือนร่างงามวิจิตร

ทรงเครื่องประดับทองคำเนื้อเกลี้ยง นุ่งห่มภูษาสีรดน้ำ

ประดับช่อดอกไม้สีแดงประดุจเปลวไฟที่ไหม้หญ้าคา

ดูช่างงดงาม

[๒๔๒]

เธอเหมือนนางเนื้อทรายผู้ตื่นกลัว

ที่ถูกนายพรานยิงพลาดแล้วมองดูอย่างงุนงง

แม่เทพธิดาผู้มีดวงตาซื่อ ในที่นี้ใครเป็นเพื่อนของเธอ

เธอเที่ยวไปผู้เดียวในป่าใหญ่ ไม่กลัวหรือ

(อาสาเทพธิดากล่าวว่า)

[๒๔๓]

ข้าแต่ท่านโกสิยะ ในที่นี้ดิฉันไม่มีเพื่อน

ดิฉันเป็นเทพธิดาเกิดในดาวดึงสพิภพ ชื่อเทพธิดาอาสา

มายังสำนักของพระคุณเจ้าเพราะหวังจะได้อาหารทิพย์

พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ

ขอพระคุณเจ้าโปรดแบ่งอาหารทิพย์ให้ดิฉันบ้างเถิด

(โกสิยดาบสกล่าวว่า)

[๒๔๔]

พ่อค้าทั้งหลายผู้แสวงหาทรัพย์มีความหวังจึงจะไป

ย่อมขึ้นเรือแล่นไปในท้องทะเล

บางครั้งพวกเขาย่อมจมลงในท้องทะเลนั้นบ้าง

บางคราวพวกเขาย่อมสูญสิ้นทรัพย์ขาดทุนกลับมาบ้าง

[๒๔๕]

ชาวนาทั้งหลายมีความหวังจึงไถนา

หว่านพืช กระทำตามวิธีการ

แต่เพราะศัตรูพืชลงบ้าง ฝนแล้งบ้าง

พวกเขาจึงไม่ได้ประสบผลอะไรๆ อันจะมีมาจากข้าวกล้านั้น

[๒๔๖]

อนึ่ง นรชนทั้งหลายผู้แสวงหาความสุข

ตั้งความหวังไว้เบื้องหน้า

ย่อมทำการเยี่ยงบุรุษของตนในกิจหน้าที่ของเจ้านาย

แต่พวกเขากลับถูกบีบคั้นอย่างหนัก

ไม่ได้อะไรๆ แม้แต่น้อยเลย

เตลิดหนีไปทั่วทิศเพื่อประโยชน์แก่เจ้านาย

[๒๔๗]

นรชนทั้งหลายผู้แสวงหาความสุข

มีใจมุ่งหวังที่จะไปสวรรค์

จึงสละธัญญชาติ ทรัพย์สมบัติ และเครือญาติ

บำเพ็ญตบะอันเศร้าหมองแม้ตลอดกาลนาน

ขึ้นสู่ทางผิด จึงแล่นไปสู่ทุคติ

[๒๔๘]

ความหวังชื่อว่าก่อเรื่องคลาดเคลื่อน

นรชนเหล่านี้พากันตกนรกก็เพราะหวัง

แน่ะแม่อาสา เธอจงเลิกอาหารทิพย์ในตัวเธอเสีย

คนเช่นเธอไม่สมควรแก่อาสนะและน้ำ

อาหารทิพย์ที่ไหนจักมี จงไปเสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจเธอ

(โกสิยดาบสสนทนากับนางสัทธาเทพธิดาว่า)

[๒๔๙]

เธอผู้มียศรุ่งเรือง อยู่ด้วยยศ เป็นเจ้าประจำทิศ

อาตมาขอถามเธอผู้มีนามอันน่าเกลียด

แม่เทพธิดาผู้มีเรือนร่างประดุจหุ่นทองคำ

โปรดบอกอาตมาเถิดว่า เธอเป็นเทพชั้นไหน

(ต่อจากนั้น นางสัทธาเทพธิดากล่าวว่า)

[๒๕๐]

ดิฉันชื่อสัทธาเทวี ได้รับการบูชาจากหมู่มนุษย์

มีปกติไม่คบหาสัตว์ผู้มีใจชั่วทุกเมื่อ

มายังสำนักของพระคุณเจ้าเพราะทะเลาะกันด้วยเรื่องอาหารทิพย์

พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ

ขอพระคุณเจ้าโปรดแบ่งอาหารทิพย์ให้ดิฉันบ้างเถิด

(โกสิยดาบสกล่าวว่า)

[๒๕๑]

