ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สุวรรณสามชาดก
ชาดกที่ ๕๔๐ · มหานิบาตชาดก

สุวรรณสามชาดก

ว่าด้วยสุวรรณสามบำเพ็ญเมตตาบารมี

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๔๘๒ · บรรทัด ๓๒๐๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสุวรรณสามชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๔ จาก ๕

เรื่องเล่า

กาลนั้น เทพธิดามีนามว่าพสูนธรี อยู่ภูเขาคันธมาทน์ เคยเป็นมารดาของพระมหาสัตว์ในอัตภาพที่เจ็ด พิจารณาดูพระโพธิสัตว์อยู่เป็นนิจ ด้วยความสิเนหาในบุตร ก็วันนั้นนางเสวยทิพยสมบัติ มิได้พิจารณาดูพระมหาสัตว์บางอาจารย์ว่า นางไปสู่เทวสมาคมเสีย ดังนี้ก็มี ในเวลาที่พระมหาสัตว์สลบนางพิจารณาดูว่า ความเป็นไปของบุตรเราเป็นอย่างไรบ้างหนอ ได้เห็นว่าพระเจ้าปิลยักษ์นี้ ยิงบุตรของเราด้วยลูกศรอาบยาพิษ ให้ล้มอยู่ที่หาดทรายฝั่งแม่น้ำมิคสัมมตา พร่ำรำพันด้วยเสียงอันดัง ถ้าเราจักไม่ไปในที่นั้นสุวรรณสามบุตรของเราจักพินาศอยู่ในที่นี้ แม้พระหทัยของพระราชาก็จักแตกบิดามารดาของสามะจักอดอาหาร จะไม่ได้น้ำดื่ม จักเหือดแห้งตาย แต่เมื่อเราไป พระราชาจักถือเอาหม้อน้ำดื่มไปสู่สำนักบิดามารดาของสุวรรณสามนั้นก็แลครั้นเสด็จไปแล้วจักรับสั่งว่า บุตรของท่านทั้งสอง เราฆ่าเสียแล้ว และทรงสดับคำของท่านทั้งสองนั้นแล้ว จักนำท่านทั้งสองนั้นไปสู่สำนักของสุวรรณสามผู้บุตร เมื่อเป็นเช่นนี้ ดาบสดาบสินีทั้งสอง และเราจักทำสัจจกิริยาพิษของสุวรรณสามก็จักหาย บุตรของเราจักได้ชีวิตคืนมา จักษุทั้งสองข้างของบิดามารดาสุวรรณสามจักแลเห็นเป็นปกติ และพระราชาจักได้ทรงสดับธรรมเทศนาของสุวรรณสาม เสด็จกลับพระนคร ทรงบริจาคมหาทานครองราชสมบัติโดยยุติธรรม มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า เพราะเหตุนั้น เราจะไปในที่นั้น เทพธิดานั้นจึงไปสถิตอยู่ในอากาศโดยไม่ปรากฏกาย ที่ฝั่งมิคสัมมตานที กล่าวกับพระเจ้าปิลยักขราช.

พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า

เทพธิดานั้นอันตรธานไปในภูเขาคันธมาทน์ มา ภาษิตคาถาเหล่านี้ เพื่ออนุเคราะห์พระราชาว่า พระองค์ทำความผิดมาก ได้ทำกรรมอันชั่วช้า บิดามารดา และบุตรทั้งสามผู้หาความประทุษร้ายมิได้ ถูก พระองค์ฆ่าเสียด้วยลูกศรลูกเดียวกัน เชิญเสด็จมาเถิด ข้าพเจ้าจะพร่ำสอนพระองค์ ด้วยวิธีที่พระองค์จะได้ สุคติ พระองค์จงเลี้ยงดูบิดามารดาทั้งสอง ผู้มีจักษุมืด โดยธรรม ในป่า ข้าพเจ้าเข้าใจว่า สุคติจะพึงมีแก่ พระองค์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รญฺโว แปลว่า พระราชานั่นแหละ. บทว่า อาคุํ กริ ความว่า ดูก่อนพระราชาผู้ใหญ่ พระองค์ได้ทรงกระทำความผิดมากคือบาปมาก. บทว่า ทุกฺกฏํ ความว่า ความชั่วใดที่พระองค์กระทำแล้วมีอยู่ พระองค์ได้กระทำแล้วซึ่งความชั่วนั้นอันเป็นกรรมลามก. บทว่า อทูสกา แปลว่า ผู้หาโทษมิได้. บทว่า ปิตาปุตฺตา ความว่าชนสามคนเหล่านั้น คือ มารดาหนึ่ง บิดาหนึ่ง บุตรหนึ่ง พระองค์ฆ่าด้วยลูกศรลูกเดียว ด้วยว่าเมื่อพระองค์ฆ่าสุวรรณสามนั้น แม้บิดามารดาของสุวรรณสามผู้ปฏิพัทธ์สุวรรณสามนั้น ย่อมเป็นอันพระองค์ฆ่าเสียเหมือนกัน. บทว่า อนุสิกฺขามิ ความว่า จักให้ศึกษา คือ จักพร่ำสอน. บทว่า โปเสความว่า จงตั้งอยู่ ในฐานะสุวรรณสาม ยังความสิเนหาให้เกิดขึ้น เลี้ยงดูบิดามารดาทั้งสองซึ่งตาบอดนั้น ราวกะว่าสุวรรณสาม. บทว่า มญฺเหํ สุคตีสิยา ความว่า ข้าพเจ้าเข้าใจว่า พระองค์จักพึงไปสุคติเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.

