ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มหาสุตโสมชาดก
ชาดกที่ ๕๓๗ · อสีตินิบาตชาดก

มหาสุตโสมชาดก

ว่าด้วยพระเจ้าสุตโสมทรงทรมานพระยาโปริสาท

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๓๑๕ · บรรทัด ๒๒๕๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมหาสุตโสมชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๗ จาก ๑๐

เรื่องเล่า

กัลยาณธรรมหลายอย่าง เราได้ทำแล้ว ยัญที่ ไพบูลย์บัณฑิตสรรเสริญ เราก็ได้บูชาแล้ว ทางปรโลก เราก็ได้ชำระให้บริสุทธิแล้ว ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรมใครเล่า จะกลัวตาย. กัลยาณธรรมหลายอย่าง เราได้ทำแล้ว ยัญที่ไพบูลย์ บัณฑิตสรรเสริฐ เราได้บูชาแล้ว เราไม่ เดือดร้อนที่จะไปสู่ปรโลก ดูก่อนท่านโปริสาท เชิญ ท่านจงบูชายัญกินเราเสียเถิด. พระชนกและพระชนนี เราก็ได้บำรุงแล้ว ความ เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เราก็ได้ปกครองแล้วโดยธรรม ทางปรโลกเราก็ได้ชำระให้บริสุทธิ์แล้ว คนที่ตั้งอยู่ใน ธรรม ใครเล่าจะกลัวความตาย. พระชนกและพระชนนี เราก็ได้บำรุงแล้ว ความเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เราก็ได้ ปกครองแล้วโดยชอบธรรม เราไม่เดือดร้อนที่จะไป สู่ปรโลก ดูก่อนท่านโปริสาท เชิญท่านบูชายัญกิน เราเสียเถิด. อุปการกิจในพวกญาติและมิตร เราก็ได้กระทำ แล้ว ความเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เราก็ได้ปกครองแล้ว โดยธรรม ทางปรโลก เราก็ได้ชำระให้บริสุทธิ์แล้ว คนที่ตั้งอยู่ในธรรม ใครเล่าจะกลัวต่อความตาย. อุปการกิจในพวกญาติและมิตร เราก็ได้กระทำแล้ว ความเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เราก็ได้ปกครองแล้วโดย ธรรม เราไม่ให้เดือดร้อนที่จะไปสู่ปรโลก ดูก่อน ท่านโปริสาท ท่านจงบูชายัญกินเราเสียเถิด. ทานเราก็ได้ให้แล้วเป็นอันมากแก่คนจำนวนมา สมณพราหมณ์ เราก็ได้อุปถัมภ์ให้อิ่มหนำแล้ว ทาง ปรโลกเราก็ชำเราให้บริสุทธิ์แล้ว คนที่ตั้งอยู่ในธรรม ใครเล่าจะกลัวต่อความตาย. ทานเราก็ได้ให้แล้วเป็น อันมากแก่คนจำนวนมาก สมณพราหมณ์ เราก็ได้ อุปถัมภ์ให้อิ่มหนำแล้ว เราไม่เดือดร้อนที่จะไปสู่ปร โลก ดูก่อนท่านโปริสาท ท่านจงบูชายัญกินเราเสีย เถิด.

ในคาถานั้นมีอธิบายว่า คำว่า กัลยาณธรรมหลายอย่าง หมายถึงกัลยาณธรรมอันมากอย่างด้วยกัน ด้วยอำนาจของกินมีข้าวเป็นต้น. คำว่ายัญ อธิบายว่า อนึ่ง ยัญอันไพบูลย์ยิ่งที่พวกบัณฑิตสรรเสริญแล้ว เราก็ได้บูชาแล้ว คือไห้เป็นไปแล้ว ด้วยอำนาจแห่งการบริจาคทานวัตถุ ๑๐ อย่าง. คำว่า ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม อธิบายว่า บุคคลที่ตั้งอยู่ในธรรมเช่นกับตัวเราใครเล่าจะพึงกลัวต่อความตาย. คำว่า ไม่เดือดร้อน คือ ไม่ได้มีความเดือดร้อนเลย . คำว่า ความเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เราก็ได้ปกครองแล้วโดยธรรม อธิบายว่า ราชสมบัติเราก็ได้ปกครองแล้วโดยธรรมที่เดียว เพราะเรามิได้ยังราชธรรม ๑๐ ประการให้กำเริบ. คำว่า อุปการกิจเราก็ได้กระทำแล้ว หมายถึงกิจของญาติเราก็ได้กระทำแล้วในญาติทั้งหลาย และกิจของมิตรเราก็ได้กระทำแล้วในมิตรทั้งหลาย. คำว่า ทาน หมายถึงเจตนาพร้อมด้วยวัตถุ. คำว่า เป็นอันมาก คือโดยอาการมากมาย. คำว่า แก่คนจำนวนมาก อธิบายว่า เราให้ทานแก่คนเพียง ๕ คน ๑๐ คนเท่านั้นก็หาไม่ เราได้ให้แล้วแก่คนตั้งร้อยตั้งพันทีเดียว. คำว่า ให้อิ่มหนำแล้ว อธิบายว่า เราการทำภาชนะสำหรับใส่ให้เต็มแล้วจึงให้อิ่มหนำเป็นอย่างดีแล้ว .

เจ้าโปริสาทได้สดับดังนั้น ตกใจกลัวว่า พระเจ้าสุตโสมมหาราชนี้เป็นสัตบุรุษพร้อมด้วยความรู้ แสดงธรรมอันไพเราะ ถ้าเราจะกินเธอเสียแม้ศีรษะของเราก็จะต้องแตกออกเป็น ๗ เสียง หรือแผ่นดินพึงให้ช่องแก่เรา (ถูกแผ่นดินสูบ) แล้วทูลว่า ข้าแต่พระสหายสุตโสมเอ๋ย พระองค์เป็นคนที่ข้าพเจ้าไม่ควรกิน แล้วกล่าวคาถาว่า

บุรุษผู้รู้อยู่ จะพึงกินยาพิษ หรือจับอสรพิษที่มี ฤทธิ์รุ่งโรจน์ มีเดชกล้าได้หรือ บุคคลใดพึงกินคน ที่กล่าวคำสัตย์เช่นกับพระองค์ ศีรษะของบุคคลนั้น จะต้องแตกออกเป็น ๗ เสี่ยงแน่.

คำว่า ยาพิษ หมายถึงยาพิษชนิดที่ร้ายแรง สามารถจะทำผู้ดื่มกินให้ตายได้กินที่นั้นทันที. คำว่า รุ่งโรจน์ อธิบายว่า ก็หรือบุคคลนั้นพึงจับอสรพิษที่คออันรุ่งโรจน์อยู่ด้วยพิษของตน มีเดชร้ายแรง ด้วยเดชแห่งพิษนั้นเหมือนกันนั้นแหละ ซึ่งเที่ยวไปอยู่ประดุจกองไฟ ฉะนั้น.

เจ้าโปริสาทนั้นทูลพระมหาสัตว์ว่า ข้าแต่พระสหาย พระองค์เป็นเหมือนพาพิษที่ร้ายแรง ใครจักกินพระองค์ด้วยประการฉะนี้ แล้วใคร่จะสดับคาถา จึงทูลพระมหาสัตว์ แม้จะถูกพระมหาสัตว์ตรัสห้ามว่า พระองค์. ไม่ใช่ภาชนะของคาถาที่หาโทษมิได้เห็นปานนี้ เพื่อจะให้เกิดความเคารพในธรรม ดำริว่า ตนในชมพูทวีปทั้งสิ้น ชื่อว่าเป็นบัณฑิตเช่นกับท่านสุตโสมนี้ไม่มี เธอพ้นจากมือเราไปแล้ว ได้สดับคาถาเหล่านั้น ทำสักการะแก่ธรรมกถึกแล้ว ยังเอามัจจุติดหน้าผากกลับมาอีกได้ พระคาถาจักสำเร็จประโยชน์อย่างศักดิ์สิทธิ์ แล้วเกิดความเคารพในการฟังธรรมหนักขึ้น เมื่อจะทูลอ้อนวอนพระมหาสัตว์ จึงได้กล่าวคาถาว่า

นรชนได้ฟังธรรมย่อมรู้จักบุญและบาป ใจของ ข้าพเจ้าได้ฟังคาถาจะยินดีในธรรมได้บ้าง.

