ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สุวรรณสามชาดก
ชาดกที่ ๕๔๐ · มหานิบาตชาดก

สุวรรณสามชาดก

ว่าด้วยสุวรรณสามบำเพ็ญเมตตาบารมี

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๔๘๒ · บรรทัด ๓๒๐๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสุวรรณสามชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๓ จาก ๕

เรื่องเล่า

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภทฺทนฺเต ความว่า ข้าแต่พระมหาราชขอพระองค์จงทรงพระเจริญ ข้าพระองค์เป็นบุตรฤๅษีผู้เป็นบุตรนายพราน. บทว่า ชีวนฺตํ ความว่า ญาติทั้งหลายเมื่อเรียกขานข้าพระองค์ซึ่งยังมีชีวิตอยู่เมื่อก่อนแต่นี้ว่า มาเถิดสามะ ไปเถิดสามะ ก็ได้เรียกกันว่า สามะ. บทว่า สวาชฺเชวงฺคโต ความว่า วันนี้ ข้าพระองค์นั้น ไป คือถึง คือเข้าไปในปากแห่งมรณะแล้วอย่างนี้. บทว่า สเย แปลว่า นอนอยู่ มฤคถูกพรานป่ายิงด้วยลูกศรใหญ่อาบยาพิษ ฉันใด แม้ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น คือเป็นผู้ถูกพระองค์ทรงยิงอย่างนั้น บทว่า ปริปลุโต ความว่า นอนจม ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรข้าพระองค์ผู้นอนอยู่เห็นปานนี้. บทว่า ปฏิวามคตํ ความว่าเข้าทางข้างขวาแล้วทะลุออกทางข้างซ้าย. บทว่า ปสฺส ได้แก่ โปรดทอดพระเนตรข้าพระองค์. บทว่า ถิมฺหามิ แปลว่า บ้วนอยู่ พระมหาสัตว์นั้นดำรงสตินั้นไม่หวั่นไหวเลย ถ่มโลหิต ตรัสแล้วด้วยประการฉะนี้. บทว่าอาตุโร ความว่า ข้าพระองค์เจ็บหนักขอทูลถามพระองค์. บทว่า นิลียสิความว่า ประทับนั่งอยู่ในพุ่มไม้แห่งหนึ่ง. บทว่า วิทฺเธยฺยํ แปลว่า ควรยิงบทว่า อมญฺถ ความว่า ได้เข้าใจว่าเหมือนมฤค.

พระราชาทรงสดับคำของพระมหาสัตว์แล้ว ไม่ตรัสบอกตามจริง เมื่อจะตรัสคำเท็จจึงตรัสว่า

ดูก่อนสามะ มฤคปรากฏแล้ว มาสู่ระยะลูกศร เห็นท่านเข้าก็หนีไป เพราะเหตุนั้นเราจึงเกิดความ โกรธ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุพฺพิชฺชิ แปลว่า หนีไป. บทว่าอาวิสิ ได้แก่ ท่วมทับ พระราชาทรงแสดงว่า ความโกรธเกิดขึ้นแก่เราเพราะเหตุนั้น.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระราชาผู้ใหญ่ขอพระองค์ตรัสอะไร ขึ้นชื่อว่ามฤคที่เห็นข้าพระองค์แล้วหนีไป ไม่มีในหิมวันตประเทศนี้ แล้วทูลว่า

จำเดิมแต่ข้าพระองค์จำความได้ รู้จักลูกและผิด ฝูงมฤคในป่าแม้ดุร้าย ก็ไม่สะดุ้งกลัวข้าพระองค์ จำเดิมแต่ข้าพระองค์นุ่งผ้าเปลือกไม้ ตั้งอยู่ในปฐมวัย ฝูงมฤคในป่าแม้ดุร้าย ก็ไม่สะดุ้งกลัวข้าพระองค์ ข้าแต่พระราชา ฝูงกินนรผู้ขลาดอยู่ภูเขาคันธมาทน์ เห็นข้าพระองค์ย่อมไม่ละดุ้งกลัว เราทั้งหลายต่าง ชื่นชมต่อกันไปสู่ภูเขาและป่า เมื่อเป็นเช่นนี้ มฤค ทั้งหลายจะสะดุ้งกลัวข้าพระองค์ ด้วยเหตุไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น มํ มิคา ความว่า ธรรมดามฤคทั้งหลายเห็นข้าพระองค์แล้วย่อมไม่สะดุ้งกลัว. บทว่า สาปทานิ ได้แก่พาลมฤค. บทว่า ยโต นิธึ ความว่า จำเดิมแต่กาลที่ข้าพระองค์นุ่ง คือทรงผ้าเปลือกไม้. บทว่า ภีรู กึปุริสา ราช ความว่า ข้าแต่พระราชาผู้ใหญ่มฤคทั้งหลายจงยกไว้ก่อน ธรรมดากินนรทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้ขลาดอย่างยิ่งกินนรเหล่าใดอยู่ที่ภูเขาคันธมาทน์นี้ กินนรแม้เหล่านั้นเห็นข้าพระองค์แล้วย่อมไม่สะดุ้งกลัว พวกเราชื่นชมต่อกันและกัน ไปตามป่าเขาลำเนาไพรโดยแท้แล. บทว่า อุตฺราสนฺติ มิคา มมํ ความว่า พระมหาสัตว์แสดงความว่าเพราะเหตุไร พระองค์จึงจักให้ข้าพระองค์เชื่อว่า มฤคทั้งหลายเห็นข้าพระองค์แล้วสะดุ้งกลัว พระราชาได้สดับดังนั้นแล้ว ทรงดำริว่า เรายิงสุวรรณสามผู้ไร้ความผิดนี้แล้ว ยังกล่าวมุสาวาทอีก เราจักกล่าวคำจริงเท่านั้น ดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า

ดูก่อนสามะ เนื้อเห็นท่านแล้ว หาได้ตกใจไม่ เรากล่าวเท็จแก่ท่านดอก เราถูกความโกรธและความ โลภครอบงำแล้ว จึงยิงท่านด้วยลูกศรนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตทฺทส ความว่า เนื้อเห็นท่านไม่ตกใจ. บทว่า กินฺตาหํ ความว่า เรากล่าวเท็จในสำนักของท่านผู้มีทัศนะงามอย่างนี้ดอก. บทว่า โกธโลภาภิภูตาหํ ความว่า เราเป็นผู้อันความโกรธและความโลภครอบงำแล้ว ก็เมื่อเนื้อทั้งหลายข้ามลงก่อนแล้วนั่นแล เราจักยิงเนื้อทั้งหลายเพราะความโกรธ เรายืนยกธนูอยู่ ภายหลังได้เห็นพระโพธิสัตว์ ไม่รู้ว่าพระโพธิสัตว์นั้นเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาเทวาดาเป็นต้น จักถามพระโพธิสัตว์นั้น พระราชายังความโลภให้เกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้ ฉะนั้นจึงตรัสอย่างนี้.

ก็แลครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว พระราชาทรงดำริว่า สุวรรณสามนี้จะมิได้อยู่อาศัยในป่านี้แต่ผู้เดียวเท่านั้น ญาติทั้งหลายของเขาพึงมีแน่ จักถามเขาดู จึงตรัสคาถาอีกว่า

ดูก่อนสามะ ท่านมาแต่ไหน หรือใครให้ท่านมา ท่านผู้จะตักน้ำจึงไปสู่แม่น้ำมิคสัมมตา แล้วกลับมา.

บรรดาบทเหล่านั้น พระราชาตรัสเรียกพระโพธิสัตว์ ด้วยบทว่าสาม. บทว่า อาคมฺม ความว่า จากประเทศไหนมาสู่ป่านี้. บทว่า กสฺส วา ปหิโต ความว่า ท่านถูกใครส่งไปด้วยคำว่า จงไปสู่แน่น้ำเพื่อนำน้ำแก่พวกเรา ดังนี้ จึงมายังแม่น้ำมิคสัมมตานี้.

