ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มหาชนกชาดก
ชาดกที่ ๕๓๙ · มหานิบาตชาดก

มหาชนกชาดก

ว่าด้วยพระมหาชนกทรงบำเพ็ญวิริยบารมี

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๔๔๒ · บรรทัด ๒๘๗๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมหาชนกชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๖ จาก ๗

เรื่องเล่า

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น มิคาชน ได้แก่ ข้าแต่ท่านนิคาชินะผู้เจริญ. บทว่า ชาตุจฺเฉ แปลว่า โดยส่วนเดียวนั่นเทียว. บทว่า อหํ กิญฺจิ ลุทาจนํ ความว่า ข้าพเจ้ามิได้ผจญซึ่งญาติไร ๆ ในกาลไร ๆ โดยอธรรม แม้ญาติเหล่านั้นก็มิได้ผจญซึ่งข้าพเจ้าโดยอธรรม อธิบายว่า ไม่มีญาติคนไหนได้กระทำความผิดในข้าพเจ้า ด้วยประการฉะนี้.

พระมหาสัตว์ทรงห้ามปัญหาแห่งมิคาชินดาบสนั้น อย่างนี้แล้ว บัดนี้เมื่อจะทรงแสดงเหตุแห่งการทรงผนวชจึงตรัสว่า

ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ข้าพเจ้าเห็นประเพณีของ โลก เห็นโลกถูกกิเลสขบกัด ถูกกิเลสทำให้เป็นดัง เปือกตม จึงได้ทำเหตุนี้ให้เป็นเครื่องเปรียบเทียบว่า ปุถุชนจมอยู่แล้วในกิเลสวัตถุใด สัตว์เป็นอันมากย่อม ถูกประหารและถูกฆ่าในเพราะกิเลสวัตถุนั้น ดังนี้จึง ได้บวชเป็นภิกษุ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลกวตฺตนฺตํ ความว่า ข้าพเจ้าได้เห็นวัตร คือ ประเพณีของสัตวโลกผู้โง่เขลา ผู้ไปตามวัฏฏะ เพราะเห็นดังนั้นข้าพเจ้าจึงบวช พระมหาสัตว์ทรงแสดงดังนี้. บทว่า ขชฺชนฺตํ กทฺทมีกตํ ความว่า เห็นสัตวโลกถูกกิเลสขบกัด และถูกกิเลสเหล่านั้นแหละทำให้เป็นดังเปือกตม. บทว่า ยตฺถ สนฺโน ความว่า ปุถุชนจม คือ ข้อง คือ จมลงในกิเลสวัตถุใด สัตว์ทั้งหลายเป็นอันมากต้องอยู่ในกิเลสวัตถุนั้น ย่อมถูกฆ่าบ้างย่อมคิดอยู่ในเครื่องผูกมีโซ่และเรือนจำเป็นต้นบ้าง. บทว่า เอตาหํ ความว่าหากแม้ข้าพเจ้าจักติดอยู่ในกิเลสวัตถุนี้ ข้าพเจ้าก็จักถูกฆ่าและถูกจองจำเหมือนสัตว์เหล่านั้น ดังนั้นจึงทำเหตุการณ์นั่นแหละเป็นอุปมาแห่งคนแล้วบวชเป็นภิกษุพระมหาสัตว์เรียกดาบสนั้นว่า มิคาชินะ พระมหาสัตว์ทรงทราบชื่อของดาบสนั้นได้อย่างไร ทรงทราบ เพราะทรงถามไว้ก่อนในเวลาปฏิสันถาร.

ดาบสใคร่จะฟังเหตุการณ์นั้นโดยพิสดาร จึงกล่าวคาถาว่า

ใครหนอเป็นผู้จำแนกแจกอรรถสั่งสอนพระองค์ คำอันสะอาดนี้เป็นคำของใคร ดูก่อนพระองค์ผู้เป็น จอมทัพ เพราะพระองค์มิได้ตรัสบอกสมณะผู้มีวัตร ปฏิบัติก้าวล่วงทุกข์ นอกจากกัปปสมณะหรือวิชชสมณะ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กสฺเสตํ ความว่า คำอันสะอาดนี้ คือที่ท่านกล่าว เป็นคำของใคร. บทว่า กปฺปํ ได้แก่ ดาบสผู้เป็นกรรมวาทีผู้ได้อภิญญาสมาบัติอันสำเร็จเป็นไปแล้ว. บทว่า วิชฺชํ ได้แก่ พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยวิชชาคืออาสวักขยญาณ ท่านอธิบายไว้ดังนี้ มิคาชินดาบสเรียกพระเจ้ามหาชนกราชว่า รเถสภ เพราะพระเจ้ามหาชนกราชมิได้ตรัสบอกสมณะผู้มีวัตรปฏิบัติโดยประการที่ก้าวล่วงทุกข์ได้ นอกจากกัปปสมณะหรือวิชชสมณะ คือเว้นโอวาทของท่านเสีย ใคร ๆ ได้ฟังคำของท่านเหล่านั้นแล้วสามารถที่จะปฏิบัติได้อย่างนั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ใครหนอเป็นผู้จำแนกแจกอรรถสั่งสอนพระองค์.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กล่าวก็ดาบสนั้นว่า

ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ถึงข้าพเจ้าจะเคารพสมณะ หรือพราหมณ์โดยส่วนเดียวก็จริง แต่ก็ไม่เคยเข้าใกล้ ไต่ถามอะไร ๆ ในกาลไหน ๆ เลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกฺกตฺวา ได้แก่ บูชาเพื่อต้องการจะถามคุณแห่งการบรรพชา. บทว่า อนุปาวิสึ ความว่า พระมหาสัตว์ตรัสว่าข้าพเจ้าไม่เคยเข้าใกล้ใคร ๆ ไม่ถามสมณะไร ๆ เลย เพราะพระมหาสัตว์นี้แม้ฟังธรรมในสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ไม่ถามคุณแห่งการบรรพชาโดยเฉพาะในกาลไหน ๆ เลย ฉะนั้นท่านจึงตรัสอย่างนี้.

ก็แลครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์จึงตรัสคาถาเพื่อทรงแสดงเหตุที่ทรงผนวชตั้งแต่ต้นว่า

ข้าแต่ท่านมิคาชินะ ข้าพเจ้านั้นรุ่งเรืองด้วยสิริ ไปยังพระราชอุทยานด้วยอานุภาพใหญ่ เมื่อเจ้าพนักงานกำลังขับเพลงขับและประโคมดนตรีกันอยู่ ข้าพเจ้า ได้เห็นมะม่วงมีผลภายนอกกำแพงพระราชอุทยานอัน กึกก้องด้วยเสียงดนตรี พร้อมแล้วด้วยคนร้องและคน ประโคม ข้าพเจ้าละต้นมะม่วงอันมีสิรินั้นซึ่งเหล่า มนุษย์ผู้ต้องการผลฟาดตีอยู่ ลงจากคอช้างเข้าไปโคน ต้นมะม่วง ซึ่งมีผลและไม่มีผล เห็นต้นมะม่วงที่มีผล ถูกคนเบียดเบียนกำจัดแล้ว ปราศจากใบและก้าน แต่ มะม่วงอีกต้นหนึ่งมีใบเขียวชอุ่มน่ารื่นรมย์ ศัตรูทั้งหลายจักฆ่าพวกเราผู้มีอิสระ มีศัตรูดุจหนามเป็นอัน มาก เหมือนต้นมะม่วงมีผล ลุกคนหักโค่นฉะนั้น เสือเหลืองถูกฆ่าเพราะหนัง ช้างถูกฆ่าเพราะงา คน มีทรัพย์ถูกฆ่าเพราะทรัพย์ ใครเล่าจักฆ่าผู้ไม่มีเหย้า เรือน ผู้ไม่มีสันถวะคือตัณหา มะม่วงต้นหนึ่งมีผล อีกต้นหนึ่งไม่มีผล ทั้งสองต้นนั้นเป็นผู้สั่งสอน ข้าพเจ้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วคฺคุสุ ความว่า เมื่อดนตรีมีเสียงไพเราะอันบุคคลประโคมอยู่. บทว่า ตุริยตาลิตสํฆุฏฺเ ความว่า ในพระราชอุทยานที่กึกก้องด้วยเสียงดนตรีทั้งหลาย. บทว่า สมฺมาตาลสมาหิเต ความว่าประกอบด้วยคนขับร้องและคนประโคมทั้งหลาย. บทว่า สมิคาชิน ความว่าข้าแต่ท่านมิคาชินะ ข้าพเจ้านั้นได้เห็นแล้ว. บทว่า ผลึ อมฺพํ ความว่ามะม่วงมีผลคือต้นมะม่วงที่ผลิตผล. บทว่า ติโรจฺฉทํ ความว่า ได้เห็นต้นมะม่วงภายนอกกำแพง คือ เกิดอาศัยอยู่นอกกำแพงซึ่งตั้งอยู่ในภายในพระราชอุทยานนั่นแหละ. บทว่า ตุทมานํ แปลว่า ถูกฟาดอยู่. บทว่า โอโรหิตฺวา ความว่า ลงจากคอช้าง. บทว่า วินลีกตํ แปลว่า ทำให้ปราศจากใบไร้ก้านบทว่า เอวเนว แปลว่าฉันนั้นนั่นเที่ยว. บทว่า ผโล แปลว่า สมบูรณ์ด้วยผล. บทว่า อชินมฺหิ ได้แก่ เพื่อต้องการหนัง คือ มีหนึ่งเป็นเหตุ. บทว่า ทนฺเตสุ ความว่า ถูกฆ่าเพราะงาทั้งสองของตน คือถูกฆ่าเพราะงาเป็นเหตุ. บทว่า หนฺติ แปลว่า ถูกฆ่า. บทว่า อนิเกตมสนฺถวํ ความว่าก็ผู้ใดชื่อว่า อนิเกตะ เพราะละเหย้าเรือนบวช ชื่อว่าอสันถวะ เพราะไม่มีสันถวะ คือ ตัณหาซึ่งเป็นวัตถุแห่งสังขารทั้งปวง อธิบายว่า ใครจักฆ่าผู้นั้นซึ่งไม่มีเหย้าเรือนไม่มีสันถวะ. บทว่า เตสตฺถาโร ความว่า พระมหาสัตว์กล่าวว่า ต้นไม้สองต้นเหล่านั้นเป็นผู้สั่งสอนเรา.

