ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มหาสุตโสมชาดก
ชาดกที่ ๕๓๗ · อสีตินิบาตชาดก

มหาสุตโสมชาดก

ว่าด้วยพระเจ้าสุตโสมทรงทรมานพระยาโปริสาท

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๓๑๕ · บรรทัด ๒๒๕๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมหาสุตโสมชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๕ จาก ๑๐

เรื่องเล่า

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุตฺถุนาบิ ความว่า พระเจ้าสุตโสมตรัสว่า ข้าพเจ้ามิได้ร้องไห้ มิได้เศร้าโศกเลย มิได้คิดถึง มิได้เศร้าโศกเพื่อประโยชน์แก่ตนเองเป็นต้น แม้เหล่านั้นเลย. ก็แต่ว่าธรรมของสัตบุรุษผู้เป็นบัณฑิตที่ท่านประพฤติมาแล้ว ครั้งโบราณมีอยู่. ขึ้นชื่อว่าความสัตย์เพราะกระทำการนัดแน่ะอันใดไว้ ข้าพเจ้าเศร้าโศกถึงการนัดแน่. ไว้กับพราหมณ์นั้น. คำว่า จักเป็นผู้รักษาความสัตย์ ในคาถานั้นหมายความว่า ข้าพเจ้าจักเป็นผู้รักษาคำสัตย์ไว้ ด้วยว่าพราหมณ์นั้นนำเอาคาถา ๔ คาถา ที่พระกัสสปทศพล ทรงแสดงแล้วมาจากเมืองตักกศิลาข้าพเจ้าได้สั่งให้กระทำอาคันตุกวัตรแก่พราหมณ์นั้น แล้วจึงมาอาบน้ำ ข้าพเจ้าได้กระทำการนัดหมายกับพราหมณ์ไว้ว่า ข้าพเจ้าจักฟังคาถานั้น ขอให้ท่านพราหมณ์จงรออยู่จนกว่าข้าพเจ้าจะกลับมา ดังนี้แล้วจึงมา แต่ท่านมิได้ให้ข้าพเจ้าฟังคาถานั้น จับเอาข้าพเจ้ามาเสียก่อน ถ้าท่านปล่อยข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าฟังธรรมแล้ว จักเป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมา.

ครั้งนั้น เจ้าโปริสาททูลพระเจ้าสุตโสมว่า

คนผู้มีความสุข หลุดออกจากปากของมัจจุแล้ว จะมาสู่มือของศัตรูอีก ข้อนี้ข้าพเจ้ายังเชื่อไม่ได้หรอก ข้าแต่ท่านโกรัพยะผู้ประเสริฐสุด พระองค์จะไม่เข้า ใกล้ข้าพเจ้าอีกกระมัง. พระองค์พ้นจากมือของโปริสาท เสด็จไปถึง พระราชมนเทียรของพระองค์ เพลิดเพลินด้วยกาม คุณารมณ์ พระองค์ได้ชีวิตอันเป็นที่รักจิตสนิทใจ พระองค์จักกลับมาหาข้าพเจ้าได้อย่างไร.

ในคาถาเหล่านั้น บทว่า สุขี ความว่า บุคคลที่ถึงความสุขแล้ว. บทว่า มจฺจุมุขา ปมุตฺโต ความว่า หลุดออกจากปากของความตายเพราะพ้นจากเงื้อมมือของโจรเช่นข้าพเจ้าแล้ว จะพึงกลับมาอีก ถ้อยคำนี้ข้าพเจ้ายังไม่ยอมเชื่อเลย ข้าแต่ท่านโกรัพยะผู้ประเสริฐสุด พระองค์จะไม่มายังสำนักของหม่อมฉันอีกกระมัง ดูก่อนท่านสุตโสม ท่านพ้นจากเงื้อมมือของเจ้าโปริสาทแล้ว เสด็จไปยังพระราชมณเฑียร. บทว่า สกํ มนฺทิรํ ได้แก่ราชธานี. บทว่า กามกามี ความว่า พระองค์ทรงเพลิดเพลินอยู่ด้วยกามคุณจักกลับมายังสำนักของข้าพเจ้าได้อย่างไร.

พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้น เป็นดุจพระยาไกรสรราชสีห์ ไม่หวาดหวั่น ตรัสตอบว่า

คนที่มีศีลบริสุทธิ์ มุ่งปรารถนาความตาย คนผู้มี ธรรมลามกที่นักปราชญ์ติเตียน ไม่พึงปรารถนาชีวิต นรชนคนใดพึงกล่าวคำเท็จ เพราะเหตุแม้แห่งของรัก อันใด ของรักอันนั้น ไม่รักษานรชนคนนั้นจากทุคติ ได้เลย. แม้ถึงลมจะพึงพัดภูเขามาได้ ดวงจันทรและ ดวงอาทิตย์จะพึงตกในแผ่นดินได้ แม่น้ำทั้งหมดจะ พึงไหลทวนกระแสได้ ถึงอย่างนั้น ข้าพเจ้าก็พูดเท็จ ไม่ได้จริง ๆ นะพระราชา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มตํ วเรยฺย ความว่า ดูก่อนเจ้าโปริสาทนรชนคนใด มีศีลบริสุทธิ์ พึงมุ่งปรารถนาความตาย อธิบายว่า จงต้องการจงปรารถนาความตาย. บทว่า น ชีวิตํ ความว่า ส่วนบุคคลผู้มีธรรมอันลามกที่นักปราชญ์ติเตียน ไม่พึงปรารถนาคือไม่ต้องการชีวิต เพราะชีวิตของเขาไม่มีราคา เพราะไม่ทำความเจริญอะไรต่อไป. บทว่า ยสฺส ความว่า คนทุศีลพึงกล่าวคำเท็จเพื่อประโยชน์แก่ตนใด วัตถุมีตัวเองเป็นต้นนั้น ย่อมไม่รักษาบุรุษนั้น จากทุคติได้เลย.

บทว่า คิริมาวเหยฺย ความว่า ดูก่อนเจ้าโปริสาทผู้เป็นสหาย ท่านก็เป็นสหายผู้สนิท เคยเล่าเรียนในสำนักอาจารย์เดียวกันกับข้าพเจ้าถึงเพียงนี้ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวคำเท็จเพราะเหตุแห่งชีวิตเลย ถึงแม้ว่าลมต่างชนิดมีลมในทิศบูรพาเป็นต้น จะพึงพัดภูเขาใหญ่มาในอากาศ ประดุจปุยนุ่นได้ แม้เหตุนั้นก็พึงเธอถือได้ แต่ท่านพึงเธอคำนี้ว่า ข้าพเจ้าไม่พึงกล่าวคำเท็จ ดังนี้ได้ ยิ่งกว่าเหตุนั้น ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์จะพึงตกในแผ่นดินพร้อมด้วยวิมานของตนแม้แม่น้ำทุกสายจะพึงไหลทวนกระแสได้ ดูก่อนเจ้าโปริสาทผู้เจริญ ถ้อยคำอย่างนี้ถ้ามีใครกล่าวขึ้น ก็พึงเธอได้ ส่วนคำที่ว่า ข้าพเจ้าพึงพูดเท็จนี้ ถ้าชนทั้งหลายกล่าวแก่ท่านแล้ว คำนั้น ท่านไม่พึงเชื่อเลย.

ฟ้าจะพึงแตกได้ ทะเลจะพึงแห้งได้ แผ่นดิน อันทรงไว้ซึ่งภูตจะพึงพลิกได้ เมรุบรรพตจะพึงเพิก ถอนได้ตลอดราก ข้าพเจ้าก็พูดเท็จไม่ได้เลยนะราชา.