พระโพธิสัตว์ได้สดับพระดำรัสของพระราชาแล้ว กลั้นทุกขเวทนาเป็นอันมาก บ้วนโลหิตแล้วกล่าวคาถาว่า

บิดามารดาของข้าพระองค์ตาบอด ข้าพระองค์ เลี้ยงท่านเหล่านั้นอยู่ในป่าใหญ่ ข้าพระองค์นำน้ำมา เพื่อท่านทั้งสองนั้น จึงมาแม่น้ำมิคสัมมตา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภรามิ ความว่า นำมูลผลาผลเป็นต้นมาเลี้ยงดู.

ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็บ่นรำพันปรารภบิดามารดา กล่าวว่า

อาหารของบิดามารดานั้นยังพอมีอยู่ เมื่อเป็น เช่นนี้ ชีวิตของท่านทั้งสองนั้นจักดำรงอยู่ราวหกวัน ท่านทั้งสองนั้นตามืด เกรงจักตายเสียเพราะไม่ได้ ดื่มน้ำ ความทุกข์เพราะถูกพระองค์ยิงด้วยลูกศรนี้ หาเป็นความทุกของข้าพระองค์นักไม่ เพราะความ ทุกข์นี้อันบุรุษจะต้องได้ประสบ ความทุกข์ที่ข้าพระองค์ไม่ได้เห็นบิดามารดา เป็นความทุกข์ของข้า พระองค์ ยิ่งกว่าความทุกข์ เพราะลูกพระองค์ยิงด้วย ลูกศรนี้เสียอีก ความทุกข์เพราะถูกพระองค์ยิงด้วย ลูกศรนี้ หาเป็นความทุกข์ของข้าพระองค์นักไม่ เพราะความทุกข์นี้อันบุรุษจะต้องได้ประสบ บิดา มารดาทั้งสองนั้นเป็นกำพร้าเข็ญใจ จะร้องไห้อยู่ ตลอดราตรีนาน จักเหือดแห้งไปในกึ่งราตรีหรือใน ที่สุดราตรี ดุจแม่น้ำน้อยในคิมหฤดูจักเหือดแห้งไป ข้าพระองค์เคยหมั่นบำรุงบำเรอนวดมือเทาของท่าน ทั้งสองนั้น บัดนี้ไม่เห็นข้าพระองค์ ท่านทั้งสองจัก บ่นเรียกหาว่า พ่อสาม ๆ เที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ ลูกศร คือความโศก ที่สองนี้แหละ ยังหัวใจของข้าพระองค์ ให้หวั่นไหว เพราะข้าพระองค์ไม่ได้เห็นท่านทั้งสอง ผู้จักษุบอด ข้าพระองค์เห็นจักละเสียซึ่งชีวิต.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า. อุสามตฺตํ ได้แก่ พอเป็นอาหารได้ยินว่า คำว่า อุสา เป็นชื่อของโภชนาหาร ความว่า บิดามารดาทั้งสองนั้นยังมีโภชนาหาร. บทว่า อถ สาหสฺส ชีวิตํ ความว่า มีชีวิต อยู่ได้ประมาณหกวัน พระมหาสัตว์กล่าวคำนี้ หมายถึงผลาผลที่นำมาตั้งไว้ อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อุสา ได้แก่ ไออุ่น ด้วยบทนั้น พระมหาสัตว์แสดงความนี้ว่า ในร่างกายของบิดามารดาทั้งสองนั้นพอมีไออุ้นอยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะมีชีวิตอยู่ได้หกวัน ด้วยผลาผลที่ข้าพระองค์นำมา. บทว่า มริสฺสเร แปลว่า จักตาย ข้าแต่พระราชาผู้ใหญ่ ความทุกข์เพราะถูกพระองค์ยิงนี้ ถึงเป็นความทุกข์ก็จริง แต่ไม่เป็นความทุกข์ของข้าพระองค์ เพราะเหตุไรจึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า ปุมฺนา ได้แก่ อันบุรุษ ความว่า ความทุกข์เห็นปานนั้นนี้ อันบุรุษพึงได้ประสบทั้งนั้น ก็เพราะความทุกข์ที่ข้าพระองค์ไม่ได้เห็นคุณแม่ปาริกานั้น เป็นความทุกข์ของข้าพระองค์ ยิ่งกว่าความทุกข์เพราะถูกพระองค์ ยิงนี้ร้อยเท่าพันเท่าแสนเท่า. บทว่า จิรํ รตฺตาย รุจฺจติ ความว่านักร้องไห้ตลอดราตรีนาน. บทว่า อฑฺฒรตฺเต ได้แก่ ในสมัยกึ่งราตรี. บทว่า รตฺเต วา ได้แก่ ในสุดท้ายราตรี. บทว่า อวสุสฺสติ ได้แก่ จักเหือดแห้ง อธิบายว่า จักเหือดแห้งไปเหมือนแน่น้ำน้อยในฤดูร้อน. บทว่า อุฏานปาทจริยาย ความว่า ข้าแต่พระราชาผู้ใหญ่ ข้าพระองค์ลุกขึ้นคืนละสองสามครั้งหรือวันละสองสามครั้ง ปฏิบัติรับใช้บิดามารดาทั้งสองนั้น นวดมือเท้าของท่านทั้งสองนั้น ด้วยความหมั่นเพียรของข้าพระองค์ บัดนี้ ท่านทั้งสองผู้มีจักษุมืดนั้นไม่เห็นข้าพระองค์ จักลุกขึ้นเพื่อต้องการการปฏิบัตินั้น ๆ จักบ่นรำพันว่าพ่อสาม พ่อสาม จักถูกหนามตำเอาเที่ยวไปในหิมวันตประเทศนี้. บทว่า ทุติยํ ความว่า ลูกศรคือความโศกเพราะไม่ได้เห็นบิดามารดาทั้งสองนั้น ซึ่งเป็นความทุกข์ที่สองนี้ เป็นความทุกข์กว่า ถูกลูกศรอาบยาพิษยิงเอาครั้งแรกร้อยเท่าพันเท่าแสนเท่า.

พระราชาทรงฟังความคร่ำครวญของพระโพธิสัตว์ ทรงคิดว่า บุรุษนี้เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งอยู่ในธรรม ปฏิบัติบิดามารดาเยี่ยมยอด บัดนี้ได้ความทุกข์ถึงเพียงนี้ ยังคร่ำครวญถึงบิดามารดา เราได้ทำความผิดในบุรุษผู้สมบูรณ์ด้วยคุณธรรมอย่างนี้ เราควรเล้าโลมเอาใจบุรุษนี้อย่างไรดีหนอ แล้วทรงสันนิษฐานว่า ในเวลาที่เราตกนรก ราชสมบัติจักทำอะไรได้ เราจักปฏิบัติบิดามารดาของบุรุษนี้ โดยทำนองที่บุรุษนี้ปฏิบัติแล้ว การกายของบุรุษนี้จักเป็นเหมือนไม่ตาย ด้วยประการฉะนี้ จึงตรัสว่า