มิคาชินดาบสได้ฟังดังนั้น แล้ว จึงถวายโอวาทแด่พระราชาว่า ขอพระองค์จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด มหาบพิตร แล้วกลับ ไปยังที่อยู่ของตนทีเดียว.

เมื่อมิคาชินดาบสไปแล้ว พระนางสีวลีเทวีหมอบลงแทบพระยุคลบาทของพระราชา กราบทูลว่า

ชนทั้งปวงคือกองช้าง กองม้า กองรถ กอง เดินเท้า ตกใจว่าพระราชาทรงผนวชเสียแล้ว ขอพระองค์โปรดทำให้ชุมชนอุ่นใจ ตั้งความคุ้มครองไว้ อภิเษกพระโอรสในราชสมบัติแล้ว จึงทรงผนวชต่อ ภายหลังเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺยถิโต ได้แก่ กลัว คือ หวาดสะดุ้ง. บทว่า ปฏิจฺฉทํ ความว่า ตั้งกองอารักขาไว้คุ้มครองมหาชนที่สะดุ้งกลัวว่าพระราชามิได้ทรงเหลียวแลพวกเราที่ถูกไฟไหม้บ้าง ถูกปล้นบ้าง. บทว่า ปุตฺตํ ความว่า ขอพระองค์ได้อภิเษกพระโอรสคือทีฆาวุกุมารไว้ในราชสมบัติแล้ว จึงทรงผนวชต่อภายหลังเถิด.

ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ตรัสว่า

ดูก่อนปชาบดี ชาวชนบท มิตรอมาตย์และพระ ประยูรญาติทั้งหลาย เราสละแล้ว ทีฆาวุราชกุมารผู้ยัง แว่นแคว่นให้เจริญเป็นบุตรของชาววิเทหรัฐ ชาววิเทหรัฐเหล่านั้นจักให้ครองราชสมบัติในกรุงมิถิลา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺติ ปุตฺตา ความว่า ดูก่อนพระเทวีสีวลี ธรรมดาสมณะทั้งหลายย่อมไม่มีบุตร แต่ทีฆาวุกุมารเป็นบุตรของชาววิเทหรัฐ ชาววิเทหรัฐเหล่านั้นจักให้ครองราชสมบัติ พระมหาสัตว์ตรัสเรียกพระเทวีว่า ปชาปติ.

ลำดับนั้น พระนางสีวลีเทวีกราบทูลพระมหาสัตว์ว่า ข้าแต่พระองค์พระองค์ทรงผนวชเสียก่อนแล้ว ก็หม่อมฉันจะการทำอย่างไร พระมหาสัตว์จึงตรัสก็พระนางว่า ดูก่อนพระเทวี อาตมาจะให้เธอสำเหนียกตาม เธอจงทำตามคำของอาตมา แล้วตรัสว่า

มาเถิด อาตมาจะให้เธอศึกษาตามคำที่อาตมา ชอบ เมื่อเธอให้พระโอรสครองราชสมบัติ ก็จักกระทำบาปทุจริตเป็นอันมากด้วยกายวาจาใจ ซึ่งเป็นเหตุ ให้เธอไปสู่ทุคติ การที่เรายังอัตภาพให้เป็นไปด้วย ก้อนข้าวที่ผู้อื่นให้ซึ่งสำเร็จแต่ผู้อื่น นี้เป็นธรรมของ นักปราชญ์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตุวํ ความว่า เธอให้ยกเศวตฉัตรขึ้นแก่พระโอรส พร่ำสอนเรื่องราชสมบัติ ด้วยคิดว่า ลูกของเราเป็นพระราชาจักกระทำบาปเป็นอันมาก. บทว่า คจฺฉสิ ความว่า เธอจักไปสู่ทุคติด้วยบาปเป็นอันมากที่การทำด้วยกายเป็นต้นใด. บทว่า สธีรธมฺโม ความว่า ความประพฤติที่ว่าพึงยังชีวิตให้เป็นไปด้วยคำข้าวที่ได้มาด้วยลำแข้งนี้ เป็นธรรมของนักปราชญ์ทั้งหลาย.

พระมหาสัตว์ได้ประทานโอวาทแก่พระนางนั้นด้วยประการฉะนี้ เมื่อกษัตริย์ทั้งสองตรัสโต้ตอบกันและกันและเสด็จดำเนินไป พระอาทิตย์ก็อัสดงคตพระเทวีมีพระเสาวนีย์ให้ตั้งค่ายในที่อันสมควร พระมหาสัตว์เสด็จประทับแรมณ โคนไม้แห่งหนึ่ง ประทับอยู่ ณ ที่นั้น ตลอดราตรี รุ่งขึ้นทรงทำสรีรกิจแล้วเสด็จไปตามมรรคา ฝ่ายพระเทวีตรัสสั่งให้เสนาตามมาภายหลัง แล้วเสด็จไปเบื้องหลังแห่งพระมหาสัตว์ ทั้งสองพระองค์นั้นเสด็จถึงถูนนครในเวสาภิกขาจารขณะนั้น มีบุรุษคนหนึ่งภายในเมือง ซื้อเนื้อก้อนใหญ่มาแต่เขียงขายเนื้อ เสียบหลาวย่างบนถ่านเพลิงให้สุกแล้ว วางไว้ที่กระดานเพื่อให้เย็นได้ยืนอยู่ เมื่อบุรุษนั้นส่งใจไปที่อื่น สุนัขตัวหนึ่งคาบก้อนเนื้อนั้นหนีไป บุรุษนั้นรู้แล้วไล่ตามสุนัขนั้นไปเพียงนอกประตูด้านทักษิณ เบื่อหน่ายหมดอาลัยก็กลับบ้าน พระราชากับพระเทวีเสด็จมาข้างหน้าสุนัขตามทางสองแพร่ง สุนัขนั้นทิ้งก้อนเนื้อหนีไปด้วยความกลัว พระมหาสัตว์ทอดพระนครเห็นก้อนเนื้อนั้น ทรงจินตนาการว่าสุนัขนี้ทิ้งก้อนเนื้อนี้ไม่เหลียวแลเลยหนีไปแล้ว แม้คนอื่นผู้เป็นเจ้าของก็ไม่ปรากฏ อาหารเห็นปานนี้หาโทษมิได้ ชื่อว่าบังสุกุลบิณฑบาต เราจักบริโภคก้อนเนื้อนั้น พระองค์จึงนำบาตรดินออก ถือเอาเนื้อก้อนนั้นปัดฝุ่นแล้วใส่ลงในบาตร เสด็จไปยังที่มีน้ำบริบูรณ์ ทรงพิจารณาแล้ว เริ่มเสวยเนื้อก้อนนั้นลำดับนั้น พระเทวีทรงดำริว่า ถ้าพระราชานี้มีพระราชประสงค์ราชสมบัติ จะไม่พึงเสวยก้อนเนื้อเห็นปานนี้ ซึ่งน่าเกลียด เปื้อนฝุ่น เป็นเดนสุนัข บัดนี้พระองค์จักมิใช่พระราชสวามีของเรา ทรงดำริฉะนี้แล้ว กราบทูลพระองค์ว่าข้าแต่พระมหาราชพระองค์ช่างเสวยเนื้อที่น่าเกลียดเห็นปานนี้ได้ พระมหาสัตว์ตรัสว่า ดูก่อนพระเทวี เธอไม่รู้จักความวิเศษของบิณฑบาตนี้เพราะเขลาตรัสฉะนี้แล้วทรงพิจารณาสถานที่ก้อนเนื้อนั้นตั้งอยู่ เสวยก้อนเนื้อนั้นดุจเสวยอมตรส บ้วนพระโอฐล้างพระหัตถ์และพระบาทแล้ว ขณะนั้นพระเทวีเมื่อจะทรงตำหนิพระราชา จึงตรัสว่า

