ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มหาชนกชาดก
ชาดกที่ ๕๓๙ · มหานิบาตชาดก

มหาชนกชาดก

ว่าด้วยพระมหาชนกทรงบำเพ็ญวิริยบารมี

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๔๔๒ · บรรทัด ๒๘๗๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมหาชนกชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๔ จาก ๗

เรื่องเล่า

เมื่อพระมหาสัตว์ทรงเจริญสมณธรรมอยู่บนประสาทนั่นแล เวลาล่วงไปสี่เดือน ลำดับนี้ ๆ. พระหฤทัยของพระองค์ได้น้อมไปในบรรพชาอย่างยิ่งพระราชนิเวศปรากฏดุจโลกันตนรก ภพทั้งสามปรากฏแก่พระองค์เหมือนถูกไฟไหม้ พระมหาสัตว์มีพระหฤทัยมุ่งเฉพาะต่อบรรพชา ทรงจินตนาการว่าเมื่อไรหนอ กาลเป็นที่ละกรุงมิถิลา ซึ่งประดับตกแต่งดังพิภพแห่งท้าวสักกเทวราชนี้ แล้วไปสู่ป่าหิมวันต์ทรงเพศบรรพชิต จักมีแก่เรา ทรงคิดฉะนี้แล้วทรงเริ่มพรรณนากรุงมิถิลาว่า

เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง ซึ่ง นายช่างผู้ฉลาดจัดการสร้างจำแนกสถานที่เป็นพระราช นิเวศเป็นต้น ปันส่วนออกเป็นประตูและถนนตามส่วน ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง กว้างขวางรุ่งเรืองด้วยประการทั้งปวง ออกบวช ความ ประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่งมี กำแพงและหอรบเป็นอันมาก ออกบวช ความประสงค์ นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง มี ป้อมและซุ้มประตูมั่นคง ออกบวช ความประสงค์ นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง มี ทางหลวงตัดไว้เรียบร้อย ออกบวช ความประสงค์ นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง มี ร้านตลาดในระหว่างจัดไว้อย่างดี ออกบวช ความ ประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง เบียดเสียดไปด้วยรถเทียมโคและม้า ออกบวช ความ ประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง มี ระเบียบแห่งหมู่ไม้ในที่เที่ยวสำราญ ออกบวช ความ ประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง มี ระเบียบแห่งหมู่ไม้ในพระราชอุทยาน ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจัก ละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง มี ระเบียบแห่งปราสาทอันประเสริฐ ออกบวช ความ ประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง มี ปราการสามชั้น พรั่งพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งพระเจ้าวิเทหรัฐผู้ทรงยศ พระนามว่าโสมนัส ทรง สร้างไว้ ออกบวช ความประสงค์นั้น จักสำเร็จได้ เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่ง ซึ่ง พระเจ้าวิเทหรัฐทรงสะสมธัญญาหารเป็นต้น ทรงปกครองโดยธรรม ออกบวช ความประสงค์นั้น จักสำเร็จ ได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละกรุงมิถิลาราชธานี อันมั่งคั่งอัน หมู่ปัจจามิตรผจญไม่ได้ ทรงปกครองโดยธรรม ออก บวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละพระราชมณเฑียรสถาน อันน่า รื่นรมย์ จำแนกปันสถานที่ไว้สมส่วน ออกบวช ความ ประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละพระราชมณเฑียรสถาน อันน่า รื่นรมย์ ซึ่งฉาบทาด้วยปูนขาวและดิน ออกบวช ความประสงค์นั้นจัดสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละพระราชมณเฑียรสถาน อันน่า รื่นรมย์ มีกลิ่นหอมฟุ้งจรุงใจ ออกบวช ความประ สงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละพระตำหนักยอดอันจำแนกปัน สมส่วน ออกบวช ความประสงค์นั้น จักสำเร็จได้ เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละพระตำหนักยอดอันฉาบทาด้วย ปูนขาวและดิน ออกบวช ความประสงค์นั้น จักสำเร็จ ได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละพระตำหนักยอดอันมีกลิ่นหอม ฟุ้งจรุงใจ ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้ เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละพระตำหนักยอดอันทาสีวิเศษ สวยสด ลาดรดประพรมด้วยแก่นจันทน์ ออกบวช ความประสงค์นั้นจัดสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละบัลลังก์ทอง ซึ่งลาดอย่างวิจิตร ด้วยหนังโค ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้ เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละบัลลังก์แก้วมณี ซึ่งลาดอย่าง วิจิตรด้วยหนังโค ออกบวช ความประสงค์นั้นจัก สำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละผ้าฝ้ายผ้าไหม ผ้าอันเกิดแต่ โขมรัฐและเกิดแต่โกทุมพรรัฐ ออกบวช ความประ สงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละสระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์ ซึ่ง นกจากพรากร่ำร้องแล้ว ดาดาษไปด้วยพรรณไม้น้ำ ทั้งปทุมและอุบล ออกบวช ความประสงค์ สำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละกองช้างซึ่งประดับประดาไปด้วย เครื่องอลังการทั้งปวง และเหล่าช้างมีสายรัดทองคำ บริบูรณ์ด้วยเครื่องประดับศีรษะและข่ายทองคำ เหล่า ควาญที่ประจำก็ถือโตมรและของ้าว ออกบวช ความ ประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละกองม้า ซึ่งประดับประดาด้วย สรรพาลังการ และเหล่าสินธพชาติอาชาไนย ซึ่งเป็น พาหนะเร็ว อันเหล่าคนฝึกประจำถือดาบและแล่งศร อยู่เป็นนิตย์ ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้ เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละกองรถซึ่งติดเครื่องรบ ชักธง ประจำ หุ้มหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับ ประดาด้วยอลังการอันวิจิตร มีคนประจำรถถือศร สวมเกราะ ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้ เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละกองรถทองคำซึ่งติดเครื่องรบชัก ธงประจำ หุ้มหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับ ประดาด้วยอลังการอันวิจิตร มีคนประจำถือศรสวม เกราะ ออกบวช ความประสงค์นั้น จักสำเร็จได้ เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละรถเงิน ซึ่งติดเครื่องรบ ชักธง ประจำ หุ้มหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับ ประดาด้วยอลังการอันวิจิตร มีคนประจำรถถือศร สวมเกราะ ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้ เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละกองรถม้า ซึ่งติดเครื่องรบชักธง ประจำ หุ้มหนึ่งเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับ ประดาด้วยอลังการอันวิจิตร มีคนประจำถือศรสวม เกราะ ออกบวช ความประสงค์นั้น จักสำเร็จได้ เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละกองรถเทียมอูฐ ซึ่งติดเครื่องรบ ชักธงประจำ หุ้มหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง ประดับ ประดาด้วยอลังการอันวิจิตร มีคนประจำถือศรสวม เกราะ ออกบวช ความประสงค์นั้น จักสำเร็จได้ เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละกองรถเทียมแพะ แกะ เนื้อ โค ซึ่งติดเครื่องรบ ชักธงประจำ หุ้มหนังเสือเหลืองและ เสือโคร่ง ประดับประดาด้วยอลังการอันวิจิตร มีคน ประจำถือศรสวมเกราะ ออกบวช ความประสงค์นั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละกองฝึกช้าง ถือโตมรและของ้าว กองฝึกม้าทรงเครื่องประดับทองคำ กองพลธนูถือ คันธนูพร้อมทั้งแล่งธนู เหล่าราชบุตรทรงเครื่อง ประดับทองคำ ทั้งสี่เหล่านี้ล้วนประดับด้วยเครื่อง สรรพาลังการ เป็นผู้กล้าหาญสวมเกราะมีวรรณะเขียว ส่วนราชบุตรสวมเกราะอันวิจิตรถือกริชทอง ออกบวช ความประสงค์นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละหมู่พราหมณ์ผู้ครองผ้าเครื่อง บริขารครบครัน ทาตัวด้วยแก่นจันทน์เหลือง ทรงผ้า มาแต่แคว้นกาสีอันอุดม และนางสนมกำนัลประมาณ ๗๐๐ คน ซึ่งประดับด้วยเครื่องสรรพาลังการ เอวบาง สำรวมดีแล้ว เมื่อฟังคำสั่ง พูดจาน่ารัก ออกบวช ความประสงค์นั้น จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักละภาชนะทองคำน้ำหนักร้อยปัลละ จำหลักลวดลายนับด้วยร้อย ออกบวช ความประสงค์ นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรกองช้างซึ่งประดับประดาด้วยเครื่อง อลังการทั้งปวงเป็นต้น จนถึงเหล่านางสนมกำนัลผู้ เชื่อฟังคำสั่ง พูดจาน่ารัก เป็นที่สุด ผู้ติดตามเราไป เขาจักไม่ติดตามเราอันใด ความที่พวกนั้น ๆ ไม่ติด ตามเรานั้น จักมีจักเป็นได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักได้ปลงผมห่มผ้าสังฆาฏิ อุ้มบาตร เที่ยวบิณฑบาต จักทรงผ้าสังฆาฏิอันทำด้วยผ้าบังสุกุล ที่เขาทิ้งไว้ตามถนนหนทาง เมื่อฝนตกเจ็ดวัน จักมี จีวรเปียกซุ่มเที่ยวบิณฑบาต จักจาริกไปตามต้นไม้ ตามราวป่า ทั้งกลางวันและกลางคืน เที่ยวไปโดยไม่ เหลียวแลถึงกิจการอันใดอันหนึ่ง จักละความกลัว ความขลาดให้เด็ดขาด จักอยู่ผู้เดียวตามภูเขาและ สถานที่อันลำบาก จักทำจิตให้ตรง ดุจคนดีดพิณ ดีดสายทั้งเจ็ดให้เป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ ความประสงค์ นั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ. เมื่อไรเราจักตัดเสียซึ่งกามสังโยชน์ อันเป็นของ ทิพย์และของมนุษย์ ดุจช่างรถตัดรองเท้าโดยรอบ ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กทา เป็นบทกำหนดเวลา. บทว่า ผิตํ ความว่า แพร่ คือเต็มด้วยผ้าและเครื่องประดับเป็นต้น. บทว่า วิภตฺตํ ภาคโส มตํ ความว่า อันนายช่างผู้สร้างพระนครผู้ฉลาด แบ่งสถานที่เป็นพระราชนิเวศเป็นต้น ปันส่วนเป็นประตูและถนน. บทว่า ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ความว่า การละพระนครเห็นปานนี้ ออกบวชนั้น จักมีได้เมื่อไร. บทว่า สพฺพโต ปภํ ความว่า ประกอบด้วยแสงสว่างแห่งเครื่องประดับโดยรอบ. บทว่า พหุปาการโตรณํ ความว่า ประกอบด้วยกำแพงหนาแน่นและประตูหอรบ. บทว่า ทฬฺหมฏฏาลโกฏฺกํ ความว่า ประกอบด้วยป้อมและซุ้มประตูมั่นคง. บทว่า ปีฬิตํ ความว่า เกลื่อนกล่น. บทว่า ติปุรํ ความว่า ประกอบด้วยกำแพงสามชั้น คือ มีกำแพงสามชั้น อีกอย่างหนึ่งความว่า ล้อมรอบสามรอบ. บทว่า ราชพนฺธนึ ความว่า เป็นเมืองที่เต็นไปด้วยพระบรมวงศานุวงศ์สามชั้นทีเดียว บทว่า โสมนสฺเสน ความว่าพระเจ้าวิเทหราชมีพระนามอย่างนี้. บทว่า นิจฺจิเต ได้แก่ สะสมธัญญาหารเป็นต้นอุดมสมบูรณ์. บทว่า อชฺเชยฺย ได้แก่ หมู่ปัจจามิตรเอาชนะไม่ได้. บทว่า จนฺทนโผสิเต ได้แก่ ประพรมด้วยจันทน์แดง. บทว่า โขมโกทุมฺพรานิ ได้แก่ ผ้าที่เกิดแต่โขมรัฐและโกทุมพรรัฐ. บทว่า หตฺถิคุมฺเพ ได้แก่ โขลงช้าง. บทว่า เหมกปฺปนิวาสเส ได้แก่ ประกอบด้วยของสำเร็จรูปกล่าวคือเครื่องประดับศีรษะล้วนแล้วไปด้วยทอง และข่ายทอง บทว่าคามนีเยภิ ได้แก่ เหล่าหัตถาจารย์. บทว่า อาชานีเย จ ชาติเย ได้แก่ฝูงม้าทั้งหลายเช่นนั้น ชื่ออาชาไนย เพราะรู้เหตุและมิใช่เหตุ ชื่อมีชาติเพราะสมบูรณ์ด้วยชาติ. บทว่า คามนีเยภิ ได้แก่ เหล่าอัศวาจารย์. บทว่า อินฺทิยา จาปธาริภิ ได้แก่ ทรงไว้ซึ่งดาบและแล่งศร. บทว่า รถเสนิโยได้แก่ เวยฺยคฺเฆ บทว่า สนฺนทฺเธ ได้แก่ สวมเกราะด้วยดี. บทว่า ทีเปอโถปิ เวยฺยคฺเฆ ได้แก่ หุ้มหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง. บทว่า คามนีเยภิได้แก่ เหล่ารถาจารย์. บทว่า สชฺฌุรเถ ได้แก่ รถเงิน ประกอบรถเทียมแพะ รถเทียมแกะ รถเทียมเนื้อ เพื่อความงดงาม. บทว่า อริยคเฆได้แก่ หมู่พราหมณ์ ได้ยินว่า พราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้มีวาจาระประเสริฐในเวลานั้น เพราะเหตุนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวถึงพราหมณ์เหล่านั้นอย่างนี้บทว่า หริจนฺทนลิตฺตงฺเค ได้แก่ มีสรีระไล้ทาด้วยจันทน์สีทอง พระมหาสัตว์กล่าวว่า สตฺตสตา หมายเอาเฉพาะภริยาที่รักเท่านั้น บทว่า สุสญฺา ได้แก่ สำรวมแล้วด้วยดี. บทว่า อสฺสวา ได้แก่ ทำตามถ้อยคำบทว่า สตปลฺลํ ได้แก่ สร้างด้วยทองคำหนักร้อยปัสละ. บทว่า กํสํ ได้แก่ถาด. บทว่า สตราชิกํ ได้แก่ ประกอบด้วยลวดลายด้านหลังร้อยลาย บทว่า ยนฺตํ มํ ความว่า ผู้ติดตามทั้งหลาย เมื่อไรจักไม่ติดตามเราผู้ไปไพรสณฑ์คนเดียวเท่านั้น. บทว่า สตฺตาหํ เมเฆ ได้แก่ เมื่อเมฆฝนตั้งขึ้นตลอดเจ็ดวัน ความว่า เวลาฝนตกตลอดเจ็ดวัน. บทว่า สพฺพณฺหํ แปลว่าตลอดคืนตลอดวัน. บทว่า วีณรุชฺชโก แปลว่า ผู้บรรเลงพิณ. บทว่า กามสํโยชเน ได้แก่ กามสังโยชน์. บทว่า ทิพฺเพ แปลว่า เป็นของทิพย์บทว่า มานุเส แปลว่า เป็นของมนุษย์.