ดูก่อนสามะผู้งดงามน่าดู ท่านอย่าปริเทวะมาก เลย เราเป็นผู้ฉลาดในธนูศิลป์ ปรากฏในชมพูทวีป ทั้งสิ้นว่าเป็นผู้แม่นยำนัก จักฆ่ามฤคและแสวงหามูลอาหารป่ามา ทำการงานเลี้ยงบิดามารดาของท่านใน ป่าใหญ่ ดูก่อนสามะ ป่าที่บิดามารดาของท่านอยู่ อยู่ที่ไหน เราจักเลี้ยงบิดามารดาของท่าน ให้เหมือน ท่านเลี้ยง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภริสสนฺเต ความว่า เราจักเลี้ยงบิดามารคาของท่านเหล่านั้น . บทว่า มิคานํ ได้แก่ ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลืองและมฤคเป็นต้น . บทว่า วิฆาสมนฺเวสํ ความว่า แสวงหา คือเสาะหาซึ่งอาหาร พระราชาตรัสว่า เราเป็นผู้ฉลาดในธนูศิลป์ จักฆ่ามฤคอ้วน ๆ เลี้ยงบิดามารดาของท่าน ด้วยมังสะอันอร่อย ดังนี้ เมื่อพระโพธิสัตว์ทูลว่า ข้าแต่พระราชาผู้ใหญ่ พระองค์อย่าทำการฆ่าสัตว์เพราะเหตุพวกข้าพระองค์เลย ดังนี้ จึงตรัสคำนี้อย่างนี้. บทว่า ยถา เต ความว่า ท่านได้เลี้ยงท่านทั้งสองนั้นอย่างใด แม้ข้าพเจ้าก็จักเลี้ยงท่านทั้งสองนั้นอย่างนั้นเหมือนกัน.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ได้สดับพระวาจาของพระราชานั้นแล้วจึงทูลว่าดีแล้วพระเจ้าข้า ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์โปรดเลี้ยงดูบิดามารดาของข้าพเจ้าองค์เถิด เมื่อจะชี้ทางให้ทรงทราบ จึงทูลว่า

ข้าแต่พระราชา หนทางที่เดินเฉพาะคนเดียวซึ่ง อยู่ทางหัวนอนของข้าพระองค์นี้ เสด็จดำเนินไปแต่ที่ นี้ระหว่างกึ่งเสียงกู่ จะถึงสถานที่อยู่แห่งบิดามารดา ของข้าพระองค์ ขอเสด็จดำเนินแต่ที่นี้ไป เลี้ยงดูท่าน ทั้งสองในสถานที่นั้นเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอกปที แปลว่า ทางเดินเฉพาะคนเดียวบทว่า อุสฺสีสเก ได้แก่ ในที่ด้านศีรษะของข้าพระองค์นี้. บทว่า อฑฺฒโฆสํ แปลว่า ระหว่างกึ่งเสียงกู่.

พระมหาสัตว์ทูลชี้ทางแต่พระราชาอย่างนี้แล้ว กลั้นเวทนาเห็นปานนั้นไว้ด้วยความสิเนหาในบิดามารดาเป็นกำลัง ประคองอัญชลีทูลวิงวอนเพื่อต้องการให้เลี้ยงดูบิดามารดา ได้ทูลอย่างนี้อีกว่า

ข้าแต่พระเจ้ากาสิราช ข้าพระบาทขอน้อมกราบ พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ยังชาวกาสีให้เจริญ ข้าพระ บาทขอน้อมกราบพระองค์ ขอพระองค์ทรงบำรุงเลี้ยง บิดามารดาตามืด ของข้าพระองค์ในป่าใหญ่ ข้าพระ องค์ขอประคองอัญชลีถวายบังคมพระองค์ ขอพระองค์มีพระดำรัสกะบิดามารดาของข้าพระองค์ให้ทราบ ว่า ข้าพระองค์ไหว้นบท่านด้วย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วุตฺโต วชฺชาสิ ความว่า พระมหาสัตว์ทูลว่า ข้าแต่พระราชาผู้ใหญ่ พระองค์ผู้อันข้าพระองค์ กราบทูลแล้วโปรดตรัสบอกการกราบไหว้ให้บิดามารดาทราบ อย่างนี้ว่า สามะบุตรของท่านทั้งสอง ถูกเรายิงด้วยลูกศรอาบยาพิษที่ริมฝั่งแม่น้ำ นอนตะแคงข้างขวาเหนือหาดทรายคล้ายแผ่นเงิน ประคองอัญชลีแก่ท่าน กราบไหว้เท้าทั้งสองของท่าน.

พระราชาทรงรับคำ พระมหาสัตว์ส่งการไหว้บิดามารดาแล้วก็ถึงวิสัญญีสลบนิ่งไป.

พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความข้อนั้น จึงตรัสว่า

หนุ่มสามะผู้งดงามน่าดูนั้น ครั้นกล่าวคำนี้แล้ว ถูกกำลังแห่งพิษซาบซ่าน เป็นผู้วิสัญญีสลบไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมปชฺชถ ได้แก่ เป็นผู้วิสัญญี.

พระมหาสัตว์นั้น เมื่อกล่าวมาได้เพียงเท่านี้ก็ดับอัสสาสะ ไม่ได้กล่าวต่อไปอีกเลย ก็ในกาลนั้น ถ้อยคำที่เป็นไปอาศัยหทัยรูป ซึ่งติดต่อจิตแห่งพระโพธิสัตว์นั้นขาดแล้วเพราะกำลังแห่งพิษซาบซ่าน โอฐของพระโพธิสัตว์ก็ปิด จักษุก็หลับ มือเท้าแข็งกระด้าง ร่างกายทั้งสิ้นเปื้อนโลหิต ลำดับนั้นพระราชาทรงคิดว่า สุวรรณสามนี้ พูดกับเราอยู่เดี๋ยวนี้ เป็นอะไรไปหนอจึงทรงพิจารณาตรวจดูลมอัสสาสะปัสสาสะ ของพระโพธิสัตว์ ก็ลมอัสสาสะปัสสาสะดับแล้ว สรีระก็แข็งแล้ว พระราชาทอดพระเนตรเห็นเหตุนั้น ก็ทรงทราบว่า บัดนี้สุวรรณสามตายแล้วดับแล้ว ไม่ทรงสามารถที่จะกลั้นความโศกไว้ได้ ก็วางพระหัตถ์ไว้บนพระเศียรครวญคร่ำรำพันด้วยเสียงอันดัง.

พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความข้อนั้น จึงตรัสว่า

พระราชานั้นทรงคร่ำครวญน่าสงสาร เป็นอัน มากว่า เราสำคัญว่าจะไม่แก่ไม่ตาย เรารู้เรื่องนี้วันนี้ แต่ก่อนหารู้ไม่ เพราะได้เห็นสานบัณฑิตทำกาลกิริยา ความไม่มาแห่งมฤตยูย่อมไม่มี สามบัณฑิตถูกลูกศร อาบยาพิษ ซึมซาบแล้วพูดอยู่กะเรา ครั้นกาลล่วงไป อย่างนี้ในวันนี้ ไม่พูดอะไร ๆ เลย เราจะต้องไปสู่ นรกแน่นอน เราไม่มีความสงสัยในข้อนี้เลย เพราะ ว่าบาปหยาบช้า อันเราทำแล้วตลอดราตรีนานในกาล นั้น เราทำกรรมหยาบช้าในบ้านเมือง คนทั้งหลายจะ ติเตียนเรา ใครเล่าจะควรมากล่าวติเตียนเราในราวป่า อันหามนุษย์นี้ได้ คนทั้งหลายจะประชุมกันในบ้าน เมือง โจทนาว่ากล่าวเอาโทษเรา ใครเล่าหนอจะ โจทนาว่ากล่าวเอาโทษเราในป่าอันหามนุษย์มิได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสึ ความว่า เราได้มีความสำคัญว่าจะไม่แก่ไม่ตายมาตลอดกาลเท่านี้. บทว่า อชฺเชตํ ความว่า วันนี้เราได้เห็นสามบัณฑิตนี้ทำกาลกิริยา จึงรู้ว่าทั้งตัวเราและเหล่าสัตว์อื่น ๆ ต้องแก่ต้องตายทั้งนั้น. บทว่า นตฺถิ มจฺจุสฺส นาคโม ความว่า พระราชาทรงครวญคร่ำรำพันว่า ความมาแห่งมัจจุนั้น เรารู้ในวันนี้เอง เมื่อก่อนแต่นี้ เราไม่รู้เลย. บทว่า สฺ วาชฺเชวงฺคเต กาเล ความว่า พระราชาทรงแสดงว่า สามบัณฑิตใดถูกลูกศรอาบยาพิษซึมซาบแล้วเจรจาอยู่กะเราในบัดนี้ทีเดียว สามบัณฑิตนั้นครั้นมรณกาลไปคือเป็นไปอย่างนี้ในวันนี้ ไม่กล่าวอะไร ๆ แม้แต่น้อยเลย. บทว่า ตทา หิ ความว่า เราผู้ยิงสามบัณฑิตในขณะนั้นได้กระทำบาปแล้ว. บทว่า จิรํ รตฺตาย กิพฺพิสํ ความว่า ก็บาปนั้นทารุณหยาบช้าสามารถทำให้เดือดร้อนตลอดราตรีนาน. บทว่า ตสฺส ความว่า ติเตียนเรานั้น ผู้เที่ยวทำกรรมชั่วเห็นปานนี้. บทว่า วตฺตาโร ความว่า ย่อมติเตียน. ติเตียนที่ไหน ? เตียนในบ้าน. ติเตียนว่าอย่างไร ติเตียนว่าเป็นผู้ทำกรรมหยาบช้า.