คนที่ฉลาดแม้ไม่ได้บริโภคอาหารสี่มื้อ ราวกะ ว่าจะตายด้วยความอด ก็ยอมตายเสียด้วยความอด เขา จะไม่ยอมบริโภคก้อนเนื้อคลุกฝุ่นไม่สะอาดเลย ข้าแต่ พระมหาชน พระองค์สิเสวยได้ซึ่งก้อนเนื้ออันเป็น เดนสุนัข ไม่สะอาดน่าเกลียดนัก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชฺฌุฏฺมาริว ความว่า เหมือนใกล้จะตาย. บทว่า ลุลิตํ ได้แก่ คลุกฝุ่น. บทว่า อนริยํ ได้แก่ ไม่ดี นุอักษรในบทว่า นุ เสเว เป็นนิบาตลงในอรรถถามโต้ตอบ มีคำอธิบายว่าแม้ถ้าจะไม่ได้บริโภคอาหารสี่มื้อ หรือจะตายเสียด้วยความอด แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น คนฉลาดก็ไม่ยอมบริโภคอาหารเห็นปานนี้เลย คือไม่บริโภคอย่างพระองค์. บทว่า ตยิทํ แปลว่า นี้นั้น.

พระมหาสัตว์ ตรัสตอบว่า

ดูก่อนพระนางสีวลี ก้อนเนื้อนั้น ไม่ชื่อว่าเป็น อาหารของอาตมาหามิได้ เพราะถึงจะเป็นของคน ครองเรือนหรือของสุนัข ก็สละแล้ว ของบริโภค เหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ที่บุคคลได้มาแล้วโดยชอบ ธรรม ของบริโภคทั้งหมดนั้น กล่าวกันว่า ไม่มีโทษ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภกฺโข ความว่า บิณฑบาตนั้นจะไม่ชื่อว่าเป็นภักษาหารของอาตมาหามิได้. บทว่า ยํ โหติ ความว่า ของสิ่งใดที่คฤหัสถ์หรือสุนัขสละแล้ว ของสิ่งนั้น ชื่อว่าบังสุกุล เป็นของไม่มีโทษเพราะไม่มีเจ้าของ. บทว่า เย เกจิ ความว่า เพราะฉะนั้น โภคะเหล่าใดเหล่าหนึ่งแม้อื่น ๆ ที่ได้มาโดยชอบธรรม. บทว่า สพฺโพ โส ภกฺโข อนวโยความว่า ไม่มีโทษ คือแม้จะมีคนดูอยู่บ่อย ๆ ก็ไม่บกพร่อง บริบูรณ์ด้วยคุณไม่มีโทษ แต่ลาภที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรม ถึงจะมีค่าตั้งแสน ก็น่าเกลียดอยู่นั้นเอง.

เมื่อกษัตริย์สององค์ตรัสสนทนากะกันอยู่อย่างนี้ พลางเสด็จดำเนินไปก็ลุถึงประตูถูนนคร เมื่อทารกทั้งหลายในนครนั้นกำลังเล่นกันอยู่ มีนางกุมาริกาคนหนึ่งเอากระด้งน้อยฝัดทรายเล่นอยู่ กำไลอันหนึ่งสวมอยู่ในข้อมือข้างหนึ่งของนาง กำไลสองอันสวมอยู่ในข้อมือข้างหนึ่ง กำไลสองอันนั้น กระทบกันมีเสียง กำไลอีกอันหนึ่งไม่มีเสียง พระราชาทรงทราบเหตุนั้น มีพระดำริว่าบัดนี้ พระนางสีวลีตามหลังเรามา ขึ้นชื่อว่าสตรีย่อมเป็นมลทินของบรรพชิตชนทั้งหลายเห็นนางตามเรามา จักติเตียนเราว่า บรรพชิตนี้แม้บวชแล้ว ก็ยังไม่สามารถจะละภรรยาได้ ถ้านางกุมารีนี้ฉลาด จักพูดถึงเหตุให้นางสีวลีกลับเราจักฟังถ้อยคำของนางกุมารีนี้แล้วส่งนางสีวลีกลับ มีพระดำริฉะนั้นแล้ว เสด็จเข้าไปใกล้นางกุมารีนั้น เมื่อจะตรัสถามจึงตรัสคาถาว่า

แน่ะนางกุมาริกาผู้ยังนอนกับแม่ ผู้ประดับกำไล มือเป็นนิตย์ กำไลมือของเจ้าข้างหนึ่งมีเสียงดัง อีก ข้างหนึ่งไม่มีเสียงดัง เพราะเหตุไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปเสนิเย ความว่า เข้าไปนอนใกล้มารดา. บทว่า นิคฺคลมณฺฑิเต ความว่า พระมหาสัตว์ตรัสว่า มีปกติประดับด้วยเครื่องประดับชั้นยอด. บทว่า สุณติ ได้แก่ ทำเสียง.

นางกุมาริกากล่าวว่า

ข้าแต่พระสมณะ เสียงเกิดแต่กำไลสองอันที่ สวมอยู่ในข้อมือของข้าพเจ้านี้กระทบกัน ความที่ กำไลทั้งสองกระทบกันนั้นเป็นเหตุแห่งเสียง กำไล อันหนึ่งที่สวมอยู่ในข้อมือของข้าพเจ้านี้นั้น ไม่มีอัน ที่สอง จึงไม่ส่งเสียง เป็นเหมือนนักปราชญ์สงบนิ่ง อยู่ บุคคลสองคนก็วิวาทกัน คนเดียวจักวิวาทกับ ใครเล่า ท่านผู้ใคร่ต่อสวรรค์ จงชอบความเป็นผู้อยู่ คนเดียวเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุนีวารา แปลว่า กำไลสองอัน. บทว่า สํฆฏา ความว่า เพราะกระทบกัน คือเสียดสีกัน. บทว่า คติ ได้แก่ ความสำเร็จ ด้วยว่า กำไลอันที่สองย่อมมีความสำเร็จเห็นปานนี้. บทว่า โส ได้แก่กำไลนั้น. บทว่า มุนิภูโตว ความว่า ราวกะว่าพระอริยบุคคลผู้ละกิเลสได้หมดแล้ว ดำรงอยู่. บทว่า วิวาทปฺปตฺโต ความว่า ข้าแต่พระสมณะขึ้นชื่อว่าคนที่สองย่อมวิวาทกัน คือ ทะเลาะกัน ถือไปต่าง ๆ กัน. บทว่าเกเนโก ความว่า ก็คนเดียวจักวิวาทกับใครเล่า. บทว่า เอกตฺตมุปโรจตํ ความว่า ท่านจงชอบความเป็นผู้อยู่คนเดียวเถิด ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วนางกุมาริกานั้นได้กล่าวอย่างนี้อีก คือกล่าวสอนพระมหาสัตว์ว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ธรรมดาสมณะทั้งหลาย ย่อมจะไม่พาแม้น้องสาวเที่ยวไปเลย แต่เหตุไร ท่านจึงพาภริยาซึ่งทรงรูปอันอุดมเห็นปานนี้เที่ยวไป ภริยานี้จักทำอันตรายแก่ท่าน ท่านจงนำภริยานี้ออกไปอยู่ผู้เดียวเท่านั้น บำเพ็ญสมณธรรมให้สมควรเถิด.