คาถานั้นมีอธิบายว่า ข้าแต่สหายสุตโสม ธรรมดาว่า นรชนทั้งหลายได้สดับธรรมแล้ว ย่อมรู้จักบุญบ้าง บาปบ้าง แม้ใจของข้าพเจ้าได้ฟังคาถานั้นแล้ว จะพึงยินดีในธรรมคือกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการได้บ้างเป็นแน่.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงดำริว่า บัดนี้เจ้าโปริสาทต้องการจะฟังธรรม เราจะแสดงดังนี้แล้ว ตรัสว่า ดูก่อนสหาย ถ้าเช่นนั้นท่านจงตั้งใจสดับให้ดี ครั้นเตือนเจ้าโปริสาทให้เงี่ยโสตสดับแล้ว ตรัสสรรเสริญพระคาถาอย่างเดียวกันกับที่นันทพราหมณ์กล่าวแล้ว เมื่อพวกเทวดาในชั้นกามาวจรทั้ง๖ ให้สาธุการเสียงโกลาหลเป็นอันเดียวกัน ทรงแสดงธรรมแก่เจ้าโปริสาทตรัสพระคาถาว่า

ดูก่อนมหาราช การสมาคมกับสัตบุรุษคราว เดียวเท่านั้น การสมาคมนั้น ย่อมรักษาผู้สมาคมนั้น การสมาคมกับอสัตบุรุษแม้มากครั้ง ก็รักษาไม่ได้ พึงคบกับสัตบุรุษ พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ เพราะรู้สัทธรรมของสัตบุรุษ ย่อมมีความเจริญไม่มี ความเสื่อม. ราชรถที่เขาทำให้วิจิตรเป็นอย่างดี ยังคร่ำคร่า ได้แล แม่สรีระก็เข้าถึงความชราได้เหมือนกัน ส่วน ธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่เข้าถึงความชรา สัตบุรุษ สัตบุรุษด้วยกันนั่นแลย่อมรู้กันได้. ฟ้าและแผ่นดินไกลกัน ฝั่งข้างโน้นของมหา สมุทร เขาก็กล่าวว่าไกลกัน ดูก่อนพระราชา ธรรม ของสัตบุรุษและของอสัตบุรุษ ท่านก็กล่าวว่าไกลกัน ยิ่งกว่านั้นอีก.

เมื่อเจ้าโปริสาทคิดอยู่ว่า คาถาทีพระโพธิสัตว์ตรัสนั้น เป็นประหนึ่งว่าพระสัพพัญญูพุทธเจ้าตรัสแล้ว เพราะตรัสไว้ไพเราะ ทั้งพระองค์เป็นบัณฑิตด้วย สรีระทั้งสิ้นก็เต็มไปด้วยปีติ มีวรรณะ ๕ ประการ เธอได้เป็นผู้มีจิตอ่อนในพระโพธิสัตว์ สำคัญพระโพธิสัตว์เป็นดุจพระชนกผู้ประทานเศวตฉัตร ฉะนั้น เธอดำริว่า เราไม่เห็นเงินทองอะไร ๆ ที่จะพึงถวายพระเจ้าสุตโสมได้ แต่เราจะถวายพระพรคาถาละพร แล้วกล่าวคาถาว่า

ข้าแต่พระสหาย ผู้เป็นจอมประชาชน คาถา เหล่านี้มีประโยชน์ มีพยัญชนะดี พระองค์ตรัสไพเราะ ข้าพเจ้าได้สดับแล้วเพลิดเพลินปลื้มใจ ชื่นชม อิ่มใจ ข้าพเจ้าขอถวายพระพร ๔ อย่างแด่พระองค์.

ในคาถานั้น คำว่า เพลิดเพลิน ได้แก่ เกิดความเพลิดเพลินขึ้นแล้ว. คำว่า ปลื้มใจ ชื่นใจ อิ่มใจ นอกนี้ก็เป็นคำอธิบายขยายความของคำว่าเพลิดเพลินนั่นแล แท้จริงคำทั้ง ๔ คำนี้ ก็คือเป็นคำที่แสดงถึงอาการร่าเริงยินดีนั่นเอง.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสว่า ท่านจักให้พรอะไร เมื่อจะตรัสรุกรานเจ้าโปริสาทได้ตรัสพระคาถาว่า

ดูก่อนพระสหายผู้มีธรรมอันลามก พระองค์ไม่ รู้สึกถึงความตายของพระองค์ ไม่รู้สึกถึงสิ่งที่เป็น ประโยชน์และหาประโยชน์มิได้ ทั้งนรกและสวรรค์ เป็นผู้ติดอยู่ในรส ตั้งอยู่ในทุจริต จักให้พรอะไร. ข้าพเจ้าพึงบอกพระองค์ว่า จงให้พร แม่พระองค์ ให้พรแล้ว จะกลับไม่ให้ก็ได้ ความทะเลาะวิวาทนี้ อยู่ในอำนาจของพระองค์ ใครจะเข้ามาเป็นบัณฑิต วินิจฉัยชี้ขาดได้.

ในคาถานั้น บทว่า โย อธิบายว่า พระองค์ไม่รู้สึก คือไม่รู้ถึงความตายแม้ของพระองค์เองว่า ตัวเรานี้ก็มีความตายเป็นธรรมดา จึงได้ประกอบกรรมอันลามกอย่างเดียว. บทว่า หิตาหิตํ ความว่า พระองค์ไม่รู้จักว่ากรรมนี้เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา กรรมนี้หามีประโยชน์ไม่ กรรมนี้จักนำไปสู่นรก กรรมนี้จักน่าไปสู่สวรรค์. บทว่า รเส ได้แก่ ในรสแห่งเนื้อมนุษย์. บทว่า วชฺชํ แปลว่า พึงกล่าว. บทว่า อวากเรยฺย ความว่า พระองค์ให้พรด้วยวาจา แม้ข้าพเจ้ากล่าวอยู่ว่า พระองค์จงให้พรนั้นแก่ข้าพเจ้าพระองค์ จะกลับไม่ให้เสียก็ได้. บทว่า อุปพฺพเชยฺย ความว่า ใครจะมาเป็นบัณฑิตวินิจฉัยการทะเลาะนี้ได้.

ลำดับนั้น เจ้าโปริสาทดำริว่า ท่านสุตโสมนี้ไม่เชื่อเรา เราจะให้เธอเธอให้ได้ แล้วกล่าวคาถาว่า

คนเราให้พรใดแล้วจะกลับไม่ให้ ไม่ควรให้พร นั้น ดูก่อนสหาย ขอให้พระองค์จงทรงมั่นพระทัย รับพรเถิด แม้ชีวิตของหม่อมฉันก็จะสละถวายได้.

คำว่า จงทรงมั่นพระทัย ในคาถานั้น หมายความว่า จงมีพระทัยอันแน่วแน่มั่นคงเถิด.

ครั้งนั้น พระมหาสัตว์ทรงพระดำริว่า เจ้าโปริสาทกล้าพูดหนักอยู่เธอจักทำตามถ้อยคำของเรา เราจักรับพร แต่เราจักขอพรว่า ท่านอย่ากินเนื้อมนุษย์เป็นข้อแรก เธอจักลำบากเกินไป เราจักรับพร ๓ อย่างอื่นก่อนภายหลังจึงรับพรข้อนี้ แล้วตรัสพระคาถาว่า

พระอริยะกับพระอริยะ ย่อมมีศักดิ์ศรีเสมอกัน ผู้มีปัญญากับผู้มีปัญญา ย่อมมีศักดิศรีเสมอกัน ข้าพเจ้า พึงเห็นท่านเป็นผู้หาโรคมิได้ตลอดร้อยปี นี้เป็นพรข้อ ที่หนึ่ง หม่อนฉันปรารถนา.