พระราชาทรงคร่ำครวญว่า ก็ในป่าอันหามนุษย์มิได้นี้ ใครเล่าควรจะกล่าวติเตียนเรา ถ้าจะมี ก็พึงว่ากล่าวเรา. บทว่า สารยนฺติ ได้แก่ ในบ้านหรือในนิคมเป็นต้น. บทว่า สํคจฺฉ มาณวา ความว่า คนทั้งหลายจะประชุมกันในที่นั้น ๆ จะยังกันและกัน ให้ระลึกถึงกรรมทั้งหลาย จะโจทนาอย่างนี้ว่า แน่ะท่านผู้ฆ่าคน ท่านทำทารุณกรรม ท่านต้องได้รับโทษอย่างโน้นแต่ในป่าอันหามนุษย์มิได้นี้ ใครเล่าจักยังพระราชานี้ให้ระลึกถึงกรรม พระราชาทรงโจทนาตนคร่ำครวญอยู่อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๓ / ๕ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๓ หน้า ๑๖๘–๒๑๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

มหานิบาตชาดก · ๔๓๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๓๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๓. สุวัณณสามชาดก ๑- (๕๔๐)

ว่าด้วยสุวรรณสามบำเพ็ญเมตตาบารมี

(สุวรรณสามโพธิสัตว์ไม่ทันเห็นพระราชา จึงตรัสว่า)

[๒๙๖]

ใครกันหนอใช้ลูกศรยิงเรา

ผู้ประมาท ๒- กำลังนำน้ำไปอยู่

กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์คนไหนแอบซุ่มยิงเรา

(สุวรรณสามโพธิสัตว์เมื่อจะแสดงว่า เนื้อที่ร่างกายของตนไม่เป็นอาหาร จึงตรัสว่า)

[๒๙๗]

เนื้อของเราก็ไม่ควรจะกิน

หนังของเราก็ไม่มีประโยชน์

เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรหนอ

เขาจึงเข้าใจว่า เราเป็นผู้ควรยิง

(สุวรรณสามโพธิสัตว์ตรัสถามชื่อพระราชานั้นว่า)

[๒๙๘]

ท่านเป็นใคร เป็นบุตรของใคร

เราจะรู้จักท่านได้อย่างไร

สหาย เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกเถิด

ทำไมท่านจึงซุ่มยิงเรา

(พระเจ้าปิลยักษ์ตรัสตอบว่า)

[๒๙๙]

เราเป็นพระราชาของชาวกาสี

คนทั้งหลายรู้จักเราว่า พระเจ้าปิลยักษ์

เพราะความโลภ เราจึงละทิ้งแคว้นมาเที่ยวแสวงหาเนื้อ

@เชิงอรรถ :

@๑ พระบรมศาสดาเมื่อประทับ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุเลี้ยงดูมารดารูปหนึ่ง ตรัสสุวัณณสามชาดก

@ซึ่งมีคำเริ่มต้นว่า ใครกันหนอใช้ลูกศรยิงเราผู้ประมาทกำลังนำน้ำไปอยู่ ดังนี้เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๙/๑๑๕)

@๒ ประมาท หมายถึงยังมิได้คุมสติด้วยเมตตาภาวนา (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๙๖/๑๒๙)

[๓๐๐]

เราเป็นคนเชี่ยวชาญในศิลปะธนู

เลื่องลือว่า เป็นผู้มีความสามารถยิงธนู

ที่ต้องใช้กำลังคนถึง ๑,๐๐๐ คนได้

แม้ช้างที่มาถึงระยะที่ลูกศรยิงก็ไม่พึงพ้นเราไปได้

(พระเจ้าปิลยักษ์ตรัสถามชื่อและโคตรของสุวรรณสามโพธิสัตว์ว่า)

[๓๐๑]

ท่านเป็นใคร เป็นบุตรของใคร

เราจะรู้จักท่านได้อย่างไร

ท่านจงประกาศชื่อและโคตรของบิดา

และตัวของท่านเองให้ทราบด้วย

(สุวรรณสามโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๓๐๒]

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นบุตรของนายพราน ๑-

พวกญาติต่างเรียกข้าพระองค์เมื่อยังมีชีวิตอยู่ว่า สาม

วันนี้ ข้าพระองค์นั้นเข้าไปในปากแห่งความตาย

จึงนอนอยู่อย่างนี้

[๓๐๓]

ข้าพระองค์ถูกพระองค์ยิงด้วยศรลูกใหญ่

อาบยาพิษเหมือนยิงเนื้อ

ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์ทอดพระเนตรข้าพระองค์

ผู้นอนเปื้อนเลือดของตน

[๓๐๔]

ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรลูกศรที่ทะลุออกข้างซ้าย

ข้าพระองค์บ้วนโลหิต เป็นผู้กระสับกระส่าย

ขอทูลถามพระองค์ว่า ทำไมจึงซุ่มยิงข้าพระองค์

[๓๐๕]

เสือเหลืองถูกฆ่าเพราะหนัง ช้างถูกฆ่าเพราะงา

เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรหนอ

พระองค์จึงเข้าพระทัยว่า ข้าพระองค์เป็นผู้ที่ควรยิง

@เชิงอรรถ :

@๑ บุตรของนายพราน หมายถึงเป็นบุตรฤๅษี (ขุ.ชา.อ. ๙/๓๐๒/๑๓๒)

(พระเจ้าปิลยักษ์ตรัสแก้ตัวว่า)

[๓๐๖]

เนื้อปรากฏมาถึงระยะลูกศรแล้ว

ท่านสาม มันเห็นท่านแล้วจึงแตกหนีไป

เพราะฉะนั้น เราจึงโกรธ

(สุวรรณสามโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๓๐๗]

ตั้งแต่ข้าพระองค์จำความได้

ตั้งแต่ข้าพระองค์รู้จักรับผิดชอบ

ฝูงเนื้อในป่าแม้จะเป็นเนื้อร้าย

ก็ไม่สะดุ้งกลัวข้าพระองค์

[๓๐๘]

ตั้งแต่ข้าพระองค์นุ่งเปลือกไม้อยู่ในปฐมวัย

ฝูงเนื้อในป่าแม้จะเป็นเนื้อร้าย

แต่ก็ไม่สะดุ้งกลัวข้าพระองค์

[๓๐๙]

ข้าแต่พระราชา ฝูงกินนรผู้ขลาดกลัวที่ภูเขาคันธมาทน์

เราทั้งหลายต่างเพลิดเพลินพากันไปสู่ภูเขาและป่า

[๓๑๐]

ฝูงเนื้อแม้จะเป็นเนื้อร้ายในป่า

ก็ไม่สะดุ้งกลัวข้าพระองค์

เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร

ฝูงเนื้อจึงจะสะดุ้งกลัวข้าพระองค์เล่า

(พระเจ้าปิลยักษ์ได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า)

[๓๑๑]