แม้พระโพธิสัตว์ตรัสอย่างนี้แล้ว เจ้าโปริสาทก็ยังไม่ยอมเชื่อ. ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์จึงทรงดำริว่า เจ้าโปริสาทนี้ไม่ยอมเชื่อเรา เราจักให้เธอยอมเชื่อด้วยคำสาบาน แล้วตรัสว่า ดูก่อนสหายโปริสาท ท่านจงให้ข้าพเจ้าลงจากบ่าก่อน ข้าพเจ้าจะทำสาบานให้ท่าน ครั้นพอเจ้าโปริสาทเอาลงวางไว้ ณภาคพื้นแล้ว เมื่อจะทรงทำการสาบาน ได้ตรัสพระคาถาว่า

ข้าพเจ้าจักจับดาบและหอก จะทำแม้ซึ่งการ สาบานแก่ท่านก็ได้นะสหาย ข้าพเจ้าพ้นจากท่านไป แล้ว เป็นผู้หาหนี้มิได้ จักเป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมา.

ความแห่งคาถานั้นมีอธิบายว่า ดูก่อนเจ้าโปริสาทผู้เป็นสหาย ถ้าท่านปรารถนา ข้าพเจ้าก็จะจับดาบและหอกสาบานว่า ขออย่าให้ข้าพเจ้าได้บังเกิดในตระกูลกษัตริย์ ซึ่งมีการรักษาอันกวดขันเป็นอย่างดี ด้วยอาวุธเห็นปานนี้ดูก่อนสหาย หรือว่าท่านปรารถนาคำสาบานอย่างอื่นอีก ข้าพเจ้าก็จะทำการสาบานให้แก่ท่านอีกก็ได้ เราพ้นจากท่านแล้ว ก็จะไปหาพราหมณ์ กระทำตนไม่ให้มีหนี้สินแก่พราหมณ์แล้ว ก็จักเป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมา.

ในลำดับนั้น เจ้าโปริสาท คิดว่า เจ้าสุตโสมนี้การทำการสาบานซึ่งพวกกษัตริย์ไม่ควรการทำ จะประโยชน์อะไรด้วยเจ้าสุตโสมนี้แก่เรา เธอจะกลับมาหรือไม่กลับก็ตามที แม้ตัวเราก็เป็นขัตติยราช จักถือเอาเลือดในลำแขนของเรากระทำพลีกรรมแก่เทวดา ท่านสุตโสมลำบากใจนัก แล้วกล่าวคาถาว่า

การนัดหมายอันใด อันพระองค์ผู้ดำรงอยู่ใน ฐานะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ได้ทรงทำไว้กับพราหมณ์ ในแคว้นของตน การนัดหมายอันนั้นต่อพราหมณ์ ประเสริฐ พระองค์จงเป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมา. คำว่า กลับมา ในคาถานั้น หมายถึงว่า พระองค์พึงเสด็จมาอีก.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสว่า ดูก่อนสหายโปริสาท ท่านอย่าได้วิตกไปเลย ข้าพเจ้าได้สดับสตารหคาถา ๔ คาถาแล้ว ให้เครื่องบูชาแก่ธรรมกถึกแล้ว จักมาแต่เช้าทีเดียว แล้วตรัสคาถาว่า

การนัดหมายอันใด ที่ข้าพเจ้าผู้ตั้งอยู่ในฐานะ เป็นพระเจ้าแผ่นดินได้ทำไว้กับพราหมณ์ในแคว้นของ ตน การนัดหมายอันนั้นต่อพราหมณ์ผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าจักเป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมา. คำว่า กลับมา ในคาถานั้น หมายถึงว่า ข้าพเจ้าจะย้อนกลับมาอีก.

ลำดับนั้น เจ้าโปริสาทจึงทูลเจ้าสุตโสมว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ทรงกระทำการสาบานที่พวกกษัตริย์ไม่ควรทำแล้ว จงทรงระลึกถึงพระดำรัสที่ได้ทรงปฏิญาณนั้นไว้ ครั้นพระมหาสัตว์ตรัสให้เธอด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนสหายโปริสาท ท่านรู้จักข้าพเจ้าตั้งแต่เวลายังเยาว์ คำเท็จข้าพเจ้าไม่เคยพูดเลยแม้แต่การล้อเลียน ข้าพเจ้าจักพูดเท็จได้หรือ บัดนี้ข้าพเจ้าดำรงอยู่ในราชสมบัติแล้ว รู้จักถูกและผิด จักพูดเท็จได้หรือ ท่านจงเชื่อข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจักกลับมาให้ทันพลีกรรมของท่านในวันพรุ่งนี้ เจ้าโปริสาทจึงกล่าวว่า ข้าแต่มหาราช ถ้าเช่นนั้น ขอเชิญพระองค์เสด็จเถิด เมื่อพระองค์ไม่เสด็จมา จักไม่เป็นพลีกรรมเพราะเทวดาเว้น พระองค์จักไม่รับ ขอพระองค์อย่าทำอันตรายแก่พลีกรรมของข้าพเจ้า แล้วส่งพระมหาสัตว์ไป พระมหาสัตว์เป็นดุจพระจันทร์พ้นแล้วจากปากแห่งราหู พระองค์มีกำลังดุจพญาช้างสมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรงได้เสด็จถึงพระนครโดยฉับพลัน.

ลำดับนั้น แม้เสนาของพระเจ้าสุตโสมนั้น ก็ยังตั้งขบวนอยู่นอกพระนคร เพราะดำริว่า พระเจ้าสุตโสมมหาราชเจ้า พระองค์เป็นบัณฑิตทรงแสดงธรรมไพเราะ เมื่อได้ตรัสกถาเรื่องหนึ่งหรือสองเรื่อง จักทรมานเจ้าโปริสาทได้แล้วกลับมา ดุจพญาช้างซับมันตัวประเสริฐพ้นแล้วจากปากแห่งสีหะฉะนั้น และเกรงชาวพระนครจะติได้ว่าให้พระราชาแก่เจ้าโปริสาทแล้วมาเสีย ครั้นเห็นพระโพธิสัตว์เสด็จมาแต่ไกล จึงพากันลุกขึ้นต้อนรับ ถวายคำนับแล้วกราบทูลปฏิสันถารว่า พระมหาราชเจ้า ถูกเจ้าโปริสาททำให้ลำบากอย่างไรบ้าง เมื่อตรัสตอบว่า เจ้าโปริสาทได้ทำกิจที่มารดาบิดาทำได้ยากแก่เราเธอดุร้ายสาหัสเช่นนั้น ได้สดับธรรมกถาของเราแล้วปล่อยเราดังนี้ จึงแต่งองค์เจ้าสุตโสมเชิญเสด็จขึ้นคอช้างพระที่นั่ง แวดล้อมเข้าสู่พระนคร ชาวเมืองได้เห็นดังนั้นก็ชื่นชมทั่วหน้ากัน พระโพธิสัตว์ เพราะว่าพระองค์มีความเคารพธรรมเป็นนักธรรมะ ไม่ทันได้เฝ้าพระราชมารดาบิดา ตั้งพระหฤทัยว่าจักเฝ้าทีหลังจึงเสด็จเข้าพระราชนิเวศน์ประทับนั่ง ณ พระราชอาสน์รับสั่งให้เรียกหาพราหมณ์มา และตรัสสั่งให้ทำอุปัฏฐานกิจมีการแต่งหนวดเป็นต้น แก่พราหมณ์นั้นด้วยเวลาที่เจ้าพนักงานแต่งหนวดพราหมณ์แล้ว ให้อาบน้ำลูบไล้ด้วยของหอมประดับด้วยผ้าและเครื่องอลังการแล้วนำเฝ้า พระองค์เสด็จสรงทีหลังพระราชทานโภชนะของพระองค์แก่พราหมณ์นั้น เมื่อพราหมณ์บริโภคแล้ว พระองค์เสวยแล้ว เชิญพราหมณ์ให้นั่ง ณ บัลลังก์ควรบูชา พระองค์ประทับนั่ง ณอาสนะต่ำ พอบูชาพราหมณ์ด้วยสักการะมีของหอมและดอกไม้เป็นต้น เพราะทรงเคารพในธรรม ตรัสอาราธนาว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าขอฟังคาถาชื่อว่าสตารหาที่ท่านนำมาเพื่อข้าพเจ้า.

พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสเป็นคาถาว่า

ก็พระโพธิสัตว์นั้น ครั้นพ้นจากเงื้อมมือของเจ้า โปริสาทแล้ว ได้เสด็จไปตรัสกะพราหมณ์นั้นดังนี้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ข้าพเจ้าขอสดับคาถา ชื่อว่า สตารหา ซึ่งได้สดับแล้วจะพึงเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้า. คำว่า ตรัสดังนี้ว่า ในคาถานั้น หมายความว่า ได้ตรัสคำนี้.

ลำดับนั้น ในเวลาที่พระโพธิสัตว์อาราธนาแล้ว พราหมณ์จึงฟอกมือทั้งสองด้วยของหอม นำเอาคัมภีร์อันเป็นที่น่ารื่นรมย์ ออกจากถุง จับขึ้นสองมือแล้วทูลว่า บัดนี้ชอมหาบพิตรจงทรงสดับคาถาชื่อว่าสตารหา ๔ คาถาตามที่พระกัสสปทศพลทรงแสดงไว้ อันจะถอนความเมามีความเมาด้วยราคะเป็นต้นให้สร่าง ให้สำเร็จอมตมหานิพพานนี้แล้ว ดูคัมภีร์กล่าวคาถาว่า

ข้าแต่ท่านสุตโสมมหาราช การสมาคมกับสัตบุรุษคราวเดียวเท่านั้น การสมาคมนั้น ย่อมรักษา ผู้สมาคมนั้น การสมาคมกับอสัตบุรุษแม้มากก็รักษา ไม่ได้ พึงคบกับสัตบุรุษ พึงกระทำความสนิทสนมกับ สัตบุรุษ เพราะรู้สัตธรรมของสัตบุรุษ ย่อมมีความเจริญ ไม่มีความเสื่อม ราชรถที่เขาให้วิจิตรเป็นอันดี ยัง คร่ำคร่าได้แล. แม้สรีระก็เข้าถึงความชราได้เหมือนกัน ส่วน ธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่เข้าถึงความชรา สัตบุรุษกับ สัตบุรุษด้วยกัน ย่อมรู้กันได้. ฟ้าและแผ่นดินไกลกัน ฝั่งข้างโน้นของมหาสมุทร เขาก็กล่าวกันว่าไกล ข้าแต่พระราชา ธรรม ของสัตบุรุษและธรรมของอสัตบุรุษทั้งสองนี้ ท่าน กล่าวว่าไกลกันยิ่งกว่านั้นแล.

บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า คราวเดียวเท่านั้น หมายถึงสิ้นวาระเดียวเท่านั้น. คำว่า สัตบุรุษ หมายถึงสัตบุรุษทั่ว ๆ ไป. คำว่า ผู้สมาคมนั้นอธิบายว่า การสังคมคือการสมาคมกับพวกสัตบุรุษนั้น ไม้เป็นไปแล้วเพียงครั้งเดียว ก็ย่อมอภิบาลรักษาคุ้มครองบุคคลนั้นได้. คำว่า อสัตบุรุษ อธิบายว่าส่วนการสมาคมกับอสัตบุรุษแม้บุคคลกระทำไว้แล้ว มากคือกระทำไว้เป็นเวลานาน ได้แก่ การอยู่ในที่เดียวกันก็รักษาไม่ได้ คือย่อมนำความพินาศมาให้. คำว่า พึงคบ คือ พึงนั่งใกล้ อธิบายว่า พึงคลุกคลีอยู่กับท่านบัณฑิตเหล่านั้นตลอดทุกอิริยาบถ. คำว่า ความสนิทสนม หมายถึงความสนิทสนมกันด้วยไมตรี. คำว่า สัทธรรมของสัตบุรุษ หมายถึงสัทธรรมคือโพธิปักขิยธรรม๓๗ ประการ ของบัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น. คำว่า ความเจริญอธิบายว่า เพราะรู้ธรรมนี้แล้ว มีแต่ความเจริญอย่างเดียว ขึ้นชื่อว่าความเสื่อมย่อมไม่มีเลย. คำว่า ราชรถ หมายถึงรถทรงของพระราชาทั้งหลาย. คำว่าให้วิจิตรเป็นอันดี หมายความว่าที่เขากระทำบริกรรมไว้อย่างดี. คำว่า กับสัตบุรุษนั้นแล รู้กันได้ อธิบายว่า สัตบุรุษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นย่อมรู้จักพระนิพพาน อันงดงามสูงสุดถึงการนับว่าสัตบุรุษ ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย กล่าวคือ พระนิพพานนั้นย่อมไม่เข้าถึงชรา คือ ย่อมไม่แก่. คำว่าฟ้า หมายถึงอากาศ. คำว่า ไกลกัน อธิบายว่า แผ่นดินตั้งอยู่คงที่ อากาศมิได้ต่ำลงมาและไม่ได้ตั้งอยู่คงที่. ของทั้งสองอย่างนี้ แม้จะเนื่องเป็นอันเดียวกันด้วยประการฉะนี้ก็ตามที แต่ก็ย่อมชื่อว่าอยู่ไกลกัน เพราะมิได้เกี่ยวเนื่องและติดต่อกันโดยเฉพาะ. คำว่า ฝั่ง คือ จากฝั่งข้างนี้ ไปยังฝั่งข้างโน้น. คำว่าท่านกล่าว อธิบายว่า ธรรมของสัตบุรุษกับของอสัตบุรุษนั้นไกลกันยิ่งกว่านั้น.

พราหมณ์กล่าวคาถา ชื่อว่า สตารหา ๔ คาถา ตามที่พระกัสสปทศพลทรงแสดงไว้อย่างนี้แล้ว ได้นั่งนิ่งอยู่ พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้น มีพระหฤทัยโสมนัสว่า การมาของเรามีผลหนอ ทรงพระดำริว่า คาถาเหล่านี้ไม่ใช่ภาษิตของพระสาวก ไม่ใช่ภาษิตของฤๅษี ไม่ใช่ภาษิตของกวี แต่เป็นภาษิตของพระสัพพัญญู จะควรค่าเท่าไรหนอ ทรงพระดำริต่อไปว่า แม้เราจักให้จักรวาลทั้งสิ้น กระทำให้เต็มด้วยรัตนะ ๗ ตลอดถึงพรหมโลก ก็ไม่อาจจะทำให้สมควร ส่วนเราพอที่จะให้ราชสมบัติในพระนครอินทปัตประมาณ๗ โยชน์ ในกุรุรัฐประมาณ ๓๐๐ โยชน์แก่พราหมณ์นี้ โชคที่จะได้ราชสมบัติของพราหมณ์นี้มีอยู่หรือหนอ ทรงตรวจดูด้วยอานุภาพแห่งองค์วิทยาไม่เห็นมีทรงตรวจถึงฐานันดร มีตำแหน่งเสนาบดีเป็นต้น ไม่ทรงเห็นโชคฐานันดรแม้เพียงนายบ้านหมู่หนึ่ง เมื่อทรงตรวจถึงโชคลาภ ทรงตรวจตั้งแต่ทรัพย์โกฏิหนึ่ง ทรงเห็นโชคลาภเพียงสี่พันกหาปณะตกลงพระทัยว่าจักบูชาพราหมณ์นั้น ด้วยทรัพย์เท่านี้ รับสั่งให้พระราชทานทรัพย์ถุงละพันกหาปณะ รวมสี่ถุงตรัสถามว่า ท่านอาจารย์แสดงคาถานี้แก่พวกกษัตริย์อื่น ๆ ได้ทรัพย์เท่าไรพราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ได้คาถาละร้อยกหาปณะ เพราะฉะนั้นคาถาเหล่านี้ จึงได้นามว่า สตารหา. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสกะพราหมณ์นั้นต่อไปว่า ท่านอาจารย์ไม่รู้ราคาของภัณฑะที่ตนถือเที่ยวไป ตั้งแต่นี้ คาถาเหล่านี้จงซื่อว่าสหัสสารหา ดังนี้ แล้วตรัสพระคาถาว่า

คาถาเหล่านี้ซื่อว่า สหัสสารหา ควรพัน ไม่ได้ ชื่อว่า สตารหา ควรร้อย ท่านจงรับทรัพย์สี่พันโดยเร็ว เถิดพราหมณ์.