พระมหาสัตว์ได้สดับคำของกุมาริกาสาวนั้นแล้ว ทรงได้ปัจจัย เนื้อจะตรัสกับพระเทวี จึงตรัสว่า

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๖ / ๗ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๓ หน้า ๙๓–๑๕๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

มหานิบาตชาดก · ๖๘๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๖๘๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. มหาชนกชาดก ๑- (๕๓๙)

ว่าด้วยพระมหาชนกทรงบำเพ็ญวิริยบารมี

(เทพธิดากล่าวว่า)

[๑๒๓]

ใครกันนี่ ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นฝั่ง

ก็ยังเพียรพยายาม(ว่าย)อยู่ในท่ามกลางสมุทร

ท่านรู้อำนาจประโยชน์อะไร

จึงพยายามเต็มที่อยู่อย่างนี้

(พระโพธิสัตว์ตอบว่า)

[๑๒๔]

เทพธิดา เราพิเคราะห์เห็นธรรมเนียมของโลก

และอานิสงส์ของความพยายาม

เพราะฉะนั้น ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นฝั่ง

เราจึงเพียรพยายาม(ว่าย)อยู่ในท่ามกลางสมุทร

@เชิงอรรถ :

@๑ มหาชนกชาดก เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภการเสด็จออก

@บรรพชาครั้งใหญ่ (ในอดีต) จึงได้ตรัสเรื่องพระมหาชนกนี้โดยทรงยกคาถาแรกของเรื่องที่นางเทพธิดา

@กล่าวกับพระมหาชนกที่กำลังว่ายน้ำข้ามทะเลอยู่ว่า “ใครกันนี่ ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นฝั่งก็ยังพยายาม

@(ว่าย)อยู่ในท่ามกลางสมุทร ” เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๙/๕๓-๖๐)

(เทพธิดากล่าวว่า)

[๑๒๕]

ฝั่งสมุทรอันลึกประมาณไม่ได้ยังไม่ปรากฏ

ความพยายามอย่างลูกผู้ชายของท่านย่อมเปล่าประโยชน์

ยังไม่ทันจะถึงฝั่งเลย ท่านก็จักตายแน่

(พระโพธิสัตว์ตอบว่า)

[๑๒๖]

บุคคลผู้ทำหน้าที่ของลูกผู้ชายอยู่

จะไม่ถูกหมู่ญาติ เทวดา และพรหมทั้งหลายนินทา

ทั้งจะไม่เดือดร้อนในภายหลัง

(เทพธิดากล่าวว่า)

[๑๒๗]

การงานที่ให้ถึงฝั่งไม่ได้

ปราศจากผล ก่อให้เกิดความลำบาก

และความตาย ย่อมมีได้เพราะทำการงานใด

ประโยชน์อะไรด้วยความพยายาม ในการงานนั้น

(พระโพธิสัตว์ตอบว่า)

[๑๒๘]

เทพธิดา บุคคลใดรู้ว่า

งานสุดวิสัยเกินตัวแล้ว ไม่รักษาชีวิตของตน

ถ้าผู้นั้นคลายความเพียรเสีย ก็จะพึงรู้ผลของงานนั้น

[๑๒๙]

เทพธิดา คนบางพวกในโลกนี้

พิจารณาเห็นผลแห่งความมุ่งประสงค์ของตน

จึงประกอบการงานทั้งหลาย

การงานเหล่านั้นจะสำเร็จหรือไม่ก็ตามที

[๑๓๐]

เทพธิดา ท่านกำลังเห็นผลงานที่ประจักษ์แก่ตนเองแล้วมิใช่หรือ

คนอื่นๆ พากันจมน้ำแล้ว

เราคนเดียวเท่านั้นพยายามข้ามอยู่

และยังเห็นท่านอยู่ใกล้เรา

[๑๓๑]

เรานั้นจักพยายามตามกำลังความสามารถ

จักไปให้ถึงฝั่งสมุทร

จักทำความเพียรอย่างลูกผู้ชาย

(ต่อมา พระโพธิสัตว์ได้ครองราชสมบัติในเมืองมิถิลาแล้ว ทรงระลึกถึงผลแห่ง ความเพียรชอบของพระองค์ ทรงเปล่งอุทานด้วยกำลังปีติว่า)

[๑๓๒]

ท่านใดถึงพร้อมด้วยความพยายามโดยธรรม

ไม่จมลงในห้วงมหรรณพที่หาประมาณมิได้เห็นปานนี้ด้วยการกระทำ

ท่านนั้นจงไปในสถานที่ที่ท่านชอบใจเถิด

ขุมทรัพย์ใหญ่ ๑๖ ขุม ๑- นี้ คือ

๑. ขุมทรัพย์ที่อยู่ทางดวงอาทิตย์ขึ้น

๒. ขุมทรัพย์ที่อยู่ทางดวงอาทิตย์ตก

๓. ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายใน

๔. ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายนอก

๕. ขุมทรัพย์ที่ไม่ใช่อยู่ภายในภายนอก

๖. ขุมทรัพย์ที่ทางขึ้น

๗. ขุมทรัพย์ที่ทางลง

@เชิงอรรถ :

@๑ ขุมทรัพย์ใหญ่ ๑๖ ขุมที่พระเจ้าโปลชนกทรงฝังไว้ อธิบายโดยย่อ ดังนี้

@๑. ขุมทรัพย์ที่อยู่ทางดวงอาทิตย์ขึ้น หมายถึงที่ต้อนรับพระปัจเจกพุทธเจ้า

@๒. ขุมทรัพย์ที่อยู่ทางดวงอาทิตย์ตก หมายถึงที่ส่งพระปัจเจกพุทธเจ้ากลับ

@๓. ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายใน หมายถึงขุมทรัพย์ที่อยู่ภายในประตูใหญ่พระราชวัง

@๔. ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายนอก หมายถึงขุมทรัพย์ที่อยู่ภายนอกประตูใหญ่พระราชวัง

@๕. ขุมทรัพย์ที่ไม่ใช่อยู่ภายในภายนอก หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ภายใต้ธรณีประตู

@๖. ขุมทรัพย์ที่ทางขึ้น หมายถึงขุมทรัพย์ตรงที่ลาดบันได เวลาเสด็จขึ้นช้างมงคล

@๗. ขุมทรัพย์ที่ทางลง หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ตรงที่เสด็จลงจากคอช้าง

@๘.-๑๑. ขุมทรัพย์ที่ไม้สาละทั้ง ๔ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ที่เท้าพระแท่นบรรทมทั้ง ๔

@๑๒. ขุมทรัพย์ที่โยชน์หนึ่งโดยรอบ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ชั่วแอก (หนึ่งวา) รอบที่บรรทม

@๑๓. ขุมทรัพย์ที่ปลายงาทั้ง ๒ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ตรงปลายงาทั้ง ๒ ของช้างมงคลในโรงช้างมงคล

๘.-๑๑. ขุมทรัพย์ที่ไม้สาละทั้ง ๔

๑๒. ขุมทรัพย์ที่โยชน์หนึ่งโดยรอบ

๑๓. ขุมทรัพย์ที่ปลายงาทั้ง ๒

๑๔. ขุมทรัพย์ที่ปลายหาง

๑๕. ขุมทรัพย์ที่สระน้ำ

๑๖. ขุมทรัพย์ที่ยอดไม้ ธนูหนักหนึ่งพันแรงคน

บัลลังก์สี่เหลี่ยม ผู้ทำเจ้าหญิงสีวลีให้ยินดี

[๑๓๓]

บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงหวังร่ำไป

ไม่พึงเบื่อหน่าย

เราเห็นตนเองได้เป็นพระราชาตามที่ตนปรารถนา

[๑๓๔]

บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงหวังร่ำไป

ไม่พึงเบื่อหน่าย

เราเห็นตนเองถูกอุ้มจากน้ำขึ้นบกแล้ว

[๑๓๕]

บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงพยายามร่ำไป

ไม่พึงเบื่อหน่าย

เราเห็นตนเองได้เป็นพระราชาตามที่ตนปรารถนา

[๑๓๖]

บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงพยายามร่ำไป

ไม่พึงเบื่อหน่าย

เราเห็นตนเองถูกอุ้มจากน้ำขึ้นบกแล้ว

@เชิงอรรถ :

@๑๔. ขุมทรัพย์ที่ปลายหาง หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ตรงปลายหางของช้างมงคลในโรงช้างมงคล

@๑๕. ขุมทรัพย์ที่สระน้ำ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ในสระโบกขรณีมงคล

@๑๖. ขุมทรัพย์ที่ยอดไม้ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ใต้ต้นรังใหญ่ในพระราชอุทยาน เวลาเที่ยงวันเงาจะอยู่

@ที่โคนต้น จึงให้ขุดทรัพย์ที่นั้น ธนูหนักหนึ่งพันแรงคน หมายถึงธนูที่ใช้แรงคนโก่งหนึ่งพันคน แต่

@พระมหาชนกโก่งได้โดยง่ายเหมือนธนูดีดฝ้ายของสตรี บัลลังก์สี่เหลี่ยม ก็ทรงทราบด้านศีรษะของ

@บัลลังก์ให้พระนางสีวลีเอาปิ่นปักพระเกศาวาง ผู้ทำเจ้าหญิงสีวลีให้ยินดี หมายถึงพระนางสีวลี

@ยินดีกับชายใด ชายนั้นจะได้ครองราชย์ พระมหาชนกเป็นที่โปรดปรานของพระนางสีวลีตั้งแต่แรกพบ

@ถึงกับยื่นพระหัตถ์ให้เกาะ ท้าวเธอก็ทรงเกาะพระหัตถ์พระนางขึ้นสู่ปราสาท

@(ขุ.ชา.อ. ๙/๑๓๒/๖๔-๖๕)

[๑๓๗]

คนมีปัญญาแม้ถูกทุกข์กระทบแล้ว

ก็ไม่พึงทำลายความหวัง เพื่อการมาถึงแห่งความสุข

เพราะสัมผัสมีมากอย่างทั้งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์

ผู้ไม่นึกถึงประโยชน์ย่อมเข้าถึงความตาย

[๑๓๘]