ท่านสาม เนื้อหาได้สะดุ้งกลัวท่านไม่

เรากล่าวเท็จแก่ท่านต่างหาก

เราถูกความโกรธและความโลภครอบงำ

จึงได้ปล่อยลูกศรนั้นไปถึงท่าน

[๓๑๒]

สาม ท่านมาจากไหน ใครใช้ท่านมาว่า

ท่านจงไปยังแม่น้ำมิคสัมมตาแล้วตักน้ำมา

(สุวรรณสามโพธิสัตว์ได้อดกลั้นทุกขเวทนาแสนสาหัส กราบทูลว่า)

[๓๑๓]

มารดาบิดาของข้าพระองค์เป็นคนตาบอด

ข้าพระองค์เลี้ยงดูท่านทั้ง ๒ นั้นอยู่ในป่าใหญ่

ข้าพระองค์จะไปตักน้ำมาให้ท่านทั้ง ๒ นั้น

จึงมายังแม่น้ำมิคสัมมตา

(สุวรรณสามโพธิสัตว์กล่าวบ่นเพ้อรำพันถึงมารดาบิดาว่า)

[๓๑๔]

ท่านทั้ง ๒ นั้นมีเพียงอาหารเท่านั้น

เมื่อเป็นเช่นนั้น จะพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียง ๖ วัน

เพราะไม่ได้น้ำ ท่านผู้ตาบอดทั้ง ๒ เห็นจักตายแน่

[๓๑๕]

ข้าพระองค์ไม่เป็นทุกข์

เพราะความทุกข์เช่นนี้ คนพึงได้รับเหมือนกัน

แต่ความทุกข์ที่ข้าพระองค์ไม่ได้พบมารดา

เป็นความทุกข์อย่างยิ่งของหม่อมฉัน

[๓๑๖]

ข้าพระองค์ไม่เป็นทุกข์

เพราะความทุกข์เช่นนี้ คนพึงได้รับเหมือนกัน

แต่ความทุกข์ที่ข้าพระองค์ไม่ได้พบบิดา

เป็นความทุกข์อย่างยิ่งของหม่อมฉัน

[๓๑๗]

มารดานั้น จะร้องไห้อย่างน่าสงสารเป็นเวลานาน

จนเที่ยงคืน หรือตลอดคืน จะซูบซีดลง

เหมือนแม่น้ำน้อยในฤดูร้อนเหือดแห้งไป

[๓๑๘]

บิดานั้นจักเป็นทุกข์ลำบากแน่เป็นเวลานาน

จนเที่ยงคืน หรือตลอดคืน จะซูบซีดลง

เหมือนแม่น้ำน้อยในฤดูร้อนเหือดแห้งไป

[๓๑๙]

มารดาและบิดาทั้ง ๒ จักเที่ยวบ่นเรียกหาข้าพระองค์ว่า

พ่อสามๆ ในป่าใหญ่ เพื่อต้องการปรนนิบัติเท้า

และเพื่อต้องการบีบนวดมือและเท้าด้วยความพยายาม

[๓๒๐]

ถึงความโศกนี้เป็นลูกศรที่ ๒

ทำหัวใจของข้าพระองค์ให้สะท้านหวั่นไหว

ความโศกใดที่ข้าพระองค์ไม่ได้พบมารดาและบิดาทั้ง ๒ ผู้ตาบอด

เพราะความโศกนั้น ข้าพระองค์เห็นจะต้องเสียชีวิตไป

(พระเจ้าปิลยักษ์ทรงฟังคำเพ้อรำพันของสุวรรณสามโพธิสัตว์ ทรงสันนิษฐาน แล้ว ตรัสว่า)

[๓๒๑]

ท่านสามผู้เห็นกัลยาณธรรม

ท่านอย่าคร่ำครวญไปนักเลย

เราจะทำการงานเลี้ยงดูมารดาและบิดาของท่านในป่าใหญ่

[๓๒๒]

เราเป็นคนเชี่ยวชาญในศิลปะธนู เลื่องลือว่า

เป็นผู้มีความสามารถยิงธนูที่ต้องใช้กำลังคนถึง ๑,๐๐๐ คนได้

เราจะทำการงานเลี้ยงดูท่านทั้ง ๒ ในป่าใหญ่

[๓๒๓]

เราจักแสวงหาของที่เป็นเดนของฝูงเนื้อและมูลผลาผลในป่า

จะทำงานเลี้ยงดูท่านทั้ง ๒ ในป่าใหญ่

[๓๒๔]

ท่านสาม มารดาและบิดาของท่านอยู่ป่าไหน

เราจะเลี้ยงดูมารดาและบิดาของท่าน

ให้เหมือนอย่างที่ท่านได้เลี้ยงดูมา

(สุวรรณสามโพธิสัตว์กราบทูลบอกหนทางว่า)

[๓๒๕]

ขอเดชะ หนทางที่เดินไปได้คนเดียว

ที่มีอยู่ทางศีรษะของข้าพระองค์นี้

พระองค์เสด็จไปจากที่นี้สิ้นระยะทางประมาณกึ่งโกสะ ๑-

ก็จะเสด็จถึงเรือนหลังเล็กๆ ซึ่งเป็นที่อยู่

ของมารดาและบิดาทั้ง ๒ ของข้าพระองค์

ขอพระองค์เสด็จไปจากที่นี้แล้ว

จงเลี้ยงดูมารดาและบิดาของข้าพระองค์เถิด

@เชิงอรรถ :

@๑ โกสะ เป็นชื่อมาตราวัดระยะ ๑ โกสะ เท่ากับ ๕๐๐ ชั่วธนู อัฑฒโกสะ = ๒๕๐ ชั่วธนู (๒๕๐ วา)

[๓๒๖]

ข้าแต่พระเจ้ากาสี ข้าพระองค์ขอถวายบังคมพระองค์

ข้าแต่พระองค์ผู้ผดุงรัฐกาสีให้เจริญ

ข้าพระองค์ขอถวายบังคมพระองค์

ขอพระองค์โปรดทรงพระกรุณาเลี้ยงดูมารดาและบิดาผู้ตาบอด

ของข้าพระองค์ในป่าใหญ่ด้วยเถิด

[๓๒๗]

ข้าแต่พระเจ้ากาสี ข้าพระองค์ขอประคองอัญชลี

ถวายบังคมพระองค์ ข้าพระองค์กราบทูลพระองค์แล้ว

ขอได้โปรดทรงพระกรุณาตรัสบอกการกราบลา

กับมารดาและบิดาของข้าพระองค์ด้วยเถิด

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๓๒๘]

สุวรรณสามผู้หนุ่มแน่นเห็นแก่กัลยาณธรรม

ครั้นได้กราบทูลคำนี้แล้ว ถึงกับสลบแน่นิ่งไปเพราะกำลังยาพิษ

[๓๒๙]

พระราชานั้นทรงคร่ำครวญเป็นที่น่าสงสารอย่างมากว่า

เราเข้าใจว่าจะเป็นผู้ไม่แก่และไม่ตาย

เราได้เห็นสามบัณฑิตตาย

วันนี้ จึงได้รู้ความแก่และความตาย แต่ก่อนหาได้รู้ไม่

ความตายจะไม่มาถึงเป็นไม่มี

[๓๓๐]

สามบัณฑิตถูกลูกศรอาบยาพิษเสียบแทงแล้ว

ตอบโต้กับเราอยู่แท้ๆ ครั้นกาลล่วงเลยไปวันนี้เอง

เขาพูดอะไรๆ ไม่ได้เลย

[๓๓๑]

เราจะต้องตกนรกเป็นแน่

ในข้อนี้เราไม่มีความสงสัย เพราะในเวลานั้น

เราได้ทำบาปอันหยาบช้าไว้ตลอดราตรีนาน

[๓๓๒]

เมื่อเรานั้นอยู่ในบ้านเมืองกระทำกรรมชั่ว

ก็จะมีคนกล่าวติเตียน

แต่ในป่าหาผู้คนมิได้ ใครเล่าควรจะกล่าวติเตียนเรา

[๓๓๓]