ในคาถานั้น คำว่า อริยะ หมายถึงความประเสริฐด้วยมรรยาท. คำว่าศักดิ์ศรี หมายถึงศักดิธรรม คือ มิตรธรรม. คำว่า ผู้มีปัญญา หมายถึงผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยความรู้. คำว่า เสมอกัน คือย่อมเปรียบเทียบกันได้ เหมือนน้ำคงคากับน้ำยมุนา ฉะนั้น จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายย่อมเปรียบเทียบกันได้โดยธาตุ. คำว่า พึงเห็นท่าน อธิบายว่า พระเจ้าสุตโสมทรงทำเป็นเหมือนปรารถนาให้เจ้าโปริสาทมีชีวิตยืนยาว จึงขอพรคือชีวิตอันประเสริฐข้อแรกก่อน จริงอยู่ธรรมดาว่านักปราชญ์ไม่ควรจะพูดว่าท่านจงให้ชีวิตแก่เรา เจ้าโปริสาทฟังคำนั้น คิดว่า เจ้าสุตโสมปรารถนาความไม่มีโรคแก่เราผู้เดียว จึงกล่าวอย่างนี้.

ส่วนเจ้าโปริสาทได้ฟังคำนั้น มีใจชื่นบานว่า เจ้าสุตโสมนี้ยังปรารถนาความเป็นอยู่ของเรา ผู้เป็นมหาโจร กำจัดตนออกจากอิสรภาพ ใคร่จะกินเนื้ออยู่ ณ บัดนี้ ผู้กระทำความพินาศใหญ่อย่างนี้ ท่านต้องการประโยชน์แก่เราน่าสรรเสริญยิ่งนัก เมื่อจะถวายพระพรยอมตามที่พระมหาสัตว์ตรัสลวงแล้วรับพรอยู่นั้น จึงกล่าวคาถาว่า

อริยะกับอริยะ ย่อมมีศักดิ์ศรีเสมอกัน ผู้มีปัญญา กับผู้มีปัญญาย่อมมีศักดิ์ศรีเสมอกัน พระองค์พึงเห็น หม่อมฉันผู้หาโรคมิได้ตลอดร้อยปี หม่อมฉันขอถวาย พระพรข้อต้นนี้ตามประสงค์แล. คำว่า พร ในคาถานั้น หมายถึงพรข้อที่หนึ่งในบรรดาพร ๔ ประการ ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงตรัสต่อไปว่า พระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นกษัตริย์ ได้นามบัญญัติว่า มุทธาภิสิตเหล่าใดในชมพูทวีปนี้ พระองค์อย่ากิน พระเจ้าแผ่นดินเหล่านั้น นี่เป็นพรข้อที่สอง หม่อมฉัน ปรารถนา.

คำว่า ได้นามบัญญัติ ในคาถานั้น อธิบายว่า ผู้มีพระนามาภิไธยอันกระทำแล้วว่า มุทธาภิสิต ดังนี้ เพราะทรงอภิเษกบนพระเศียรเกล้า. คำว่าพระเจ้าแผ่นดินเหล่านั้น อธิบายว่า พระองค์อย่าได้เสวยกษัตริย์ที่ได้รับมูรธาภิเษกเหล่านั้นเลย.

พระมหาสัตว์เมื่อจะทรงรับพรข้อที่สอง ได้ทรงรับพร คือชีวิตของพวกกษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ด้วยประการฉะนี้ แม้เจ้าโปริสาทเมื่อจะถวายพระพรแด่พระโพธิสัตว์นั้น จึงกล่าวคาถาว่า

พระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นกษัตริย์ ได้นามบัญญัติว่า มุทธาภิสิตเหล่าใดในชมพูทวีปนี้ หม่อมฉันจะไม่กิน พระเจ้าแผ่นดินเหล่านั้น นี้เป็นพระพรข้อที่สอง หม่อมฉันยอมถวาย.

มีคำถามสอดเข้ามาว่า กษัตริย์เหล่านั้นได้ยินพระสุรเสียงของสองกษัตริย์ทั่วกันหรือไม่ ? ตอบว่า ไม่ได้ยินทั่วกันหมด พระเจ้าโปริสาทก่อไฟห่างออกไป เพราะกลัวเปลวควันจะเป็นอันตรายต่อต้นไม้ พระมหาสัตว์ประทับนั่งตรัสกับเจ้าโปริสาทในระหว่างกองไฟกับต้นไม้ เพราะฉะนั้น กษัตริย์เหล่านั้นจึงไม่ได้ยินทั้งหมด ได้ยินว่า ครั้งหนึ่ง กษัตริย์เหล่านั้นตรัสปลอบกันว่า พระเจ้าสุตโสมจักทรงทรมานเจ้าโปริสาทในบัดนี้ อย่ากลัวไปเลย ในขณะนั้น พระมหาสัตว์ตรัสคาถานี้ว่า

กษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ ที่ถูกพระองค์จับร้อย พระหัตถ์ไว้ มีพระพักตร์นองด้วยพระอัสสุชลกันแสง อยู่นั้น ขอพระองค์จงปล่อยให้กลับไปสู่แคว้นของ ตนๆ นี้เป็นพรข้อที่สาม หม่อมฉันปรารถนา.

คำว่า ร้อยเอ็ด ในคาถานั้น หมายถึงจำนวนเกินร้อย. คำว่า ที่ถูกพระองค์จับไว้ คือที่พระองค์ได้จับไว้แล้ว. คำว่า ร้อยพระหัตถ์ไว้ คือจับร้อยไว้ที่ฝ่ามือ.

เมื่อพระมหาสัตว์เจ้าทรงรับพรข้อที่สาม ได้ทรงรับพรคือขอให้มอบแคว้นของตน ๆ แก่กษัตริย์เหล่านั้นด้วยประการฉะนี้. มีคำถามสอดเข้ามาว่าทรงรับพรนี้เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เจ้าโปริสาทแม้จะไม่กิน แต่ก็อาจจะให้กษัตริย์ทั้งหมดอยู่เป็นทาสในป่านั้นก็เป็นได้ หรืออาจจะฆ่าทิ้งเสียก็ได้ หรืออาจจะนำไปจำหน่ายเสีย ณ ชนบทก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น พระมหาสัตว์จึงทรงรับพร คือขอให้มอบแคว้นของตน ๆ แก่กษัตริย์เหล่านั้น ส่วนเจ้าโปริสาทเมื่อจะถวายพระพรแด่พระมหาสัตว์ จึงได้กล่าวคาถาว่า

กษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ ที่หม่อมฉันร้อยพระหัตถ์ ไว้ พระพักตร์นองด้วยพระอัสสุชลกันแสงอยู่นั้น หม่อมฉันจะปล่อยให้กลับไปสู่แคว้นของตน ๆ นี้เป็น พระพรข้อที่สาม หม่อมฉันยอมถวาย. ครั้นเมื่อพระโพธิสัตว์จะทรงรับพรข้อที่สี่ จึงได้ตรัสพระคาถานี้ว่า รัฐมณฑลของพระองค์เป็นช่อง เพราะนรชน เป็นอันมาก หวาดเสียวเพราะภัย หนีเข้าที่ซ่อนเร้น ขอพระองค์จงเว้นจากเนื้อมนุษย์เสียเถิด นี้เป็นพรข้อ ที่สี่ หม่อนฉันปรารถนา.

ในคาถานั้นมีอรรถาธิบายว่า แคว้นของพระองค์ที่อยู่กันเป็นปึกแผ่นกลายเป็นช่อง เพราะบ้านเป็นต้นตั้งอยู่ในแคว้นนั้น ๆ ต้องทิ้งบ้านช่องแตกกระจายไป. บทว่า พฺยถิตา ภยา หิ ความว่า นรชนทั้งหลายหวาดเสียวเพราะความกลัวท่านว่า เจ้าโปริสาทจักมาในบัดนี้. บทว่า เลณมนุปฺปวิฏฺา ความว่า พากันอุ้มลูกจูงหลาน หนีเข้าไปหาที่ซ่อนเร้นมีชัฏหญ้าเป็นต้น. บทว่า มนุสฺสมํสํ ความว่า ขอพระองค์ละเว้นเนื้อมนุษย์ ซึ่งเป็นของปฏิกูลน่าเกลียด มีกลิ่นเหม็นเสียเถิด คือจงเว้นขาดจากเนื้อมนุษย์เสียเถิด.