ครั้นแล้วพระหหาสัตว์ จึงพระราชทานยานน้อยที่เป็นสุขคันหนึ่งตรัสสั่งราชบุรุษว่า จงส่งพราหมณ์ให้ถึงบ้านโดยสวัสดี แล้วทรงส่งพราหมณ์นั้นไป ขณะนั้นได้เกิดเสียงสาธุการใหญ่ว่า คาถาชื่อสตารหา พระเจ้าสุตโสมทรงเปลี่ยนเป็นสหัสสารหา ทรงบูชาแล้ว สาธุ สาธุ พระราชมารดาบิดาของพระโพธิสัตว์ ได้ทรงสดับเสียงนั้น ตรัสถามว่า นั่นเสียงอะไร ได้ทรงทราบตามความเป็นจริง กริ้วพระมหาสัตว์เพราะเสียดายทรัพย์ ส่วนพระมหาสัตว์ทรงส่งพราหมณ์แล้ว เสด็จไปเฝ้าพระราชมารดาบิดา ถวายบังคมประทับยืนอยู่ ครั้งนั้น พระราชบิดาไม่ทรงกระทำ แม้สักว่าปฏิสันถารว่า เจ้าพ้นจากมือโจร ผู้ร้ายกาจเห็นปานนั้นมาได้อย่างไรพ่อ โดยเหตุที่ทรงเสียดายทรัพย์ตรัสถามว่า ได้ยินว่า เจ้าฟังคาถา ๔ คาถา ให้สี่พันจริงหรือ เมื่อพระมหาสัตว์กราบทูลว่า จริง ตรัสพระคาถาว่า

คาถาควรแปดสิบหรือเก้าสิบ แม้ร้อยก็ควร พ่อสุตโสมเอ๋ย เจ้าจงรู้ด้วยตนเอง คาถาควรพันมีที่ ไหน.

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๕ / ๑๐ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๖๓๙ – เล่ม ๖๓ หน้า ๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

อสีตินิบาตชาดก · ๗๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๗๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

[๓๑๕]

กสฺมา ตุวํ รสก เอทิสานิ กโรสิ กมฺมานิ สุทารุณานิ หนาสิ อิตฺถี ปุริเส จ มุโฬฺห มํสสฺส เหตุ อาทู ธนสฺส การณา ฯ

[๓๑๖]

น อตฺตเหตุ น ธนสฺส การณา น ปุตฺตทารสฺส สหายญาตินํ ภตฺตา จ เม ภควา ภูมิปาโล โส ขาทติ มํสํ ภทนฺเต เอทิสํ ฯ

[๓๑๗]

สเจ ตุวํ ภตฺตุรตฺเถ ปยุตฺโต กโรสิ กมฺมานิ สุทารุณานิ ปาโตว อนฺเตปุรํ ปาปุณิตฺวา ลเปยฺยาสิ เม ราชิโน สมฺมุเข ตํ ฯ

[๓๑๘]

ตถา กริสฺสามิ อหํ ภทนฺเต ยถา ตุวํ ๑ ภาสสิ กาฬหตฺถิ ปาโตว อนฺเตปุรํ ปาปุณิตฺวา #๑ สี. ยเมว ตฺวํ ฯ วกฺขามิ เต ราชิโน สมฺมุเข ตํ ฯ

[๓๑๙]

ตโต รตฺยา วิวสเน ๑ สุริยสฺสุคฺคมนํ ๒ ปติ กาโฬ รสกมาทาย ราชานํ อุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ๓ ราชานํ อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ สจฺจํ กิร มหาราช รสโก เปสิโต ตยา หนติ อิตฺถีปุริเส ตุวํ มํสานิ ขาทสิ ฯ

[๓๒๐]

เอวเมว ตถา กาฬ รสโก เปสิโต มยา มม อตฺถํ กโรนฺตสฺส กิเมตํ ปริภาสสิ ฯ

[๓๒๑]

อานนฺโท สพฺพมจฺฉานํ ขาทิตฺวา รสคิทฺธิมา ปริกฺขีณาย ปริสาย อตฺตานํ ขาทิยา มโต ฯ เอวํ ปมตฺโต รสคารเว รโต ๔ พาโล ยที อายติ นาวพุชฺฌสิ วิธมฺม ปุตฺเต จชิ ญาตเก จ ปริวตฺติย อตฺตานญฺเญว ๕ ขาทติ ฯ อิทํ เต สุตฺวาน วิเคตุ ๖ ฉนฺโท มา ภกฺขยิ ๗ ราช มนุสฺสมํสํ มา ตฺวํ อิมํ เกวลํ วาริโชว ทฺวิปทาธิป สุญฺญมกาสิ รฏฺฐํ ฯ

[๓๒๒]

สุชาโต นาม นาเมน โอรโส ตสฺส อตฺรโช ชมฺพูเปสึ อลทฺธาน มโต โส ตสฺส สงฺขเย #๑ ม. วิวสาเน ฯ ๒ ม. สูริยุคฺคมนํ ฯ ๓ ม. อุปสงฺกมฺม ฯ ๔ ม. รตฺโต ฯ #๕ สี. ยุ. อตฺตานเมว ฯ ๖ สี. ยุ. วิเหตุ ฯ ๗ สี. ยุ. มา ภกฺขสี ฯ เอวเมว อหํ กาฬ ภุตฺวา ภกฺขํ รสุตฺตมํ อลทฺธา มานุสํ มํสํ มญฺเญ เหสฺสามิ ๑ ชีวิตํ ฯ

[๓๒๓]

มาณว อภิรูโปสิ กุเล ชาโตสิ โสตฺถิเย น ตฺวํ อรหสิ ตาต อภกฺขํ ภกฺขเยตเว ฯ

[๓๒๔]

รสานญฺญตรํ เอตํ กสฺมา มํ ตฺวํ นิวารเย โสหํ ตตฺถ คมิสฺสามิ ยตฺถ ลจฺฉามิ เอทิสํ ฯ โสวาหํ นิปฺปติสฺสามิ น เต วจฺฉามิ สนฺติเก อสฺส เม ทสฺสเนน ตฺวํ นาภินนฺทสิ พฺราหฺมณ ฯ

[๓๒๕]

อทฺธา อญฺเญปิ ทายาเท ปุตฺเต ลจฺฉาม มาณว ตฺวญฺจ ชมฺม วินสฺสสฺสุ ยตฺถ ปตฺตํ น ตํ สุเณ ฯ

[๓๒๖]

เอวเมว ตุวํ ราช ทิปทินฺท สุโณหิ เม ปพฺพาชิสฺสนฺติ ๒ ตํ รฏฺฐา โสณฺฑํ มาณวกํ ยถา ฯ

[๓๒๗]

สุชาโต นาม นาเมน ภาวิตตฺตาน สาวโก อจฺฉรํ กามยนฺโตว น โส ภุญฺชิ น โส ปิวิ ฯ กุสคฺเคนุทกมาทาย ๓ สมุทฺเท อุทกํ มิเน เอวํ มานุสิกา กามา ทิพฺพกามาน สนฺติเก ฯ เอวเมว อหํ กาฬ ภุตฺวา ภกฺขํ รสุตฺตมํ อลทฺธา มานุสํ มํสํ มญฺเญ เหสฺสามิ ๕ ชีวิตํ ฯ

[๓๒๘]

ยถาปิ เต ธตรฏฺฐา หํสา เวหายสงฺคมา อยุตฺตปริโภเคน ๔ สพฺเพ อพฺภตฺถตํ คตา ฯ #๑-๕ ม. หิสฺสามิ ฯ ๒ ม. ปพฺพาเชสฺสนฺติ ฯ ๓ สี. ยุ. กุสคฺเค อุทกมาทาย ฯ #๔ ม. อภุตฺตปริโภเคน ฯ เอวเมว ตุวํ ราช ทิปทินฺท สุโณหิ เม อภกฺขํ ราช ภกฺเขสิ ตสฺมา ปพฺพาชิสฺสนฺติ ๑ ตํ ฯ