พระราชาทรงสดับคำของเทพธิดาแล้วทรงเชื่อว่า เราเลี้ยงบิดามารดาของสุวรรณสามแล้วจักไปสู่สวรรค์ ทรงดำริว่า เราจะต้องการราชสมบัติทำไมเราจักเลี้ยงดูท่านทั้งสองนั้น ทรงตั้งพระหฤทัยมั่น ทรงร่ำไรร่ำพันเป็นกำลังทรงทำความโศกให้เบาบาง เข้าพระหฤทัยว่า สุวรรณสามโพธิสัตว์สิ้นชีพแล้วจึงทรงบูชาสรีระของพระโพธิสัตว์นั้น ด้วยบุปผชาติต่าง ๆ ประพรมด้วยน้ำทำประทักษิณสามรอบ ทรงกราบในฐานะทั้งสี่แล้วถือหม้อน้ำที่พระโพธิสัตว์ใส่ไว้เต็มแล้ว ถึงความโทมนัส บ่ายพระพักตร์ทางทิศทักษิณเสด็จไป.

พระศาสดาเมื่อทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า

พระราชานั้น ทรงคร่ำครวญอย่างน่าสงสารเป็น อันมาก ทรงถือหม้อน้ำ บ่ายพระพักตร์ทางทิศทักษิณ เสด็จหลีกไปแล้ว.

แม้โดยปกติพระราชาเป็นผู้มีพระกำลังมาก ทรงถือหม้อน้ำเข้าไปสู่อาศรมบท ถึงประตูบรรณศาลาของทุกูลบัณฑิต ดุจบุคคลกระแตกอาศรมให้กระเทือน ทุกูลบัณฑิตนั่งอยู่ภายในได้ฟังเสียงฝีพระบาทแห่งพระเจ้าปิลยักขราชก็นึกในใจว่า นี้ไม่ใช่เสียงแห่งฝีเท้าสุวรรณสามบุตรเรา เสียงฝีเท้าใครหนอเมื่อจะถามจึงกล่าวคาถาสองคาถาว่า

นั่นเสียงฝีเท้าใครหนอ เสียงฝีเท้ามนุษย์เดิน เป็นแน่ เสียงฝีเท้าสามบุตรเราไม่ดัง ดูก่อนท่านผู้ นิรทุกข์ ท่านเป็นใครหนอ สามบุตรเราเดินเบา วาง เท้าเบา เสียงฝีเท้าสามบุตรเราไม่ดัง ท่านเป็นใครหนอ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มนุสฺสสฺเสว ความว่า เสียงฝีเท้าที่มานไม่ใช่ของราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง ยักษ์ และกินนรเป็นต้น เป็นเสียงฝีเท้าของมนุษย์แน่ แต่ไม่ใช่ของสุวรรณสาม. บทว่า สนฺตํ หิ ได้แก่ เงียบ. บทว่า วชฺชติ ได้แก่ ก้าวไป. บทว่า หญฺติ ได้แก่ วาง.

พระราชาได้สดับคำถามนั้น ทรงดำริว่า ถ้าเราไม่บอกกความที่เราเป็นพระราชา บอกว่าเราฆ่าบุตรของท่านเสียแล้ว ท่านทั้งสองนี้จักโกรธเรากล่าวคำหยาบกะเรา เมื่อเป็นเช่นนี้ ความโกรธในท่านทั้งสองนี้ก็จักเกิดขึ้นแก่เรา ครั้นความโกรธเกิดขึ้น เราก็จักเบียดเบียนท่านทั้งสองนั้น กรรมนั้นจักเป็นอกุศลของเรา แต่เมื่อเราบอกว่าเราเป็นพระราชา ชื่อว่าผู้ที่ไม่เกรงกลัวย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น เราจะบอกความที่เราเป็นพระราชาก่อน ทรงดำริฉะนี้แล้ว ทรงวางหม้อน้ำไว้ที่โรงน้ำดื่ม แล้วประทับยืนที่ประดูบรรณศาลาเมื่อจะแสดงพระองค์ให้ฤๅษีรู้จัก จึงตรัสว่า