ก็ในกาลบางคราว มนุษย์ทั้งหลายยึดถือการให้ทานบ้าง

การฝึกฝนตนบ้าง การบริจาคบ้าง ความสำรวมบ้าง

กระทำไปด้วยศรัทธา แต่มนุษย์พวกหนึ่งกลับถูกเธอ

ชักนำผิดทาง จึงกระทำการขโมยบ้าง พูดเท็จบ้าง

คดโกงบ้าง พูดส่อเสียดบ้าง

[๒๕๒]

บุรุษผู้มีความเพ่งเล็งภรรยาทั้งหลายของชายอื่น

ผู้เสมอเหมือนกัน ประกอบด้วยศีลบ้าง มีวัตรปฏิบัติต่อสามีบ้าง

กำจัดความพอใจแม้ในหญิงทั้งหลายที่เป็นกุลสตรีออกเสียแล้ว

กลับทำความศรัทธาในนางกุมภทาสี

[๒๕๓]

แม่นางสัทธาเทพธิดา เธอนั้นแหละประพฤตินอกใจ

กระทำความชั่ว ละทิ้งความดี

เทพธิดาเช่นเธอจึงไม่สมควรแก่อาสนะและน้ำ

อาหารทิพย์ที่ไหนจักมี จงไปเสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจเธอ

(โกสิยดาบสสนทนากับนางหิรีเทพธิดาว่า)

[๒๕๔]

ในที่สุดแห่งราตรี เมื่อยามรุ่งอรุณ

เทพธิดาผู้ปรากฏรูปพรรณอันอุดม

เธอปรากฏกับอาตมาเปรียบได้กับเทพธิดาผู้นั้น

โปรดบอกอาตมาเถิดว่า เธอเป็นเทพอัปสรชั้นไหน

[๒๕๕]

เธอนั้นเป็นใคร เหมือนเถาวัลย์ดำในฤดูร้อน

เหมือนเปลวเพลิง เหมือนดอกไม้มีกลีบสีแดง

ที่โอนเอนไปมาเพราะถูกลมพัด

คล้ายแม่เนื้อตัวเซื่องซึมกำลังชะเง้อมอง

ดูเหมือนมีความประสงค์จะกล่าว แต่ก็ไม่เปล่งวาจา

(หิรีเทพธิดากล่าวว่า)

[๒๕๖]

ดิฉันชื่อหิรีเทวี ได้รับการบูชาจากหมู่มนุษย์

มีปกติไม่คบหาสัตว์ผู้มีใจชั่วทุกเมื่อ

มายังสำนักของพระคุณเจ้าเพราะทะเลาะกันด้วยเรื่องอาหารทิพย์

ดิฉันไม่อาจจะขอแม้อาหารทิพย์ได้

สำหรับหญิง การขอเป็นเหมือนการเปิดเผยอวัยวะที่น่าละอาย

(โกสิยดาบสครั้นได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)

[๒๕๗]

แม่เทพธิดาผู้มีเรือนร่างอันงดงาม

เธอจักได้ตามธรรม ตามเหตุ เพราะว่าอาหารทิพย์

ใครๆ จะได้เพราะการขอหามิได้ นี้เป็นธรรมเนียม

เพราะฉะนั้น อาตมาพึงเชื่อเธอผู้ไม่ขอ

เธอปรารถนาอาหารทิพย์ใด

อาตมาจะให้แม้อาหารทิพย์นั้นแก่เธอ

[๒๕๘]

แม่เทพธิดาผู้มีเรือนร่างประดุจหุ่นทองคำ

วันนี้ อาตมาขอเชิญเธอในอาศรมของอาตมา

ขอบูชาเธอด้วยรสทุกชนิด แม้อาหารทิพย์นั้น

อาตมาครั้นบูชาเธอแล้วจึงจักบริโภค

(พระบรมศาสดาตรัสพระคาถาต่อไปว่า)

[๒๕๙]

หิรีเทวีเทพธิดานั้นได้รับอนุมัติอย่างแน่นอน

จากโกสิยดาบสผู้มีอานุภาพรุ่งเรือง

จึงได้เข้าไปยังอาศรมอันน่ารื่นรมย์

มีน้ำมีผลไม้อันท่านผู้ประเสริฐบูชาแล้ว

เป็นสถานที่ที่สัตว์ผู้มีใจชั่วไม่เข้าไปคบหาทุกเมื่อ

[๒๖๐]