คนทั้งหลายประชุมกันในบ้าน

ต่างก็เตือนกันและกันให้ระลึกถึงกรรม

ส่วนในป่าที่หาคนมิได้ ใครหนอจะเตือนเราให้ระลึกถึงกรรม

[๓๓๔]

นางเทพธิดาที่ภูเขาคันธมาทน์นั้นได้อันตรธานไป

เพื่ออนุเคราะห์พระราชา จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า

[๓๓๕]

ข้าแต่มหาราช

พระองค์ได้ทรงทำกรรมชั่วอย่างใหญ่หลวงแล้ว

มารดาและบิดา และบุตรรวม ๓ คนผู้หาความผิดมิได้

พระองค์ทรงฆ่าแล้วด้วยลูกศรลูกเดียว

[๓๓๖]

เชิญเสด็จมาเถิด หม่อมฉันจะแนะนำถวายพระองค์

โดยประการที่พระองค์จะพึงมีสุคติ คือ

พระองค์จงทรงเลี้ยงดูท่านทั้ง ๒ ผู้ตาบอดในป่าโดยธรรมเถิด

ดิฉันเข้าใจว่า พระองค์จักพึงไปสุคติ

[๓๓๗]

พระราชานั้นทรงคร่ำครวญอย่างน่าสงสารเป็นอันมาก

จึงทรงถือเอาหม้อน้ำ บ่ายพระพักตร์เสด็จหลีกไปทางทิศทักษิณ

(ทุกูลบัณฑิตไดัยินเสียงฝีพระบาทแห่งพระเจ้าปิลยักษ์ จึงถามว่า)

[๓๓๘]

นั่นเสียงใครเดินมา นั่นไม่ใช่เสียงฝีเท้าของพ่อสาม

ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นใครกันหนอ

[๓๓๙]

เพราะพ่อสามเดินเงียบกริบ วางเท้าเรียบ

นั่นไม่ใช่เสียงฝีเท้าของพ่อสาม

ท่านนิรทุกข์ ท่านเป็นใครกันหนอ

(พระเจ้าปิลยักษ์ประทับยืนอยู่ที่ประตูบรรณศาลา ตรัสว่า)

[๓๔๐]

ข้าพเจ้าเป็นพระราชาของชาวกาสี

คนทั้งหลายรู้จักข้าพเจ้าว่า พระเจ้าปิลยักษ์

เพราะความโลภ ข้าพเจ้าจึงละทิ้งแคว้นมาเที่ยวแสวงหาเนื้อ

[๓๔๑]

ทั้งข้าพเจ้าเป็นคนเชี่ยวชาญในศิลปะธนู เลื่องลือว่า

เป็นผู้มีความสามารถยิงธนูที่ต้องใช้กำลังคนถึง ๑,๐๐๐ คนได้

แม้ช้างที่มาถึงระยะลูกศรยิงก็ไม่พึงรอดพ้นไปได้

(ฝ่ายทุกูลบัณฑิตเมื่อจะทำปฏิสันถารกับพระเจ้าปิลยักษ์ จึงทูลว่า)

[๓๔๒]

ข้าแต่มหาราช พระองค์เสด็จมาดีแล้ว มิได้เสด็จมาร้าย

พระองค์ผู้เป็นใหญ่ได้เสด็จมาถึงแล้ว

ขอพระองค์จงตรัสบอกสิ่งที่ต้องประสงค์ซึ่งมีอยู่ในที่นี้เถิด

[๓๔๓]

ข้าแต่มหาราช ผลมะพลับ ผลมะหาด

ผลมะซาง และผลหมากเม่าซึ่งเป็นผลไม้เล็กน้อย

ขอพระองค์ทรงเลือกเสวยแต่ที่ดีๆ เถิด

[๓๔๔]

ข้าแต่มหาราช ขอเชิญพระองค์ทรงดื่มน้ำเย็นนี้

ที่ข้าพระองค์ตักมาจากซอกเขาเถิด

ถ้าพระองค์ทรงพระประสงค์

(พระเจ้าปิลยักษ์ตรัสว่า)

[๓๔๕]

ท่านทั้ง ๒ ตาบอดไม่สามารถจะเห็นอะไรๆ ในป่าได้

ใครเล่าหนอนำผลไม้มาให้ท่านทั้ง ๒

การเก็บสะสมผลาผลที่ทำไว้อย่างเรียบร้อยนี้

ย่อมปรากฏแก่เราเหมือนการเก็บสะสมของคนตาไม่บอด

(ทุกูลบัณฑิตได้ฟังพระดำรัสนั้น เมื่อจะแสดงธรรม จึงกราบทูลว่า)

[๓๔๖]

สามหนุ่มน้อยร่างสันทัด ผู้เห็นแก่กัลยาณธรรม

มีผมยาวดำสนิท มีปลายงอนช้อนขึ้นข้างบน

[๓๔๗]

เธอนั่นแหละนำผลไม้มา

บัดนี้ ถือหม้อน้ำจากที่นี้ไปตักน้ำยังแม่น้ำ

เข้าใจว่าใกล้จะกลับแล้ว

(พระเจ้าปิลยักษ์ครั้นสดับดังนั้น จึงตรัสว่า)

[๓๔๘]

ข้าพเจ้าได้ฆ่าสามกุมารผู้บำรุงบำเรอท่าน

ผู้เห็นแก่กัลยาณธรรมที่ท่านกล่าวถึงแล้ว

[๓๔๙]

เขามีผมยาวดำสนิท

มีปลายงอนช้อนขึ้นข้างบน

ถูกข้าพเจ้าฆ่าแล้ว

นอนอยู่ที่หาดทรายที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด

(นางปาริกาได้ฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว ประสงค์จะทราบเหตุ จึงถามว่า)

[๓๕๐]

ท่านทุกูลบัณฑิต ท่านปรึกษากับใครที่บอกว่า

พ่อสามถูกข้าพเจ้าฆ่าแล้ว

ใจของดิฉันย่อมหวั่นไหวเพราะได้ยินว่า

พ่อสามถูกฆ่าแล้ว

[๓๕๑]

เพราะได้ยินว่า พ่อสามถูกฆ่า

ใจของดิฉันย่อมหวั่นไหว

เหมือนใบอ่อนของต้นอัสสัตถพฤกษ์ถูกลมพัดไหวไปมา

(ทุกูลบัณฑิตให้โอวาทนางปาริกาว่า)

[๓๕๒]

ปาริกา ท่านผู้นี้คือพระเจ้ากรุงกาสี

พระองค์ทรงยิงพ่อสามด้วยลูกศร

เพราะความโกรธ ที่ฝั่งแม่น้ำมิคสัมมตา

เราทั้ง ๒ อย่าได้มุ่งร้ายต่อพระองค์เลย

(นางปาริกากล่าวว่า)

[๓๕๓]

บุตรที่น่ารักผู้ซึ่งได้เลี้ยงดูเราทั้ง ๒ คน

ผู้ตาบอดในป่า เราได้มาโดยยาก

ไฉนจะไม่พึงทำจิตให้โกรธ

ในคนผู้ฆ่าบุตรคนเดียวนั้นเล่า

(ทุกูลบัณฑิตกล่าวว่า)

[๓๕๔]

บุตรที่น่ารักผู้เลี้ยงดูเราทั้ง ๒ คน

ผู้ตาบอดในป่า เราได้มาโดยยาก

บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า

ไม่ควรโกรธในคนผู้มีบุตรคนเดียวนั้น

(ลำดับนั้น พระเจ้าปิลยักษ์ตรัสปลอบโยนท่านทั้ง ๒ นั้นว่า)

[๓๕๕]

พระคุณท่านทั้ง ๒ อย่าคร่ำครวญให้มากนัก

เพราะข้าพเจ้ากล่าวว่า สามกุมารถูกข้าพเจ้าฆ่าแล้ว

ข้าพเจ้าจะทำการงานเลี้ยงดูพระคุณท่านทั้ง ๒ ในป่าใหญ่

[๓๕๖]