ได้ยินว่า พระมหาสัตว์บังเกิดในกาลที่คนมีอายุหมื่นปี เสวยราชสมบัติเจ็ดพันปี ได้ทรงผนวชในเมื่อพระชนมายุยังเหลืออยู่ประมาณสามพันปี ก็เมื่อจะทรงผนวช ได้เสด็จอยู่ในฆราวาสวิสัยสี่เดือน จำเดิมแต่กาลที่ได้ทอดพระเนตรเห็นต้นมะม่วงที่ประตูพระราชอุทยาน ทรงดำริว่า เพศแห่งบรรพชิตประเสริฐกว่าเพศแห่งพระราชานี้ เราจักบวช จึงตรัสสั่งราชบุรุษผู้รับใช้เป็นความลับว่า เจ้าจงนำผ้าย้อมฝาดและบาตรดินมาแต่ร้านตลาด อย่าให้ใคร ๆ รู้ราชบุรุษนั้นได้ทำตามรับสั่ง พระราชาโปรดให้เรียกเจ้าพนักงานภูษามาลามาให้ปลงพระเกศาและพระมัสสุ พระราชทานบ้านส่วยแก่ภูษามาลาแล้วโปรดให้กลับไป ทรงนุ่งผ้ากาสาวะผืนหนึ่ง ทรงห่มผืนหนึ่ง ทรงพาดผืนหนึ่งที่พระอังสา สวมบาตรดินในถุงคล้องพระอังสา ทรงธารพระกรสำหรับคนแก่แต่ที่นั้น เสด็จจงกรมไปมาในปราสาทด้วยปัจเจกพุทธลีลาสิ้นวันเล็กน้อย ทรงเปล่งอุทานว่า โอ บรรพชาเป็นสุข เป็นสุขอย่างยิ่ง เป็นสุขอันประเสริฐ.

พระมหาสัตว์เสด็จประทับอยู่ในปราสาทนั้นแล ตลอดวันนั้น วันรุ่งขึ้นทรงปรารภจะเสด็จลงจากปราสาทในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น คราวนั้นพระนางสีวลีเทวีตรัสเรียกสตรีคนสนิทเจ็ดร้อยเหล่านั้นมารับสั่งว่า พวกเราไม่ได้เห็นพระราชาของเราทั้งหลาย ล่วงมาได้สี่เดือนแล้ว วันนี้เราทั้งหลายจักพากันไปเฝ้าท้าวเธอ ท่านทั้งหลายพึงตกแต่งด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง แสดงเยื้องกรายมีกิริยาอาการร่าเริง เพ็ดทูล ขับร้องอย่างสตรีเป็นต้นตามกำลังพยายามผูกพระองค์ไว้ด้วยเครื่องผูกดือกิเลส แม้พระเทวีก็ทรงประดับตกแต่งพระองค์ แล้วเสด็จขึ้นปราสาทกับด้วยสตรีเหล่านั้น ด้วยทรงคิดว่า จักเฝ้าพระราชา แม้ทอดพระเนตรเห็นพระราชาเสด็จลงอยู่ ก็ทรงจำไม่ได้ ถวายบังคมพระราชาแล้ว ประทับอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ด้วยทรงสำคัญว่าบรรพชิตนี้จักเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้ามาถวายโอวาทพระราชา ฝ่ายพระมหาสัตว์เสด็จลงจากปราสาท ฝ่ายพระเทวีเมื่อเสด็จในรูปยังปราสาท ทอดพระเนตรเห็นพระเกศาของพระราชามีสีดุจปีกแมลงภู่ บนหลังพระที่สิริไสยาสน์ และห่อเครื่องราชาภรณ์ จึงตรัสว่า บรรพชิตนั้น ไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้า จักเป็นพระราชสวามีที่รักของพวกเรา มาเถิดท่านทั้งหลาย เราทั้งหลายจักทูลวิงวอนพระองค์ให้เสด็จกลับ จึงเสด็จลงจากปราสาทตามไปทันพระราชาที่หน้าพระลาน ครั้นถึงจึงสยายเกศาเรี่ยรายเบื้องพระปฤษฎางค์ กับด้วยสตรีทั้งปวงเหล่านั้น ข้อนทรวงด้วยพระหัตถ์ทั้งสองกราบทูลว่า พระองค์ทรงทำการอย่างนี้ เพราะเหตุไร พระเจ้าข้า ทรงคร่ำครวญติดตามพระราชาไปอย่างน่าสงสารยิ่ง.