ณ ที่ใกล้อาศรมนี้มีหมู่ไม้นานาชนิด

ผลิดอกออกผลจำนวนมาก คือ

มะม่วง มะหาด ขนุน ทองกวาว มะรุม

อีกทั้งโลดทะนง บัวบก การะเกด จันทน์กระพ้อ

และหมากหอมก็ผลิดอกบานสะพรั่ง

[๒๖๑]

ในป่านี้มีต้นไม้จำนวนมาก คือ

สาละ กุ่ม หว้า โพธิ ไทร มะซาง โศก

ราชพฤกษ์ แคฝอย ย่านทราย จิก และลำเจียก

มีกลิ่นหอมหวลน่ายวนใจ

[๒๖๒]

ถั่วแระ อ้อยแขม ถั่วป่า มะพลับ ข้าวฟ่าง ลูกเดือย

ถั่วเหลืองเมล็ดเล็ก กล้วยมีเมล็ด กล้วยไม่มีเมล็ด

ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ราชดัด และข้าวสาร

ก็มีจำนวนมากในอาศรมนี้

[๒๖๓]

อนึ่ง ด้านเหนือแห่งอาศรมนี้มีสระโบกขรณีเกิดขึ้นเอง

น่าเกษมสำราญ น้ำไม่ขุ่น มีท่าราบเรียบ

น้ำใสสะอาด จืดสนิทดี ไม่มีกลิ่นปฏิกูล

[๒๖๔]

ในสระโบกขรณีนั้นมีปลานานาชนิด คือ

ปลาดุก ปลากระทุงเหว ปลากราย กุ้ง

ปลาตะเพียน ปลาสลาด และปลากา

ต่างพากันแหวกว่ายเกลื่อนกลาดอยู่ในสระที่มีขอบคัน

อย่างร่าเริงเกษมสำราญ ทั้งมีอาหารมากมาย

[๒๖๕]

ที่สระโบกขรณีนั้นมีนกนานาชนิด คือ

หงส์ นกกระเรียน นกยูง นกจักรพราก

นกออก นกดุเหว่า นกที่มีปีกสวยงาม

นกมีหงอน และนกโพระดกจำนวนมากมาย

ต่างพากันร่าเริงเกษมสำราญ ทั้งมีอาหารมากมาย

[๒๖๖]

ฝูงเนื้อนานาชนิดจำนวนมาก คือ

สิงโต เสือโคร่ง ช้าง หมี หมาป่า และเสือดาว

ต่างพากันมาดื่มน้ำที่สระโบกขรณีนั้น

[๒๖๗]

ณ ที่นั้นมีทั้งแรด โคลาน กระบือ ละมั่ง กวาง

เนื้อทราย หมูป่า ระมาด หมูบ้าน ชะมด เสือปลา

กระต่าย และวัวกระทิงเป็นจำนวนมาก

[๒๖๘]

ภาคพื้นและขุนเขาดารดาษไปด้วยดอกไม้อันงามวิจิตร

กึกก้องระงมไปด้วยเสียงฝูงนกขานขัน

เป็นสถานที่ฝูงนกอยู่อาศัย

(พระบรมศาสดาเพื่อจะทรงแสดงอาการที่หิรีเทพธิดาเข้าไปในอาศรมนั้น จึงตรัสว่า)

[๒๖๙]

เทพธิดานั้นผู้มีผิวพรรณงดงาม ทัดทรงดอกไม้สีเขียว

เยื้องกรายเข้าไปยังอาศรม

ประดุจสายฟ้าในระหว่างกลุ่มมหาเมฆ

โกสิยดาบสได้จัดตั้งเก้าอี้ที่ทำด้วยหญ้าคา

มีพนักถักไว้อย่างดี สะอาด มีกลิ่นหอม

ปูลาดด้วยหนังสัตว์เพื่อเทพธิดานั้น

แล้วได้กล่าวคำนี้กับหิรีเทวีเทพธิดาว่า

เชิญนั่งให้สบายเถิด แม่โฉมงาม นี่อาสนะ

[๒๗๐]

ในกาลนั้น เมื่อนางหิรีเทวีนั้นนั่งบนเก้าอี้แล้ว

โกสิยมหามุนีผู้สวมชฎาและหนังเสือเหลือง

ได้รีบนำอาหารทิพย์พร้อมกับใช้ใบบัวสดตักน้ำมา

เพื่อนางเทพธิดาผู้ปรารถนาตามความต้องการด้วยตนเอง

[๒๗๑]