เมื่อพระโพธิสัตว์ตรัสอย่างนี้แล้ว เจ้าโปริสาทปรบมือหัวเราะทูลว่าพระสหายสุตโสมพูดถึงเรื่องนี้ละหรือ พระพรนี้เท่ากับชีวิต หม่อมฉันจักถวายแด่พระองค์อย่างไรได้ ถ้าพระองค์ใคร่จะรับ จงรับพรอย่างอื่นเถิด แล้วกล่าวคาถาว่า

นั่นเป็นอาหารที่ชอบใจของหม่อมฉันมานานแล้ว หม่อมฉันเข้าป่าก็เพราะเหตุอาหารนี้ หม่อมฉันจะพึง งดอาหารนี้เสียอย่างไร ขอพระองค์จงทรงเลือกพระพร ที่สี่อย่างอื่นเถิด.

คำว่า ป่า ในคาถานั้น หมายความว่า หม่อมฉันยอมสละราชสมบัติแล้วเข้าสู่ป่านี้.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงตรัสว่า พระองค์กล่าวว่าไม่อาจงดได้เพราะเป็นของรักอย่างยิ่ง ก็ผู้ใดทำบาปเพราะเหตุของรัก ผู้นี้เป็นอันธพาลแล้วตรัสพระคาถาว่า

ดูก่อนพระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน คนเช่น พระองค์มัวคิดอยู่ว่า นี้เป็นที่รักของเรา ทำตนให้เห็น ห่างจากความดี จะไม่ได้ประสบสิ่งที่รักทั้งหลาย ตน แลประเสริฐที่สุด ประเสริฐอย่างยอดเยี่ยมทีเดียว เพราะคนมีตนอบรมแล้ว ภายหลังจะพึงได้สิ่งที่รัก ทั้งหลาย.

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๗ / ๑๐ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๖๓๙ – เล่ม ๖๓ หน้า ๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

อสีตินิบาตชาดก · ๗๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๗๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

[๓๑๕]

กสฺมา ตุวํ รสก เอทิสานิ กโรสิ กมฺมานิ สุทารุณานิ หนาสิ อิตฺถี ปุริเส จ มุโฬฺห มํสสฺส เหตุ อาทู ธนสฺส การณา ฯ

[๓๑๖]

น อตฺตเหตุ น ธนสฺส การณา น ปุตฺตทารสฺส สหายญาตินํ ภตฺตา จ เม ภควา ภูมิปาโล โส ขาทติ มํสํ ภทนฺเต เอทิสํ ฯ

[๓๑๗]

สเจ ตุวํ ภตฺตุรตฺเถ ปยุตฺโต กโรสิ กมฺมานิ สุทารุณานิ ปาโตว อนฺเตปุรํ ปาปุณิตฺวา ลเปยฺยาสิ เม ราชิโน สมฺมุเข ตํ ฯ

[๓๑๘]

ตถา กริสฺสามิ อหํ ภทนฺเต ยถา ตุวํ ๑ ภาสสิ กาฬหตฺถิ ปาโตว อนฺเตปุรํ ปาปุณิตฺวา #๑ สี. ยเมว ตฺวํ ฯ วกฺขามิ เต ราชิโน สมฺมุเข ตํ ฯ

[๓๑๙]

ตโต รตฺยา วิวสเน ๑ สุริยสฺสุคฺคมนํ ๒ ปติ กาโฬ รสกมาทาย ราชานํ อุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ๓ ราชานํ อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ สจฺจํ กิร มหาราช รสโก เปสิโต ตยา หนติ อิตฺถีปุริเส ตุวํ มํสานิ ขาทสิ ฯ

[๓๒๐]

เอวเมว ตถา กาฬ รสโก เปสิโต มยา มม อตฺถํ กโรนฺตสฺส กิเมตํ ปริภาสสิ ฯ

[๓๒๑]

อานนฺโท สพฺพมจฺฉานํ ขาทิตฺวา รสคิทฺธิมา ปริกฺขีณาย ปริสาย อตฺตานํ ขาทิยา มโต ฯ เอวํ ปมตฺโต รสคารเว รโต ๔ พาโล ยที อายติ นาวพุชฺฌสิ วิธมฺม ปุตฺเต จชิ ญาตเก จ ปริวตฺติย อตฺตานญฺเญว ๕ ขาทติ ฯ อิทํ เต สุตฺวาน วิเคตุ ๖ ฉนฺโท มา ภกฺขยิ ๗ ราช มนุสฺสมํสํ มา ตฺวํ อิมํ เกวลํ วาริโชว ทฺวิปทาธิป สุญฺญมกาสิ รฏฺฐํ ฯ

[๓๒๒]

สุชาโต นาม นาเมน โอรโส ตสฺส อตฺรโช ชมฺพูเปสึ อลทฺธาน มโต โส ตสฺส สงฺขเย #๑ ม. วิวสาเน ฯ ๒ ม. สูริยุคฺคมนํ ฯ ๓ ม. อุปสงฺกมฺม ฯ ๔ ม. รตฺโต ฯ #๕ สี. ยุ. อตฺตานเมว ฯ ๖ สี. ยุ. วิเหตุ ฯ ๗ สี. ยุ. มา ภกฺขสี ฯ เอวเมว อหํ กาฬ ภุตฺวา ภกฺขํ รสุตฺตมํ อลทฺธา มานุสํ มํสํ มญฺเญ เหสฺสามิ ๑ ชีวิตํ ฯ

[๓๒๓]

มาณว อภิรูโปสิ กุเล ชาโตสิ โสตฺถิเย น ตฺวํ อรหสิ ตาต อภกฺขํ ภกฺขเยตเว ฯ

[๓๒๔]

รสานญฺญตรํ เอตํ กสฺมา มํ ตฺวํ นิวารเย โสหํ ตตฺถ คมิสฺสามิ ยตฺถ ลจฺฉามิ เอทิสํ ฯ โสวาหํ นิปฺปติสฺสามิ น เต วจฺฉามิ สนฺติเก อสฺส เม ทสฺสเนน ตฺวํ นาภินนฺทสิ พฺราหฺมณ ฯ

[๓๒๕]

อทฺธา อญฺเญปิ ทายาเท ปุตฺเต ลจฺฉาม มาณว ตฺวญฺจ ชมฺม วินสฺสสฺสุ ยตฺถ ปตฺตํ น ตํ สุเณ ฯ

[๓๒๖]

เอวเมว ตุวํ ราช ทิปทินฺท สุโณหิ เม ปพฺพาชิสฺสนฺติ ๒ ตํ รฏฺฐา โสณฺฑํ มาณวกํ ยถา ฯ

[๓๒๗]

สุชาโต นาม นาเมน ภาวิตตฺตาน สาวโก อจฺฉรํ กามยนฺโตว น โส ภุญฺชิ น โส ปิวิ ฯ กุสคฺเคนุทกมาทาย ๓ สมุทฺเท อุทกํ มิเน เอวํ มานุสิกา กามา ทิพฺพกามาน สนฺติเก ฯ เอวเมว อหํ กาฬ ภุตฺวา ภกฺขํ รสุตฺตมํ อลทฺธา มานุสํ มํสํ มญฺเญ เหสฺสามิ ๕ ชีวิตํ ฯ

[๓๒๘]

ยถาปิ เต ธตรฏฺฐา หํสา เวหายสงฺคมา อยุตฺตปริโภเคน ๔ สพฺเพ อพฺภตฺถตํ คตา ฯ #๑-๕ ม. หิสฺสามิ ฯ ๒ ม. ปพฺพาเชสฺสนฺติ ฯ ๓ สี. ยุ. กุสคฺเค อุทกมาทาย ฯ #๔ ม. อภุตฺตปริโภเคน ฯ เอวเมว ตุวํ ราช ทิปทินฺท สุโณหิ เม อภกฺขํ ราช ภกฺเขสิ ตสฺมา ปพฺพาชิสฺสนฺติ ๑ ตํ ฯ

