ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มหาสุตโสมชาดก
ชาดกที่ ๕๓๗ · อสีตินิบาตชาดก

มหาสุตโสมชาดก

ว่าด้วยพระเจ้าสุตโสมทรงทรมานพระยาโปริสาท

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๓๑๕ · บรรทัด ๒๒๕๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมหาสุตโสมชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๕ จาก ๑๐

เรื่องเล่า

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุตฺถุนาบิ ความว่า พระเจ้าสุตโสมตรัสว่า ข้าพเจ้ามิได้ร้องไห้ มิได้เศร้าโศกเลย มิได้คิดถึง มิได้เศร้าโศกเพื่อประโยชน์แก่ตนเองเป็นต้น แม้เหล่านั้นเลย. ก็แต่ว่าธรรมของสัตบุรุษผู้เป็นบัณฑิตที่ท่านประพฤติมาแล้ว ครั้งโบราณมีอยู่. ขึ้นชื่อว่าความสัตย์เพราะกระทำการนัดแน่ะอันใดไว้ ข้าพเจ้าเศร้าโศกถึงการนัดแน่. ไว้กับพราหมณ์นั้น. คำว่า จักเป็นผู้รักษาความสัตย์ ในคาถานั้นหมายความว่า ข้าพเจ้าจักเป็นผู้รักษาคำสัตย์ไว้ ด้วยว่าพราหมณ์นั้นนำเอาคาถา ๔ คาถา ที่พระกัสสปทศพล ทรงแสดงแล้วมาจากเมืองตักกศิลาข้าพเจ้าได้สั่งให้กระทำอาคันตุกวัตรแก่พราหมณ์นั้น แล้วจึงมาอาบน้ำ ข้าพเจ้าได้กระทำการนัดหมายกับพราหมณ์ไว้ว่า ข้าพเจ้าจักฟังคาถานั้น ขอให้ท่านพราหมณ์จงรออยู่จนกว่าข้าพเจ้าจะกลับมา ดังนี้แล้วจึงมา แต่ท่านมิได้ให้ข้าพเจ้าฟังคาถานั้น จับเอาข้าพเจ้ามาเสียก่อน ถ้าท่านปล่อยข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าฟังธรรมแล้ว จักเป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมา.

ครั้งนั้น เจ้าโปริสาททูลพระเจ้าสุตโสมว่า

คนผู้มีความสุข หลุดออกจากปากของมัจจุแล้ว จะมาสู่มือของศัตรูอีก ข้อนี้ข้าพเจ้ายังเชื่อไม่ได้หรอก ข้าแต่ท่านโกรัพยะผู้ประเสริฐสุด พระองค์จะไม่เข้า ใกล้ข้าพเจ้าอีกกระมัง. พระองค์พ้นจากมือของโปริสาท เสด็จไปถึง พระราชมนเทียรของพระองค์ เพลิดเพลินด้วยกาม คุณารมณ์ พระองค์ได้ชีวิตอันเป็นที่รักจิตสนิทใจ พระองค์จักกลับมาหาข้าพเจ้าได้อย่างไร.

ในคาถาเหล่านั้น บทว่า สุขี ความว่า บุคคลที่ถึงความสุขแล้ว. บทว่า มจฺจุมุขา ปมุตฺโต ความว่า หลุดออกจากปากของความตายเพราะพ้นจากเงื้อมมือของโจรเช่นข้าพเจ้าแล้ว จะพึงกลับมาอีก ถ้อยคำนี้ข้าพเจ้ายังไม่ยอมเชื่อเลย ข้าแต่ท่านโกรัพยะผู้ประเสริฐสุด พระองค์จะไม่มายังสำนักของหม่อมฉันอีกกระมัง ดูก่อนท่านสุตโสม ท่านพ้นจากเงื้อมมือของเจ้าโปริสาทแล้ว เสด็จไปยังพระราชมณเฑียร. บทว่า สกํ มนฺทิรํ ได้แก่ราชธานี. บทว่า กามกามี ความว่า พระองค์ทรงเพลิดเพลินอยู่ด้วยกามคุณจักกลับมายังสำนักของข้าพเจ้าได้อย่างไร.

พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้น เป็นดุจพระยาไกรสรราชสีห์ ไม่หวาดหวั่น ตรัสตอบว่า

คนที่มีศีลบริสุทธิ์ มุ่งปรารถนาความตาย คนผู้มี ธรรมลามกที่นักปราชญ์ติเตียน ไม่พึงปรารถนาชีวิต นรชนคนใดพึงกล่าวคำเท็จ เพราะเหตุแม้แห่งของรัก อันใด ของรักอันนั้น ไม่รักษานรชนคนนั้นจากทุคติ ได้เลย. แม้ถึงลมจะพึงพัดภูเขามาได้ ดวงจันทรและ ดวงอาทิตย์จะพึงตกในแผ่นดินได้ แม่น้ำทั้งหมดจะ พึงไหลทวนกระแสได้ ถึงอย่างนั้น ข้าพเจ้าก็พูดเท็จ ไม่ได้จริง ๆ นะพระราชา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มตํ วเรยฺย ความว่า ดูก่อนเจ้าโปริสาทนรชนคนใด มีศีลบริสุทธิ์ พึงมุ่งปรารถนาความตาย อธิบายว่า จงต้องการจงปรารถนาความตาย. บทว่า น ชีวิตํ ความว่า ส่วนบุคคลผู้มีธรรมอันลามกที่นักปราชญ์ติเตียน ไม่พึงปรารถนาคือไม่ต้องการชีวิต เพราะชีวิตของเขาไม่มีราคา เพราะไม่ทำความเจริญอะไรต่อไป. บทว่า ยสฺส ความว่า คนทุศีลพึงกล่าวคำเท็จเพื่อประโยชน์แก่ตนใด วัตถุมีตัวเองเป็นต้นนั้น ย่อมไม่รักษาบุรุษนั้น จากทุคติได้เลย.

บทว่า คิริมาวเหยฺย ความว่า ดูก่อนเจ้าโปริสาทผู้เป็นสหาย ท่านก็เป็นสหายผู้สนิท เคยเล่าเรียนในสำนักอาจารย์เดียวกันกับข้าพเจ้าถึงเพียงนี้ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวคำเท็จเพราะเหตุแห่งชีวิตเลย ถึงแม้ว่าลมต่างชนิดมีลมในทิศบูรพาเป็นต้น จะพึงพัดภูเขาใหญ่มาในอากาศ ประดุจปุยนุ่นได้ แม้เหตุนั้นก็พึงเธอถือได้ แต่ท่านพึงเธอคำนี้ว่า ข้าพเจ้าไม่พึงกล่าวคำเท็จ ดังนี้ได้ ยิ่งกว่าเหตุนั้น ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์จะพึงตกในแผ่นดินพร้อมด้วยวิมานของตนแม้แม่น้ำทุกสายจะพึงไหลทวนกระแสได้ ดูก่อนเจ้าโปริสาทผู้เจริญ ถ้อยคำอย่างนี้ถ้ามีใครกล่าวขึ้น ก็พึงเธอได้ ส่วนคำที่ว่า ข้าพเจ้าพึงพูดเท็จนี้ ถ้าชนทั้งหลายกล่าวแก่ท่านแล้ว คำนั้น ท่านไม่พึงเชื่อเลย.

ฟ้าจะพึงแตกได้ ทะเลจะพึงแห้งได้ แผ่นดิน อันทรงไว้ซึ่งภูตจะพึงพลิกได้ เมรุบรรพตจะพึงเพิก ถอนได้ตลอดราก ข้าพเจ้าก็พูดเท็จไม่ได้เลยนะราชา.

แม้พระโพธิสัตว์ตรัสอย่างนี้แล้ว เจ้าโปริสาทก็ยังไม่ยอมเชื่อ. ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์จึงทรงดำริว่า เจ้าโปริสาทนี้ไม่ยอมเชื่อเรา เราจักให้เธอยอมเชื่อด้วยคำสาบาน แล้วตรัสว่า ดูก่อนสหายโปริสาท ท่านจงให้ข้าพเจ้าลงจากบ่าก่อน ข้าพเจ้าจะทำสาบานให้ท่าน ครั้นพอเจ้าโปริสาทเอาลงวางไว้ ณภาคพื้นแล้ว เมื่อจะทรงทำการสาบาน ได้ตรัสพระคาถาว่า

ข้าพเจ้าจักจับดาบและหอก จะทำแม้ซึ่งการ สาบานแก่ท่านก็ได้นะสหาย ข้าพเจ้าพ้นจากท่านไป แล้ว เป็นผู้หาหนี้มิได้ จักเป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมา.

ความแห่งคาถานั้นมีอธิบายว่า ดูก่อนเจ้าโปริสาทผู้เป็นสหาย ถ้าท่านปรารถนา ข้าพเจ้าก็จะจับดาบและหอกสาบานว่า ขออย่าให้ข้าพเจ้าได้บังเกิดในตระกูลกษัตริย์ ซึ่งมีการรักษาอันกวดขันเป็นอย่างดี ด้วยอาวุธเห็นปานนี้ดูก่อนสหาย หรือว่าท่านปรารถนาคำสาบานอย่างอื่นอีก ข้าพเจ้าก็จะทำการสาบานให้แก่ท่านอีกก็ได้ เราพ้นจากท่านแล้ว ก็จะไปหาพราหมณ์ กระทำตนไม่ให้มีหนี้สินแก่พราหมณ์แล้ว ก็จักเป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมา.