[๓๒๙]

ติฏฺฐาหีติ มยา วุตฺโต โส ตฺวํ คจฺฉสิ ปมฺมุโข อฏฺฐิโต ตฺวํ ฐิโตมฺหีติ ลปสิ พฺรหฺมจารินิ อิทํ เต สมณายุตฺตํ อสิญฺจ เม มญฺญสิ กงฺขปตฺตํ ๒ ฯ

[๓๓๐]

ฐิโตหมสฺมิ สธมฺเมสุ ราช น นามโคตฺตํ ปริวตฺตยามิ โจรญฺจ โลเก อฐิตํ วทนฺติ อาปายิกํ เนรยิกํ อิโต จุตํ ฯ สเจ ตฺวํ สทฺทหสิ ๓ ราช สุตํ คณฺหาหิ ขตฺติยํ ๔ เตน ยญฺญํ ยชิตฺวาน เอวํ สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ

[๓๓๑]

กิสฺมึ นุ รฏฺเฐ ตว ชาติภูมิ อถ เกน อตฺเถน อิธานุปตฺโต อกฺขาหิ เม พฺราหฺมณ เอตมตฺถํ กิมิจฺฉสิ เทมิ ตยชฺช ปตฺถิตํ ฯ

[๓๓๒]

คาถา จตสฺโส ธรณีมหิสฺสร สุคมฺภีรตฺถวรา สาครูปมา ตเวว อตฺถาย อิธาคโตสฺมิ สุโณหิ คาถา ปรมตฺถสญฺหิตา ฯ

[๓๓๓]

น เว รุทนฺติ มติมนฺโต สปญฺญา #๑ ม. ปพฺพาชยนฺติ ฯ ๒ ม. กงฺกปตฺตํ ฯ ๓ สี. ยุ. สเจปิ สหสิ ฯ ๔. ม. ขตฺติย ฯS พหุสฺสุตา เย พหุฐานจินฺติโน ทีปํ หิ เอตํ ปรมํ นรานํ ยํ ปณฺฑิตา โสกนุทา ภวนฺติ ฯ อตฺตาน ญาตี อุทาหุ ปุตฺตทารํ ธญฺญํ ธนํ รชตํ ชาตรูปํ กิเมว ตฺวํ สุตโสมานุตปฺเป โกรพฺยเสฏฺฐ วจนํ สุโณม เต ฯ

[๓๓๔]

น จาหมตฺตานมนุตฺถุนามิ น ปุตฺตทารํ น ธนํ น รฏฺฐํ สตญฺจ ธมฺโม จริโต ปุราโณ ตํ สงฺครํ ๑ พฺราหฺมณสฺสานุตปฺเป ฯ กโต มยา สงฺคโร พฺราหฺมเณน รฏฺเฐ สเก อิสฺสริเย ฐิเตน ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสมฺปทาย สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชิสฺสํ ฯ

[๓๓๕]

น วาหเมตํ อภิสทฺทหามิ สุขี นโร มจฺจุมุขา ปมุตฺโต อมิตฺตหตฺถํ ปุนราวเชยฺย โกรพฺยเสฏฺฐ น หิ มํ อุเปสิ ฯ มุตฺโต ตุวํ โปริสาทสฺส หตฺถา #๑ ม. สงฺกรํ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ คนฺตฺวา สกํ มนฺทิรํ กามกามี มธุรํ ปิยํ ชีวิตํ ลทฺธ ราช กุโต ตุวํ เอหิสิ เม สกาสํ ฯ

[๓๓๖]

มตํ วเรยฺย ปริสุทฺธสีโล น ชีวิตํ ครหิโต ปาปธมฺโม น หิ ตํ นรํ ตายเต ๑ ทุคฺคตีภิ ยสฺสาปิ เหตุ อลิกํ ภเณยฺย ฯ สเจปิ วาโต คิริมาวเหยฺย จนฺโท จ สุริโย จ ฉมา ปเตยฺยุํ สพฺพา จ นชฺโช ปฏิโสตํ วเชยฺยุํ น เตฺววาหํ ราช มุสา ภเณยฺยํ ฯ

[๓๓๗]

นภํ ผเลยฺย อุทธิ วิสุสฺเส ๒ สํวตฺเตยฺย ๓ ภูตธรา วสุนฺธรา สิลุจฺจโย เมรุ สมูลมุปฺปเตยฺย ๔ น เตฺววาหํ ราช มุสา ภเณยฺยํ ฯ

[๓๓๘]

อสิญฺจ สตฺติญฺจ ปรามสามิ สปถํปิ เต สมฺม อหํ กโรมิ ตยา ปมุตฺโต อนโณ ภวิตฺวา สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชิสฺสํ ฯ

[๓๓๙]

โย เต กโต สงฺคโร พฺราหฺมเณน #๑ ม. ตายติ ฯ ๒ ม. อุทธีปิ สุสฺเส ฯ ๓ ม. สํวฏฺฏเย ฯ ๔ ม. -มุปฺปเต ฯ รฏฺเฐ สเก อิสฺสริเย ฐิเตน ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสมฺปทาย สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชสฺสุ ฯ

[๓๔๐]

โย เม กโต สงฺคโร พฺราหฺมเณน รฏฺเฐ สเก อิสฺสริเย ฐิเตน ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสมฺปทาย สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชิสฺสํ ฯ

[๓๔๑]

มุตฺโต จ โส โปริสาทสฺส หตฺถา คนฺตฺวาน ตํ พฺราหฺมณํ เอตทโวจ สุโณมิ ๑ คาถาโย สตารหาโย ยา เม สุตา อสฺสุ หิตาย พฺรหฺเม ฯ

[๓๔๒]

สกิเทว สุตโสม สพฺภิ โหติ ๒ สมาคโม สา นํ สงฺคติ ปาเลติ นาสพฺภิ พหุ สงฺคโม ฯ สพฺภิเรว สมาเสถ สพฺภิ กุพฺเพถ สนฺถวํ สตํ สทฺธมฺมมญฺญาย เสยฺโย โหติ น ปาปิโย ฯ ชีรนฺติ เว ราชรถา สุจิตฺตาl อโถ สรีรมฺปิ ชรํ อุเปติ สตญฺจ ธมฺโม น ชรํ อุเปติ สนฺโต หเว สพฺภิ ปเวทยนฺติ ฯ นภญฺจ ทูเร ปฐวี จ ทูเร #๑ ม. สุโณม ฯ ๒ ยุ. โหตุ ฯ ปารํ สมุทฺทสฺส ตทาหุ ทูเร ตโต หเว ทูรตรํ วทนฺติ สตญฺจ ธมฺโม อสตญฺจ ราช ฯ

[๓๔๓]

สาหสฺสิยา ๑ อิมา คาถา นยิมา ๒ คาถา สตารหา จตฺตาริ ตฺวํ สหสฺสานิ ขิปฺปํ คณฺหาหิ พฺราหฺมณ ฯ

[๓๔๔]

อาสีติยา นาวุติยา จ คาถา สตารหา จาปิ ภเวยฺยุ ๓ คาถา ปจฺจตฺตเมว สุตโสม ชานาหิ สาหสฺสิยา นาม กา อตฺถิ คาถา ฯ

[๓๔๕]

อิจฺฉามิ โวหํ สุตวุฑฺฒิมตฺตโน สนฺโต มมํ สปฺปุริสา ภเชยฺยุํ อหํ สวนฺตีหิ มโหทธีว น หิ ตาต ตปฺปามิ สุภาสิเตน ฯ อคฺคิ ยถา ติณกฏฺฐํ ทหนฺโต น ตปฺปติ สาคโรว นทีหิ เอวํปิ เต ปณฺฑิตา ราชเสฏฺฐ สุตฺวา น ตปฺปนฺติ สุภาสิเตน ฯ สกสฺส ทาสสฺส ยทา สุโณมิ คาถํ อหํ อตฺถวตึ ๔ ชนินฺท ตเมว สกฺกจฺจ นิสามยามิ #๑ สี. ยุ. สหสฺสิโย ฯ ๒ ม. นหิมา คาถา ฯ ๓ ม. ภเวยฺย ฯ ๔ สี. ยุ. คาถา อหํ #อตฺถวตี ฯ น หิ ตาต ธมฺเมสุ มมตฺถิ ติตฺติ ฯ