[๓๒๙]

ติฏฺฐาหีติ มยา วุตฺโต โส ตฺวํ คจฺฉสิ ปมฺมุโข อฏฺฐิโต ตฺวํ ฐิโตมฺหีติ ลปสิ พฺรหฺมจารินิ อิทํ เต สมณายุตฺตํ อสิญฺจ เม มญฺญสิ กงฺขปตฺตํ ๒ ฯ

[๓๓๐]

ฐิโตหมสฺมิ สธมฺเมสุ ราช น นามโคตฺตํ ปริวตฺตยามิ โจรญฺจ โลเก อฐิตํ วทนฺติ อาปายิกํ เนรยิกํ อิโต จุตํ ฯ สเจ ตฺวํ สทฺทหสิ ๓ ราช สุตํ คณฺหาหิ ขตฺติยํ ๔ เตน ยญฺญํ ยชิตฺวาน เอวํ สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ

[๓๓๑]

กิสฺมึ นุ รฏฺเฐ ตว ชาติภูมิ อถ เกน อตฺเถน อิธานุปตฺโต อกฺขาหิ เม พฺราหฺมณ เอตมตฺถํ กิมิจฺฉสิ เทมิ ตยชฺช ปตฺถิตํ ฯ

[๓๓๒]

คาถา จตสฺโส ธรณีมหิสฺสร สุคมฺภีรตฺถวรา สาครูปมา ตเวว อตฺถาย อิธาคโตสฺมิ สุโณหิ คาถา ปรมตฺถสญฺหิตา ฯ

[๓๓๓]

น เว รุทนฺติ มติมนฺโต สปญฺญา #๑ ม. ปพฺพาชยนฺติ ฯ ๒ ม. กงฺกปตฺตํ ฯ ๓ สี. ยุ. สเจปิ สหสิ ฯ ๔. ม. ขตฺติย ฯS พหุสฺสุตา เย พหุฐานจินฺติโน ทีปํ หิ เอตํ ปรมํ นรานํ ยํ ปณฺฑิตา โสกนุทา ภวนฺติ ฯ อตฺตาน ญาตี อุทาหุ ปุตฺตทารํ ธญฺญํ ธนํ รชตํ ชาตรูปํ กิเมว ตฺวํ สุตโสมานุตปฺเป โกรพฺยเสฏฺฐ วจนํ สุโณม เต ฯ

[๓๓๔]

น จาหมตฺตานมนุตฺถุนามิ น ปุตฺตทารํ น ธนํ น รฏฺฐํ สตญฺจ ธมฺโม จริโต ปุราโณ ตํ สงฺครํ ๑ พฺราหฺมณสฺสานุตปฺเป ฯ กโต มยา สงฺคโร พฺราหฺมเณน รฏฺเฐ สเก อิสฺสริเย ฐิเตน ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสมฺปทาย สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชิสฺสํ ฯ

[๓๓๕]

น วาหเมตํ อภิสทฺทหามิ สุขี นโร มจฺจุมุขา ปมุตฺโต อมิตฺตหตฺถํ ปุนราวเชยฺย โกรพฺยเสฏฺฐ น หิ มํ อุเปสิ ฯ มุตฺโต ตุวํ โปริสาทสฺส หตฺถา #๑ ม. สงฺกรํ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ คนฺตฺวา สกํ มนฺทิรํ กามกามี มธุรํ ปิยํ ชีวิตํ ลทฺธ ราช กุโต ตุวํ เอหิสิ เม สกาสํ ฯ

[๓๓๖]

มตํ วเรยฺย ปริสุทฺธสีโล น ชีวิตํ ครหิโต ปาปธมฺโม น หิ ตํ นรํ ตายเต ๑ ทุคฺคตีภิ ยสฺสาปิ เหตุ อลิกํ ภเณยฺย ฯ สเจปิ วาโต คิริมาวเหยฺย จนฺโท จ สุริโย จ ฉมา ปเตยฺยุํ สพฺพา จ นชฺโช ปฏิโสตํ วเชยฺยุํ น เตฺววาหํ ราช มุสา ภเณยฺยํ ฯ

[๓๓๗]

นภํ ผเลยฺย อุทธิ วิสุสฺเส ๒ สํวตฺเตยฺย ๓ ภูตธรา วสุนฺธรา สิลุจฺจโย เมรุ สมูลมุปฺปเตยฺย ๔ น เตฺววาหํ ราช มุสา ภเณยฺยํ ฯ

[๓๓๘]

อสิญฺจ สตฺติญฺจ ปรามสามิ สปถํปิ เต สมฺม อหํ กโรมิ ตยา ปมุตฺโต อนโณ ภวิตฺวา สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชิสฺสํ ฯ

[๓๓๙]

โย เต กโต สงฺคโร พฺราหฺมเณน #๑ ม. ตายติ ฯ ๒ ม. อุทธีปิ สุสฺเส ฯ ๓ ม. สํวฏฺฏเย ฯ ๔ ม. -มุปฺปเต ฯ รฏฺเฐ สเก อิสฺสริเย ฐิเตน ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสมฺปทาย สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชสฺสุ ฯ

[๓๔๐]

โย เม กโต สงฺคโร พฺราหฺมเณน รฏฺเฐ สเก อิสฺสริเย ฐิเตน ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสมฺปทาย สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชิสฺสํ ฯ

[๓๔๑]

มุตฺโต จ โส โปริสาทสฺส หตฺถา คนฺตฺวาน ตํ พฺราหฺมณํ เอตทโวจ สุโณมิ ๑ คาถาโย สตารหาโย ยา เม สุตา อสฺสุ หิตาย พฺรหฺเม ฯ

[๓๔๒]

สกิเทว สุตโสม สพฺภิ โหติ ๒ สมาคโม สา นํ สงฺคติ ปาเลติ นาสพฺภิ พหุ สงฺคโม ฯ สพฺภิเรว สมาเสถ สพฺภิ กุพฺเพถ สนฺถวํ สตํ สทฺธมฺมมญฺญาย เสยฺโย โหติ น ปาปิโย ฯ ชีรนฺติ เว ราชรถา สุจิตฺตาl อโถ สรีรมฺปิ ชรํ อุเปติ สตญฺจ ธมฺโม น ชรํ อุเปติ สนฺโต หเว สพฺภิ ปเวทยนฺติ ฯ นภญฺจ ทูเร ปฐวี จ ทูเร #๑ ม. สุโณม ฯ ๒ ยุ. โหตุ ฯ ปารํ สมุทฺทสฺส ตทาหุ ทูเร ตโต หเว ทูรตรํ วทนฺติ สตญฺจ ธมฺโม อสตญฺจ ราช ฯ

[๓๔๓]

สาหสฺสิยา ๑ อิมา คาถา นยิมา ๒ คาถา สตารหา จตฺตาริ ตฺวํ สหสฺสานิ ขิปฺปํ คณฺหาหิ พฺราหฺมณ ฯ

[๓๔๔]

อาสีติยา นาวุติยา จ คาถา สตารหา จาปิ ภเวยฺยุ ๓ คาถา ปจฺจตฺตเมว สุตโสม ชานาหิ สาหสฺสิยา นาม กา อตฺถิ คาถา ฯ

[๓๔๕]