ในลำดับนั้น เจ้าโปริสาท คิดว่า เจ้าสุตโสมนี้การทำการสาบานซึ่งพวกกษัตริย์ไม่ควรการทำ จะประโยชน์อะไรด้วยเจ้าสุตโสมนี้แก่เรา เธอจะกลับมาหรือไม่กลับก็ตามที แม้ตัวเราก็เป็นขัตติยราช จักถือเอาเลือดในลำแขนของเรากระทำพลีกรรมแก่เทวดา ท่านสุตโสมลำบากใจนัก แล้วกล่าวคาถาว่า

การนัดหมายอันใด อันพระองค์ผู้ดำรงอยู่ใน ฐานะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ได้ทรงทำไว้กับพราหมณ์ ในแคว้นของตน การนัดหมายอันนั้นต่อพราหมณ์ ประเสริฐ พระองค์จงเป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมา. คำว่า กลับมา ในคาถานั้น หมายถึงว่า พระองค์พึงเสด็จมาอีก.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสว่า ดูก่อนสหายโปริสาท ท่านอย่าได้วิตกไปเลย ข้าพเจ้าได้สดับสตารหคาถา ๔ คาถาแล้ว ให้เครื่องบูชาแก่ธรรมกถึกแล้ว จักมาแต่เช้าทีเดียว แล้วตรัสคาถาว่า

การนัดหมายอันใด ที่ข้าพเจ้าผู้ตั้งอยู่ในฐานะ เป็นพระเจ้าแผ่นดินได้ทำไว้กับพราหมณ์ในแคว้นของ ตน การนัดหมายอันนั้นต่อพราหมณ์ผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าจักเป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมา. คำว่า กลับมา ในคาถานั้น หมายถึงว่า ข้าพเจ้าจะย้อนกลับมาอีก.

ลำดับนั้น เจ้าโปริสาทจึงทูลเจ้าสุตโสมว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ทรงกระทำการสาบานที่พวกกษัตริย์ไม่ควรทำแล้ว จงทรงระลึกถึงพระดำรัสที่ได้ทรงปฏิญาณนั้นไว้ ครั้นพระมหาสัตว์ตรัสให้เธอด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนสหายโปริสาท ท่านรู้จักข้าพเจ้าตั้งแต่เวลายังเยาว์ คำเท็จข้าพเจ้าไม่เคยพูดเลยแม้แต่การล้อเลียน ข้าพเจ้าจักพูดเท็จได้หรือ บัดนี้ข้าพเจ้าดำรงอยู่ในราชสมบัติแล้ว รู้จักถูกและผิด จักพูดเท็จได้หรือ ท่านจงเชื่อข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจักกลับมาให้ทันพลีกรรมของท่านในวันพรุ่งนี้ เจ้าโปริสาทจึงกล่าวว่า ข้าแต่มหาราช ถ้าเช่นนั้น ขอเชิญพระองค์เสด็จเถิด เมื่อพระองค์ไม่เสด็จมา จักไม่เป็นพลีกรรมเพราะเทวดาเว้น พระองค์จักไม่รับ ขอพระองค์อย่าทำอันตรายแก่พลีกรรมของข้าพเจ้า แล้วส่งพระมหาสัตว์ไป พระมหาสัตว์เป็นดุจพระจันทร์พ้นแล้วจากปากแห่งราหู พระองค์มีกำลังดุจพญาช้างสมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรงได้เสด็จถึงพระนครโดยฉับพลัน.

ลำดับนั้น แม้เสนาของพระเจ้าสุตโสมนั้น ก็ยังตั้งขบวนอยู่นอกพระนคร เพราะดำริว่า พระเจ้าสุตโสมมหาราชเจ้า พระองค์เป็นบัณฑิตทรงแสดงธรรมไพเราะ เมื่อได้ตรัสกถาเรื่องหนึ่งหรือสองเรื่อง จักทรมานเจ้าโปริสาทได้แล้วกลับมา ดุจพญาช้างซับมันตัวประเสริฐพ้นแล้วจากปากแห่งสีหะฉะนั้น และเกรงชาวพระนครจะติได้ว่าให้พระราชาแก่เจ้าโปริสาทแล้วมาเสีย ครั้นเห็นพระโพธิสัตว์เสด็จมาแต่ไกล จึงพากันลุกขึ้นต้อนรับ ถวายคำนับแล้วกราบทูลปฏิสันถารว่า พระมหาราชเจ้า ถูกเจ้าโปริสาททำให้ลำบากอย่างไรบ้าง เมื่อตรัสตอบว่า เจ้าโปริสาทได้ทำกิจที่มารดาบิดาทำได้ยากแก่เราเธอดุร้ายสาหัสเช่นนั้น ได้สดับธรรมกถาของเราแล้วปล่อยเราดังนี้ จึงแต่งองค์เจ้าสุตโสมเชิญเสด็จขึ้นคอช้างพระที่นั่ง แวดล้อมเข้าสู่พระนคร ชาวเมืองได้เห็นดังนั้นก็ชื่นชมทั่วหน้ากัน พระโพธิสัตว์ เพราะว่าพระองค์มีความเคารพธรรมเป็นนักธรรมะ ไม่ทันได้เฝ้าพระราชมารดาบิดา ตั้งพระหฤทัยว่าจักเฝ้าทีหลังจึงเสด็จเข้าพระราชนิเวศน์ประทับนั่ง ณ พระราชอาสน์รับสั่งให้เรียกหาพราหมณ์มา และตรัสสั่งให้ทำอุปัฏฐานกิจมีการแต่งหนวดเป็นต้น แก่พราหมณ์นั้นด้วยเวลาที่เจ้าพนักงานแต่งหนวดพราหมณ์แล้ว ให้อาบน้ำลูบไล้ด้วยของหอมประดับด้วยผ้าและเครื่องอลังการแล้วนำเฝ้า พระองค์เสด็จสรงทีหลังพระราชทานโภชนะของพระองค์แก่พราหมณ์นั้น เมื่อพราหมณ์บริโภคแล้ว พระองค์เสวยแล้ว เชิญพราหมณ์ให้นั่ง ณ บัลลังก์ควรบูชา พระองค์ประทับนั่ง ณอาสนะต่ำ พอบูชาพราหมณ์ด้วยสักการะมีของหอมและดอกไม้เป็นต้น เพราะทรงเคารพในธรรม ตรัสอาราธนาว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าขอฟังคาถาชื่อว่าสตารหาที่ท่านนำมาเพื่อข้าพเจ้า.

พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสเป็นคาถาว่า

ก็พระโพธิสัตว์นั้น ครั้นพ้นจากเงื้อมมือของเจ้า โปริสาทแล้ว ได้เสด็จไปตรัสกะพราหมณ์นั้นดังนี้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ข้าพเจ้าขอสดับคาถา ชื่อว่า สตารหา ซึ่งได้สดับแล้วจะพึงเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้า. คำว่า ตรัสดังนี้ว่า ในคาถานั้น หมายความว่า ได้ตรัสคำนี้.

ลำดับนั้น ในเวลาที่พระโพธิสัตว์อาราธนาแล้ว พราหมณ์จึงฟอกมือทั้งสองด้วยของหอม นำเอาคัมภีร์อันเป็นที่น่ารื่นรมย์ ออกจากถุง จับขึ้นสองมือแล้วทูลว่า บัดนี้ชอมหาบพิตรจงทรงสดับคาถาชื่อว่าสตารหา ๔ คาถาตามที่พระกัสสปทศพลทรงแสดงไว้ อันจะถอนความเมามีความเมาด้วยราคะเป็นต้นให้สร่าง ให้สำเร็จอมตมหานิพพานนี้แล้ว ดูคัมภีร์กล่าวคาถาว่า

ข้าแต่ท่านสุตโสมมหาราช การสมาคมกับสัตบุรุษคราวเดียวเท่านั้น การสมาคมนั้น ย่อมรักษา ผู้สมาคมนั้น การสมาคมกับอสัตบุรุษแม้มากก็รักษา ไม่ได้ พึงคบกับสัตบุรุษ พึงกระทำความสนิทสนมกับ สัตบุรุษ เพราะรู้สัตธรรมของสัตบุรุษ ย่อมมีความเจริญ ไม่มีความเสื่อม ราชรถที่เขาให้วิจิตรเป็นอันดี ยัง คร่ำคร่าได้แล. แม้สรีระก็เข้าถึงความชราได้เหมือนกัน ส่วน ธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่เข้าถึงความชรา สัตบุรุษกับ สัตบุรุษด้วยกัน ย่อมรู้กันได้. ฟ้าและแผ่นดินไกลกัน ฝั่งข้างโน้นของมหาสมุทร เขาก็กล่าวกันว่าไกล ข้าแต่พระราชา ธรรม ของสัตบุรุษและธรรมของอสัตบุรุษทั้งสองนี้ ท่าน กล่าวว่าไกลกันยิ่งกว่านั้นแล.

บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า คราวเดียวเท่านั้น หมายถึงสิ้นวาระเดียวเท่านั้น. คำว่า สัตบุรุษ หมายถึงสัตบุรุษทั่ว ๆ ไป. คำว่า ผู้สมาคมนั้นอธิบายว่า การสังคมคือการสมาคมกับพวกสัตบุรุษนั้น ไม้เป็นไปแล้วเพียงครั้งเดียว ก็ย่อมอภิบาลรักษาคุ้มครองบุคคลนั้นได้. คำว่า อสัตบุรุษ อธิบายว่าส่วนการสมาคมกับอสัตบุรุษแม้บุคคลกระทำไว้แล้ว มากคือกระทำไว้เป็นเวลานาน ได้แก่ การอยู่ในที่เดียวกันก็รักษาไม่ได้ คือย่อมนำความพินาศมาให้. คำว่า พึงคบ คือ พึงนั่งใกล้ อธิบายว่า พึงคลุกคลีอยู่กับท่านบัณฑิตเหล่านั้นตลอดทุกอิริยาบถ. คำว่า ความสนิทสนม หมายถึงความสนิทสนมกันด้วยไมตรี. คำว่า สัทธรรมของสัตบุรุษ หมายถึงสัทธรรมคือโพธิปักขิยธรรม๓๗ ประการ ของบัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น. คำว่า ความเจริญอธิบายว่า เพราะรู้ธรรมนี้แล้ว มีแต่ความเจริญอย่างเดียว ขึ้นชื่อว่าความเสื่อมย่อมไม่มีเลย. คำว่า ราชรถ หมายถึงรถทรงของพระราชาทั้งหลาย. คำว่าให้วิจิตรเป็นอันดี หมายความว่าที่เขากระทำบริกรรมไว้อย่างดี. คำว่า กับสัตบุรุษนั้นแล รู้กันได้ อธิบายว่า สัตบุรุษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นย่อมรู้จักพระนิพพาน อันงดงามสูงสุดถึงการนับว่าสัตบุรุษ ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย กล่าวคือ พระนิพพานนั้นย่อมไม่เข้าถึงชรา คือ ย่อมไม่แก่. คำว่าฟ้า หมายถึงอากาศ. คำว่า ไกลกัน อธิบายว่า แผ่นดินตั้งอยู่คงที่ อากาศมิได้ต่ำลงมาและไม่ได้ตั้งอยู่คงที่. ของทั้งสองอย่างนี้ แม้จะเนื่องเป็นอันเดียวกันด้วยประการฉะนี้ก็ตามที แต่ก็ย่อมชื่อว่าอยู่ไกลกัน เพราะมิได้เกี่ยวเนื่องและติดต่อกันโดยเฉพาะ. คำว่า ฝั่ง คือ จากฝั่งข้างนี้ ไปยังฝั่งข้างโน้น. คำว่าท่านกล่าว อธิบายว่า ธรรมของสัตบุรุษกับของอสัตบุรุษนั้นไกลกันยิ่งกว่านั้น.