[๓๔๖]

อิทนฺเต รฏฺฐํ สธนํ สโยคฺคํ สกายุรํ สพฺพกามูปปนฺนํ กึ กามเหตุ ปริภาสเส ๑ มํ คจฺฉามหํ โปริสาทสฺส ญนฺเต ๒ ฯ

[๓๔๗]

อตฺตานุรกฺขาย ภวนฺติ เหเต หตฺถาโรหา รถิกา ปตฺติกา จ อสฺสาโรหา เย จ ธนุคฺคหาเส เสนํ ปยุญฺชาม หนาม สตฺตุํ ฯ

[๓๔๘]

สุทุกฺกรํ โปริสาโท อกาสิ ชีวํ คเหตฺวาน อวสฺสชี มํ ตํ ตาทิสํ ปุพฺพกิจฺจํ สรนฺโต ทุพฺเภ อหํ ตสฺส กถํ ชนินฺท ฯ

[๓๔๙]

วนฺทิตฺวา โส ปิตรํ มาตรญฺจ อนุสาเสตฺวา เนคมญฺจ พลญฺจ สจฺจวาที สจฺจานุรกฺขมาโน อคมาสิ โส ยตฺถ โปริสาโท ฯ

[๓๕๐]

กโต มยา สงฺคโร พฺราหฺมเณน รฏฺเฐ สเก อิสฺสริเย ฐิเตน ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสมฺปทาย่ #๑ ม. ...สสิมํ ฯ ๒ ม. ญตฺเต ฯ สี. ยุ. กนฺเต ฯ สจฺจานุรกฺขี ปุนราคโตสฺมิ ยชสฺสุ ยญฺญํ ขาท มํ โปริสาท ฯ

[๓๕๑]

น หายเต ขาทิตุํ ๑ มยฺหํ ปจฺฉา จิตกา อยํ ตาว สธูมกา ๒ จ นิทฺธูมเก ปจิตํ สาธุ ปกฺกํ สุโณม คาถาโย สตารหาโย ฯ

[๓๕๒]

อธมฺมิโก ตฺวํ ปุริสาทกาสิ รฏฺฐา จ ภฏฺโฐ อุทรสฺส เหตุ ธมฺมญฺจิมา อภิวทนฺติ คาถา ธมฺโม อธมฺโม จ กุหึ สเมติ ฯ อธมฺมิกสฺส ลุทฺทสฺส นิจฺจํ โลหิตปาณิโน นตฺถิ สจฺจํ กุโต ธมฺโม กึ สุเตน กริสฺสสิ ฯ

[๓๕๓]

โย มํสเหตุ มิควํ จเรยฺย โย วา หเน ปุริสมตฺตเหตุ อุโภปิ เต เปจฺจ สมา ภวนฺติ กสฺมา โน อธมฺมิกํ พฺรูสิ มํ ตฺวํ ฯ

[๓๕๔]

ปญฺจ ปญฺจ น ขา ภกฺขา ขตฺติเยน ปชานตา อภกฺขํ ราช ภกฺเขสิ ตสฺมา อธมฺมิโก ตุวํ ฯ

[๓๕๕]

มุตฺโต ตุวํ โปริสาทสฺส หตฺถา คนฺตฺวา สกํ มนฺทิรํ กามกามี #๑ ม. ขาทิตํ ฯ ๒ ม. สธูมิกาว ฯ| อมิตฺตหตฺถํ ปุนราคโตสิ น ขตฺยธมฺเม กุสโลสิ ราช ฯ

[๓๕๖]

เย ขตฺยธมฺเม กุสลา ภวนฺติ ปาเยน เต เนรยิกา ภวนฺติ ตสฺมา อหํ ขตฺยธมฺมํ ๑ ปหาย สจฺจานุรกฺขี ปุนราคโตสฺมิ ยชสฺสุ ยญฺญํ ขาท มํ โปริสาท ฯ

[๓๕๗]

ปาสาทวาสา ปฐวีควสฺสา กามิตฺถิโย กาสิกจนฺทนญฺจ สพฺพํ ตหึ ลภสิ ๒ สามิตาย สจฺเจน กึ ปสฺสติ อานิสํสํ ฯ

[๓๕๘]

เยเกจิเม อตฺถิ รสา ปฐพฺยา สจฺจํ เตสํ สาธุตรํ รสานํ สจฺเจ ฐิตา สมณพฺราหฺมณา จ ตรนฺติ ชาติมรณสฺส ปารํ ฯ

[๓๕๙]

มุตฺโต ตุวํ โปริสาทสฺส หตฺถา คนฺตฺวา สกํ มนฺทิรํ กามกามี อมิตฺตหตฺถํ ปุนราคโตสิ นหิ นูน เต มรณภยํ ชนินฺท อลีนจิตฺโต จสิ ๓ สจฺจวาที ฯ #๑ ม. ขตฺตธมฺมํ ฯ ๒ ยุ. ลพฺภติ ฯ ๓ ม. อสิ ฯ

[๓๖๐]

กตา เม กลฺยาณา อเนกรูปา ยญฺญา ยิฏฺฐา เย วิปุลา ปสตฺถา วิโสธิโต ปรโลกสฺส มคฺโค ธมฺเม ฐิโต โก มรณสฺส ภาเย ฯ กตา เม กลฺยาณา อเนกรูปา ยญฺญา ยิฏฺฐา เย วิปุลา ปสตฺถา อนานุตปฺปํ ปรโลกํ คมิสฺสํ ยชสฺสุ ยญฺญํ ขาท ๑ มํ โปริสาท ฯ ปิตา จ มาตา จ อุปฏฺฐิตา เม ธมฺเมน เม อิสฺสริยํ ปสตฺถํ วิโสธิโต ปรโลกสฺส มคฺโค ธมฺเม ฐิโต โก มรณสฺส ภาเย ฯ ปิตา จ มาตา จ อุปฏฺฐิตา เม ธมฺเมน เม อิสฺสริยํ ปสตฺถํ อนานุตปฺปํ ปรโลกํ คมิสฺสํ ยชสฺสุ ยญฺญํ ขาท มํ โปริสาท ฯ ญาตีสุ มิตฺเตสุ กตูปกาโร ๒ ธมฺเมน เม อิสฺสริยํ ปสตฺถํ วิโสธิโต ปรโลกสฺส มคฺโค ธมฺเม ฐิโต โก มรณสฺส ภาเย ฯ #๑ ม. อท ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒ ม. กตา เม การา ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ญาตีสุ มิตฺเตสุ กตูปกาโร ธมฺเมน เม อิสฺสริยํ ปสตฺถํ อนานุตปฺปํ ปรโลกํ คมิสฺสํ ยชสฺสุ ยญฺญํ ขาท มํ โปริสาท ฯ ทินฺนํ เม ทานํ พหุธา พหูนํ สนฺตปฺปิตา สมณพฺราหฺมณา จ วิโสธิโต ปรโลกสฺส มคฺโค ธมฺเม ฐิโต โก มรณสฺส ภาเย ฯ ทินฺนํ เม ทานํ พหุธา พหูนํ สนฺตปฺปิตา สมณพฺราหฺมณา จ อนานุตปฺปํ ปรโลกํ คมิสฺสํ ยชสฺสุ ยญฺญํ ขาท มํ โปริสาท ฯ

[๓๖๑]

วิสํ ปชานํ ปุริโส อเทยฺย อาสีวิสํ ชลิตํ อุคฺคเตชํ มุทฺธาปิ ตสฺส วิผเลยฺย ๑ สตฺตธา โย ตาทิสํ สจฺจวาทึ อเทยฺย ฯ