หิรีเทวีเทพธิดานั้นมีใจเบิกบาน

ประคองรับอาหารทิพย์นั้นด้วยมือทั้ง ๒

แล้วได้กล่าวกับโกสิยดาบสผู้เกล้าชฎาว่า

เอาเถิด พระมุนีผู้ประเสริฐ บัดนี้

ดิฉันเป็นผู้ที่พระคุณเจ้ายอมบูชา ได้รับชัยชนะแล้ว

จะพึงกลับไปสู่สวรรค์ชั้นไตรทิพย์

[๒๗๒]

เทพธิดานั้นผู้มัวเมาแล้วด้วยความมัวเมาในผิวพรรณ

อันโกสิยดาบสผู้มีอานุภาพรุ่งเรืองอนุญาตแล้ว

ได้ไปในสำนักของท้าวสหัสสนัยน์แล้วกราบทูลว่า

ข้าแต่ท้าววาสวะ นี้อาหารทิพย์

ขอพระองค์ทรงประทานชัยชนะให้แก่หม่อมฉันเถิด พระเจ้าข้า

[๒๗๓]

แม้ท้าวสักกะก็ได้ทรงบูชาหิรีเทวีเทพธิดานั้น

ในกาลนั้น เทวดาทั้งหลายพร้อมทั้งพระอินทร์

ต่างพากันบูชานางสุรกัญญาผู้สูงสุด

เทพธิดานั้นเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายประนมมือบูชา

ในกาลที่ตนเข้าไปนั่งเก้าอี้ตัวใหม่

(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงทำข้อความนั้นให้แจ่มแจ้ง จึงตรัสว่า)

[๒๗๔]

ท้าวสหัสสนัยน์ผู้เป็นจอมแห่งเทพชั้นไตรทศ

ได้ตรัสกับมาตลีเทพสารถีนั้นอีกว่า

ท่านจงไปถามโกสิยฤๅษีตามคำของเราว่า

ข้าแต่ท่านโกสิยะ เว้นเทพธิดาอาสา เทพธิดาสัทธา

และเทพธิดาสิรีเสีย เทพธิดาหิรีผู้เดียว

ได้อาหารทิพย์แล้วเพราะเหตุไร

[๒๗๕]

มาตลีเทพสารถีได้ขึ้นสู่เวชยันตราชรถอันรุ่งเรือง

เช่นกับเครื่องอุปกรณ์ มีหงอนอันสำเร็จด้วยทองชมพูนุท

โชติช่วงดุจดวงตะวัน ประดับตบแต่งอย่างงดงาม

มีประกายวิจิตรดังทองคำเลื่อนลอยไปได้โดยสะดวกสบาย

[๒๗๖]

ณ ราชรถนี้มีรูปดวงจันทร์ รูปช้าง รูปโค รูปม้า รูปกินนร

รูปเสือโคร่ง รูปเสือเหลือง รูปเนื้อทรายทำด้วยทองคำ

ประชุมกันมากมาย มีรูปนกทำท่าทางโผบินอยู่ในราชรถนี้

รูปมฤคาทำด้วยแก้วไพฑูรย์ประชุมกันเป็นฝูงๆ ในราชรถนี้

[๒๗๗]

ที่ราชรถนั้น เทพบุตรทั้งหลายได้เทียมอัศวราชที่มีผิวกาย

คล้ายทองคำ มีพลังเช่นกับช้างหนุ่มประมาณ ๑,๐๐๐ เชือก

ประดับตบแต่งแล้ว มีเครื่องประดับอกคือข่ายทองคำ

มีพู่ห้อยหูทั้ง ๒ ข้าง วิ่งไปได้ด้วยเสียงรวดเร็วไม่ติดขัด

[๒๗๘]

มาตลีเทพสารถีขึ้นสู่ราชยานอันประเสริฐนั้น

ได้บันลือไปตลอดทิศทั้ง ๑๐ เหล่านี้

ยังท้องฟ้า ภูเขา ต้นไม้ใหญ่อันเป็นเจ้าแห่งป่าในไพรสณฑ์

และแผ่นดินพร้อมทั้งสมุทรสาครให้สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น

[๒๗๙]

มาตลีเทพสารถีนั้นได้ไปถึงอาศรมโดยเร็วพลัน

กระทำผ้าปาวารเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง

ประนมมือแล้วได้กล่าวกับโกสิยเทวพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูต

มีคุณอันเจริญ มีวัตรอันฝึกฝนดีแล้วว่า

[๒๘๐]

ท่านโกสิยะ ขอพระคุณเจ้าจงสดับถ้อยคำของพระอินทร์

ข้าพเจ้าเป็นทูต ท้าวปุรินททะตรัสถามพระคุณเจ้าว่า

(ท่านโกสิยะ) เว้นพระนางอาสาเทวี

พระนางสัทธาเทวี และพระนางสิรีเทวีเสีย

พระนางหิรีเทวีผู้เดียวได้อาหารทิพย์แล้วเพราะเหตุไร

(โกสิยดาบสฟังคำของมาตลีเทพบุตรนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า)