พราหมณ์กล่าวคาถา ชื่อว่า สตารหา ๔ คาถา ตามที่พระกัสสปทศพลทรงแสดงไว้อย่างนี้แล้ว ได้นั่งนิ่งอยู่ พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้น มีพระหฤทัยโสมนัสว่า การมาของเรามีผลหนอ ทรงพระดำริว่า คาถาเหล่านี้ไม่ใช่ภาษิตของพระสาวก ไม่ใช่ภาษิตของฤๅษี ไม่ใช่ภาษิตของกวี แต่เป็นภาษิตของพระสัพพัญญู จะควรค่าเท่าไรหนอ ทรงพระดำริต่อไปว่า แม้เราจักให้จักรวาลทั้งสิ้น กระทำให้เต็มด้วยรัตนะ ๗ ตลอดถึงพรหมโลก ก็ไม่อาจจะทำให้สมควร ส่วนเราพอที่จะให้ราชสมบัติในพระนครอินทปัตประมาณ๗ โยชน์ ในกุรุรัฐประมาณ ๓๐๐ โยชน์แก่พราหมณ์นี้ โชคที่จะได้ราชสมบัติของพราหมณ์นี้มีอยู่หรือหนอ ทรงตรวจดูด้วยอานุภาพแห่งองค์วิทยาไม่เห็นมีทรงตรวจถึงฐานันดร มีตำแหน่งเสนาบดีเป็นต้น ไม่ทรงเห็นโชคฐานันดรแม้เพียงนายบ้านหมู่หนึ่ง เมื่อทรงตรวจถึงโชคลาภ ทรงตรวจตั้งแต่ทรัพย์โกฏิหนึ่ง ทรงเห็นโชคลาภเพียงสี่พันกหาปณะตกลงพระทัยว่าจักบูชาพราหมณ์นั้น ด้วยทรัพย์เท่านี้ รับสั่งให้พระราชทานทรัพย์ถุงละพันกหาปณะ รวมสี่ถุงตรัสถามว่า ท่านอาจารย์แสดงคาถานี้แก่พวกกษัตริย์อื่น ๆ ได้ทรัพย์เท่าไรพราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ได้คาถาละร้อยกหาปณะ เพราะฉะนั้นคาถาเหล่านี้ จึงได้นามว่า สตารหา. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสกะพราหมณ์นั้นต่อไปว่า ท่านอาจารย์ไม่รู้ราคาของภัณฑะที่ตนถือเที่ยวไป ตั้งแต่นี้ คาถาเหล่านี้จงซื่อว่าสหัสสารหา ดังนี้ แล้วตรัสพระคาถาว่า

คาถาเหล่านี้ซื่อว่า สหัสสารหา ควรพัน ไม่ได้ ชื่อว่า สตารหา ควรร้อย ท่านจงรับทรัพย์สี่พันโดยเร็ว เถิดพราหมณ์.

ครั้นแล้วพระหหาสัตว์ จึงพระราชทานยานน้อยที่เป็นสุขคันหนึ่งตรัสสั่งราชบุรุษว่า จงส่งพราหมณ์ให้ถึงบ้านโดยสวัสดี แล้วทรงส่งพราหมณ์นั้นไป ขณะนั้นได้เกิดเสียงสาธุการใหญ่ว่า คาถาชื่อสตารหา พระเจ้าสุตโสมทรงเปลี่ยนเป็นสหัสสารหา ทรงบูชาแล้ว สาธุ สาธุ พระราชมารดาบิดาของพระโพธิสัตว์ ได้ทรงสดับเสียงนั้น ตรัสถามว่า นั่นเสียงอะไร ได้ทรงทราบตามความเป็นจริง กริ้วพระมหาสัตว์เพราะเสียดายทรัพย์ ส่วนพระมหาสัตว์ทรงส่งพราหมณ์แล้ว เสด็จไปเฝ้าพระราชมารดาบิดา ถวายบังคมประทับยืนอยู่ ครั้งนั้น พระราชบิดาไม่ทรงกระทำ แม้สักว่าปฏิสันถารว่า เจ้าพ้นจากมือโจร ผู้ร้ายกาจเห็นปานนั้นมาได้อย่างไรพ่อ โดยเหตุที่ทรงเสียดายทรัพย์ตรัสถามว่า ได้ยินว่า เจ้าฟังคาถา ๔ คาถา ให้สี่พันจริงหรือ เมื่อพระมหาสัตว์กราบทูลว่า จริง ตรัสพระคาถาว่า

คาถาควรแปดสิบหรือเก้าสิบ แม้ร้อยก็ควร พ่อสุตโสมเอ๋ย เจ้าจงรู้ด้วยตนเอง คาถาควรพันมีที่ ไหน.

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๕ / ๑๐ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๖๓๙ – เล่ม ๖๓ หน้า ๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

อสีตินิบาตชาดก · ๖๑๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๖๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๕. มหาสุตโสมชาดก (๕๓๗)

ว่าด้วยพระเจ้ามหาสุตโสมทรงทรมานโจรโปริสาท ๑-

(กาฬหัตถีเสนาบดีถามพ่อครัวว่า)

[๓๗๑]

พ่อครัว เพราะเหตุไร

ท่านจึงทำกรรมทารุณโหดร้ายเช่นนี้

ท่านหลงฆ่าหญิงและชายทั้งหลาย

เพราะเหตุแห่งเนื้อหรือแห่งทรัพย์

@เชิงอรรถ :

@๑ พระเจ้ามหาสุตโสมโพธิสัตว์ทรงเป็นพระสหายร่วมสำนักเรียนกับพระเจ้าพรหมทัตและพระกุมารอื่นๆ อีก

@ประมาณ ๑๐๑ พระองค์ ต่อมาเมื่อแยกย้ายกลับบ้านเมืองของตนแล้ว พรหมทัตกุมารได้ครองเมือง

@พาราณสี แต่หลงผิดไปติดใจบริโภคเนื้อมนุษย์ ทำให้ถูกเนรเทศ พระเจ้ามหาสุตโสมต้องไปทรมานจน

@กลับใจ (ขุ.ชา.อ. ๘/๔๐๕)

(พ่อครัวจึงตอบเสนาบดีว่า)

[๓๗๒]

ท่านผู้เจริญ มิใช่เพราะเหตุแห่งตน

มิใช่เพราะเหตุแห่งทรัพย์

มิใช่เพราะเหตุแห่งบุตรภรรยา

มิใช่เพราะเหตุแห่งสหายและญาติทั้งหลาย

แต่พระจอมภูมิบาลซึ่งเป็นนายของข้าพเจ้า

พระองค์เสวยมังสะเช่นนี้

(กาฬหัตถีเสนาบดีกล่าวว่า)

[๓๗๓]

ถ้าท่านขวนขวายในกิจของเจ้านาย

ทำกรรมอันโหดร้ายทารุณเช่นนี้ได้

เวลาเช้าตรู่ ท่านควรจะเข้าไปในพระราชวัง

แล้วแถลงเหตุนั้นแก่เราต่อพระพักตร์พระราชา

(พ่อครัวกล่าวว่า)

[๓๗๔]

ท่านกาฬหัตถี ข้าพเจ้าจักกระทำตามที่ท่านสั่ง

เวลาเช้าตรู่ ข้าพเจ้าจะเข้าไปในพระราชวัง

จะแถลงเหตุนั้นแก่ท่านต่อพระพักตร์พระราชา

(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๓๗๕]

ลำดับนั้น ครั้นราตรีสว่างแล้ว ดวงอาทิตย์อุทัย

กาฬเสนาบดีได้พาคนทำครัวเข้าไปเฝ้าพระราชา

ครั้นแล้วได้กราบทูลพระราชาดังนี้ว่า

[๓๗๖]

ข้าแต่มหาราช ได้ทราบด้วยเกล้าว่า

พระองค์ทรงใช้พ่อครัวให้ฆ่าหญิงและชายทั้งหลาย

พระองค์เสวยเนื้อมนุษย์จริงหรือ พระเจ้าข้า”

(พระราชาตรัสว่า)

[๓๗๗]

แน่นอน เป็นความจริง ท่านกาฬะ

เราใช้พ่อครัว เมื่อเขาทำประโยชน์ให้แก่เรา

ท่านจะด่าเขาทำไม

(กาฬเสนาบดี เมื่อจะนำเรื่องมาแสดง จึงกราบทูลว่า)

[๓๗๘]

ปลาใหญ่ชื่ออานนท์ ติดใจในรสปลาทุกชนิด

เมื่อฝูงปลาหมดสิ้นไป ก็กลับมากินตัวเองตาย

[๓๗๙]

พระองค์ทรงประมาทไปแล้ว

มีพระทัยยินดียิ่งนักในรส(เนื้อมนุษย์)

ถ้าเป็นคนพาลต่อไป ยังไม่ทรงรู้สึกอย่างนี้

จะต้องมาละทิ้งพระโอรส พระมเหสี และพระญาติ

จะกลับมาเสวยตัวพระองค์เอง

[๓๘๐]

เพราะได้ทรงสดับอุทาหรณ์ที่ข้าพระองค์นำมากราบทูลนี้

ขอความพอพระทัยที่จะเสวยเนื้อมนุษย์จงคลายไปเถิด

ข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่แห่งหมู่มนุษย์

พระองค์อย่าได้เสวยเนื้อมนุษย์เลย

อย่าได้ทรงทำแคว้นนี้ให้ว่างเปล่า

เหมือนปลาอานนท์ทำมหาสมุทรให้ว่างเปล่า

(พระราชาได้สดับดังนั้น เมื่อจะนำเรื่องเก่ามาแสดง จึงตรัสว่า)