อิจฺฉามิ โวหํ สุตวุฑฺฒิมตฺตโน สนฺโต มมํ สปฺปุริสา ภเชยฺยุํ อหํ สวนฺตีหิ มโหทธีว น หิ ตาต ตปฺปามิ สุภาสิเตน ฯ อคฺคิ ยถา ติณกฏฺฐํ ทหนฺโต น ตปฺปติ สาคโรว นทีหิ เอวํปิ เต ปณฺฑิตา ราชเสฏฺฐ สุตฺวา น ตปฺปนฺติ สุภาสิเตน ฯ สกสฺส ทาสสฺส ยทา สุโณมิ คาถํ อหํ อตฺถวตึ ๔ ชนินฺท ตเมว สกฺกจฺจ นิสามยามิ #๑ สี. ยุ. สหสฺสิโย ฯ ๒ ม. นหิมา คาถา ฯ ๓ ม. ภเวยฺย ฯ ๔ สี. ยุ. คาถา อหํ #อตฺถวตี ฯ น หิ ตาต ธมฺเมสุ มมตฺถิ ติตฺติ ฯ

[๓๔๖]

อิทนฺเต รฏฺฐํ สธนํ สโยคฺคํ สกายุรํ สพฺพกามูปปนฺนํ กึ กามเหตุ ปริภาสเส ๑ มํ คจฺฉามหํ โปริสาทสฺส ญนฺเต ๒ ฯ

[๓๔๗]

อตฺตานุรกฺขาย ภวนฺติ เหเต หตฺถาโรหา รถิกา ปตฺติกา จ อสฺสาโรหา เย จ ธนุคฺคหาเส เสนํ ปยุญฺชาม หนาม สตฺตุํ ฯ

[๓๔๘]

สุทุกฺกรํ โปริสาโท อกาสิ ชีวํ คเหตฺวาน อวสฺสชี มํ ตํ ตาทิสํ ปุพฺพกิจฺจํ สรนฺโต ทุพฺเภ อหํ ตสฺส กถํ ชนินฺท ฯ

[๓๔๙]

วนฺทิตฺวา โส ปิตรํ มาตรญฺจ อนุสาเสตฺวา เนคมญฺจ พลญฺจ สจฺจวาที สจฺจานุรกฺขมาโน อคมาสิ โส ยตฺถ โปริสาโท ฯ

[๓๕๐]

กโต มยา สงฺคโร พฺราหฺมเณน รฏฺเฐ สเก อิสฺสริเย ฐิเตน ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสมฺปทาย่ #๑ ม. ...สสิมํ ฯ ๒ ม. ญตฺเต ฯ สี. ยุ. กนฺเต ฯ สจฺจานุรกฺขี ปุนราคโตสฺมิ ยชสฺสุ ยญฺญํ ขาท มํ โปริสาท ฯ

[๓๕๑]

น หายเต ขาทิตุํ ๑ มยฺหํ ปจฺฉา จิตกา อยํ ตาว สธูมกา ๒ จ นิทฺธูมเก ปจิตํ สาธุ ปกฺกํ สุโณม คาถาโย สตารหาโย ฯ

[๓๕๒]

อธมฺมิโก ตฺวํ ปุริสาทกาสิ รฏฺฐา จ ภฏฺโฐ อุทรสฺส เหตุ ธมฺมญฺจิมา อภิวทนฺติ คาถา ธมฺโม อธมฺโม จ กุหึ สเมติ ฯ อธมฺมิกสฺส ลุทฺทสฺส นิจฺจํ โลหิตปาณิโน นตฺถิ สจฺจํ กุโต ธมฺโม กึ สุเตน กริสฺสสิ ฯ

[๓๕๓]

โย มํสเหตุ มิควํ จเรยฺย โย วา หเน ปุริสมตฺตเหตุ อุโภปิ เต เปจฺจ สมา ภวนฺติ กสฺมา โน อธมฺมิกํ พฺรูสิ มํ ตฺวํ ฯ

[๓๕๔]

ปญฺจ ปญฺจ น ขา ภกฺขา ขตฺติเยน ปชานตา อภกฺขํ ราช ภกฺเขสิ ตสฺมา อธมฺมิโก ตุวํ ฯ

[๓๕๕]

มุตฺโต ตุวํ โปริสาทสฺส หตฺถา คนฺตฺวา สกํ มนฺทิรํ กามกามี #๑ ม. ขาทิตํ ฯ ๒ ม. สธูมิกาว ฯ| อมิตฺตหตฺถํ ปุนราคโตสิ น ขตฺยธมฺเม กุสโลสิ ราช ฯ

[๓๕๖]

เย ขตฺยธมฺเม กุสลา ภวนฺติ ปาเยน เต เนรยิกา ภวนฺติ ตสฺมา อหํ ขตฺยธมฺมํ ๑ ปหาย สจฺจานุรกฺขี ปุนราคโตสฺมิ ยชสฺสุ ยญฺญํ ขาท มํ โปริสาท ฯ

[๓๕๗]

ปาสาทวาสา ปฐวีควสฺสา กามิตฺถิโย กาสิกจนฺทนญฺจ สพฺพํ ตหึ ลภสิ ๒ สามิตาย สจฺเจน กึ ปสฺสติ อานิสํสํ ฯ

[๓๕๘]

เยเกจิเม อตฺถิ รสา ปฐพฺยา สจฺจํ เตสํ สาธุตรํ รสานํ สจฺเจ ฐิตา สมณพฺราหฺมณา จ ตรนฺติ ชาติมรณสฺส ปารํ ฯ

[๓๕๙]

มุตฺโต ตุวํ โปริสาทสฺส หตฺถา คนฺตฺวา สกํ มนฺทิรํ กามกามี อมิตฺตหตฺถํ ปุนราคโตสิ นหิ นูน เต มรณภยํ ชนินฺท อลีนจิตฺโต จสิ ๓ สจฺจวาที ฯ #๑ ม. ขตฺตธมฺมํ ฯ ๒ ยุ. ลพฺภติ ฯ ๓ ม. อสิ ฯ

[๓๖๐]

กตา เม กลฺยาณา อเนกรูปา ยญฺญา ยิฏฺฐา เย วิปุลา ปสตฺถา วิโสธิโต ปรโลกสฺส มคฺโค ธมฺเม ฐิโต โก มรณสฺส ภาเย ฯ กตา เม กลฺยาณา อเนกรูปา ยญฺญา ยิฏฺฐา เย วิปุลา ปสตฺถา อนานุตปฺปํ ปรโลกํ คมิสฺสํ ยชสฺสุ ยญฺญํ ขาท ๑ มํ โปริสาท ฯ ปิตา จ มาตา จ อุปฏฺฐิตา เม ธมฺเมน เม อิสฺสริยํ ปสตฺถํ วิโสธิโต ปรโลกสฺส มคฺโค ธมฺเม ฐิโต โก มรณสฺส ภาเย ฯ ปิตา จ มาตา จ อุปฏฺฐิตา เม ธมฺเมน เม อิสฺสริยํ ปสตฺถํ อนานุตปฺปํ ปรโลกํ คมิสฺสํ ยชสฺสุ ยญฺญํ ขาท มํ โปริสาท ฯ ญาตีสุ มิตฺเตสุ กตูปกาโร ๒ ธมฺเมน เม อิสฺสริยํ ปสตฺถํ วิโสธิโต ปรโลกสฺส มคฺโค ธมฺเม ฐิโต โก มรณสฺส ภาเย ฯ #๑ ม. อท ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒ ม. กตา เม การา ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ญาตีสุ มิตฺเตสุ กตูปกาโร ธมฺเมน เม อิสฺสริยํ ปสตฺถํ อนานุตปฺปํ ปรโลกํ คมิสฺสํ ยชสฺสุ ยญฺญํ ขาท มํ โปริสาท ฯ ทินฺนํ เม ทานํ พหุธา พหูนํ สนฺตปฺปิตา สมณพฺราหฺมณา จ วิโสธิโต ปรโลกสฺส มคฺโค ธมฺเม ฐิโต โก มรณสฺส ภาเย ฯ ทินฺนํ เม ทานํ พหุธา พหูนํ สนฺตปฺปิตา สมณพฺราหฺมณา จ อนานุตปฺปํ ปรโลกํ คมิสฺสํ ยชสฺสุ ยญฺญํ ขาท มํ โปริสาท ฯ

[๓๖๑]