ครั้งนั้น พระนครทั้งสิ้นก็เอิกเกริกโกลาหล ฝ่ายชาวเมืองเหล่านั้นกล่าวว่า ได้ยินว่า พระราชาของพวกเราทรงผนวชเสียแล้ว พวกเราจักได้พระราชาผู้ดำรงอยู่ในยุติธรรมเห็นปานนี้แต่ไหนอีกเล่า แล้วต่างร้องให้ที่ความพระราชาไป.

พระบรมศาสดาเมื่อทรงทำให้แจ้งซึ่งเสียงคร่ำครวญของหญิงเหล่านั้นและความที่พระราชาทรงละหญิงแม้ที่กำลังคร่ำครวญอยู่เหล่านั้นเสีย เสด็จไปเพราะเหตุการณ์นั้น จึงตรัสว่า

พระสนมนารีเจ็ดร้อยเหล่านั้น ประดับด้วย สรรพาลังการ เอวบางสำรวมดี เชื่อถ้อยฟังคำ พูดจา น่ารัก ประคองพาหาทั้งสองกันแสง คร่ำครวญว่า พระองค์ละพวกข้าพระองค์ เพราะเหตุไร พระราชา ทรงละพระสนมนารีเจ็ดร้อยเหล่านั้น ซึ่งประดับด้วย เครื่องอลังการทั้งปวง เอวบางสำรวมดี เชื่อถ้อยฟังคำ พูดจาน่ารัก เสด็จไปมุ่งการผนวชเป็นสำคัญ พระราชา ทรงละภาชนะทองคำหนักร้อยปัลละ มีลวดลายนับ ด้วยร้อย ทรงอุ้มบาตรดินนั้น ให้เป็นอันอภิเษกครั้ง ที่สอง.

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๔ / ๗ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๓ หน้า ๙๓–๑๕๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

มหานิบาตชาดก · ๔๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

[๔๔๒]

โกยํ มชฺเฌ สมุทฺทสฺมึ อปสฺสนฺตีรมายุเห กึ ๒ ตฺวํ อตฺถวสํ ญตฺวา เอวํ วายามเส ภุสํ ฯ

[๔๔๓]

นิสมฺม วตฺตํ โลกสฺส วายมสฺส จ เทวเต ตสฺมา มชฺเฌ สมุทฺทสฺมึ อปสฺสนฺตีรมายุเห ฯ

[๔๔๔]

คมฺภีเร อปฺปเมยฺยสฺมึ ตีรํ ยสฺส น ทิสฺสติ โมโฆ เต ปุริสวายาโม อปฺปตฺวาว มริสฺสสิ ฯ #๑ สี. ยุ. โสหํ ฯ ๒ ม. กํ ฯ

[๔๔๕]

อนโณ ญาตีนํ โหติ เทวานํ ปิตุนญฺจ โส กรํ ปุริสกิจฺจานิ น จ ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ

[๔๔๖]

อปารเณยฺยํ ยํ กมฺมํ อผลํ กิลมถุทฺทยํ ตตฺถ โก วายเมนตฺโถ มจฺจุ ยสฺสาภินิปฺผตํ ๑ ฯ

[๔๔๗]

อปารเณยฺยมจฺจนฺตํ โย วิทิตฺวาน เทวเต น รกฺเข อตฺตโน ปาณํ ชญฺญา โส ยทิ หาปเย ฯ อธิปฺปายผลํ เอเก อสฺมึ โลกสฺมิ เทวเต ปโยชยนฺติ กมฺมานิ ตานิ อิชฺฌนฺติ วา น วา ฯ สนฺทิฏฺฐิกํ กมฺมผลํ นนุ ปสฺสสิ เทวเต สนฺนา อญฺเญ ตรามหํ ตญฺจ ปสฺสามิ สนฺติเก ฯ โส อหํ วายมิสฺสามิ ยถาสตฺติ ยถาพลํ คจฺฉํ ปารํ สมุทฺทสฺส กสฺสํ ปุริสการิยํ ฯ

[๔๔๘]

โย ตฺวํ เอวํ คเต โอเฆ อปฺปเมยฺเย มหณฺณเว ธมฺมวายามสมฺปนฺโน กมฺมุนา นาวสีทติ โส ตฺวํ ตตฺเถว คจฺฉาหิ ยตฺถ เต นิรโต มโน ฯ

[๔๔๙]

สุริยุคฺคมเน นิธิ อโถ โอคฺคมเน นิธิ อนฺโต นิธิ พหิ นิธิ น อนฺโต น พหิ นิธิ อาโรหเน มหานิธิ อโถ โอโรหเน นิธิ จตูสุ มหาสาเลสุ สมนฺตา โยชเน นิธิ ทนฺตคฺเคสุ มหานิธิ พาลคฺเคสุ จ เกปุเก ๒ #๑ ม. ...นิปฺปตํ ฯ ๒ เกพุเกติปิ ฯ รุกฺขคฺเคสุ มหานิธิ โสฬเสเต มหานิธี สหสฺสถาโม ปลฺลงฺโก สีวลาราธเนน จ ฯ

[๔๕๐]

อาสึเสเถว ๑ ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ ยถา อิจฺฉึ ตถา อหุ ฯ อาสึเสเถว ๑ ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ อุทกา ถลมุพฺภตํ ฯ วายเมเถว ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ ยถา อิจฺฉึ ตถา อหุ ฯ วายเมเถว ปุริโส น นิพฺพินฺเทยฺย ปณฺฑิโต ปสฺสามิ โวหํ อตฺตานํ อุทกา ถลมุพฺภตํ ฯ ทุกฺขูปนีโตปิ นโร สปญฺโญ อาสํ น ฉินฺเทยฺย สุขาคมาย พหู หิ ผสฺสา อหิตา หิตา จ อวิตกฺกิตาโร มจฺจุมุปฺปชฺชนฺติ ๒ ฯ อจินฺติตมฺปิ ภวติ จินฺติตมฺปิ วินสฺสติ น หิ จินฺตามยา โภคา อิตฺถิยา ปุริสสฺส วา ฯ

[๔๕๑]