[๓๘๑]

กุฎุมพีชื่อว่าสุชาตะ ลูกที่เกิดกับตัวเขา

ไม่ได้ชิ้นลูกหว้าเขาก็ตาย

เพราะชิ้นลูกหว้านั้นหมดสิ้นไป

[๓๘๒]

ท่านกาฬะ เราก็เหมือนกัน

บริโภคอาหารที่มีรสอร่อยที่สุด

ถ้าไม่ได้เนื้อมนุษย์ เข้าใจว่า คงเสียชีวิตแน่

(พราหมณ์ได้กล่าวกับมาณพว่า)

[๓๘๓]

มาณพ เจ้าเป็นผู้มีรูปงาม

เกิดในตระกูลโสตถิยพราหมณ์

เจ้าไม่ควรกินอาหารที่ไม่ควรกินนะ

(มาณพกล่าวว่า)

[๓๘๔]

บรรดารสทั้งหลาย น้ำเมานี้มีรสอร่อยที่สุดอย่างหนึ่ง

เพราะเหตุไร พ่อจึงห้ามผม

ผมจักไปในสถานที่ที่ผมจักได้รสเช่นนี้

[๓๘๕]

ผมจักออกไปละ จักไม่อยู่ในสำนักของพ่อ

เพราะพ่อไม่ยินดีที่จะได้เห็นผม

(ลำดับนั้น พราหมณ์จึงกล่าวว่า)

[๓๘๖]

มาณพ ข้าคงจะได้ลูกคนอื่นๆ เป็นทายาทเป็นแน่

เจ้าคนต่ำทราม เจ้าจงฉิบหายเสียเถิด

จงไปในที่ที่ข้าจะไม่พึงได้ข่าวเจ้าผู้ไปแล้ว

(กาฬหัตถีเสนาบดีประมวลเหตุนี้มาแสดงแก่พระราชา แล้วกราบทูลว่า)

[๓๘๗]

ข้าแต่พระราชาผู้เป็นจอมแห่งหมู่มนุษย์

พระองค์ก็อย่างนั้นเหมือนกัน โปรดสดับคำของข้าพระองค์

พสกนิกรทั้งหลายจักพากันเนรเทศพระองค์ไปจากแคว้น

เหมือนพราหมณ์เนรเทศมาณพผู้เป็นนักเลงสุรา

(พระราชาเมื่อไม่อาจจะงดเนื้อนั้นได้ ตรัสแสดงเหตุแม้อย่างอื่นอีกว่า)

[๓๘๘]

สาวกของพวกฤๅษีผู้อบรมแล้วชื่อว่าสุชาตะ

เขาต้องการนางอัปสรเท่านั้น จนไม่กินข้าวและไม่ดื่มน้ำ

[๓๘๙]

บุคคลพึงเอาน้ำที่ติดอยู่กับปลายหญ้าคา

มานับเปรียบกันดูกับน้ำที่มีอยู่ในสมุทรฉันใด

กามทั้งหลายของพวกมนุษย์ในสำนักของกามทิพย์ก็ฉันนั้น

[๓๙๐]

ท่านกาฬะ เราก็เหมือนกัน

บริโภคอาหารที่มีรสอร่อยที่สุดแล้ว

ถ้าไม่ได้เนื้อมนุษย์ เข้าใจว่า คงเสียชีวิตแน่

(กาฬเสนาบดีครั้นได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๓๙๑]

เปรียบเสมือนพวกหงส์ชื่อธตรัฏฐะ เหิรบินไปในท้องฟ้า

ถึงความตายไปจนหมดเพราะกินอาหารที่ไม่ควรกิน ฉันใด

[๓๙๒]

ข้าแต่พระราชาผู้เป็นจอมแห่งหมู่มนุษย์

พระองค์ก็อย่างนั้นเหมือนกัน โปรดสดับคำของข้าพระองค์

พระองค์เสวยเนื้อที่ไม่ควร

ฉะนั้น พสกนิกรทั้งหลายจึงพากันเนรเทศพระองค์

(โจรโปริสาท ๑- กล่าวกับรุกขเทวดานั้นว่า)

[๓๙๓]

เราได้ห้ามท่านแล้วว่า จงหยุด ท่านนั้นก็ยังเดินดุ่มๆ ไป

ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ท่านไม่ได้หยุด

แต่บอกว่าหยุด ท่านสมณะ นี้ควรแก่ท่านแล้วหรือ

ท่านสำคัญดาบของเราว่าเป็นขนปีกนกตะกรุมหรือ

(ลำดับนั้น เทวดากล่าวว่า)

[๓๙๔]

มหาบพิตร อาตมภาพหยุดแล้วในธรรมของตน

ไม่ได้เปลี่ยนชื่อและโคตร

ส่วนโจรบัณฑิตกล่าวว่า ไม่หยุดในโลก

จุติจากโลกนี้แล้วจะต้องไปเกิดในอบายหรือนรก

มหาบพิตร ถ้าทรงเชื่ออาตมภาพ

ขอมหาบพิตรจงจับพระเจ้าสุตโสมผู้เป็นกษัตริย์เถิด

มหาบพิตรทรงจับพระเจ้าสุตโสมนั้นบูชายัญแล้ว

จักเสด็จไปสวรรค์ได้อย่างนี้

@เชิงอรรถ :

@๑ โปริสาท แปลว่า มีคนเป็นอาหาร, คนกินคน เป็นชื่อของพระเจ้าพรหมทัต หลังจากถูกชาวเมืองเนรเทศแล้ว

@ได้ไปอาศัยโคนต้นไทรอยู่ แล้วเที่ยวปล้นคนเดินทาง เพื่อฆ่าเอาเนื้อมาปรุงอาหาร จึงปรากฏชื่อเสียงว่า

@โปริสาท (ขุ.ชา.อ. ๘/๓๙๒/๔๒๖)

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ยืนถวายพระพรอยู่ข้างทาง จึงตรัสถามว่า)

[๓๙๖]

ชาติภูมิของท่านอยู่ในแคว้นไหนหนอ

ท่านมาถึงนครนี้ได้ด้วยประโยชน์อะไร

ท่านพราหมณ์ ขอท่านจงบอกประโยชน์นี้แก่ข้าพเจ้า

ท่านต้องการอะไร ข้าพเจ้าจะให้ตามที่ท่านต้องการ ณ วันนี้

(พราหมณ์ได้กราบทูลพระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์นั้นว่า)

[๓๙๗]

พระภูมิบาล คาถาทั้ง ๔ มีอรรถที่ลึก

เปรียบด้วยสาครอันประเสริฐ

หม่อมฉันมานครนี้เพื่อประโยชน์แก่พระองค์เท่านั้น

ขอพระองค์โปรดสดับคาถา

ที่ประกอบด้วยประโยชน์อย่างยิ่งเถิด

(โจรโปริสาทจับพระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ได้แล้ว จึงทูลถามว่า)

[๓๙๘]

ชนเหล่าใดมีความรู้ มีปัญญา เป็นพหูสูต

คิดเหตุการณ์ได้มาก ชนเหล่านั้นย่อมไม่ร้องไห้

การที่เหล่าบัณฑิตเป็นผู้บรรเทาความโศกได้

นี่แหละเป็นที่พึ่งอันยอดเยี่ยมของเหล่านรชน

[๓๙๙]

ท่านสุตโสม พระองค์ทรงเศร้าโศกเพราะเหตุไร

เพราะเหตุแห่งพระองค์เอง พระญาติ พระโอรส

พระมเหสี ข้าวเปลือก ทรัพย์ เงิน หรือว่าทองหรือ

ท่านโกรัพยะผู้ประเสริฐ หม่อมฉันขอฟังพระดำรัสของพระองค์

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๐๐]

หม่อมฉันมิได้ทอดถอน มิได้เศร้าโศกเพื่อประโยชน์แก่ตน

แก่โอรส มเหสี ทรัพย์ และแคว้น

แต่ธรรมของเหล่าสัตบุรุษที่เคยประพฤติมาเก่าก่อน

หม่อมฉันนัดหมายไว้กับพราหมณ์

หม่อมฉันทอดถอนเศร้าโศกถึงการนัดหมายนั้น

[๔๐๑]

หม่อมฉันดำรงอยู่ในความเป็นใหญ่ในแคว้นของตนเอง

ได้ทำการนัดหมายไว้กับพราหมณ์

เพื่อจะเปลื้องการนัดหมายนั้นกับพราหมณ์

ก็จักเป็นผู้รักษาความสัตย์หวนกลับมาอีก

(โจรโปริสาทกราบทูลพระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ว่า)

[๔๐๒]

นรชนผู้มีความสุข หลุดพ้นไปจากปากของมฤตยูแล้ว

จะพึงกลับมาสู่เงื้อมมือของศัตรูอีก

ข้อนี้หม่อมฉันยังไม่เชื่อ ท่านโกรัพยะผู้ประเสริฐที่สุด

พระองค์ไม่เสด็จเข้าไปหาหม่อมฉันเลย

[๔๐๓]

พระองค์ทรงหลุดพ้นจากเงื้อมมือของโจรโปริสาทแล้ว

เสด็จไปถึงพระราชมณเฑียรของพระองค์

จะมัวทรงเพลิดเพลินในกามคุณ ข้าแต่พระราชา

พระองค์ทรงได้พระชนม์ชีพอันเป็นที่รักแสนหวานแล้ว

ไฉนจักเสด็จกลับมายังสำนักของหม่อมฉันเล่า

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ได้สดับดังนั้น ไม่ทรงหวาดระแวง จึงตรัสว่า)

[๔๐๔]

คนผู้มีศีลบริสุทธิ์พึงปรารถนาความตาย

ผู้มีธรรมลามกที่นักปราชญ์ติเตียนก็ไม่ปรารถนาชีวิต

นรชนใดพึงกล่าวเท็จเพราะเพื่อประโยชน์ของตนใดเป็นเหตุ

เหตุเพื่อประโยชน์ของตนนั้น

ย่อมป้องกันนรชนนั้นจากทุคติไม่ได้

[๔๐๕]