[๓๖๒]

สุตฺวา ธมฺมํ วิชานนฺติ นรา กลฺยาณปาปกํ อปิ คาถา สุณิตฺวาน ธมฺเม เม รมเต มโน ฯ

[๓๖๓]

สกิเทว มหาราช ๒ สพฺภิ โหติ สมาคโม สา นํ สงฺคติ ปาเลติ นาสพฺภิ พหุ สงฺคโม ฯ #๑ สี. ยุ. วิปเตยฺย ฯ ๒ สี. ยุ. สุตโสม ฯ สพฺภิเรว สมาเสถ สพฺภิ กุพฺเพถ สนฺถวํ สตํ สทฺธมฺมมญฺญาย เสยฺโย โหติ น ปาปีโย ฯ ชีรนฺติ เว ราชรถา สุจิตฺตา อโถ สรีรํปิ ชรํ อุเปติ สตญฺจ ธมฺโม น ชรํ อุเปติ สนฺโต หเว สพฺภิ ปเวทยนฺติ ฯ นภญฺจ ทูเร ปฐวี จ ทูเร ปารํ สมุทฺทสฺส ตทาหุ ทูเร ตโต หเว ทูรตรํ วทนฺติ สตญฺจ ธมฺโม อสตญฺจ ราช ฯ

[๓๖๔]

คาถา อิมา อตฺถวตี สุพฺยญฺชนา สุภาสิตา ตุยฺห ชนินฺท สุตฺวา อานนฺทิ วิตฺโต สุมโน ปตีโต จตฺตาริ เต สมฺม วเร ททามิ ฯ

[๓๖๕]

โย นตฺตโน มรณํ พุชฺฌเส ๒ ตุวํ หิตาหิตํ วินิปาตญฺจ สคฺคํ คิทฺโธ รเส ทุจฺจริเต นิวิฏฺโฐ กึ ตฺวํ วรํ ทสฺสสิ ปาปธมฺม ฯ อหญฺจ ตํ เทหิ วรนฺติ วชฺชํ ตฺวญฺจาปิ ทตฺวาน อวากเรยฺย๔ #๑ ม. พุชฺฌสิ ฯ สนฺทิฏฺฐิกํ กลหมิมํ วิวาทํ โก ปณฺฑิโต ชานมุปพฺพเชยฺย ฯ

[๓๖๖]

น ตํ วรํ อรหติ ชนฺตุ ทาตุํ ยํ วาปิ ทตฺวาน อวากเรยฺย วรสฺสุ สมฺม อวิกมฺปมาโน ปาณํ จชิตฺวานปิ ทสฺสเมว ฯ

[๓๖๗]

อริยสฺส อริเยน สเมติ สกฺขิ ๑ ปญฺญสฺส ปญฺญาณวตา สเมติ ปสฺเสยฺย ตํ วสฺสสตํ อโรคํ เอตํ วรานํ ปฐมํ วรามิ ฯ

[๓๖๘]

อริยสฺส อริเยน สเมติ สกฺขิ ๑ ปญฺญสฺส ปญฺญาณวตา สเมติ ปสฺเสสิ มํ วสฺสสตํ อโรคํ เอวํ วรานํ ปฐมํ ททามิ ฯ

[๓๖๙]

เย ขตฺติยาเส อิธ ภูมิปาลา มุทฺธาภิสิตฺตา กตนามเธยฺยา น ตาทิเส ภูมิปตี อเทสิ เอตํ วรานํ ทุติยํ วรามิ ฯ

[๓๗๐]

เย ขตฺติยาเส อิธ ภูมิปาลา มุทฺธาภิสิตฺตา กตนามเธยฺยา #๑ ม. สขฺยํ ฯ น ตาทิเส ภูมิปตี อเทมิ เอตํ วรานํ ทุติยํ ททามิ ฯ

[๓๗๑]

ปโรสตํ ขตฺติยา เต คหีตา ตลาวุตา อสฺสุมุขา รุทนฺตา สเก เต รฏฺเฐ ปฏิปาทยาหิ เอตํ วรานํ ตติยํ วรามิ ฯ

[๓๗๒]

ปโรสตํ ขตฺติยา เม คหีตา ตลาวุตา อสฺสุมุขา รุทนฺตา สเก เต รฏฺเฐ ปฏิปาทยามิ ๑ เอตํ วรานํ ตติยํ ททามิ ฯ

[๓๗๓]

ฉิทฺทํ เต รฏฺฐํ พฺยถิตา ๒ ภยา หิ ปุถู นรา เลณมนุปฺปวิฏฺฐา มนุสฺสมํสํ วิรมาหิ ราช เอตํ วรานํ จตุตฺถํ วรามิ ฯ

[๓๗๔]

อทฺธา หิ โส ภกฺโข มมํ มนาโป เอตสฺส เหตุมฺหิ วนํ ปวิฏฺโฐ โสหํ กถํ เอตฺโต อุปารเมยฺยํ อญฺญํ วรานํ จตุตฺถํ วรสฺสุ ฯ

[๓๗๕]

น เว ปิยํ เมติ ชนินฺท ตาทิโส อตฺตํ นิรงฺกตฺว ๓ ปิยานิ เสวติ #๑ สี. สเกน รฏฺเฐ ปฏิปาทยามิ เต ฯ ๒ สี. พฺยถิตํ ฯ ยุ. พฺยาธิตํ ฯ #๓ ม. นิรงฺกจฺจ ฯ อตฺตาว เสยฺโย ปรมาว ๑ เสยฺโย ลพฺภา ปิยา โอจิตตฺเตน ปจฺฉา ฯ

[๓๗๖]

ปิยํ เม มานุสํ มํสํ สุตโสม วิชานหิ นมฺหิ สกฺโก นิวาเรตุํ อญฺญํ ตุวํ สมฺม วรํ วรสฺสุ ฯ

[๓๗๗]

โย เว ปิยํ เมติ ปิยานุรกฺขี อตฺตํ นิรงฺกตฺว ๒ ปิยานิ เสวติ โสณฺโฑว ปิตฺวา วิสมิสฺสถาลํ ๓ เตเนว โส โหติ ทุกฺขี ปรตฺถ ฯ โย จีธ สงฺขาย ปิยานิ หิตฺวา กิจฺเฉนปิ เสวติ อริยธมฺเม ทุกฺขิโตว ปิตฺวาน ยโถสธานิ เตเนว โส โหติ สุขี ปรตฺถ ฯ

[๓๗๘]

โอหายหํ ปิตรํ มาตรญฺจ มนาปิเก กามคุเณปิ ๔ ปญฺจ เอตสฺส เหตุมฺหิ วนํ ปวิฏฺโฐ ตนฺเต วรํ กินฺติมหํ ททามิ ฯ

[๓๗๙]

น ปณฺฑิตา ทิคุณมาหุ วากฺยํ สจฺจปฺปฏิญฺญาว ภวนฺติ สนฺโต วรสฺสุ สมฺม อิติ มํ อโวจ อิจฺจาพฺรวี ตฺวํ น หิ เต สเมติ ฯ #๑ ม. จ ฯ ๒ ม. นิรงฺกจฺจ ฯ ๓ ม. วิสมิสฺสปานํ ฯ ๔ ม. มนาปิเย กามคุเณ จ ฯ

[๓๘๐]

อปุญฺญลาภํ อยสํ อกิตฺตึ ปาปํ พหุํ ทุจฺจริตํ กิเลสํ มนุสฺสมํสสฺส ภโว ๑ อุปาคา ตนฺเต วรํ กินฺติมหํ ทเทยฺยํ ฯ

[๓๘๑]

น ตํ วรํ อรหติ ชนฺตุ ทาตุํ ยํ วาปิ ทตฺวา น อวากเรยฺย วรสฺสุ สมฺม อวิกมฺปมาโน ปาณํ จชิตฺวานปิ ทสฺสเมว ฯ

[๓๘๒]