สิ่งที่ไม่ได้คิดกลับเป็นไปได้ สิ่งที่คิดแล้วกลับพินาศไป

ทรัพย์สมบัติทั้งหลายของหญิงหรือชาย

หาได้สำเร็จด้วยความคิดไม่

(ชาวเมืองกล่าวกันว่า)

[๑๓๙]

ท่านผู้เจริญ พระราชาผู้ครอบครองพื้นที่ทั้งปวง

เป็นใหญ่ในทิศ ไม่เป็นเหมือนแต่ก่อนหนอ

วันนี้ ไม่ทอดพระเนตรการฟ้อนรำ

ไม่ทรงใส่พระทัยในการขับร้อง

[๑๔๐]

ไม่ทอดพระเนตรฝูงเนื้อ ไม่เสด็จประพาสพระราชอุทยาน

ไม่ทอดพระเนตรฝูงหงส์

พระองค์ทรงประทับนิ่งเฉยเหมือนคนใบ้

ไม่ทรงว่าราชการเลย

(พระโพธิสัตว์ทรงระลึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงเปล่งอุทานว่า)

[๑๔๑]

นักปราชญ์ทั้งหลายผู้ใคร่ความสุข

มีปกติหลีกเร้น ปราศจากเครื่องผูกคือกิเลส

ทั้งหนุ่มทั้งแก่ ก้าวล่วงตัณหาเสียได้

ย่อมอยู่ ณ อารามของใครหนอในวันนี้

[๑๔๒]

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมนักปราชญ์เหล่านั้นผู้แสวงหาคุณใหญ่

นักปราชญ์เหล่าใดเป็นผู้ไม่ขวนขวายอยู่ในโลกที่ถึงความขวนขวาย

[๑๔๓]

นักปราชญ์เหล่านั้นตัดข่ายคือตัณหาอันมั่นคงแห่งมฤตยู

ที่มีมายาอย่างยิ่งทำลายด้วยญาณไปอยู่

ใครเล่าจะพึงนำเราไปให้ถึงสถานที่อยู่ของนักปราชญ์เหล่านี้ได้

[๑๔๔]

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง

ที่นายช่างผู้ฉลาดได้จัดจำแนกไว้

สร้างไว้เป็นสัดส่วนออกบวชได้

การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๔๕]

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรืองกว้างขวาง

สว่างไสวทั่วทุกทิศ ออกบวชได้

การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๔๖]

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง

ซึ่งมีปราการและเสาค่ายเป็นอันมาก ออกบวชได้

การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๔๗]

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง

มีป้อมคูและซุ้มประตูมั่นคง ออกบวชได้

การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๔๘]

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง

มีถนนหลวงตัดไว้อย่างดี ออกบวชได้

การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๔๙]

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง

มีร้านตลาดที่จัดแยกไว้สวยงาม ออกบวชได้

การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๕๐]

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง

ซึ่งมีโค ม้า และรถเบียดเสียดกัน ออกบวชได้

การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๕๑]

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง

มีสวนสาธารณะมีระเบียบเรียบร้อย ออกบวชได้

การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๕๒]

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง

ที่มีวนอุทยาน มีระเบียบเรียบร้อย ออกบวชได้

การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๕๓]

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง

มีปราสาทราชมณเฑียร สถานที่และอุทยาน

เป็นระเบียบเรียบร้อย ออกบวชได้

การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๕๔]

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง มีปราการ ๓ ชั้น

คับคั่งด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ที่พระเจ้าวิเทหะ

ผู้เรืองยศพระนามว่าโสมนัสได้ทรงสร้างไว้ ออกบวชได้

การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๕๕]

เมื่อไร เราจักละแคว้นวิเทหะอันรุ่งเรือง

พรั่งพร้อมด้วยการสะสมเสบียง เช่น

สะสมทรัพย์และธัญญาหารเป็นต้น

ที่พระเจ้าวิเทหะทรงปกครองโดยชอบธรรม ออกบวชได้

การละแคว้นเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๕๖]

เมื่อไร เราจักละแคว้นวิเทหะอันรุ่งเรือง

ที่พวกปรปักษ์ผจญไม่ได้

ซึ่งพระเจ้าวิเทหะทรงปกครองโดยธรรม ออกบวชได้

การละแคว้นเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๕๗]

เมื่อไร เราจักละพระตำหนักอันเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์

ที่นายช่างผู้ฉลาดได้จัดจำแนกไว้

สร้างไว้เป็นส่วนสัด ออกบวชได้

การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๕๘]

เมื่อไร เราจักละพระตำหนักอันเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์

ที่โบกฉาบด้วยปูนขาวและดินเหนียว ออกบวชได้

การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๕๙]

เมื่อไร เราจักละพระตำหนักอันเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์

มีกลิ่นหอมสดชื่นรื่นรมย์ใจ ออกบวชได้

การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๖๐]

เมื่อไร เราจักละพระตำหนักเรือนยอด

ที่นายช่างผู้ชาญฉลาดจัดจำแนก

สร้างไว้เป็นสัดส่วน ออกบวชได้

การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๖๑]

เมื่อไร เราจักละพระตำหนักเรือนยอด

ที่โบกฉาบด้วยปูนขาวและดินเหนียว ออกบวชได้

การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๖๒]

เมื่อไร เราจักละพระตำหนักเรือนยอด

ที่มีกลิ่นหอมสดชื่นรื่นรมย์ใจ ออกบวชได้

การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๖๓]

เมื่อไร เราจักละพระตำหนักเรือนยอด

ที่นายช่างผู้ชาญฉลาดฉาบทา

และประพรมด้วยจุรณแก่นจันทน์ ออกบวชได้

การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๖๔]

เมื่อไร เราจึงจักละบัลลังก์ทอง

ที่ลาดด้วยพรมขนสัตว์อันวิจิตร ออกบวชได้

การละบัลลังก์ทองเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๖๕]

เมื่อไร เราจักละบัลลังก์แก้วมณี

ที่ลาดด้วยพรมขนสัตว์อันวิจิตร ออกบวชได้

การละบัลลังก์แก้วมณีเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๖๖]

เมื่อไร เราจักละผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าป่าน

และผ้าขนสัตว์อย่างละเอียด ออกบวชได้

การละผ้าเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๖๗]

เมื่อไร เราจักละสระโบกขรณีอันรื่นรมย์

มีนกจักรพากส่งเสียงร่ำร้องอยู่

ดารดาษไปด้วยดอกมณฑาลก ดอกปทุม

และดอกอุบล ออกบวชได้

การละสระโบกขรณีเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๖๘]

เมื่อไร เราจักละกองช้างพลาย

ที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

มีสายรัดทองคำ มีเครื่องปกกระพองและข่ายทองคำ

[๑๖๙]

มีนายควาญช้างถือโตมรและขอขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้

การละกองช้างเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๗๐]

เมื่อไร กองม้าสินธพชาติอาชาไนย ๑-

ที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ เป็นพาหนะเร็ว

@เชิงอรรถ :

@๑ ม้าสินธพชาติอาชาไนย หมายถึงฝูงม้าที่มีชื่อว่าอาชาไนย เพราะเป็นม้าที่รู้จักเหตุและมิใช่เหตุ (ฝึกง่าย)

@โดยกำเนิด (ขุ.ชา.อ. ๙/๑๗๐/๘๘)

[๑๗๑]

มีนายสารถีถือแส้และธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้

การละกองม้าเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๗๒]

เมื่อไร เราจักละกองรถที่ติดเครื่องรบ

ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๑๗๓]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้

การละกองรถเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๗๔]

เมื่อไร เราจักละรถทองคำที่ติดเครื่องรบ

ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๑๗๕]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้

การละรถทองคำเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๗๖]

เมื่อไร เราจักละรถเงินที่ติดเครื่องรบ

ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๑๗๗]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้

การละรถเงินเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๗๘]

เมื่อไร เราจักละรถม้าที่ติดเครื่องรบ

ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๑๗๙]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้

การละรถม้าเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๘๐]

เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยอูฐที่ติดเครื่องรบ

ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๑๘๑]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้

การละรถเทียมด้วยอูฐเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๘๒]

เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยโคที่ติดเครื่องรบ

ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๑๘๓]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้

การละรถเทียมด้วยโคเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๘๔]

เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยแพะที่ติดเครื่องรบ

ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๑๘๕]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้

การละรถเทียมด้วยแพะเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๘๖]

เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยแกะที่ติดเครื่องรบ

ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๑๘๗]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้

การละรถเทียมด้วยแกะเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๘๘]

เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยเนื้อที่ติดเครื่องรบ

ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๑๘๙]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้