แม้ถ้าลมจะพึงพัดพาภูเขามาได้

ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็จะพึงตกลงบนแผ่นดินได้

และแม่น้ำทุกสายก็จะพึงไหลทวนกระแส

ถ้าเป็นไปได้อย่างนั้น

หม่อมฉันก็จะไม่พึงพูดเท็จเลย พระเจ้าข้า

[๔๐๖]

ฟ้าพึงทลายรั่วได้ ทะเลก็พึงแห้งได้

แผ่นดินที่ทรงรองรับสัตว์ไว้ก็จะพึงพลิกกลับได้

ภูเขาพระสุเมรุก็จะพึงเพิกถอนขึ้นได้พร้อมทั้งเหง้า

ถ้าเป็นไปได้อย่างนั้น

หม่อมฉันก็จะไม่พึงพูดเท็จเลย พระเจ้าข้า

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสสาบานว่า)

[๔๐๗]

สหาย หม่อมฉันจะจับดาบและหอก

จะทำแม้แต่การสาบานต่อพระองค์ก็ได้

หม่อมฉันผู้ที่พระองค์ปล่อยแล้ว

จักเป็นผู้หมดหนี้ รักษาความสัตย์ หวนกลับมาอีก

(โจรโปริสาทกราบทูลพระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ว่า)

[๔๐๘]

ท่านผู้ดำรงอยู่แล้วในความเป็นใหญ่ในแคว้นของพระองค์

ได้ทำการนัดหมายใดไว้กับพราหมณ์

เพื่อจะเปลื้องการนัดหมายนั้นกับพราหมณ์

พระองค์ก็จักเป็นผู้รักษาความสัตย์หวนกลับมาอีก

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๐๙]

หม่อมฉันผู้ดำรงอยู่แล้วในความเป็นใหญ่ในแคว้นของตน

ได้ทำการนัดหมายใดไว้กับพราหมณ์

เพื่อจะเปลื้องการนัดหมายนั้นกับพราหมณ์

ก็จักเป็นผู้รักษาความสัตย์หวนกลับมาอีก

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๔๑๐]

พระเจ้าสุตโสมนั้นทรงพ้นจากเงื้อมมือของโจรโปริสาทแล้ว

ได้เสด็จไปตรัสกับพราหมณ์นั้นดังนี้ว่า

ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าขอฟังสตารหคาถา

ที่ข้าพเจ้าได้ฟังแล้ว จะพึงเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้า

(พราหมณ์ดูคัมภีร์ กราบทูลว่า)

[๔๑๑]

ท่านสุตโสม การสมาคมกับสัตบุรุษ

ครั้งเดียวเท่านั้นก็คุ้มครองผู้นั้นได้

การสมาคมกับอสัตบุรุษแม้มากครั้งก็คุ้มครองไม่ได้

[๔๑๒]

บุคคลพึงอยู่ร่วมกับสัตบุรุษเท่านั้น

พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษทั้งหลาย

เพราะรู้ทั่วถึงธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย

บุคคลจึงมีแต่ความเจริญ ไม่มีความเสื่อมเลย

[๔๑๓]

ราชรถที่วิจิตรดีทั้งหลายยังทรุดโทรมได้

อนึ่ง แม้สรีระก็ยังเข้าถึงความแก่ชรา

ส่วนธรรมของสัตบุรุษย่อมไม่เข้าถึงความคร่ำคร่า

สัตบุรุษกับสัตบุรุษเท่านั้นย่อมรู้กันได้

[๔๑๔]

ฟ้ากับแผ่นดินห่างไกลกัน

ฝั่งโน้นกับฝั่งนี้ของสมุทรก็กล่าวกันว่าไกลกัน

ข้าแต่พระราชา ธรรมของสัตบุรุษและอสัตบุรุษ

นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า ไกลยิ่งกว่านั้นโดยแท้

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสกับพราหมณ์นั้นว่า)

[๔๑๕]

คาถาเหล่านี้มีค่า ๑,๐๐๐

ไม่ใช่มีค่าเพียง ๑๐๐

ท่านพราหมณ์ เชิญท่านรีบมารับเอาทรัพย์ ๔,๐๐๐ เถิด

(พระราชบิดาของพระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๑๖]

คาถามีค่า ๘๐ ๙๐ และ ๑๐๐ ก็ยังมี

พ่อสุตโสม พ่อจงเข้าใจเอาเองเถิด

มีคาถาอะไรที่ชื่อว่า มีค่าตั้ง ๑,๐๐๐

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์กราบทูลให้พระราชบิดายินยอมว่า)

[๔๑๗]

หม่อมฉันย่อมปรารถนาความเจริญทางการศึกษาของตน

สัตบุรุษคือผู้สงบทั้งหลายพึงคบหาหม่อมฉัน

ข้าแต่ทูลกระหม่อมพ่อ หม่อมฉันไม่อิ่มด้วยสุภาษิต

เหมือนมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ

[๔๑๘]

ข้าแต่พระราชาผู้ประเสริฐ ไฟไหม้หญ้าและไม้ย่อมไม่อิ่ม

สาครก็ไม่อิ่มด้วยแม่น้ำทั้งหลายฉันใด

แม้บัณฑิตเหล่านั้นฟังแล้วก็ไม่อิ่มด้วยสุภาษิตฉันนั้น

[๔๑๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน

เมื่อใด หม่อมฉันฟังคาถาที่มีประโยชน์ในสำนักแห่งทาสของตน

เมื่อนั้น หม่อมฉันย่อมตั้งใจฟังคาถานั้นเท่านั้นโดยเคารพ

ข้าแต่ทูลกระหม่อมพ่อ

เพราะหม่อมฉัน ไม่มีความอิ่มในธรรมเลย

[๔๒๐]

แคว้นของทูลกระหม่อมนี้สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่น่าปรารถนาทุกอย่าง

มีทั้งทรัพย์ ยวดยาน และเครื่องประดับ

ทูลกระหม่อมทรงบริภาษหม่อมฉันเพราะเหตุแห่งกามทำไม

หม่อมฉันขอทูลลาไปในสำนักของโปริสาท

(พระบิดาตรัสว่า)

[๔๒๑]

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

ล้วนแต่เชี่ยวชาญในการธนูพอที่จะปกป้องตัวเองได้

เราจะยกกองทัพไปฆ่าศัตรูเสีย

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ฟังคำของพระราชบิดาและพระราชมารดาแล้ว จึงตรัสว่า)

[๔๒๒]

โจรโปริสาทได้ทำกิจที่ทำได้แสนยาก

จับหม่อมฉันได้ทั้งเป็นแล้วปล่อยมา

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน หม่อมฉันระลึกถึงอุปการะ

ที่มีมาก่อนเช่นนั้นที่โจรโปริสาทนั้นทำแล้ว

จะพึงประทุษร้ายต่อโปริสาทนั้นได้อย่างไร

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๔๒๓]

พระเจ้าสุตโสมนั้นถวายบังคมพระบิดา

และพระมารดาแล้ว

ทรงพร่ำสอนชาวนิคมและพลนิกาย

เป็นผู้ตรัสความสัตย์ และทรงรักษาคำสัตย์

ได้เสด็จไปยังที่เป็นที่อยู่ของโปริสาทแล้ว

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสกับโจรโปริสาทว่า)

[๔๒๔]

หม่อมฉันผู้ดำรงอยู่ในความเป็นใหญ่ในแคว้นของตน

ได้ทำการนัดหมายไว้กับพราหมณ์

เพื่อเปลื้องการนัดหมายนั้นกับพราหมณ์

จึงเป็นผู้รักษาความสัตย์หวนกลับมาอีก

ท่านโปริสาท ขอเชิญท่านบูชายัญกินเราเสียเถิด

(โจรโปริสาทได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)

[๔๒๕]

การเคี้ยวกินท่านในภายหลัง

ไม่เสียหายสำหรับข้าพเจ้า

แท้จริงกองไฟนี้ก็ยังมีควัน

เนื้อที่ย่างในกองไฟอันไม่มีควันจะสุกดี

หม่อมฉันจะขอฟังคาถาซึ่งมีค่าตั้ง ๑๐๐

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงตรัสว่า)

[๔๒๖]

ท่านโปริสาท ท่านประพฤติไม่ชอบธรรม

ต้องพลัดพรากจากแคว้น เพราะเหตุแห่ง(ปาก)ท้อง

ส่วนคาถาเหล่านี้ย่อมกล่าวสรรเสริญธรรม

ธรรมและอธรรมจะลงกันได้ที่ไหน ๑-

@เชิงอรรถ :

@๑ ธรรมและอธรรมจะลงกันได้ที่ไหน หมายถึงรวมกันไม่ได้ เพราะว่าธรรมย่อมให้ถึงสุคติคือนิพพาน

@ส่วนอธรรมให้ถึงทุคติ (ขุ.ชา.อ. ๘/๔๒๖/๔๕๑)

[๔๒๗]

คนผู้ประพฤติไม่ชอบธรรม หยาบช้า

มีฝ่ามือเปื้อนเลือดเป็นนิตย์ ย่อมไม่มีสัจจะ

ธรรมจะมีได้แต่ที่ไหน

ท่านจักทรงทำประโยชน์อะไรด้วยการสดับ ๑-

(โจรโปริสาทได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)

[๔๒๘]

ผู้ใดเที่ยวล่าเนื้อ (ล่าสัตว์) เพราะเหตุแห่งเนื้อ

หรือฆ่าคนเพราะเหตุแห่งตน

คนทั้ง ๒ นั้นละโลกนี้ไปแล้วก็เสมอกัน (พอกัน)

เพราะเหตุไรหนอ พระองค์จึงทรงกล่าวหาหม่อมฉันว่า

เป็นผู้ประพฤติไม่ชอบธรรม

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์เมื่อจะแก้ลัทธิของโจรโปริสาท จึงตรัสว่า)

[๔๒๙]

พระมหากษัตริย์ผู้ทรงทราบธรรมเนียมกษัตริย์

ไม่ควรเสวยเนื้อสัตว์ ๑๐ ชนิดมีเนื้อช้างเป็นต้น

ข้าแต่พระราชา พระองค์เสวยเนื้อมนุษย์ที่ไม่ควรเสวย

เพราะฉะนั้น พระองค์จึงเป็นผู้ประพฤติไม่ชอบธรรม

(โจรโปริสาทเมื่อจะให้พระโพธิสัตว์รับบาปบ้าง จึงกราบทูลว่า)