อโปราณํ ๓ วต โภ ราชา สพฺพภุมฺโม ทิสํปติ นาชฺช นจฺเจ นิสาเมติ น คีเต กุรุเต มโน ฯ น มิเค นปิ อุยฺยาเน นปิ หํเส อุทิกฺขติ มูโคว ตุณฺหีมาสีโน น อตฺถมนุสาสติ ฯ #๑ ม. อาสีเสเถว ฯ ๒ ม. อวิตกฺกิตา มจฺจุมุปพฺพชนฺติ ฯ ๓ สี. ยุ. อปุราณํ ฯ

[๔๕๒]

สุขกามา รโหสีลา วคฺคพนฺธา อปารุตา ๑ กสฺส ๒ นุ อชฺช อาราเม ทหรา วุฑฺฒา จ อจฺฉเร อติกฺกนฺตวนถา ธีรา นโม เตสํ มเหสินํ เย อุสฺสุกฺกมฺหิ โลกมฺหิ วิหรนฺติ อนุสฺสุกา เต เฉตฺวา มจฺจุโน ชาลํ ตนฺตํ ๓ มายาวิโน ทฬฺหํ สนฺทาลยนฺตา ๔ คจฺฉนฺติ โก เตสํ คติมาปเย ฯ

[๔๕๓]

กทาหํ มิถิลํ ผีตํ วิภตฺตํ ภาคโส มิตํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา ๕ สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ มิถิลํ ผีตํ วิสาลํ สพฺพโต ปภํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ มิถิลํ ผีตํ พหุปาการโตรณํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ มิถิลํ ผีตํ ทฬฺหมฏฺฏาลโกฏฺฐกํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ มิถิลํ ผีตํ สุวิภตฺตํ มหาปถํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ มิถิลํ ผีตํ สุวิภตฺตนฺตราปณํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ มิถิลํ ผีตํ ควสฺสรถปีฬิตํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ #๑ ม. วธพนฺธา อปารตา ฯ ๒ สี. ยุ. เกสํ ฯ ๓ ม. ตตํ ฯ ๔ ม. ฉินฺนาลยตฺตา ฯ #๕ ม. กุทาสฺสุ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ กทาหํ มิถิลํ ผีตํ อารามวนมาลินึ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ มิถิลํ ผีตํ อุยฺยานวนมาลินึ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ มิถิลํ ผีตํ ปาสาทวรมาลินึ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ มิถิลํ ผีตํ ติปุรํ ราชพนฺธุนึ มาปิตํ โสมนสฺเสน เวเทเหน ยสสฺสินา ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ วิเทเห ๑ ผีเต นิจิเต ธมฺมรกฺขิเต ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ วิเทเห ผีเต อเชยฺเย ธมฺมรกฺขิเต ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ อนฺเตปุรํ รมฺมํ วิภตฺตํ ภาคโส มิตํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ อนฺเตปุรํ รมฺมํ สุธามตฺติกเลปนํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ อนฺเตปุรํ รมฺมํ สุจิคนฺธํ มโนรมํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ กูฏาคาเร จ วิภตฺเต ภาคโส มิเต #๑ ม. เวเทเห ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ กูฏาคาเร จ สุธามตฺติกเลปเน ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ กูฏาคาเร จ สุจิคนฺเธ มโนรเม ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ กูฏาคาเร จ ลิตฺเต จนฺทนโผสิเต ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ สุวณฺณปลฺลงฺเก โคณเก จิตฺตสนฺถเต ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ มณิปลฺลงฺเก โคณเก จิตฺตสนฺถเต ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ กปฺปาสโกเสยฺยํ โขมโกทุมฺพรานิ จ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ โปกฺขรณี รมฺมา จากวากปกูชิตา ๑ มณฺฑาลเกหิ สญฺฉนฺนา ปทุมุปฺปลเกหิ จ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ หตฺถิคุมฺเพ จ สพฺพาลงฺการภูสิเต สุวณฺณกจฺเฉ มาตงฺเค เหมกปฺปนิวาสเส อารุเฬฺห คามนีเยภิ โตมรงฺกุสปาณิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ #๑ ม. จกฺกวากปกูชิตา ฯ กทาหํ อสฺสคุมฺเพ จ สพฺพาลงฺการภูสิเต อาชานีเยว ชาติยา สินฺธเว สีฆวาหเน อารุเฬฺห คามนีเยภิ อินฺทิยาจาปธาริภิ ๑ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ รถเสนิโย สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ๒ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ โสวณฺณรเถ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ สชฺฌุรเถ จ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ อสฺสรเถ จ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ #๑ ม. อิลฺลิยาจาปธาริภิ ฯ ๒ ม. วมฺมิภิ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ กทาหํ โอฏฺฐรเถ จ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ โคณรเถ จ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ อชรเถ จ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ เมณฺฑรเถ จ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ มิครเถ จ สนฺนทฺเธ อุสฺสิตทฺธเช ทีเป อโถปิ เวยฺยคฺเฆ สพฺพาลงฺการภูสิเต อารุเฬฺห คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ หตฺถาโรเห จ สพฺพาลงฺการภูสิเต นีลจมฺมธเร สูเร โตมรงฺกุสปาณิโน ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ อสฺสาโรเห จ สพฺพาลงฺการภูสิเต นีลจมฺมธเร สูเร อินฺทิยาจาปธาริโน ๑ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ รถาโรเห จ สพฺพาลงฺการภูสิเต นีลจมฺมธเร สูเร จาปหตฺเถ กลาปิโน ๒ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ ธนุคฺคเห จ สพฺพาลงฺการภูสิเต นีลจมฺมธเร สูเร จาปหตฺเถ กลาปิโน ๒ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ ราชปุตฺเต จ สพฺพาลงฺการภูสิเต จิตฺรจมฺมธเร ๓ สูเร กญฺจนาเวฬุธาริโน ๔ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ อริยคเณ วตฺถวนฺเต ๕ อลงฺกเต หริจนฺทนลิตฺตงฺเค กาสิกุตฺตมธาริโน ๖ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯโ กทาหํ อมจฺจคเณ สพฺพาลงฺการภูสิเต ปีตจมฺมธเร สูเร ปุรโต คจฺฉมาลิโน ๗ #๑ ม. อิลฺลิยาจาปธาริเน ฯ ๒ ม. กลาปิเน ฯ ๓ ม. จิตฺรวมฺมธเร ฯ ๔-๖ ม. ... #ธาริเน ฯ ๕ ม. วตวนฺเต ฯ ๗ ม. คจฺฉมาลิเน ฯ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ สตฺตสตา ภริยา สพฺพาลงฺการภูสิตา ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ สตฺตสตา ภริยา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ สตฺตสตา ภริยา อสฺสวา ปิยภาณินี ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ สตปลกํสํ โสวณฺณํ สตราชิกํ ปหาย ปพฺพชิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทา สุ มํ หตฺถิคุมฺพา สพฺพาลงฺการภูสิตา สุวณฺณกจฺฉา มาตงฺคา เหมกปฺปนิวาสสา อารุฬฺหา คามนีเยภิ โตมรงฺกุสปาณิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทา สุ มํ อสฺสคุมฺพา สพฺพาลงฺการภูสิตา อาชานียาว ชาติยา สินฺธวา สีฆวาหนา อารุฬฺหา คามนีเยภิ อินฺทิยาจาปธาริภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทา สุ มํ รถเสนิโย สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทา สุ มํ สุวณฺณรถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทา สุ มํ สชฺฌุรถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทา สุ มํ อสฺสรถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทา สุ มํ โอฏฺฐรถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทา สุ มํ โคณรถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทา สุ มํ อชรถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทา สุ มํ เมณฺฑรถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทา สุ มํ มิครถา สนฺนทฺธา อุสฺสิตทฺธชา ทีปา อโถปิ เวยฺยคฺฆา สพฺพาลงฺการภูสิตา อารุฬฺหา คามนีเยภิ จาปหตฺเถหิ จมฺมิภิ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทา สุ มํ หตฺถาโรหา สพฺพาลงฺการภูสิตา นีลจมฺมธรา สูรา โตมรงฺกุสปาณิโน ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทา สุ มํ อสฺสาโรหา สพฺพาลงฺการภูสิตา นีลจมฺมธรา สูรา อินฺทิยาจาปธาริโน ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทา สุ มํ รถาโรหา สพฺพาลงฺการภูสิตา นีลจมฺมธรา สูรา จาปหตฺถา กลาปิโน ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทา สุ มํ ธนุคฺคหา สพฺพาลงฺการภูสิตา นีลจมฺมธรา สูรา จาปหตฺถา กลาปิโน ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทา สุ มํ ราชปุตฺตา สพฺพาลงฺการภูสิตา จิตฺรจมฺมธรา สูรา กญฺจนาเวฬธาริโน ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทา สุ มํ อริยคณา วตฺถวนฺตา ๑ อลงฺกตา หริจนฺทนลิตฺตงฺคา กาสิกุตฺตมธาริโน ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทา สุ มํ อมจฺจคณา สพฺพาลงฺการภูสิตา ปีตจมฺมธรา สูรา ปุรโต คจฺฉมาลินี ๒ ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทา สุ มํ สตฺตสตา ภริยา สพฺพาลงฺการภูสิตา ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทา สุ มํ สตฺตสตา ภริยา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทา สุ มํ สตฺตสตา ภริยา อสฺสวา ปิยภาณินี ยนฺตํ มํ นานุยิสฺสนฺติ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ #๑ ม. วตวนฺตา ฯ ๒ ม. คจฺฉมาลิโน ฯ กทาหํ ปตฺตํ คเหตฺวาน มุณฺโฑ สงฺฆาฏิปารุโต ปิณฺฑิกาย จริสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ ปํสุกูลานํ อุชฺฌิตานํ มหาปเถ สงฺฆาฏึ ธารยิสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ สตฺตาหํ เมเฆ ๑ โอวุฏฺเฐ อลฺลจีวโร ปิณฺฑิกาย จริสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ สพฺพณฺหํ ๒ คนฺตฺวา รุกฺขา รุกฺขํ วนา วนํ อนเปกฺโข จริสฺสามิ ๓ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ คิริทุคฺเคสุ ปหีนภยเภรโว อทุติโย คมิสฺสามิ ๔ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ วีณรุชฺชโกว ๕ สตฺตตนฺตึ มโนรมํ จิตฺตํ อุชุํ กริสฺสามิ ตํ กทา สุ ภวิสฺสติ ฯ กทาหํ รถกาโรว ปริกนฺตํ อุปาหนํ กามสํโยชเน เฉจฺฉํ เย ทิพฺเพ เย จ มานุเส ฯ