[๒๘๑]

มาตลีเทพสารถี ก็พระนางสิรีเทวี

ปรากฏกับอาตมาว่าเป็นคนตาบอด

พระนางสัทธาเทวีเป็นคนไม่แน่นอน

ส่วนพระนางอาสาเทวีอาตมารู้ได้ว่าเป็นคนพูดจาเหลวไหล

แต่พระนางหิรีเทวีดำรงอยู่ในคุณอันประเสริฐ

(โกสิยดาบสเมื่อจะสรรเสริญคุณของหิรีเทพธิดานั้น จึงกล่าวว่า)

[๒๘๒]

หญิงใดๆ บางพวก คือ ๑. หญิงสาว

๒. หญิงที่โคตรตระกูลรักษา ๓. หญิงหม้าย

๔. หญิงมีสามี เหล่านี้รู้ฉันทราคะของตนที่เกิดขึ้นอย่างแรงกล้า

ในบุรุษทั้งหลายแล้วหักห้ามจิตของตนเสียได้ด้วยหิริ

[๒๘๓]

เมื่อเหล่านักรบผู้พ่ายแพ้ในสงคราม

ที่กำลังสู้รบด้วยลูกศรและหอก

บางพวกกำลังล้มตาย บางพวกกำลังหนีไป

นักรบเหล่าใดสละชีวิตแล้วย่อมหวนกลับมาด้วยความละอาย

นักรบผู้มีความละอายใจเหล่านั้น

จึงกลับมารับใช้เจ้านายได้อีก (กล้าสู้หน้าเจ้านาย)

[๒๘๔]

ก็หิรีเทวีเทพธิดานี้มีปกติห้ามชนผู้มีใจบาปเพราะมีหิริ

เปรียบเหมือนทำนบมีปกติกั้นกระแสแห่งสาคร

เทพสารถี เพราะเหตุนั้น ท่านจงกราบทูลหิรีเทวีเทพธิดา

ซึ่งท่านผู้ประเสริฐบูชาแล้วในโลกทั้งปวงนั้นให้พระอินทร์ทราบ

(มาตลีเทพบุตรได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)

[๒๘๕]

ท่านโกสิยดาบส พระพรหมก็ตาม

พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ก็ตาม ท้าวปชาบดีก็ตาม

ใครเล่าจะหยั่งถึงความเห็นของพระคุณเจ้านี้ได้

พระคุณเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

ก็พระธิดาของพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่เกิดได้รับยกย่องว่า

ประเสริฐสุดในหมู่เทพเพราะมีหิริ

(มาตลีเทพบุตรประสงค์จะนำโกสิยดาบสไปยังเทวโลก จึงกล่าวว่า)

[๒๘๖]

เชิญเถิด เชิญพระคุณเจ้ามาขึ้นรถเหาะไป

สู่สวรรค์ชั้นไตรทศ ณ บัดนี้เถิด

รถคันนี้น่าพอใจพระคุณเจ้าผู้มีโคตรเสมอกับพระอินทร์

แม้พระอินทร์ก็ทรงจำนงหวังพระคุณเจ้าอยู่

ขอพระคุณเจ้าจงถึงความเป็นสหายกับพระอินทร์ในวันนี้เถิด

(พระบรมศาสดาตรัสว่า)

[๒๘๗]

สัตว์ทั้งหลายที่ไม่ทำบาปย่อมหมดจดด้วยอาการอย่างนี้

อนึ่ง ผลกรรมที่ประพฤติดีแล้วจะไม่สูญหาย

สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งได้เห็นอาหารทิพย์

สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดได้ถึงความเป็นสหายกับพระอินทร์

[๒๘๘]

หิรีเทวีเทพธิดาคือพระอุบลวรรณาเถรี

โกสิยฤๅษีคือภิกษุทานบดี

ปัญจสิขเทพบุตรคืออนุรุทธเถระ

ส่วนมาตลีเทพสารถีคือพระอานนทเถระ

[๒๘๙]

สุริยเทพบุตรคือพระมหากัสสปเถระ

จันทเทพบุตรคือพระมหาโมคคัลลานเถระ

นารทดาบสคือพระสารีบุตรเถระ

ส่วนท้าวสักกะคือตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้แล

สุธาโภชนชาดกที่ ๓ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๔. มหาหังสชาดกชาดกถัดไป๕๓๖. กุณาลชาดก