[๔๓๐]

พระองค์ทรงพ้นจากเงื้อมมือของโจรโปริสาทแล้ว

เสด็จไปถึงพระราชมณเฑียรของพระองค์

ทรงเพลิดเพลินอยู่ในกาม

เสด็จหวนกลับมาสู่เงื้อมมือของหม่อมฉันผู้เป็นศัตรูอีก

พระองค์ช่างเป็นผู้ไม่ฉลาด

ในธรรมของกษัตริย์ ๒- เลยนะ พระเจ้าข้า

@เชิงอรรถ :

@๑ ประโยชน์อะไรด้วยการสดับ หมายความว่า ท่านจักทำอะไรกับการฟังนี้ เพราะท่านไม่ใช่ภาชนะรอง

@รับธรรม เหมือนภาชนะที่ไม่ใช่ภาชนะรองรับเปลวมันราชสีห์ (ขุ.ชา.อ. ๘/๔๒๗/๔๕๑)

@๒ ธรรมของกษัตริย์ หมายถึงหลักนิติศาสตร์ ในที่นี้ โจรโปริสาทกล่าวว่า พระเจ้าสุตโสมไม่ฉลาดใน

@นิติศาสตร์กล่าวคือธรรมของกษัตริย์ คือไม่รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ของตน (เพราะเห็น

@พระราชากลับมาสู่สำนักของตนอีก) (ขุ.ชา.อ. ๘/๔๓๐/๔๕๒-๔๕๓)

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ จึงตรัสว่า)

[๔๓๑]

ชนเหล่าใดฉลาดในธรรมของกษัตริย์

ชนเหล่านั้นต้องตกนรกเสียโดยมาก

เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงละธรรมของกษัตริย์

แล้วเป็นผู้รักษาความสัตย์ หวนกลับมาอีก

ท่านโปริสาท ขอเชิญพระองค์บูชายัญเสวยหม่อมฉันเถิด

(โจรโปริสาทกราบทูลว่า)

[๔๓๒]

พระตำหนักที่ประทับ แผ่นดิน โค ม้า

สตรีผู้น่ารักใคร่ ผ้าแคว้นกาสี และแก่นจันทน์

พระองค์ทรงได้ทุกสิ่งในพระนครนั้น

ก็พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน

พระองค์ทรงเห็นอานิสงส์อะไรด้วยความสัตย์

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๓๓]

รสเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่ในแผ่นดิน

สัจจะเป็นรสดีกว่ารสเหล่านั้น

ก็เพราะสมณะและพราหมณ์ผู้ดำรงอยู่ในสัจจะ

ย่อมข้ามฝั่งแห่งชาติและมรณะได้

(โจรโปริสาทกราบทูลว่า)

[๔๓๔]

พระองค์ทรงพ้นจากเงื้อมมือของโจรโปริสาทแล้ว

เสด็จไปถึงพระราชมณเฑียรของพระองค์

ทรงเพลิดเพลินอยู่ในกาม

ยังเสด็จหวนกลับมาสู่เงื้อมมือของศัตรูอีก

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน

พระองค์ไม่ทรงกลัวความตายแน่นะ

และพระองค์เป็นผู้ตรัสคำสัตย์ไม่มีพระทัยท้อแท้เลยหรือ

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสตอบว่า)

[๔๓๕]

หม่อมฉันได้บำเพ็ญความดีไว้มากมาย

ได้บูชายัญที่บัณฑิตสรรเสริญอย่างไพบูลย์

ได้ชำระทางไปปรโลกไว้แล้ว

ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ใครเล่าจะต้องกลัวตาย

[๔๓๖]

หม่อมฉันได้บำเพ็ญความดีไว้มากมาย

ได้บูชายัญที่บัณฑิตสรรเสริญอย่างไพบูลย์ไว้แล้ว

จึงไม่เดือดร้อนใจที่จะไปสู่ปรโลก

ท่านโปริสาท ขอเชิญพระองค์บูชายัญเสวยหม่อมฉันเถิด

[๔๓๗]

หม่อมฉันได้บำรุงพระบิดาและพระมารดาแล้ว

ได้ปกครองราชสมบัติโดยธรรม

ได้ชำระทางไปปรโลกไว้แล้ว

ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ใครเล่าจะพึงกลัวตาย

[๔๓๘]

หม่อมฉันได้บำรุงพระบิดาและพระมารดาแล้ว

ได้ปกครองราชสมบัติโดยธรรม

จึงไม่เดือดเนื้อร้อนใจที่จะไปสู่ปรโลก

ท่านโปริสาท ขอเชิญพระองค์บูชายัญเสวยหม่อมฉันเถิด

[๔๓๙]

หม่อมฉันได้ทำอุปการะไว้ในหมู่พระญาติ

และมิตรทั้งหลายแล้ว ได้ปกครองราชสมบัติโดยธรรม

ได้ชำระทางไปปรโลกไว้แล้ว

ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ใครเล่าจะพึงกลัวตาย

[๔๔๐]

หม่อมฉันได้ทำอุปการะไว้ในหมู่พระญาติ

และมิตรทั้งหลายแล้ว

ได้ปกครองราชสมบัติโดยธรรมจึงไม่เดือดร้อนใจที่จะไปสู่ปรโลก

ท่านโปริสาทขอเชิญพระองค์บูชายัญเสวยหม่อมฉันเถิด

[๔๔๑]

หม่อมฉันได้ให้ทานมากมายแก่คนเป็นอันมาก

และได้บำรุงเลี้ยงสมณะและพราหมณ์ให้อิ่มหนำ

ได้ชำระทางไปสู่ปรโลกไว้แล้ว

ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ใครเล่าจะพึงกลัวตาย

[๔๔๒]

หม่อมฉันได้ให้ทานมากมายแก่คนเป็นอันมาก

และได้บำรุงเลี้ยงสมณะและพราหมณ์ให้อิ่มหนำ

จึงไม่เดือดร้อนใจที่จะไปสู่ปรโลก

ท่านโปริสาท ขอเชิญพระองค์บูชายัญเสวยหม่อมฉันเถิด

(โจรโปริสาทได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๔๔๓]

บุรุษใดพึงกินคนผู้มีวาจาสัตย์เช่นท่าน

บุรุษนั้นชื่อว่าบริโภคยาพิษทั้งๆ ที่รู้

ชื่อว่าจับอสรพิษที่ร้ายแรง มีเดชกล้า

แม้ศีรษะของเขาพึงแตกเป็น ๗ เสี่ยง

[๔๔๔]

นรชนทั้งหลายได้ฟังธรรมแล้ว

ย่อมรู้แจ้งทั้งบุญและบาป

ใจของหม่อมฉันย่อมยินดีในธรรม เพราะได้ฟังคาถาบ้าง

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ทรงแสดงธรรมแก่โจรโปริสาทว่า)

[๔๔๕]

ข้าแต่มหาราช

การสมาคมกับสัตบุรุษเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

การสมาคมนั้นย่อมคุ้มครองผู้นั้นได้

การสมาคมกับอสัตบุรุษมากครั้งก็คุ้มครองไม่ได้

[๔๔๖]

บุคคลพึงอยู่ร่วมกับสัตบุรุษเท่านั้น

พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ

เพราะรู้ทั่วถึงธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย

บุคคลจึงมีความเจริญ ไม่มีความเสื่อมเลย

[๔๔๗]

ราชรถที่วิจิตรดีทั้งหลายยังทรุดโทรมได้

อนึ่ง แม้สรีระก็ยังเข้าถึงความแก่ชรา

ส่วนธรรมของสัตบุรุษย่อมไม่เข้าถึงความคร่ำคร่า

สัตบุรุษกับสัตบุรุษเท่านั้นย่อมรู้กันได้

[๔๔๘]

ฟ้ากับแผ่นดินห่างไกลกัน

ฝั่งโน้นกับฝั่งนี้ของสมุทรก็กล่าวกันว่าไกลกัน

ข้าแต่พระราชา ธรรมของสัตบุรุษและอสัตบุรุษ

นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า ไกลยิ่งกว่านั้นโดยแท้

(โจรโปริสาทกราบทูลว่า)

[๔๔๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน คาถาเหล่านี้มีอรรถและพยัญชนะดี

พระองค์ตรัสไว้ถูกต้องดีแล้ว

หม่อมฉันได้สดับแล้วเพลิดเพลิน ปลื้มใจ ดีใจ อิ่มใจ

ข้าแต่พระสหาย หม่อมฉันขอถวายพร ๔ ประการแด่พระองค์

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์เมื่อจะรุกต้อนโจรโปริสาท จึงตรัสว่า)

[๔๕๐]

ท่านผู้มีบาปธรรม พระองค์ไม่รู้สึกว่าตนจะตาย

ไม่รู้สึกประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ วินิบาตและสวรรค์

เป็นผู้ติดใจในรส ตั้งมั่นในทุจริต จะประทานพรอะไรได้

[๔๕๑]

หากหม่อมฉันจะกล่าวกับพระองค์ว่า โปรดให้พรเถิด

ฝ่ายพระองค์ครั้นประทานแล้วจะพึงกลับคำ

บัณฑิตคนไหนเล่ารู้อยู่จะพึงก่อการทะเลาะวิวาทนี้ที่เห็นอยู่ชัดๆ

(โจรโปริสาทกราบทูลว่า)

[๔๕๒]

คนเราแม้ให้พรใดแล้วพึงกลับคำ

เขาไม่สมควรให้พรนั้น

สหาย ท่านจงขอพรเถิด อย่าหวั่นวิตกไปเลย

แม้แต่ชีวิตหม่อมฉันก็ยอมสละถวายได้

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ จึงตรัสว่า)

[๔๕๓]

มิตรธรรมของพระอริยะกับพระอริยะย่อมเสมอกัน

ของผู้มีปัญญากับผู้มีปัญญาก็เสมอกัน

หม่อมฉันพึงเห็นพระองค์เป็นผู้มีพลานามัยตลอด ๑๐๐ ปี

บรรดาพรทั้งหลาย นี้เป็นพรข้อที่ ๑ ที่หม่อมฉันทูลขอ

(โจรโปริสาทเมื่อจะให้พร จึงกราบทูลว่า)