ข้าพเจ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญในศิลปะธนู เลื่องลือว่า

เป็นผู้มีความสามารถยิงธนูที่ต้องใช้กำลังคนถึง ๑,๐๐๐ คนได้

จะทำการงานเลี้ยงดูพระคุณท่านทั้ง ๒ ในป่าใหญ่

[๓๕๗]

ข้าพเจ้าจักแสวงหาของที่เป็นเดนของฝูงเนื้อ

และมูลผลาผลในป่า

จะทำการงานเลี้ยงดูพระคุณท่านทั้ง ๒ ในป่าใหญ่

(ดาบสทั้ง ๒ กราบทูลว่า)

[๓๕๘]

ข้าแต่มหาราช นั่นมิใช่ธรรม

ไม่สมควรในอาตมภาพทั้ง ๒

พระองค์เป็นพระราชาของอาตมภาพทั้ง ๒

อาตมภาพทั้งหลายขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์

(พระเจ้าปิลยักษ์ได้สดับดังนั้น ทรงดีพระทัยอย่างยิ่ง จึงตรัสว่า)

[๓๕๙]

ท่านผู้มีเชื้อชาติเป็นพราน

ท่านกล่าวเป็นธรรม ท่านได้ประพฤติอ่อนน้อม

ขอพระคุณท่านจงเป็นบิดาของข้าพเจ้า

ข้าแต่นางปาริกา ขอพระคุณท่านจงเป็นมารดาของข้าพเจ้า

(ดาบสทั้ง ๒ นั้นประคองอัญชลี กราบทูลว่า)

[๓๖๐]

ข้าแต่พระเจ้ากาสี อาตมภาพทั้ง ๒ ขอถวายบังคมแด่พระองค์

ข้าแต่พระองค์ผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกาสี

อาตมภาพทั้งหลายขอถวายบังคมแด่พระองค์

อาตมภาพทั้งหลายขอประคองอัญชลีแด่พระองค์จนกว่าพระองค์

ทรงพาอาตมภาพทั้งหลายไปให้ถึงสถานที่ซึ่งสามกุมารอยู่

[๓๖๑]

อาตมภาพทั้ง ๒ เมื่อได้ลูบคลำเท้าทั้ง ๒

และใบหน้าอันงดงามของเขา จักทุบตีตนให้ถึงความตาย

(พระเจ้าปิลยักษ์ได้ตรัสว่า)

[๓๖๒]

สามกุมารถูกฆ่านอนตายอยู่เหมือนดวงจันทร์ตกดิน

ในป่าที่เกลื่อนกล่นด้วยเนื้อร้าย

เป็นป่าสูง ปรากฏเหมือนอยู่ในอากาศ

[๓๖๓]

สามกุมารถูกฆ่านอนตายอยู่เหมือนดวงอาทิตย์ตกดิน

ในป่าที่เกลื่อนกล่นไปด้วยเนื้อร้าย

เป็นป่าสูง ปรากฏเหมือนอยู่ในอากาศ

[๓๖๔]

สามกุมารถูกฆ่านอนตายอยู่ เปื้อนเปรอะด้วยฝุ่น

ในป่าที่เกลื่อนกล่นด้วยเนื้อร้าย

เป็นป่าสูง ปรากฏเหมือนอยู่ในอากาศ

[๓๖๕]

สามกุมารถูกฆ่านอนตายอยู่

ในป่าที่กลื่อนกล่นด้วยเนื้อร้าย

เป็นป่าสูงปรากฏเหมือนอยู่ในอากาศ

ขอพระคุณท่านทั้ง ๒ จงอยู่ในอาศรมที่พักนี้เท่านั้นเถิด

(ลำดับนั้น ดาบสทั้ง ๒ นั้นเมื่อแสดงว่าตนไม่กลัวต่อสัตว์ร้าย จึงกราบทูลว่า)

[๓๖๖]

ถ้าในป่านั้น จะมีเนื้อร้ายตั้งร้อย ตั้งพัน และตั้งหมื่น

อาตมภาพทั้ง ๒ ไม่มีความกลัว

ในสัตว์ร้ายทั้งหลายในป่าไหนๆ เลย

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๓๖๗]

ลำดับนั้น พระเจ้ากาสีทรงพาฤๅษีทั้ง ๒

ผู้ตาบอดไปในป่าใหญ่

จูงมือฤๅษีทั้ง ๒ ไปในที่ที่สามกุมารถูกฆ่าแล้ว

[๓๖๘]

ดาบสทั้ง ๒ เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรนอนคลุกฝุ่น

ถูกทิ้งไว้ในป่าใหญ่เหมือนดวงจันทร์ตกดิน

[๓๖๙]

ดาบสทั้ง ๒ เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรนอนคลุกฝุ่น

ถูกทิ้งไว้ในป่าใหญ่เหมือนดวงอาทิตย์ตกดิน

[๓๗๐]

ดาบสทั้ง ๒ เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรนอนคลุกฝุ่น

ถูกทิ้งไว้ในป่าใหญ่ ก็คร่ำครวญอย่างน่าสงสาร

[๓๗๑]

ดาบสทั้ง ๒ เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรนอนคลุกฝุ่น

จึงประคองแขนทั้ง ๒ ข้าง คร่ำครวญว่า ชาวเราเอ๋ย

ได้ทราบว่า วันนี้ ความไม่เป็นธรรมกำลังเป็นไปในโลกนี้

[๓๗๒]

ลูกสามผู้มีรูปสง่างาม เจ้าประมาทนักแล้ว

ในวันนี้เมื่อกาลเวลาล่วงไป เจ้ามิได้พูดอะไรเลย

[๓๗๓]

ลูกสามผู้มีรูปสง่างาม เจ้าโง่ไปมากนักแล้ว

ในวันนี้เมื่อกาลเวลาล่วงไป เจ้ามิได้พูดอะไรเลย

[๓๗๔]

ลูกสามผู้มีรูปสง่างาม เจ้าโกรธเคืองไปมากนักแล้ว

ในวันนี้เมื่อกาลเวลาล่วงไป เจ้ามิได้พูดอะไรเลย

[๓๗๕]

ลูกสามผู้มีรูปสง่างาม เจ้าเป็นผู้มักหลับไปมากนักแล้ว

ในวันนี้เมื่อกาลเวลาล่วงไป เจ้ามิได้พูดอะไรเลย

[๓๗๖]

ลูกสามผู้มีรูปสง่างาม เจ้าช่างเป็นคนปราศจากน้ำใจจริง

ในวันนี้เมื่อกาลเวลาล่วงไป เจ้ามิได้พูดอะไรเลย

[๓๗๗]

ลูกสามผู้บำรุงเลี้ยงดูเราทั้ง ๒ ผู้ตาบอดนี้มาตายเสียแล้ว

บัดนี้ ใครเล่าจักชำระชฎาที่หม่นหมองเปื้อนฝุ่น

[๓๗๘]

ลูกสามผู้บำรุงเลี้ยงดูเราทั้ง ๒ ผู้ตาบอดนี้มาตายแล้ว

บัดนี้ ใครเล่าจักจับไม้กวาดแล้วกวาดอาศรมของเราทั้ง ๒

[๓๗๙]

ลูกสามผู้บำรุงเลี้ยงดูเราทั้ง ๒ ผู้ตาบอดนี้มาตายแล้ว

บัดนี้ ใครเล่าจักนำน้ำเย็นน้ำร้อนมาให้เราทั้ง ๒ อาบ

[๓๘๐]

ลูกสามผู้บำรุงเลี้ยงดูเราทั้ง ๒ ผู้ตาบอดนี้มาตายแล้ว

บัดนี้ ใครเล่าจักให้เราทั้ง ๒ บริโภคมูลผลาผลไม้ในป่า

[๓๘๑]