วิสํ ปชานํ ปุริโส อเทยฺย อาสีวิสํ ชลิตํ อุคฺคเตชํ มุทฺธาปิ ตสฺส วิผเลยฺย ๑ สตฺตธา โย ตาทิสํ สจฺจวาทึ อเทยฺย ฯ

[๓๖๒]

สุตฺวา ธมฺมํ วิชานนฺติ นรา กลฺยาณปาปกํ อปิ คาถา สุณิตฺวาน ธมฺเม เม รมเต มโน ฯ

[๓๖๓]

สกิเทว มหาราช ๒ สพฺภิ โหติ สมาคโม สา นํ สงฺคติ ปาเลติ นาสพฺภิ พหุ สงฺคโม ฯ #๑ สี. ยุ. วิปเตยฺย ฯ ๒ สี. ยุ. สุตโสม ฯ สพฺภิเรว สมาเสถ สพฺภิ กุพฺเพถ สนฺถวํ สตํ สทฺธมฺมมญฺญาย เสยฺโย โหติ น ปาปีโย ฯ ชีรนฺติ เว ราชรถา สุจิตฺตา อโถ สรีรํปิ ชรํ อุเปติ สตญฺจ ธมฺโม น ชรํ อุเปติ สนฺโต หเว สพฺภิ ปเวทยนฺติ ฯ นภญฺจ ทูเร ปฐวี จ ทูเร ปารํ สมุทฺทสฺส ตทาหุ ทูเร ตโต หเว ทูรตรํ วทนฺติ สตญฺจ ธมฺโม อสตญฺจ ราช ฯ

[๓๖๔]

คาถา อิมา อตฺถวตี สุพฺยญฺชนา สุภาสิตา ตุยฺห ชนินฺท สุตฺวา อานนฺทิ วิตฺโต สุมโน ปตีโต จตฺตาริ เต สมฺม วเร ททามิ ฯ

[๓๖๕]

โย นตฺตโน มรณํ พุชฺฌเส ๒ ตุวํ หิตาหิตํ วินิปาตญฺจ สคฺคํ คิทฺโธ รเส ทุจฺจริเต นิวิฏฺโฐ กึ ตฺวํ วรํ ทสฺสสิ ปาปธมฺม ฯ อหญฺจ ตํ เทหิ วรนฺติ วชฺชํ ตฺวญฺจาปิ ทตฺวาน อวากเรยฺย๔ #๑ ม. พุชฺฌสิ ฯ สนฺทิฏฺฐิกํ กลหมิมํ วิวาทํ โก ปณฺฑิโต ชานมุปพฺพเชยฺย ฯ

[๓๖๖]

น ตํ วรํ อรหติ ชนฺตุ ทาตุํ ยํ วาปิ ทตฺวาน อวากเรยฺย วรสฺสุ สมฺม อวิกมฺปมาโน ปาณํ จชิตฺวานปิ ทสฺสเมว ฯ

[๓๖๗]

อริยสฺส อริเยน สเมติ สกฺขิ ๑ ปญฺญสฺส ปญฺญาณวตา สเมติ ปสฺเสยฺย ตํ วสฺสสตํ อโรคํ เอตํ วรานํ ปฐมํ วรามิ ฯ

[๓๖๘]

อริยสฺส อริเยน สเมติ สกฺขิ ๑ ปญฺญสฺส ปญฺญาณวตา สเมติ ปสฺเสสิ มํ วสฺสสตํ อโรคํ เอวํ วรานํ ปฐมํ ททามิ ฯ

[๓๖๙]

เย ขตฺติยาเส อิธ ภูมิปาลา มุทฺธาภิสิตฺตา กตนามเธยฺยา น ตาทิเส ภูมิปตี อเทสิ เอตํ วรานํ ทุติยํ วรามิ ฯ

[๓๗๐]

เย ขตฺติยาเส อิธ ภูมิปาลา มุทฺธาภิสิตฺตา กตนามเธยฺยา #๑ ม. สขฺยํ ฯ น ตาทิเส ภูมิปตี อเทมิ เอตํ วรานํ ทุติยํ ททามิ ฯ

[๓๗๑]

ปโรสตํ ขตฺติยา เต คหีตา ตลาวุตา อสฺสุมุขา รุทนฺตา สเก เต รฏฺเฐ ปฏิปาทยาหิ เอตํ วรานํ ตติยํ วรามิ ฯ

[๓๗๒]

ปโรสตํ ขตฺติยา เม คหีตา ตลาวุตา อสฺสุมุขา รุทนฺตา สเก เต รฏฺเฐ ปฏิปาทยามิ ๑ เอตํ วรานํ ตติยํ ททามิ ฯ

[๓๗๓]

ฉิทฺทํ เต รฏฺฐํ พฺยถิตา ๒ ภยา หิ ปุถู นรา เลณมนุปฺปวิฏฺฐา มนุสฺสมํสํ วิรมาหิ ราช เอตํ วรานํ จตุตฺถํ วรามิ ฯ

[๓๗๔]

อทฺธา หิ โส ภกฺโข มมํ มนาโป เอตสฺส เหตุมฺหิ วนํ ปวิฏฺโฐ โสหํ กถํ เอตฺโต อุปารเมยฺยํ อญฺญํ วรานํ จตุตฺถํ วรสฺสุ ฯ

[๓๗๕]

น เว ปิยํ เมติ ชนินฺท ตาทิโส อตฺตํ นิรงฺกตฺว ๓ ปิยานิ เสวติ #๑ สี. สเกน รฏฺเฐ ปฏิปาทยามิ เต ฯ ๒ สี. พฺยถิตํ ฯ ยุ. พฺยาธิตํ ฯ #๓ ม. นิรงฺกจฺจ ฯ อตฺตาว เสยฺโย ปรมาว ๑ เสยฺโย ลพฺภา ปิยา โอจิตตฺเตน ปจฺฉา ฯ

[๓๗๖]

ปิยํ เม มานุสํ มํสํ สุตโสม วิชานหิ นมฺหิ สกฺโก นิวาเรตุํ อญฺญํ ตุวํ สมฺม วรํ วรสฺสุ ฯ

[๓๗๗]

โย เว ปิยํ เมติ ปิยานุรกฺขี อตฺตํ นิรงฺกตฺว ๒ ปิยานิ เสวติ โสณฺโฑว ปิตฺวา วิสมิสฺสถาลํ ๓ เตเนว โส โหติ ทุกฺขี ปรตฺถ ฯ โย จีธ สงฺขาย ปิยานิ หิตฺวา กิจฺเฉนปิ เสวติ อริยธมฺเม ทุกฺขิโตว ปิตฺวาน ยโถสธานิ เตเนว โส โหติ สุขี ปรตฺถ ฯ

[๓๗๘]

โอหายหํ ปิตรํ มาตรญฺจ มนาปิเก กามคุเณปิ ๔ ปญฺจ เอตสฺส เหตุมฺหิ วนํ ปวิฏฺโฐ ตนฺเต วรํ กินฺติมหํ ททามิ ฯ

[๓๗๙]

น ปณฺฑิตา ทิคุณมาหุ วากฺยํ สจฺจปฺปฏิญฺญาว ภวนฺติ สนฺโต วรสฺสุ สมฺม อิติ มํ อโวจ อิจฺจาพฺรวี ตฺวํ น หิ เต สเมติ ฯ #๑ ม. จ ฯ ๒ ม. นิรงฺกจฺจ ฯ ๓ ม. วิสมิสฺสปานํ ฯ ๔ ม. มนาปิเย กามคุเณ จ ฯ

[๓๘๐]

อปุญฺญลาภํ อยสํ อกิตฺตึ ปาปํ พหุํ ทุจฺจริตํ กิเลสํ มนุสฺสมํสสฺส ภโว ๑ อุปาคา ตนฺเต วรํ กินฺติมหํ ทเทยฺยํ ฯ

[๓๘๑]

น ตํ วรํ อรหติ ชนฺตุ ทาตุํ ยํ วาปิ ทตฺวา น อวากเรยฺย วรสฺสุ สมฺม อวิกมฺปมาโน ปาณํ จชิตฺวานปิ ทสฺสเมว ฯ

[๓๘๒]