[๔๕๔]

มิตรธรรมของพระอริยะกับพระอริยะย่อมเสมอกัน

ของผู้มีปัญญากับผู้มีปัญญาก็เสมอกัน

พระองค์จงเห็นหม่อมฉันผู้หาโรคมิได้ตลอด ๑๐๐ ปี

บรรดาพรทั้งหลาย นี้เป็นพรข้อที่ ๑ ที่หม่อมฉันขอถวาย

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๕๕]

พระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นกษัตริย์ ผู้ทรงได้มูรธาภิเษก

ทรงได้เฉลิมพระปรมาภิไธยเหล่าใดในชมพูทวีปนี้

พระองค์อย่าได้เสวยกษัตริย์เหล่านั้นผู้เช่นนั้น

บรรดาพรทั้งหลาย นี้เป็นพรข้อที่ ๒ ที่หม่อมฉันทูลขอ

(โจรโปริสาทเมื่อจะให้พร จึงกราบทูลว่า)

[๔๕๖]

พระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นกษัตริย์ ผู้ทรงได้มูรธาภิเษก

ทรงได้เฉลิมพระปรมาภิไธยเหล่าใดในชมพูทวีปนี้

หม่อมฉันจะไม่กินกษัตริย์เหล่านั้นผู้เช่นนั้น

บรรดาพรทั้งหลาย นี้เป็นพรข้อที่ ๒ ที่หม่อมฉันขอถวาย

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๕๗]

กษัตริย์เกินกว่า ๑๐๐ พระองค์ที่พระองค์จับร้อยฝ่าพระหัตถ์ไว้

ทรงกันแสง พระพักตร์ชุ่มด้วยพระอัสสุชล

ขอพระองค์ได้ทรงโปรดปล่อยกษัตริย์เหล่านั้น

ให้กลับไปในแคว้นของตนๆ เถิด

บรรดาพรทั้งหลาย นี้เป็นพรข้อที่ ๓ ที่หม่อมฉันทูลขอ

(โจรโปริสาทเมื่อจะให้พร จึงกราบทูลว่า)

[๔๕๘]

กษัตริย์เกินกว่า ๑๐๐ พระองค์ที่หม่อมฉันจับร้อยฝ่าพระหัตถ์ไว้

ทรงกันแสง มีพระพักตร์ชุ่มด้วยพระอัสสุชล

หม่อมฉันจะปล่อยกษัตริย์เหล่านั้นให้กลับไปในแคว้นของตนๆ

บรรดาพรทั้งหลาย นี้เป็นพรข้อที่ ๓ ที่หม่อมฉันขอถวาย

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๕๙]

แคว้นของพระองค์เป็นช่อง ๑-

เพราะชนเป็นอันมากหวาดหวั่นเพราะกลัว

จึงพากันหนีเข้าหาที่หลบซ่อน

ขอพระองค์โปรดทรงงดเว้นเนื้อมนุษย์เถิด พระเจ้าข้า

บรรดาพรทั้งหลาย นี้เป็นพรข้อที่ ๔ ที่หม่อมฉันทูลขอ

(โจรโปริสาทกราบทูลว่า)

[๔๖๐]

มนุษย์นั้นเป็นภักษาหารที่ชอบใจของหม่อมฉันมาตั้งนาน

หม่อมฉันหนีเข้าป่าก็เพราะเหตุแห่งภักษาหารนี้

หม่อมฉันนั้นจะพึงงดอาหารนั้นได้อย่างไร

ขอพระองค์จงขอพรข้อที่ ๔ อย่างอื่นเถิด

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๖๑]

พระองค์ผู้จอมชน คนเช่นกับพระองค์มัวพะวงอยู่ว่า

นี้เป็นที่พอใจของเรา มาทอดทิ้งตนเสีย

ย่อมไม่ประสบสิ่งซึ่งเป็นที่พอใจทั้งหลาย

ตนนั่นแหละประเสริฐกว่า ประเสริฐอย่างยอดเยี่ยมกว่า

เพราะบุคคลผู้อบรมตนแล้ว

พึงได้สิ่งซึ่งเป็นที่พอใจทั้งหลายในภายหลัง

@เชิงอรรถ :

@๑ แคว้นของพระองค์เป็นช่อง หมายถึงไม่มีที่อยู่หนาแน่น คือ เกิดมีช่องว่าง เพราะเกิดหมู่บ้านขึ้นเฉพาะที่

@(ขุ.ชา.อ. ๘/๔๕๙/๔๖๔)

(โจรโปริสาทมีน้ำตานองหน้า กราบทูลว่า)

[๔๖๒]

เนื้อมนุษย์เป็นที่พอใจของหม่อมฉัน พระเจ้าสุตโสม

โปรดทรงทราบอย่างนี้ หม่อมฉันไม่อาจจะงดเว้น

เชิญพระองค์เลือกพรอย่างอื่นเถิด พระสหาย

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๖๓]

ผู้ใดมัวรักษาของซึ่งเป็นที่พอใจว่า

นี้เป็นที่พอใจของเรา มาทอดทิ้งตนเสีย

ย่อมประสบแต่ของซึ่งเป็นที่รักทั้งหลาย

เหมือนนักเลงสุราดื่มสุราที่เจือยาพิษ

เพราะเหตุนั้นเอง เขาจึงได้รับทุกข์ในโลกหน้า

[๔๖๔]

อนึ่ง ผู้ใดในโลกนี้ได้พิจารณาแล้ว

ละสิ่งซึ่งเป็นที่พอใจเสียได้ ย่อมเสพอริยธรรมได้แสนยาก

เหมือนคนไข้ผู้ประสบทุกข์ดื่มยา

เพราะเหตุนั้นแหละ ผู้นั้นจึงเป็นผู้ได้รับความสุขในโลกหน้า

(โจรโปริสาทกล่าวคร่ำครวญว่า)

[๔๖๕]

หม่อมฉันละทิ้งพระบิดาและพระมารดา

ทั้งเบญจกามคุณอันเป็นที่ชอบใจ

หนีเข้าป่าก็เพราะเหตุแห่งภักษาหารนี้

พรข้อนั้นหม่อมฉันจะถวายแก่พระองค์ได้อย่างไร

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๖๖]

บัณฑิตทั้งหลายไม่กล่าววาจาเป็น ๒ ส่วน

สัตบุรุษทั้งหลายย่อมมีปฏิญญาเป็นคำสัตย์โดยแท้

พระองค์ได้ตรัสกับหม่อมฉันว่า เชิญขอพรเถิดนะ พระสหาย

พระองค์ได้ตรัสไว้อย่างนี้

เพราะฉะนั้น พระดำรัสที่พระองค์ตรัสจึงไม่สมกัน

(โจรโปริสาทร้องไห้อีก กราบทูลว่า)

[๔๖๗]

หม่อมฉันเข้าถึงการไม่ได้บุญ

ความเสื่อมยศเสื่อมเกียรติ บาป ทุจริต

ความเศร้าหมองเป็นอันมาก เพราะเนื้อมนุษย์เป็นเหตุ

หม่อมฉันจะพึงถวายพรนั้นแก่พระองค์ได้อย่างไร

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสกับโจรโปริสาทนั้นอีกว่า)

[๔๖๘]

คำว่า คนเราให้พรใดแล้วกลับคำ เขาไม่สมควรให้พรนั้น

สหาย ขอพระองค์จงขอพรเถิด อย่าหวั่นวิตกไปเลย

แม้แต่ชีวิตหม่อมฉันก็สละถวายพระองค์ได้

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสสนับสนุนโจรโปริสาทนั้นให้อาจหาญในการให้พรว่า)

[๔๖๙]

สัตบุรุษทั้งหลายยอมสละชีวิต แต่ไม่สละธรรม

สัตบุรุษมีปฏิญญาเป็นสัตย์อย่างเดียว

พรที่พระองค์ได้ประทานแล้ว ขอได้โปรดรีบประทานเสียเถิด

พระราชาผู้ประเสริฐสุด ขอพระองค์จงสมบูรณ์ด้วยธรรมนี้เถิด

[๔๗๐]

นรชนพึงสละทรัพย์เพราะเหตุแห่งอวัยวะที่สำคัญ

เมื่อจะรักษาชีวิต ก็พึงสละอวัยวะ

เมื่อระลึกถึงธรรม พึงสละทั้งอวัยวะ

ทรัพย์ และแม้แต่ชีวิตทั้งหมด

[๔๗๑]

บุรุษรู้ธรรมจากผู้ใด

และเหล่าสัตบุรุษย่อมขจัดความสงสัยของบุรุษนั้นได้

ข้อนั้นเป็นที่พึ่งและเป็นจุดมุ่งหมายของบุรุษนั้น

ด้วยเหตุนั้น บุคคลผู้มีปัญญาไม่พึงทำลายไมตรี

(โจรโปริสาทเมื่อจะให้พร จึงกราบทูลว่า)

[๔๗๒]

มนุษย์นั้นเป็นภักษาหารที่ชอบใจของหม่อมฉันมาตั้งนาน

หม่อมฉันหนีเข้าป่าก็เพราะเหตุแห่งภักษาหารนี้

สหาย ก็ถ้าพระองค์จะตรัสขอเรื่องนี้กับหม่อมฉัน

หม่อมฉันขอถวายพรนี้แด่พระองค์

[๔๗๓]

สหาย พระองค์เป็นทั้งครูและสหายของหม่อมฉัน

หม่อมฉันได้ทำตามพระดำรัสของพระองค์แล้ว

แม้พระองค์ก็ขอได้โปรดทำตามคำของหม่อมฉัน

เราแม้ทั้ง ๒ จะได้ไปปลดปล่อย(เหล่ากษัตริย์)ด้วยกัน

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสกับโจรโปริสาทนั้นว่า)

[๔๗๔]