มารดาได้เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรล้มคลุกฝุ่นอยู่

เป็นผู้อึดอัดเพราะความโศกถึงบุตร จึงได้กล่าวสัจวาจาว่า

[๓๘๒]

ลูกสามนี้ได้เคยมีปกติประพฤติธรรมมาก่อน

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๘๓]

ลูกสามนี้มีปกติประพฤติพรหมจรรย์มาก่อน

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๘๔]

ลูกสามนี้ได้เคยมีปกติกล่าวคำสัตย์มาก่อน

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๘๕]

ลูกสามนี้ได้เป็นผู้เลี้ยงมารดาและบิดา

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๘๖]

ลูกสามนี้ได้เป็นผู้นอบน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๘๗]

ลูกสามนี้เป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิตของเรา

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๘๘]

บุญอย่างใดอย่างหนึ่งที่ลูกสามทำแล้วแก่เราและบิดาของเขา

ด้วยกุศลนั้นทั้งหมด ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๘๙]

บิดาได้เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรล้มคลุกฝุ่นอยู่

เป็นผู้อึดอัดเพราะความโศกถึงบุตร จึงได้กล่าวสัจวาจาว่า

[๓๙๐]

ลูกสามนี้ได้เคยเป็นผู้มีปกติประพฤติธรรมมาก่อน

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๙๑]

ลูกสามนี้มีปกติประพฤติพรหมจรรย์มาก่อน

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๙๒]

ลูกสามนี้มีปกติกล่าวคำสัตย์มาก่อน

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๙๓]

ลูกสามนี้ได้เป็นผู้เลี้ยงมารดาและบิดา

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๙๔]

ลูกสามนี้ได้เป็นผู้นอบน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๙๕]

ลูกสามนี้เป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิตของเรา

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๙๖]

บุญอย่างใดอย่างหนึ่งที่ลูกสามทำแล้วแก่เราและมารดาของเขา

ด้วยกุศลนั้นทั้งหมด ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๙๗]

นางเทพธิดาที่ภูเขาคันธมาทน์นั้นได้อันตรธานไป

ด้วยความอนุเคราะห์สามกุมาร จึงได้กล่าวสัจวาจานี้ว่า

[๓๙๘]

เราอยู่ที่ภูเขาคันธมาทน์มานาน

ไม่มีคนอื่น จะเป็นใครก็ตาม

เป็นที่รักของเรายิ่งกว่าสามกุมาร

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของสามกุมารจงเสื่อมหายไป

[๓๙๙]

ต้นไม้ทั้งหมดที่ภูเขาคันธมาทน์ล้วนแต่เป็นไม้หอม

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของสามกุมารจงเสื่อมหายไป

[๔๐๐]

เมื่อดาบสทั้ง ๒ กำลังบ่นพร่ำรำพันอย่างน่าสงสารเป็นอันมาก

สามกุมารผู้ยังเป็นหนุ่มแน่นมีรูปสง่างาม ก็ได้ลุกขึ้นทันที

(ลำดับนั้น สุวรรณสามโพธิสัตว์ได้กล่าวกับท่านเหล่านั้นว่า)

[๔๐๑]

ข้าพเจ้าเป็นผู้ชื่อว่าสาม

ขอความสุขความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย

ข้าพเจ้าลุกขึ้นได้แล้วโดยความสวัสดี

ขอท่านทั้งหลายจงอย่าคร่ำครวญไปนักเลย

จงพูดกับข้าพเจ้าด้วยเสียงอันไพเราะเถิด

(ลำดับนั้น สุวรรณสามโพธิสัตว์เห็นพระราชา จึงกราบทูลว่า)

[๔๐๒]

ข้าแต่มหาราช พระองค์ได้เสด็จมาดีแล้ว มิได้เสด็จมาร้าย

พระองค์ผู้เป็นใหญ่เสด็จมาถึงแล้ว

ขอจงทรงทราบสิ่งที่มีอยู่ในที่นี้เถิด

[๔๐๓]

ข้าแต่พระราชา ขอเชิญเลือกเสวยผลมะพลับ

ผลมะซาง และผลหมากเม่า

ซึ่งเป็นผลไม้เล็กน้อยแต่ผลที่ดีๆ เถิด

[๔๐๔]

น้ำใสเย็นข้าพระองค์ตักมาจากซอกเขาก็มีอยู่

จงโปรดเสวยจากนั้นเถิด พระเจ้าข้า

ถ้าพระองค์ทรงพระประสงค์

(พระเจ้าปิลยักษ์ทรงเห็นความอัศจรรย์นั้นแล้ว จึงตรัสว่า)

[๔๐๕]

เรางุนงงไปหมด หลงไปทั่วทุกทิศ

เราได้เห็นสามตายไปแล้ว

ท่านสาม ทำไมหนอ ท่านจึงกลับฟื้นชีวิตคืนมาได้

(สุวรรณสามโพธิสัตว์ทูลว่า)

[๔๐๖]

ข้าแต่มหาราช บุรุษผู้มีชีวิตอยู่

แต่มีเวทนามาก ปราศจากความรู้สึก ๑-

แม้ยังมีชีวิตอยู่ ชาวโลกก็เข้าใจว่า ตายแล้ว

@เชิงอรรถ :

@๑ ปราศจากความรู้สึก หมายถึงวาระจิตที่หยั่งลงสู่ภวังค์ (ความอยู่โดยไม่รู้สึกตัว, สลบ) (ขุ.ชา.อ. ๙/๔๐๖/๑๕๖)

[๔๐๗]

ข้าแต่มหาราช บุรุษผู้มีชีวิตอยู่

แต่มีเวทนามาก ถึงความดับสนิท

แม้ยังมีชีวิตอยู่ ชาวโลกก็เข้าใจว่า ตายแล้ว

(สุวรรณสามโพธิสัตว์แสดงธรรมแก่พระเจ้าปิลยักษ์ว่า)

[๔๐๘]

บุคคลใดเลี้ยงดูมารดาและบิดาโดยธรรม

แม้เทวดาก็เยียวยารักษาบุคคลผู้เลี้ยงดูมารดาและบิดานั้น

[๔๐๙]

บุคคลใดเลี้ยงดูมารดาและบิดาโดยธรรม

แม้นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคลนั้นในโลกนี้

บุคคลนั้นละโลกนี้ไปแล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์

(พระเจ้าปิลยักษ์ได้สดับดังนั้น ทรงประคองอัญชลี ขอร้องอยู่ว่า)

[๔๑๐]

เรายิ่งงุนงงหนักขึ้น หลงไปทั่วทุกทิศ

ท่านสาม เราขอถึงท่านว่าเป็นที่พึ่ง

และท่านก็จงเป็นที่พึ่งของเรา

(สุวรรณสามโพธิสัตว์กล่าวทศพิธราชธรรมถวายว่า)

[๔๑๑]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในพระมารดาและพระบิดาเถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๒]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในพระโอรสและพระมเหสีเถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๓]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในมิตรและอำมาตย์เถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๔]

ข้าแต่มหาราช

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในพาหนะและพลนิกายเถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๕]

ข้าแต่มหาราช

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในชาวบ้านและชาวนิคมเถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๖]

ข้าแต่มหาราช

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในชาวแคว้นและชาวชนบทเถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๗]

ข้าแต่มหาราช

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในสมณะและพราหมณ์เถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๘]

ข้าแต่มหาราช

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในฝูงเนื้อและฝูงนกเถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๙]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมเถิด

ธรรมที่พระองค์ทรงประพฤติแล้วย่อมนำสุขมาให้

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๒๐]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมเถิด

พระอินทร์ เทวดา พร้อมทั้งพรหมเข้าถึงทิพยสถานได้

เพราะธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ขอพระองค์อย่าทรงประมาทธรรมเลย

สุวัณณสามชาดกที่ ๓ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๙. มหาชนกชาดกชาดกถัดไป๕๔๑. เนมิราชชาดก