[๔๕๔]

ตา จ สตฺตสตา ภริยา สพฺพาลงฺการภูสิตา พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ กสฺมา โน วิชหิสฺสสิ ฯ ตา จ สตฺตสตา ภริยา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ กสฺมา โน วิชหิสฺสสิ ฯ ตา จ สตฺตสตา ภริยา อสฺสวา ปิยภาณินี พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ กสฺมา โน วิชหิสฺสสิ ฯ #๑ ม. สตฺตาหสมฺเมเฆ ฯ ๒ สี. ม. สพฺพหํ ฐานํ ฯ ยุ. สพฺพาหํ ฐานํ ฯ #๓ ม. คมิสฺสามิ ฯ สี. ยุ. วิหริสฺสามิ ฯ ๔ สี. ยุ. วิหริสฺสามิ ฯ #๕ ม. วีณํว รุชฺชโก ฯ ตา จ สตฺตสตา ภริยา สพฺพาลงฺการภูสิตา หิตฺวา สมฺปทวี ๑ ราชา ปพฺพชฺชาย ปุรกฺขิโต ฯ ตา จ สตฺตสตา ภริยา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา หิตฺวา สมฺปทวี ๑ ราชา ปพฺพชฺชาย ปุรกฺขิโต ฯ ตา จ สตฺตสตา ภริยา อสฺสวา ปิยภาณินี หิตฺวา สมฺปทวี ๑ ราชา ปพฺพชฺชาย ปุรกฺขิโต ฯ หิตฺวา สตปลฺลกํสํ โสวณฺณํ สตราชิกํ อคฺคหิ มตฺติกาปตฺตํ ตํ ทุติยาภิเสจนํ ฯ

[๔๕๕]

เภสฺมา อคฺคิสมา ชาลา โกสา ฑยฺหนฺติ ภาคโส รชตํ ชาตรูปญฺจ มุตฺตา เวฬุริยา พหู มณโย สงฺขมุตฺตา จ วตฺถกํ ๒ หริจนฺทนํ อชินํ ทนฺตภณฺฑญฺจ โลหํ กาฬายสํ พหุํ เอหิ ราช นิวตฺตสฺสุ มา เต ตํ วินสฺสา ๓ ธนํ ฯ

[๔๕๖]