การละรถเทียมด้วยเนื้อเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๙๐]

เมื่อไร เราจักละกองช้างที่ประดับ

ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว

แกล้วกล้า ถือโตมรและขอ ออกบวชได้

การละกองช้างเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๙๑]

เมื่อไร เราจักละกองม้าที่ประดับ

ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว

แกล้วกล้า สะพายธนูและแล่ง ออกบวชได้

การละกองม้าเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๙๒]

เมื่อไร เราจึงจักละกองรถที่ประดับ

ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว

แกล้วกล้า สะพายธนูและแล่ง ออกบวชได้

การละกองรถเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๙๓]

เมื่อไร เราจักละกองธนูที่ประดับ

ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว

แกล้วกล้า ถือธนูและแล่ง ออกบวชได้

การละกองธนูเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๙๔]

เมื่อไร เราจักละพวกราชบุรุษผู้ประดับ

ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะอันวิจิตร

แกล้วกล้า เหน็บกฤชทองคำ ออกบวชได้

การละพวกราชบุรุษเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๙๕]

เมื่อไร เราจักละหมู่พราหมณ์ผู้บำเพ็ญพรต

ประดับตกแต่งแล้ว ทาตัวด้วยกระแจะจันทน์เหลือง

ครองผ้ากาสิกพัสตร์เนื้อดี ออกบวชได้

การละหมู่พราหมณ์เห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๙๖]

เมื่อไร เราจักละหมู่อำมาตย์ผู้ประดับ

ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

สวมเกราะสีเหลือง แกล้วกล้า

เดินไปข้างหน้ามีระเบียบเรียบร้อยดี ออกบวชได้

การละหมู่อำมาตย์เห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๙๗]

เมื่อไร เราจักละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง

ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ออกบวชได้

การละพระสนมกำนัลในเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๙๘]

เมื่อไร เราจักละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง

ผู้ละมุนละไมสะโอดสะอง ออกบวชได้

การละพระสนมกำนัลในเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๙๙]

เมื่อไร เราจักละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง

ผู้เชื่อฟัง พูดไพเราะ ออกบวชได้

การละพระสนมกำนัลในผู้น่ารักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๐๐]

เมื่อไร เราจักละถาดทองคำหนักประมาณ ๑๐๐ ปละ

จำหลักลวดลายเป็นร้อย ออกบวชได้

การละถาดทองคำเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๐๑]

เมื่อไร กองช้างพลายที่ประดับ

ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ มีสายรัดทองคำ

มีเครื่องปกกระพองและข่ายทองคำ

[๒๐๒]

มีนายคราญช้างถือโตมรและขอขึ้นขี่ประจำ

ที่เคยขี่ติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๐๓]

เมื่อไร กองม้าสินธพชาติอาชาไนย

ที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ เป็นพาหนะเร็ว

[๒๐๔]

มีนายสารถีถือแส้และธนูขึ้นขี่ประจำ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๐๕]

เมื่อไร กองรถที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ

หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๒๐๖]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๐๗]

เมื่อไร รถทองคำที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ

หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๒๐๘]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๐๙]

เมื่อไร รถเงินที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ

หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๒๑๐]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๑๑]

เมื่อไร รถม้าที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ

หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๒๑๒]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๑๓]

เมื่อไร รถเทียมด้วยอูฐที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ

หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๒๑๔]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๑๕]

เมื่อไร รถเทียมด้วยโคที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ

หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๒๑๖]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๑๗]

เมื่อไร รถเทียมด้วยแพะที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ

หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๒๑๘]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๑๙]

เมื่อไร รถเทียมด้วยแกะที่ติดเครื่องรบ

ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ

หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๒๒๐]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๒๑]

เมื่อไร รถเทียมด้วยเนื้อที่ติดเครื่องรบ

ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ

หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๒๒๒]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๒๓]

เมื่อไร กองช้างที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือโตมรและของ้าว

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๒๔]

เมื่อไร กองม้าที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือแส้และธนู

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๒๕]

เมื่อไร กองรถที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือธนูและแล่ง

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๒๖]

เมื่อไร กองธนูที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือธนูและแล่ง

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๒๗]

เมื่อไร พวกราชบุตรผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

สวมเกราะอันวิจิตร แกล้วกล้า เหน็บกฤชทองคำ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๒๘]

เมื่อไร หมู่พราหมณ์ผู้มีพรตประดับแล้ว

ทาตัวด้วยจุรณจันทน์เหลือง ใช้ผ้าเนื้อดีจากแคว้นกาสี

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๒๙]

เมื่อไร หมู่อำมาตย์ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

สวมเกราะสีเหลือง แกล้วกล้า

เดินนำไปข้างหน้าอย่างเป็นระเบียบ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๓๐]

เมื่อไร พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง

ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๓๑]

เมื่อไร พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง

ผู้ละมุนละไม สะโอดสะอง

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๓๒]

เมื่อไร พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง

ผู้เชื่อฟัง เจรจาไพเราะ น่ารัก

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๓๓]

เมื่อไร เราจักได้ปลงผม ห่มผ้าสังฆาฏิ

อุ้มบาตรเที่ยวบิณฑบาต

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๓๔]

เมื่อไร เราจักทรงผ้าสังฆาฏิที่ทำด้วยผ้าบังสุกุล

ที่เขาทิ้งไว้ที่หนทางใหญ่

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๓๕]

เมื่อไร เมื่อมีฝนตกพรำตลอด ๗ วัน

เราจึงมีจีวรเปียกชุ่มเที่ยวไปบิณฑบาต

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๓๖]

เมื่อไร เราจักได้เที่ยวจาริกไปตามต้นไม้น้อยใหญ่

ตามป่าน้อยใหญ่ตลอดทั้งคืนและวัน

โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๓๗]

เมื่อไร เราจักละความกลัวและความขลาดเสียได้

ไปที่ซอกเขาและลำธารได้ตามลำพัง

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๓๘]

เมื่อไร เราจักทำจิตให้ตรงได้เหมือนคนดีดพิณ

ดีดพิณทั้ง ๗ สายให้มีเสียงน่ารื่นรมย์จับใจ

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๓๙]

เมื่อไร เราจักตัดกามสังโยชน์ทั้งที่เป็นของทิพย์

และของมนุษย์ได้เหมือนช่างหนังตัดรองเท้าโดยรอบ

(เมื่อพระมหาชนกทรงรำพึงอย่างนี้แล้ว ทรงถือเพศบรรพชา เสด็จลงจาก ปราสาทไป พระผู้มีพระภาคตรัสถึงเสียงคร่ำครวญของสตรีเหล่านั้นว่า)

[๒๔๐]

พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

ต่างประคองแขนทั้ง ๒ คร่ำครวญว่า

เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงละทิ้งพวกหม่อมฉัน

[๒๔๑]

พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น

ผู้ละมุนละไม สะโอดสะอง

ต่างพากันประคองแขนทั้ง ๒ ร้องคร่ำครวญว่า

เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงละทิ้งพวกหม่อมฉัน

[๒๔๒]

พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น

ล้วนเป็นผู้เชื่อฟัง เจรจาไพเราะ น่ารัก

ต่างพากันประคองแขนทั้ง ๒ คร่ำครวญว่า

เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงละทิ้งพวกหม่อมฉันเสีย

[๒๔๓]

พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

ถูกพระราชาทรงละทิ้งไว้แล้ว เสด็จดำเนินไปมุ่งผนวช

[๒๔๔]

พระราชาทรงละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง

ผู้ละมุนละไม สะโอดสะอง เสด็จดำเนินไปมุ่งผนวช

[๒๔๕]

พระราชาทรงละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น

ล้วนแต่เป็นผู้เชื่อฟัง เจรจาไพเราะ น่ารัก

เสด็จดำเนินไปมุ่งผนวช

[๒๔๖]

ทรงละถาดทองคำหนักประมาณ ๑๐๐ ปละ

จำหลักลวดลายตั้งร้อย ทรงอุ้มบาตรดิน

นั้นเป็นการอภิเษกครั้งที่ ๒

(พระนางสีวลีกราบทูลพระโพธิสัตว์ว่า)

[๒๔๗]

เปลวไฟน่ากลัว ไหม้ท้องพระคลังตามลำดับ

คือ เงิน ทอง แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์มากมาย

[๒๔๘]

แก้วมณี สังข์ แก้วมุกดา ผ้า จันทน์เหลือง

หนังสัตว์ เครื่องงาช้าง ทองแดง

และเหล็กเป็นอันมากที่ไฟไหม้

ข้าแต่พระราชา มาเถิดพระเจ้าข้า

เชิญพระองค์เสด็จกลับก่อนเถิด

พระราชทรัพย์ของพระองค์อย่าได้พินาศเสียหายเลย

(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๔๙]