ปาณํ จชนฺติ สตาเนส ธมฺโม ๒ สจฺจปฺปฏิญฺญาว ภวนฺติ สนฺโต ทตฺวา วรํ ขิปฺปมวากโรหิ เอเตน สมฺปชฺช สุราชเสฏฺฐ ฯ จเช ธนํ ๓ องฺควรสฺส เหตุ องฺคํ จเช ชีวิตํ รกฺขมาโน องฺคํ ธนํ ชีวิตญฺจาปิ สพฺพํ จเช นโร ธมฺมมนุสฺสรนฺโต ฯ

[๓๘๓]

ยสฺมา หิ ธมฺมํ ปุริโส วิชญฺญา( เย จสฺส กงฺขํ วินยนฺติ สนฺโต ตญฺหิสฺส ทีปญฺจ ปรายนญฺจ #๑ ม. กเต ฯ ๒ ม. ปาณํ จชนฺติ สนฺโต นาปิ ธมฺมํ ฯ ๓ สี. ธนํ จเช ฯ น เตน เมตฺตึ ชิรเยถ ปญฺโญ ฯ

[๓๘๔]

อทฺธา หิ โส ภกฺโข มม มนาโป เอตสฺส เหตุมฺหิ วนํ ปวิฏฺโฐ สเจ จ มํ ยาจสิ เอตมตฺถํ เอตํปิ เต สมฺม วรํ ททามิ ฯ

[๓๘๕]

สตฺถา จ เม โหสิ สขา จ เมสิ วจนํปิ เต สมฺม อหํ อกาสึ ตฺวํปิ เม สมฺม กโรหิ วากฺยํ อุโภปิ คนฺตฺวาน ปโมจยาม ฯ

[๓๘๖]

สตฺถา จ เต โหมิ สขา จ ตฺยมฺหิ วจนํปิ เม สมฺม ตุวํ อกาสิ อหํปิ เต สมฺม กโรมิ วากฺยํ อุโภปิ คนฺตฺวาน ปโมจยาม ฯ

[๓๘๗]

กมฺมาสปาเทน วิเหฐิตตฺถ ตลาวุตา อสฺสุมุขา รุทนฺตา น ชาตุ ทุพฺเภถ อิมสฺส รญฺโญ สจฺจปฺปฏิญฺญํ เม ปฏิสุณาถ ฯ

[๓๘๘]

กมฺมาสปาเทน วิเหฐิตมฺหา ตลาวุตา อสฺสุมุขา รุทนฺตา น ชาตุ ทุพฺเภม อิมสฺส รญฺโญ สจฺจปฺปฏิญฺญํ เต ปฏิสุโณม ฯ

[๓๘๙]

ยถา ปิตา วา อถวาปิ มาตา อนุกมฺปกา อตฺถกามา ปชานํ เอวมฺปิ ๑ โว โหตุ อยญฺจ ราชา ตุเมฺห จ โว โหถ ยเถว ปุตฺตา ฯ

[๓๙๐]

ยถา ปิตา วา อถวาปิ มาตา อนุกมฺปกา อตฺถกามา ปชานํ เอวมฺปิ ๑ โน โหตุ อยญฺจ ราชา มยมฺปิ เหสฺสาม ยเถว ปุตฺตา ฯ

[๓๙๑]

จตุปฺปทํ สกุณญฺจาปิ มํสํ สูเทหิ รนฺธํ สุกตํ สุนิฏฺฐิตํ สุธํว อินฺโท ปริภุญฺชิยาโน หิตฺวา กเถโก รมสี อรญฺเญ ฯ ตา ขตฺติยา เวลฺลิวิลากมชฺฌา อลงฺกตา สมฺปริวารยิตฺวา อินฺทํว เทเวสุ ปโมทยึสุ หิตฺวา กเถโก รมสี อรญฺเญ ฯ ตมฺพูปธาเน พหุโคณกมฺหิ สุภมฺหิ ๒ สพฺพสฺสยนมฺหิลงฺกเต สยนสฺส ๓ มชฺฌมฺหิ สุขํ สยิตฺวา #๑ ม. เอวเมว ฯ ๒ สี. ยุ. สุจิมฺหิ ฯ ๓ ม. เสยฺยสฺส ฯ หิตฺวา กเถโก รมสี อรญฺเญ ฯ ปาณิสฺสรํ กุมฺภถูนํ นิสีเท ๑ อโถปิ เว นิปฺปุริสํปิ ตูริยํ พหุํ สุคีตญฺจ สุวาทิตญฺจ หิตฺวา กเถโก รมสี อรญฺเญ ฯ อุยฺยาน สมฺปนฺนปหูตมาลฺยํ มิคาชินูเปตปุรํ ๒ สุรมฺมํ หเยหิ นาเคหิ รเถหุเปตํ หิตฺวา กเถโก รมสี อรญฺเญ ฯ

[๓๙๒]

กาฬปกฺเข ยถา จนฺโท หายเตว สุเว สุเว กาฬปกฺขูปโม ราช อสตํ โหติ สมาคโม ฯ ยถาหํ รสกมาคมฺม สูทํ กาปุริสาธมํ ๓ อกาสึ ปาปกํ ธมฺมํ เยน คจฺฉามิ ทุคฺคตึ ฯ สุกฺกปกฺเข ยถา จนฺโท วฑฺฒเตว สุเว สุเว สุกฺกปกฺขูปโม ราช สตํ โหติ สมาคโม ฯ ยถาหํ ตุวมาคมฺม สุตโสม วิชานหิ กาหามิ กุสลํ กมฺมํ เยน คจฺฉามิ สุคฺคตึ ฯ ถเล ยถา วาริ ชนินฺท วุฏฺฐํ อนทฺธเนยฺยํ น จิรฏฺฐิตีกํ #๑ นิสฺสิเวติปิ ฯ ๒ สี. ยุ. มิคาจิรูเปตปูรํ ฯ ๓ สี. ยุ. สูทกํ ปุริสาธมํ ฯ เอวํ เม โหติ อสตํ สมาคโม อนทฺธเนยฺโย อุทกํ ถเลว ฯ สเร ยถา วาริ ชนินฺท วุฏฺฐํ จิรฏฺฐิตีกํ นรวีรเสฏฺฐ เอวํปิ เม ๑ โหติ สตํ สมาคโม จิรฏฺฐิตีโก อุทกํ สเรว ฯ อพฺยายิโก โหติ สตํ สมาคโม ยาวมฺปิ ติฏฺเฐยฺย ตเถว โหติ ขิปฺปํ หิ เวติ อสตํ สมาคโม ตสฺมา สตํ ธมฺโม อสพฺภิ อารกา ฯ

[๓๙๓]

น โส ราชา โย อเชยฺยํ ชินาติ น โส สขา โย สขารํ ชินาติ น สา ภริยา ยา ปติโน น วิเภติ น เต ปุตฺตา เย น ภรนฺติ ชิณฺณํ ฯ น สา สภา ยตฺถ น สนฺติ สนฺโต น เต สนฺโต เย น ภณนฺติ ธมฺมํ ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ ธมฺมํ ภณนฺตาว ภวนฺติ สนฺโต ฯj นาภาสมานํ ชานนฺติ มิสฺสํ พาเลหิ ปณฺฑิตํ ภาสมานญฺจ ชานนฺติ เทเสนฺตํ อมตํปทํ ฯ #๑ ม. เว ฯ ภาสเย โชตเย ธมฺมํ ปคฺคเณฺห อิสินํ ธชํ สุภาสิตทฺธชา อิสโย ธมฺโม หิ อิสินํ ธโชติ สุตโสมชาตกํ ปญฺจมํ ฯ ____________ ตสฺสุทฺทานํ ฯ สุมุโข ปน หํสวโร จ มหา สุธโภชนิโก จ ปโร ปวโร สกุณาลทิชาธิปติวฺหยโน สุตโสมวรุตฺตมสวฺหยโน ฯ อสีตินิปาตํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๓๑๕

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๖. กุณาลชาดกชาดกถัดไป๕๓๘. เตมิยชาดก