ปาณํ จชนฺติ สตาเนส ธมฺโม ๒ สจฺจปฺปฏิญฺญาว ภวนฺติ สนฺโต ทตฺวา วรํ ขิปฺปมวากโรหิ เอเตน สมฺปชฺช สุราชเสฏฺฐ ฯ จเช ธนํ ๓ องฺควรสฺส เหตุ องฺคํ จเช ชีวิตํ รกฺขมาโน องฺคํ ธนํ ชีวิตญฺจาปิ สพฺพํ จเช นโร ธมฺมมนุสฺสรนฺโต ฯ

[๓๘๓]

ยสฺมา หิ ธมฺมํ ปุริโส วิชญฺญา( เย จสฺส กงฺขํ วินยนฺติ สนฺโต ตญฺหิสฺส ทีปญฺจ ปรายนญฺจ #๑ ม. กเต ฯ ๒ ม. ปาณํ จชนฺติ สนฺโต นาปิ ธมฺมํ ฯ ๓ สี. ธนํ จเช ฯ น เตน เมตฺตึ ชิรเยถ ปญฺโญ ฯ

[๓๘๔]

อทฺธา หิ โส ภกฺโข มม มนาโป เอตสฺส เหตุมฺหิ วนํ ปวิฏฺโฐ สเจ จ มํ ยาจสิ เอตมตฺถํ เอตํปิ เต สมฺม วรํ ททามิ ฯ

[๓๘๕]

สตฺถา จ เม โหสิ สขา จ เมสิ วจนํปิ เต สมฺม อหํ อกาสึ ตฺวํปิ เม สมฺม กโรหิ วากฺยํ อุโภปิ คนฺตฺวาน ปโมจยาม ฯ

[๓๘๖]

สตฺถา จ เต โหมิ สขา จ ตฺยมฺหิ วจนํปิ เม สมฺม ตุวํ อกาสิ อหํปิ เต สมฺม กโรมิ วากฺยํ อุโภปิ คนฺตฺวาน ปโมจยาม ฯ

[๓๘๗]

กมฺมาสปาเทน วิเหฐิตตฺถ ตลาวุตา อสฺสุมุขา รุทนฺตา น ชาตุ ทุพฺเภถ อิมสฺส รญฺโญ สจฺจปฺปฏิญฺญํ เม ปฏิสุณาถ ฯ

[๓๘๘]

กมฺมาสปาเทน วิเหฐิตมฺหา ตลาวุตา อสฺสุมุขา รุทนฺตา น ชาตุ ทุพฺเภม อิมสฺส รญฺโญ สจฺจปฺปฏิญฺญํ เต ปฏิสุโณม ฯ

[๓๘๙]

ยถา ปิตา วา อถวาปิ มาตา อนุกมฺปกา อตฺถกามา ปชานํ เอวมฺปิ ๑ โว โหตุ อยญฺจ ราชา ตุเมฺห จ โว โหถ ยเถว ปุตฺตา ฯ

[๓๙๐]

ยถา ปิตา วา อถวาปิ มาตา อนุกมฺปกา อตฺถกามา ปชานํ เอวมฺปิ ๑ โน โหตุ อยญฺจ ราชา มยมฺปิ เหสฺสาม ยเถว ปุตฺตา ฯ

[๓๙๑]

จตุปฺปทํ สกุณญฺจาปิ มํสํ สูเทหิ รนฺธํ สุกตํ สุนิฏฺฐิตํ สุธํว อินฺโท ปริภุญฺชิยาโน หิตฺวา กเถโก รมสี อรญฺเญ ฯ ตา ขตฺติยา เวลฺลิวิลากมชฺฌา อลงฺกตา สมฺปริวารยิตฺวา อินฺทํว เทเวสุ ปโมทยึสุ หิตฺวา กเถโก รมสี อรญฺเญ ฯ ตมฺพูปธาเน พหุโคณกมฺหิ สุภมฺหิ ๒ สพฺพสฺสยนมฺหิลงฺกเต สยนสฺส ๓ มชฺฌมฺหิ สุขํ สยิตฺวา #๑ ม. เอวเมว ฯ ๒ สี. ยุ. สุจิมฺหิ ฯ ๓ ม. เสยฺยสฺส ฯ หิตฺวา กเถโก รมสี อรญฺเญ ฯ ปาณิสฺสรํ กุมฺภถูนํ นิสีเท ๑ อโถปิ เว นิปฺปุริสํปิ ตูริยํ พหุํ สุคีตญฺจ สุวาทิตญฺจ หิตฺวา กเถโก รมสี อรญฺเญ ฯ อุยฺยาน สมฺปนฺนปหูตมาลฺยํ มิคาชินูเปตปุรํ ๒ สุรมฺมํ หเยหิ นาเคหิ รเถหุเปตํ หิตฺวา กเถโก รมสี อรญฺเญ ฯ

[๓๙๒]

กาฬปกฺเข ยถา จนฺโท หายเตว สุเว สุเว กาฬปกฺขูปโม ราช อสตํ โหติ สมาคโม ฯ ยถาหํ รสกมาคมฺม สูทํ กาปุริสาธมํ ๓ อกาสึ ปาปกํ ธมฺมํ เยน คจฺฉามิ ทุคฺคตึ ฯ สุกฺกปกฺเข ยถา จนฺโท วฑฺฒเตว สุเว สุเว สุกฺกปกฺขูปโม ราช สตํ โหติ สมาคโม ฯ ยถาหํ ตุวมาคมฺม สุตโสม วิชานหิ กาหามิ กุสลํ กมฺมํ เยน คจฺฉามิ สุคฺคตึ ฯ ถเล ยถา วาริ ชนินฺท วุฏฺฐํ อนทฺธเนยฺยํ น จิรฏฺฐิตีกํ #๑ นิสฺสิเวติปิ ฯ ๒ สี. ยุ. มิคาจิรูเปตปูรํ ฯ ๓ สี. ยุ. สูทกํ ปุริสาธมํ ฯ เอวํ เม โหติ อสตํ สมาคโม อนทฺธเนยฺโย อุทกํ ถเลว ฯ สเร ยถา วาริ ชนินฺท วุฏฺฐํ จิรฏฺฐิตีกํ นรวีรเสฏฺฐ เอวํปิ เม ๑ โหติ สตํ สมาคโม จิรฏฺฐิตีโก อุทกํ สเรว ฯ อพฺยายิโก โหติ สตํ สมาคโม ยาวมฺปิ ติฏฺเฐยฺย ตเถว โหติ ขิปฺปํ หิ เวติ อสตํ สมาคโม ตสฺมา สตํ ธมฺโม อสพฺภิ อารกา ฯ

[๓๙๓]

น โส ราชา โย อเชยฺยํ ชินาติ น โส สขา โย สขารํ ชินาติ น สา ภริยา ยา ปติโน น วิเภติ น เต ปุตฺตา เย น ภรนฺติ ชิณฺณํ ฯ น สา สภา ยตฺถ น สนฺติ สนฺโต น เต สนฺโต เย น ภณนฺติ ธมฺมํ ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ ธมฺมํ ภณนฺตาว ภวนฺติ สนฺโต ฯj นาภาสมานํ ชานนฺติ มิสฺสํ พาเลหิ ปณฺฑิตํ ภาสมานญฺจ ชานนฺติ เทเสนฺตํ อมตํปทํ ฯ #๑ ม. เว ฯ ภาสเย โชตเย ธมฺมํ ปคฺคเณฺห อิสินํ ธชํ สุภาสิตทฺธชา อิสโย ธมฺโม หิ อิสินํ ธโชติ สุตโสมชาตกํ ปญฺจมํ ฯ ____________ ตสฺสุทฺทานํ ฯ สุมุโข ปน หํสวโร จ มหา สุธโภชนิโก จ ปโร ปวโร สกุณาลทิชาธิปติวฺหยโน สุตโสมวรุตฺตมสวฺหยโน ฯ อสีตินิปาตํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๓๑๕

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๖. กุณาลชาดกชาดกถัดไป๕๓๘. เตมิยชาดก