เราผู้ไม่มีความกังวลอยู่เป็นสุขสบายดีหนอ

เมื่อกรุงมิถิลาถูกเพลิงเผาผลาญ

เรามิได้มีอะไรจะไหม้

(พระนางสีวลีกราบทูลว่า)

[๒๕๐]

พวกโจรป่าเกิดขึ้น ปล้นแคว้นของพระองค์

มาเถิดพระเจ้าค่ะ ขอเชิญพระองค์เสด็จกลับเถิด

แคว้นนี้อย่าได้พินาศเสียหายเลย

(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๕๑]

เราผู้ไม่มีความกังวลอยู่เป็นสุขสบายดีหนอ

เมื่อแคว้นถูกพวกโจรปล้น

เรามิได้มีอะไรจะให้ปล้นเลย

[๒๕๒]

เราผู้ไม่มีความกังวลอยู่เป็นสุขสบายดีหนอ

เราจักมีปีติเป็นอาหารเหมือนเหล่าเทพชั้นอาภัสสรพรหม ๑-

@เชิงอรรถ :

@๑ เหล่าเทพชั้นอาภัสสรพรหมมีปีติเป็นอาหารให้เวลาผ่านไปด้วยความสุขในฌาน (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๕๑/๙๓)

(นารทดาบสกล่าวว่า)

[๒๕๓]

เสียงอึกทึกกึกก้องอะไรกันนั่น

ใครกันหนอเล่นกันเหมือนอยู่ในบ้าน

ท่านสมณะ อาตมภาพขอถาม

มหาชนนั้นติดตามท่านมาเพื่อประโยชน์อะไร

(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๕๔]

มหาชนนี้ติดตามข้าพเจ้าผู้ละทิ้งพวกเขามาในที่นี้

ผู้ล่วงเขตแดนคือกิเลสไป

เพื่อบรรลุถึงโมเนยยธรรม คือญาณของพระมุนี

แต่ยังเจือปนด้วยความเพลิดเพลินทั้งหลายอยู่

พระคุณเจ้าก็รู้อยู่จะถามไปทำไม

(นารทดาบสกล่าวว่า)

[๒๕๕]

พระองค์เพียงแต่ทรงสรีระ (เพศนักบวช) นี้

อย่าได้เข้าพระทัยว่า “เราข้ามเขตแดนคือกิเลสแล้ว”

กรรมคือกิเลสนี้จะพึงข้ามได้ด้วยเพศแห่งบรรพชิตก็หาไม่

เพราะอันตรายทั้งหลายยังมีอยู่มาก

(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๕๖]

อันตรายอะไรหนอ

จะพึงมีแก่ข้าพเจ้าผู้มีปกติอยู่ผู้เดียวอย่างนี้

ข้าพเจ้าไม่ปรารถนากามทั้งหลายทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

(นารทดาบสกล่าวว่า)

[๒๕๗]

อันตรายเป็นอันมากทีเดียว

คือ ความหลับ ความเกียจคร้าน

ความบิดกาย ความเหนื่อยหน่าย

ความเมาอาหารที่มีอยู่ในสรีระของพระองค์

(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๕๘]

ท่านพราหมณ์ ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้าดีหนอ

ท่านพราหมณ์ผู้นิรทุกข์

ข้าพเจ้าขอถามท่าน ท่านเป็นใครหนอ

(นารทดาบสกล่าวว่า)

[๒๕๙]

ชนทั้งหลายรู้จักอาตมภาพโดยชื่อว่า นารทะ

โดยโคตรว่า กัสสปะ

อาตมภาพมาในสำนักของพระองค์ด้วยเข้าใจว่า

การสมาคมกับสัตบุรุษเป็นการดี

[๒๖๐]

ขอความเพลิดเพลินและวิหารธรรมทั้งปวงจงมีแก่พระองค์เท่านั้น

พระองค์จงบำเพ็ญสิ่งที่บกพร่องให้บริบูรณ์เถิด

จงประกอบด้วยความอดทนและความสงบเถิด

[๒๖๑]

จงทรงคลี่คลายความยุบลงและฟูขึ้น

จงสักการะกรรม วิชชา ธรรม ๑-

และสมณธรรมแล้วบำเพ็ญพรหมจรรย์เถิด

[๒๖๒]

ข้าแต่พระชนก พระองค์ทรงละทิ้งช้าง ม้า

ชาวพระนคร และชนบทเป็นอันมาก

เสด็จออกผนวช ทรงยินดีในบาตรดิน

[๒๖๓]

ชาวชนบท มิตร อำมาตย์ และพระญาติเหล่านั้น

ได้ทำความผิดอะไรให้แก่พระองค์หรือหนอ

เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงชอบพระทัยบาตรดินนั้น

(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๖๔]

ท่านฤๅษี ข้าพเจ้ามิได้เคยเอาชนะ

พระญาติอะไรๆ โดยส่วนเดียวในกาลไหนๆ โดยอธรรมเลย

แม้พระญาติทั้งหลายก็มิเคยได้เอาชนะข้าพเจ้าโดยอธรรม

@เชิงอรรถ :

@๑ คำว่า กรรม ได้แก่กุศลกรรมบถ ๑๐, คำว่า วิชชา ได้แก่ญาณในอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘

@คำว่า ธรรม ได้แก่สมณธรรมกล่าวคือการบำเพ็ญกสิณ (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๖๑/๙๘)

[๒๖๕]

ข้าพเจ้าได้เห็นประเพณีของโลก

เห็นโลกถูกกิเลสกัดกร่อน ถูกกิเลสทำให้เป็นดุจเปือกตม

จึงได้ทำเหตุนี้ให้เป็นเครื่องเปรียบเทียบว่า

ปุถุชนจมอยู่ในกิเลสวัตถุใด

สัตว์เป็นจำนวนมากย่อมเดือดร้อน

และย่อมถูกฆ่า ในกิเลสวัตถุนั้น

ดังนี้แล้ว จึงได้บวชเป็นภิกษุ นะท่านผู้ครองหนังสัตว์ผู้เจริญ

(นารทดาบสกล่าวว่า)

[๒๖๖]

ใครหนอเป็นผู้จำแนกแจกธรรมคำสั่งสอนพระองค์

คำอันสะอาดนี้เป็นคำของใคร

ท่านผู้เป็นจอมทัพ เพราะบอกเจาะจงถึงดาบสผู้เป็นกรรมวาที

หรือสมณะคือพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยวิชชา

นักปราชญ์ไม่เรียกผู้ประพฤติวัตรว่า เป็นสมณะ

เหมือนการก้าวล่วงทุกข์ได้เลย

[๒๖๗]

ท่านผู้ครองหนังสัตว์

แม้ข้าพเจ้าจะสักการะสมณะหรือพราหมณ์โดยส่วนเดียว

แต่ไม่เคยเข้าไปใกล้ไต่ถามอะไรๆ ในกาลไหนๆ เลย

(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๖๘]

ข้าพเจ้ารุ่งเรืองด้วยสิริไปยังพระราชอุทยาน

ด้วยอานุภาพใหญ่ ขณะที่เพลงขับที่เขาขับร้อง

ดนตรีที่ไพเราะกำลังบรรเลงอยู่

[๒๖๙]

ข้าพเจ้านั้นได้เห็นต้นมะม่วงที่กำลังมีผลอยู่ภายนอกกำแพง

ถูกพวกมนุษย์ผู้ที่ต้องการผลฟาดอยู่

ในพระราชอุทยานอันกึกก้องด้วยการประโคมดนตรี

ประกอบด้วยคนขับและคนประโคม

[๒๗๐]

ข้าแต่ท่านผู้ครองหนังสัตว์

ข้าพเจ้านั้นละทิ้งสิรินั้นเสียแล้วลงจากยาน

เข้าไปใกล้ต้นมะม่วงทั้งที่มีผลและไม่มีผล

[๒๗๑]

ข้าพเจ้าได้เห็นต้นมะม่วง

อันมีผลถูกฟาดกระจัดกระจายย่อยยับ

ส่วนมะม่วงอีกต้นหนึ่งสีเขียวชะอุ่มน่าพอใจ

[๒๗๒]

ศัตรูทั้งหลายจักกำจัดแม้พวกเรา

ผู้เป็นอิสระ ผู้มีเสี้ยนหนามมาก

เหมือนต้นมะม่วงที่มีผลถูกมนุษย์ทั้งหลายเบียดเบียนแล้ว

[๒๗๓]

เสือเหลืองถูกฆ่าเพราะหนัง ช้างถูกฆ่าเพราะงา

คนมีทรัพย์ถูกฆ่าเพราะทรัพย์

ใครเล่าจักฆ่าคนที่ไม่มีที่อยู่ ที่ไม่มีความคุ้นเคย

ต้นมะม่วงที่มีผลและไม่มีผลทั้ง ๒ ต้นนั้นเป็นครูของข้าพเจ้า

(พระนางสีวลีกราบทูลว่า)

[๒๗๔]