สุสุขํ วต ชีวาม เยสนฺโน นตฺถิ กิญฺจนํ มิถิลาย ฑยฺหมานาย น เม กิญฺจิ อฑยฺหถ ฯ

[๔๕๗]

อฏวิโย สมุปฺปนฺนา รฏฺฐํ วิทฺธํสยนฺติ เต เอหิ ราช นิวตฺตสฺสุ มา รฏฺฐํ วินสฺสา ๓ อิทํ ฯ

[๔๕๘]

สุสุขํ วต ชีวาม เยสนฺโน นตฺถิ กิญฺจนํ รฏฺเฐ วิลุมฺปมานมฺหิ น เม กิญฺจิ อหารถ #๑ สี. สมฺปทฺทยี ฯ ม. สมฺปทฺทวี ฯ ๒ ม. วตฺถิกํ ฯ ๓ ม. วินสา ฯ สุสุขํ วต ชีวาม เยสนฺโน นตฺถิ กิญฺจนํ ปีติภกฺขา ภวิสฺสาม เทวา อาภสฺสรา ยถา ฯ

[๔๕๙]

กิเมฺหโส มหโต โฆโส กา นุ คาเมว กีฬิยา สมณ เตฺวว ปุจฺฉามิ กตฺเถโสภิสโฏ ชโน ฯ

[๔๖๐]

มมํ โอหาย คจฺฉนฺตํ เอตฺเถโสภิสโฏ ชโน สีมาติกฺกมนํ ยนฺตํ มุนิโมนสฺส ปตฺติยา มิสฺสํ นนฺทีหิ คจฺฉนฺตํ กึ ชานมนุปุจฺฉสิ ฯ

[๔๖๑]

มาสฺสุ ติณฺโณ อมญฺญิตฺโถ ๑ สรีรํ ธารยํ อิมํ อตีรเณยฺยมิทํ กมฺมํ พหู หิ ปริปนฺถโย ฯ

[๔๖๒]

โก นุ เม ปริปนฺถสฺส มม เอวํวิหาริโน โย เนว ทิฏฺเฐ นาทิฏฺเฐ กามานมภิปตฺถเย ฯ

[๔๖๓]

นิทฺทา ตนฺทิ วิชมฺภิตา อรติ ภตฺตสมฺมโท อาวสนฺติ สรีรฏฺฐา พหู หิ ปริปนฺถโย ฯ

[๔๖๔]

กลฺยาณํ วต มํ ภวํ พฺราหฺมณ อนุสาสสิ พฺราหฺมณ เตฺวว ปุจฺฉามิ โก นุ ตฺวมสิ มาริส ฯ

[๔๖๕]

นารโท อิติ นาเมน กสฺสโป อิติ มํ วิทู โภโต สงฺกาเส อาคจฺฉึ สาธุ สพฺภิ สมาคโม ฯ ตสฺส เต สพฺโพ อานนฺโท วิหาโร อุปวตฺตตุ ยทูนํ ตํ ปริปูเรหิ ขนฺติยา อุปสเมน จ ฯ ปสารย สนฺนตญฺจ อุนฺนตญฺจ ปหารย ๒ #๑ ม. อมญฺญิตฺถ ฯ ๒ ม. ปสารยุ ฯ กมฺมํ วิชฺชญฺจ ธมฺมญฺจ สกฺกตฺวาน ปริพฺพช ฯ

[๔๖๖]

พหู หตฺถี จ อสฺเส จ นคเร ชนปทานิ จ หิตฺวา ชนก ปพฺพชิโต กปาเล ๑ รติมชฺฌคา กจฺจิ นุ เต ชานปทา มิตฺตามจฺจา จ ญาตกา ทูภึ อกํสุ ชนก กสฺมา เต ตํ อรุจฺจถ ฯ

[๔๖๗]

น มิคาชิน ชาตุจฺเฉ อหํ กิญฺจิ กุทาจนํ อธมฺเมน ชิเน ญาตึ น จาปิ ญาตโย มมํ ฯ

[๔๖๘]

ทิสฺวาน โลกวตฺตนฺตํ ขชฺชนฺตํ กทฺทมีกตํ หญฺญเร วชฺฌเร เจตฺถ ยตฺถ สนฺโน ๒ ปุถุชฺชโน เอตาหํ อุปมํ กตฺวา ภิกฺขโกสฺมิ มิคาชิน ฯ

[๔๖๙]

โก นุ เต ภควา สตฺถา กสฺเสตํ วจนํ สุจึ ๓ น หิ กปฺปํ วา วิชฺชํ วา ปจฺจกฺขาย รเถสภ สมณมาหุ วตฺตนฺตํ ยถา ทุกฺขสฺสติกฺกโม ฯ

[๔๗๐]

น มิคาชน ชาตุจฺเฉ อหํ กิญฺจิ กุทาจนํ สมณํ พฺราหฺมณํ วาปิ สกฺกตฺวา อนุปาวิสึ ฯ มหตา จานุภาเวน คจฺฉนฺโต สิริยา ชลํ คียมาเนสุ คีเตสุ วชฺชมาเนสุ วคฺคุสุ ตูริยตาลิตสงฺฆุฏฺเฐ ๔ สมฺมตาลสมาหิเต ส มิคาชิน มทฺทกฺขึ ผลึ อมฺพํ ติโรจฺฉทํ ตุทมานํ ๕ มนุสฺเสหิ ผลกาเมหิ ชนฺตุภิ #๑ สี. ยุ. กปลฺเล ฯ ๒ สี. สตฺโต ฯ ๓ ม. สุจิ ฯ ๔ ม. ตูริยตาฬสงฺฆุฏฺเฐ ฯ #๕ สี. ตุชฺชมานํ ฯ ม. หญฺญมานํ ฯ ยุ. ตทฺทมานํ ฯ โส โขหตํ สิรึ หิตฺวา โอโรหิตฺวา มิคาชิน มูลํ อมฺพสฺสุปาคญฺฉึ ผลิโน นิปฺผลสฺส จ ผลึ อมฺพํ หตํ ทิสฺวา วิทฺธสฺตํ วินลีกตํ ๑ อเถกํ อิตรํ อมฺพํ นีโลภาสํ มโนรมํ เอวเมว นูนเมฺหปิ อิสฺสเร พหุกณฺฏเก อมิตฺตา โน วธิสฺสนฺติ ยถา อมฺโพ ผลี หโต อชินมฺหิ หญฺญเต ทีปิ นาโค ทนฺเตหิ หญฺญติ ธนมฺหิ ธนิโน หนฺติ อนิเกตมสนฺถวํ ผลี อมฺโพ อผโล จ เต สตฺถาโร อุโภ มม ฯ