สหาย หม่อมฉันเป็นทั้งครูและสหายของพระองค์

พระองค์ได้ทำตามคำของหม่อมฉันแล้ว

แม้หม่อมฉันก็จะทำตามพระดำรัสของพระองค์

เราแม้ทั้ง ๒ ก็จะได้พากันไปปลดปล่อย(เหล่ากษัตริย์)ด้วยกัน

(ครั้นตรัสอย่างนั้นแล้ว พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์เสด็จเข้าไปหากษัตริย์เหล่านั้นแล้ว จึงตรัสว่า)

[๔๗๕]

พระองค์ทั้งหลายอย่าได้ประทุษร้าย

ต่อพระราชานี้ด้วยความเคียดแค้นว่า

“เราทั้งหลายถูกพระเจ้ากัมมาสบาทเบียดเบียน

ถูกร้อยฝ่ามือ ร้องไห้ มีหน้านองไปด้วยน้ำตา

ขอพระองค์ทั้งหลายจงทรงรับสัตย์ปฏิญาณของหม่อมฉัน”

(กษัตริย์เหล่านั้นตรัสตอบว่า)

[๔๗๖]

พวกหม่อมฉันจะไม่ประทุษร้าย

ต่อพระราชาพระองค์นี้ด้วยความเคียดแค้นว่า

“เราทั้งหลายถูกพระเจ้ากัมมาสบาทเบียดเบียน

ถูกร้อยฝ่ามือ ร้องไห้ มีหน้านองไปด้วยน้ำตา

หม่อมฉันทั้งหลายขอรับสัจจปฏิญญาของพระองค์”

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสกับกษัตริย์เหล่านั้นว่า)

[๔๗๗]

บิดาหรือมารดาเป็นผู้อนุเคราะห์

ปรารถนาประโยชน์แก่ประชาฉันใด

ขอพระราชานี้จงเป็นเสมือนพระบิดาและพระมารดา

ของท่านทั้งหลาย

และขอท่านทั้งหลายจงเป็นเสมือนบุตรฉันนั้น

(กษัตริย์เหล่านั้นเมื่อรับปฎิญาณ จึงกราบทูลว่า)

[๔๗๘]

บิดาหรือมารดาเป็นผู้อนุเคราะห์

ปรารถนาประโยชน์แก่ประชาทั้งหลายฉันใด

แม้พระราชานี้ก็จงเป็นเหมือนพระบิดา

และพระมารดาของหม่อมฉันทั้งหลาย

แม้หม่อมฉันทั้งหลายก็จะเป็นเหมือนโอรสฉันนั้น

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ทรงพรรณนาถึงสมบัติของพระนคร จึงตรัสปลอบโจร โปริสาทว่า)

[๔๗๙]

พระองค์เคยเสวยกระยาหารเนื้อสัตว์ ๔ เท้า

และนกที่พวกพ่อครัวจัดปรุงให้สำเร็จอย่างดี

เหมือนพระอินทร์ทรงเสวยสุธาโภชน์

ไฉนจึงทรงละทิ้งไปยินดีอยู่ป่าแต่ลำพังเล่า

[๔๘๐]

นางกษัตริย์เหล่านั้นล้วนแต่เอวบางร่างน้อยสะโอดสะอง

ประดับแวดล้อมบำรุงพระองค์ให้บันเทิงพระทัย

เหมือนนางเทพอัปสรแวดล้อมพระอินทร์ในเทวโลกฉะนั้น

ไฉนจึงทรงละทิ้งไปยินดีอยู่ป่าตามลำพังเล่า

[๔๘๑]

พระแท่นบรรทมมีพนักแดง โดยมากปูลาดด้วยผ้าโกเชาว์

ล้วนแต่ปูลาดด้วยเครื่องอาภรณ์ทั้งปวงอันงดงาม

พระองค์เคยทรงบรรทมสุขสำราญ

ประทับบนท่ามกลางพระแท่นบรรทมเช่นนั้น

ไฉนจึงทรงละทิ้งไปยินดีอยู่ป่าแต่ลำพังเล่า

[๔๘๒]

ในเวลาพลบค่ำ มีทั้งเสียงปรบมือ

เสียงตะโพน และเสียงดนตรี

รับประสานเสียงล้วนแต่สตรีไม่มีบุรุษเจือปน

การขับและการประโคมก็ล้วนไพเราะ

ไฉนจึงทรงละทิ้งไปยินดีอยู่ป่าแต่ลำพังเล่า

[๔๘๓]

พระราชอุทยานชื่อมิคาชินวัน

สมบูรณ์ด้วยบุปผชาติหลากหลายชนิด

พระนครของพระองค์ประกอบด้วยพระราชอุทยานเช่นนี้

เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจยิ่งนัก ประกอบด้วยม้า ช้าง และรถ

ไฉนจึงทรงละทิ้งไปยินดีอยู่ป่าแต่ลำพังเล่า

(โจรโปริสาทกราบทูลพระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ว่า)

[๔๘๔]

ข้าแต่พระราชา ในกาฬปักษ์

ดวงจันทร์ย่อมอ่อนแสงลงทุกๆ วัน

การสมาคมคบหาอสัตบุรุษ

ย่อมเปรียบเสมือนดวงจันทร์ในข้างแรมฉันใด

[๔๘๕]

หม่อมฉันก็ฉันนั้นเหมือนกัน

อาศัยพ่อครัวซึ่งเป็นคนชั่วเลวทราม

ได้ทำแต่บาปกรรมที่จะเป็นเหตุให้ไปทุคติ

[๔๘๖]

ในสุกกปักษ์

ดวงจันทร์ย่อมส่องแสงสว่างขึ้นทุกๆ วันฉันใด

ข้าแต่พระราชา การสมาคมคบหาสัตบุรุษ

ก็เปรียบเสมือนดวงจันทร์ในข้างขึ้นฉันนั้น

[๔๘๗]

ข้าแต่พระเจ้าสุตโสม ขอพระองค์ทรงทราบว่า

เหมือนหม่อมฉันได้อาศัยพระองค์แล้ว

จักทำกุศลกรรมที่เป็นเหตุให้ไปสุคติได้

[๔๘๘]

พระองค์ผู้จอมชน เปรียบเสมือนน้ำฝนที่ตกลงบนที่ดอน

ไม่ควรยืดเยื้อขังอยู่ได้นานฉันใด

แม้การสมาคมคบหาอสัตบุรุษของหม่อมฉันก็ฉันนั้น

ไม่ควรจะยืดเยื้อยาวนานได้เหมือนน้ำบนที่ดอน

[๔๘๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมชน ผู้เป็นนรชน

ผู้แกล้วกล้า และประเสริฐสุด

น้ำฝนที่ตกลงในสระย่อมขังอยู่ได้นานฉันใด

แม้การสมาคมคบหาสัตบุรุษของหม่อมฉันก็ฉันนั้น

ย่อมตั้งอยู่ได้นานเหมือนน้ำในสระ

[๔๙๐]

การสมาคมสัตบุรุษย่อมไม่รู้จักเสื่อมคลายไป

ย่อมเป็นอยู่เหมือนอย่างนั้น แม้ตลอดเวลาที่ชีวิตยังคงอยู่

ส่วนการสมาคมคบหาอสัตบุรุษย่อมเสื่อมไปอย่างรวดเร็ว

เพราะฉะนั้น ธรรมของสัตบุรุษจึงห่างไกลกันกับอสัตบุรุษ

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์เมื่อจะแสดงธรรมเพื่อให้เนื้อความถึงที่สุด จึงตรัสว่า)

[๔๙๑]

พระราชาผู้ชนะคนที่ไม่ควรชนะ ๑- ไม่ชื่อว่าเป็นพระราชา

เพื่อนผู้ชนะเพื่อน ก็ไม่ชื่อว่าเป็นเพื่อน

ภรรยาผู้ไม่เกรงกลัวสามี ก็ไม่ชื่อว่าเป็นภรรยา

บุตรทั้งหลายผู้ไม่เลี้ยงดูมารดาและบิดาผู้แก่ชรา ก็ไม่ชื่อว่าเป็นบุตร

[๔๙๒]

ที่ประชุมที่ไม่มีสัตบุรุษ ๒- ก็ไม่ชื่อว่าสภา

เหล่าชนผู้ไม่พูดคำที่เป็นธรรม ไม่ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ

ชนทั้งหลายผู้ละราคะ โทสะ โมหะ

กล่าวคำที่เป็นธรรมเท่านั้น จึงชื่อว่า เป็นสัตบุรุษ

[๔๙๓]

บัณฑิตผู้อยู่ปะปนกับคนพาล

เมื่อไม่พูด ใครๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นบัณฑิต

แต่บัณฑิตเมื่อพูด เมื่อแสดงอมตบท จึงรู้ว่าเป็นบัณฑิต

@เชิงอรรถ :

@๑ คนที่ไม่ควรชนะ หมายถึงมารดาบิดา เมื่อชนะมารดาบิดาไม่ชื่อว่าเป็นพระราชา หากว่าท่านได้ราช

@สมบัติจากพระราชบิดาแล้ว กลับเป็นปฐมกษัตริย์ต่อท่าน ชื่อว่าทำกิจไม่สมควร (ขุ.ชา.อ. ๘/๔๙๑/๔๘๑)

@๒ สัตบุรุษหมายถึงบัณฑิต สัตบุรุษทั้งหลายละกิเลสมีราคะเป็นต้นแล้ว เป็นผู้อนุเคราะห์ผู้อื่นด้วยประโยชน์

@พูดแต่ความจริง (ขุ.ชา.อ. ๘/๔๙๒/๔๘๑)

[๔๙๔]

เพราะเหตุนั้น บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงกล่าวธรรม

พึงอธิบายธรรมให้แจ่มแจ้ง

พึงเชิดชูธงของฤๅษีทั้งหลาย

เพราะฤๅษีทั้งหลายมีธรรมที่เป็นสุภาษิตเป็นธงชัย

ธรรมนั่นแหละเป็นธงชัยของฤๅษีทั้งหลาย

มหาสุตโสมชาดกที่ ๕ จบ

รวมชาดกที่มีในอสีตินิบาตนี้ คือ

๑. จูฬหังสชาดก ๒. มหาหังสชาดก

๓. สุธาโภชนชาดก ๔. กุณาลชาดก

๕. มหาสุตโสมชาดก

อสีตินิบาต จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๖. กุณาลชาดกชาดกถัดไป๕๓๘. เตมิยชาดก