ชนทั้งปวง คือ กองพลช้าง กองพลม้า

กองพลรถ กองพลราบ ต่างก็ตกใจว่า

พระราชาทรงผนวชเสียแล้ว

[๒๗๕]

ขอพระองค์ได้ทรงปลอบชุมชนให้เบาใจ

ทรงวางหลักปกครอง

ทรงอภิเษกพระราชโอรสไว้ในราชสมบัติแล้ว

จึงจักทรงผนวชในภายหลัง

(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๗๖]

เราได้สละชาวชนบท มิตร อำมาตย์

และพระญาติทั้งหลายแล้ว พระราชโอรสของชาวแคว้นวิเทหะ

และคนผู้มีอายุยืน ผู้จักผดุงรัฐให้เจริญก็มีอยู่

เธอเหล่านั้นจักครองราชสมบัติในกรุงมิถิลา นะปชาบดี

[๒๗๗]

จงมาเถิด เราจะตามสอนเธอด้วยวาจาที่ชอบ

เธอจะไปสู่ทุคติด้วยกาย วาจา และใจ เพราะบาปใด

เมื่อเธอครองราชสมบัติก็จักทำบาปทุจริตนั้นเป็นอันมาก

[๒๗๘]

ผู้ที่ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยก้อนข้าวที่ผู้อื่นให้

ซึ่งสำเร็จมาแต่ผู้อื่นนี้ นั่นเป็นธรรมของนักปราชญ์

(พระนางสีวลีกราบทูลว่า)

[๒๗๙]

กุลบุตรผู้ฉลาดแม้คนใดไม่พึงบริโภคอาหารในภัตกาลที่ ๔ ๑-

จะพึงตายอย่างน่าอนาถเพราะความหิว

กุลบุตรผู้ฉลาดนั้นก็ไม่พึงบริโภคก้อนข้าว

ที่เปื้อนฝุ่น ซึ่งไม่ดีมิใช่หรือ

กิริยาของพระองค์นี้ไม่ดี ไม่งามเลย

ข้าแต่พระชนก พระองค์พึงเสวยก้อนเนื้อที่เป็นเดนสุนัข

(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๘๐]

พระนางสีวลี บิณฑบาตใด

เป็นของอันบุคคลผู้ครองเรือน หรือสุนัขสละแล้ว

บิณฑบาตนั้นชื่อว่าไม่เป็นอาหารของอาตมภาพก็หามิได้

ของบริโภคเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่ได้มาโดยธรรม

ของบริโภคทั้งหมดนั้นกล่าวกันว่า ไม่มีโทษ

(พระโพธิสัตว์ตรัสกับเด็กหญิงว่า)

[๒๘๑]

กุมาริกาผู้นอนแนบมารดา ผู้ประดับอยู่เป็นนิตย์

เพราะเหตุไร กำไลมือข้างหนึ่งของเธอจึงมีเสียงดัง

อีกข้างหนึ่งไม่มีเสียงดัง

@เชิงอรรถ :

@๑ คำว่า ไม่พึงบริโภคอาหารในภัตกาลที่ ๔ พระนางสีวลีตรัสหมายถึงว่า ถ้าบุคคลเราไม่บริโภคอาหาร

@มื้อสุดท้าย จะพึงตายไปเพราะความหิว ผู้นั้นพึงเป็นสัตบุรุษเชื้อสายกุลบุตร จึงไม่พึงเสวยอาหารนั้น

@เพราะทรงรังเกียจเนื้อที่เป็นเดนสุนัขที่พระมหาชนกนำมาย่างเสวย (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๗๙/๑๐๕)

(เด็กหญิงกราบทูลว่า)

[๒๘๒]

ท่านสมณะ กำไลมือ ๒ วงที่สวมอยู่ที่ข้อมือของดิฉันนี้

เพราะทั้ง ๒ วงกระทบกัน จึงเกิดเสียงดัง

คติของคน ๒ คนก็เป็นเช่นนี้

[๒๘๓]

ท่านสมณะ กำไลมือวงหนึ่งที่สวมอยู่ที่ข้อมือของดิฉันนี้

ไม่มีอันที่ ๒ จึงไม่มีเสียงดังเหมือนมุนีสงบนิ่งอยู่

[๒๘๔]

คนมีคู่จึงถึงความวิวาทกัน บุคคลคนเดียวจักวิวาทกับใคร

ท่านนั้นเป็นผู้ปรารถนาสวรรค์ ก็ขอจงชอบความเป็นผู้เดียวเถิด

(พระโพธิสัตว์ตรัสกับพระนางสีวลีว่า)

[๒๘๕]

พระนางสีวลี เธอได้ยินคาถาที่นางกุมาริกากล่าวแล้วหรือ

นางกุมาริกาเป็นสาวใช้มาติเตียนเรา มันเป็นคติของคนคู่เท่านั้น

[๒๘๖]

พระนางผู้เจริญ ทาง ๒ แพร่งนี้

เราทั้ง ๒ ผู้เดินทางได้สัญจรมาแล้ว

บรรดาทางทั้ง ๒ แพร่งนั้น เธอจงเลือกเอาทางหนึ่ง

อาตมภาพก็จักเลือกเอาอีกทางหนึ่ง

[๒๘๗]

เธออย่าเรียกอาตมภาพว่าเป็นพระสวามีของเธอ

และอาตมภาพก็จะไม่เรียกเธอว่าเป็นพระมเหสีของอาตมภาพต่อไป

เมื่อกษัตริย์ทั้ง ๒ ตรัสข้อความนี้แล้วต่างก็เสด็จเข้าไปยังถูณนคร

[๒๘๘]

เมื่อจวนเวลาอาหาร พระโพธิสัตว์ประทับอยู่

ณ ซุ้มประตูของช่างศร และ ณ ที่นั้น

ช่างศรนั้นหลับตาลงข้างหนึ่งเล็งดูลูกศรที่คด

ซึ่งตนดัดให้ตรงด้วยตาอีกข้างหนึ่ง

(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๘๙]

ช่างศร ท่านจงฟังอาตมภาพ

ท่านเห็นความสำเร็จประโยชน์หรือหนอ

ที่ท่านหลับตาข้างหนึ่งลง เล็งดูลูกศรที่คดด้วยตาอีกข้างหนึ่ง

(ช่างศรกราบทูลว่า)

[๒๙๐]

ท่านสมณะ การเล็งดูด้วยตาทั้ง ๒ ย่อมปรากฏกว้างไป

เพราะเห็นไม่ถึงส่วนที่คดข้างหนึ่ง การดัดให้ตรงจึงไม่สำเร็จ

[๒๙๑]

แต่เมื่อหลับตาข้างหนึ่ง เล็งดูส่วนที่คดด้วยตาข้างหนึ่ง

เพราะเห็นส่วนที่คดข้างหน้า การดัดให้ตรงจึงสำเร็จได้

[๒๙๒]

คนที่มีคู่จึงวิวาทกัน คนเดียวจักวิวาทกับใคร

ท่านนั้นปรารถนาสวรรค์ ก็ขอจงชอบความเป็นผู้เดียวเถิด

(พระโพธิสัตว์ตรัสกับพระนางสีวลีว่า)

[๒๙๓]

พระนางสีวลี เธอได้ยินคำที่ช่างศรกล่าวแล้วหรือยัง

คนใช้มาติเตียนเรา นั้นเป็นคติของคนคู่เท่านั้น

[๒๙๔]

พระนางผู้เจริญ ทาง ๒ แพร่งนี้

เราทั้ง ๒ ผู้เดินทางได้สัญจรมาแล้ว

บรรดาทาง ๒ แพร่งนั้น เธอจงเลือกเอาทางหนึ่ง

อาตมภาพก็จักเลือกเอาอีกทางหนึ่ง

[๒๙๕]

เธออย่าเรียกอาตมภาพว่าเป็นพระสวามีของเธอ

และอาตมภาพก็จะไม่เรียกเธอว่า

เป็นพระมเหสีของอาตมภาพต่อไป

หญ้ามุงกระต่ายเล็กน้อยขาดไปแล้ว ๑-

เธอจงอยู่คนเดียวเถิด พระนางสีวลี

มหาชนกชาดกที่ ๒ จบ

@เชิงอรรถ :

@๑ หญ้ามุงกระต่ายเล็กน้อยขาดไปแล้ว พระโพธิสัตว์ตรัสหมายถึงหญ้ามุงกระต่ายเส้นเล็กๆ ที่พระองค์

@ถอนขึ้นมาแล้วดึงให้ขาดจากกัน ใครๆ ไม่สามารถต่อกันได้ เป็นการเตือนว่า พระองค์ไม่ปรารถนาจะ

@อยู่ร่วมกับพระเทวีอีก เป็นการห้ามไม่ให้ตามไป (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๙๕/๑๑๑-๑๑๒)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๘. เตมิยชาดกชาดกถัดไป๕๔๐. สุวรรณสามชาดก