[๔๗๑]

สพฺโพ ชโน สพฺยาธิโต ๒ ราชา ปพฺพชิโต อิติ หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา อสฺสาสยิตฺวา ชนตํ ฐปยิตฺวา ปฏิจฺฉทํ ปุตฺตํ รชฺเช ฐเปตฺวาน อถ ปจฺฉา ปพฺพชิสฺสสิ ฯ

[๔๗๒]

จตฺตา มยา ชานปทา มิตฺตามจฺจา จ ญาตกา สนฺติ ปุตฺตา วิเทหานํ ทีฆาวุ รฏฺฐวฑฺฒโน เต รชฺชํ การยิสฺสนฺติ มิถิลายํ ปชาปติ ฯ

[๔๗๓]

เอหิ ตํ อนุสิกฺขามิ ยํ วากฺยํ มม รุจฺจติ รชฺชํ ตุวํ การยนฺตี ๓ ปาปํ ทุจฺจริตํ พหุํ กาเยน วาจา มนสา เยน คจฺฉสิ ทุคฺคตึ ปรทินฺนเกน ปรนิฏฺฐิเตน ปิณฺเฑน ยาเปติ ๔ ส ธีรธมฺโม ฯ #๑ ม. วินฬีกตํ ฯ ๒ ม. ปพฺยาธิโต ฯ ๓ ม. การยสิ ฯ ๔ ม. ยาเปหิ ฯ

[๔๗๔]

โยปิ จตุตฺเถ ภตฺตกาเล น ภุญฺเช อชฺฌุฏฺฐมาริว ๑ ขุทาย มิยฺเย น เตฺวว ปิณฺฑํ ลุลิตํ อนริยํ กุลปุตฺตรูโป สปฺปุริโส นุ เสเว ตยิทํ น สาธุ ตยิทํ น สุฏฺฐุ สุนขุจฺฉิฏฺฐกํ ชนก ภุญฺชเส ตุวํ ฯ

[๔๗๕]

น จาปิ เม สีวลิ โส อภกฺโข ยํ โหติ จตฺตํ คิหิโน สุนขสฺส วา เยเกจิ โภคา อิธ ธมฺมลทฺธา สพฺโพ โส ภกฺโข อนวโยติ ๒ วุตฺโต ฯ

[๔๗๖]

กุมาริเก อุปเสนิเย นิจฺจํ นิคฺคลมณฺฑิเต กสฺมา เต เอโก ภุโช ชนติ ๓ เอโก เต น ชนตี ๓ ภุโช ฯ

[๔๗๗]

อิมสฺมึ เม สมณ หตฺเถ ปฏิมุกฺกา ทุนีวรา ๔ สงฺฆฏฺฏา ชายเต สทฺโท ทุติยสฺเสว สา คติ อิมสฺมึ เม สมณ หตฺเถ ปฏิมุกฺโก เอกนีวโร ๕ โส อทุติโย น ชนติ มุนิภูโตว ติฏฺฐติ วิวาทปฺปตฺโต ทุติโย เกเนโก วิวทิสฺสติ ตสฺส เต สคฺคกามสฺส เอกตฺตมุปโรจตํ ฯ

[๔๗๘]

สุณสิ สีวลิ คาถา กุมาริยา ปเวทิตา เปสิยา มํ ครหิตฺโถ ทุติยสฺเสว สา คติ #๑ สี. อชทฺธุมารีว ฯ ม. อชฺฏฺฐมารีว ฯ ยุ. อชทฺธุมาริว ฯ ๒ สี. ยุ. อนวชฺโชติ ฯ #๓ สณติ ... สณตี อิติปิ ฯ ๔ สี. ยุ. ทุนีธุรา ฯ ๕ สี. ยุ. เอกนีธุโร ฯ อยํ เทฺวธา ปโถ ภทฺเท อนุจิณฺโณ ปถาวิหิ เตสํ ตฺวํ เอกํ คณฺหาหิ อหเมกํ ปุนาปรํ มา จ ๑ มํ ตฺวํ ปติ เมติ นาหํ ภริยาติ ตํ ปุน ๒ ฯ อิมเมว กถยนฺตา ถูณํ นครมุปาคมม ฯ โกฏฺฐเก อุสุการสฺส ภตฺตกาเล อุปฏฺฐิเต ตตฺร จ โส อุสุกาโร เอกํ ทณฺฑํ อุชุํ กตํ เอกญฺจ จกฺขุํ นิคฺคยฺห ชิมฺหเมเกน เปกฺขติ ฯ

[๔๗๙]

เอวนฺโน สาธุ ปสฺสสิ อุสุการ สุโณหิ เม ยเทกํ จกฺขุํ นิคฺคยฺห ชิมฺหเมเกน เปกฺขสิ ฯ

[๔๘๐]

ทฺวีหิ สมณ จกฺขูหิ วิสาลํ วิย ขายติ อปฺปตฺวา ๓ ปรมํ ๔ ลิงฺคํ นุชุภาวาย กปฺปติ ฯ เอกญฺจ จกฺขุํ นิคฺคยฺห ชิมฺหเมเกน เปกฺขโต สมฺปตฺวา ปรมํ ลิงฺคํ อุชุภาวาย กปฺปติ ฯ วิวาทปฺปตฺโต ทุติโย เกเนโก วิวทิสฺสติ ตสฺส เต สคฺคกามสฺส เอกตฺตมุปโรจตํ ฯ

[๔๘๑]

สุณสิ สีวลิ คาถา อุสุกาเรน เวทิตา เปสิยา มํ ครหิตฺโถ ทุติยสฺเสว สา คติ อยํ เทฺวธา ปโถ ภทฺเท อนุจิณฺโณ ปถาวิหิ เตสํ ตฺวํ เอกํ คณฺหาหิ อหเมกํ ปุนาปรํ เนว มํ ๕ ตฺวํ ปติ เมติ นาหํ ภริยาติ ตํ ปุน ๖ #๑-๕ ม. มา วจ ฯ ๒-๖ ม. วา ปุน ฯ ๓ ม. อสมฺปตฺวา ฯ ๔ สี. ยุ. ปรํ ฯ มุญฺชา อิสกา ปพฺยูฬฺหา ๑ เอกา วิหร สีวลีติ ฯ มหาชนกชาตกํ ทุติยํ ฯ

ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๔๔๒

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๘. เตมิยชาดกชาดกถัดไป๕๔๐. สุวรรณสามชาดก