เราเป็นพระราชาของชาวกาสี คนเรียกเราว่า พระเจ้าปิลยักษ์ เราละแว่นแคว้นเที่ยวแสวงหามฤค เพราะความโลภ อนึ่ง เราเป็นผู้ฉลาดในธนูศิลป์ ปรากฏว่าเป็นผู้แม่นยำนัก แม้ช้างมาสู่ระยะลูกศร ของเราก็ไม่พึงพ้นไปได้. ฝ่ายทุกูลบัณฑิตเมื่อจะทำปฏิสันถารกับพระราชา จึงทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร พระองค์เสด็จมาดีแล้ว อนึ่ง พระองค์เสด็จมาแต่ไกลก็เหมือนใกล้ พระองค์ผู้มี อิสระเสด็จมาถึงแล้ว ขอจงทรงทราบสิ่งที่มีอยู่ในที่นี้ ข้าแต่มหาบพิตร เชิญเสวยผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง และผลหมากเม่า อันเป็นผลไม้เล็กน้อย ขอได้โปรดเลือกเสวยผลที่ดี ๆ เถิด ข้าแต่มหาบพิตร ขอจงทรงดื่มน้ำซึ่งเป็นน้ำเย็น นำมาแต่มิคสัมมตานที ซึ่งไหลจากซอกเขา ถ้าทรงพระประสงค์.

เนื้อความของคาถานั้น ได้กล่าวไว้แล้วในสัตติคุมพชาดก แต่ในที่นี้บทว่า คิริคพฺภรา ท่านกล่าวหมายเอามิคสัมมตานที เพราะมิคสัมมตานทีนั้นไหลมาแต่ซอกเขา จึงชื่อว่า เกิดแต่ซอกเขา.

เมื่อดาบสทำปฏิสันถารอย่างนี้แล้ว พระราชาทรงคิดว่า เราไม่ควรจะบอกว่า เราฆ่าบุตรของท่านเสียแล้ว ดังนี้ก่อน ทำเหมือนไม่รู้ พูดเรื่องอะไร ๆ ไปก่อนแล้วจึงบอก ทรงดำริดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า

ท่านทั้งสองจักษุมืดไม่สามารถจะเห็นอะไร ๆ ในป่า ใครเล่าหนอนำผลไม้มาเพื่อท่านทั้งสอง ความ สะสมผลไม้น้อยใหญ่ไว้โดยเรียบร้อยนี้ ปรากฏแก่ ข้าพเจ้าว่า ดูเหมือนคนตาดีสะสมไว้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาลํ ความว่า ท่านทั้งสองตามืด ไม่สามารถจะมองเห็นอะไร ๆ ในบ้านได้. บทว่า โก นุ โว ผลมาหริความว่า ใครหนอนำผลไม้น้อยใหญ่มาเพื่อท่านทั้งสอง. บทว่า นิวาโปความว่า การเก็บคือสะสมผลไม้น้อยใหญ่ที่บริสุทธิ์ดี ซึ่งควรที่จะรับประทานที่ทำไว้อย่างเรียบร้อย คือโดยนัย โดยอุบาย โดยเหตุ นี้. บทว่า อนนฺธสฺเสว ความว่า ย่อมปรากฏ คือเข้าไปตั้งไว้ แก่เราเหมือนคนตาดีทำไว้.

ทุกูลบัณฑิตได้ฟังดังนั้น เพื่อจะแสดงว่ามูลผลาผลตนมิได้นำมา แต่บุตรของตนนำมา จึงได้กล่าวสองคาถาว่า

สามะหนุ่มน้อยรูปร่างสันทัดงดงามน่าดู เกศา ของเธอยาวดำ เฟื้อยลงไปปลายงอนช้อนขึ้นข้างบน เธอนั่นแหละนำผลไม้มา ถือหม้อนำจากที่นี่ ไปสู่ แม่น้ำนำน้ำมา เห็นจะกลับมาใกล้แล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาติพฺรหา ความว่า ไม่สูงไป ไม่เตี้ยไป. บทว่า สุนคฺคเวลฺลิตา ความว่า งอนขึ้นเหมือนปลายมีดเชือดเนื้อสำหรับสับเนื้อ กล่าวคือมีปลายงอนขึ้น. บทว่า กมณฺฑลุํ ได้แก่ หม้อ. บทว่า ทูรมาคโต ความว่า เข้าใจว่า บัดนี้พ่อสุวรรณสามจักมาใกล้แล้วคือจักมาแล้วสู่ที่ใกล้.

พระราชาได้ทรงสดับดังนั้นแล้วจึงตรัสว่า

ข้าพเจ้าได้ฆ่าสามกุมารผู้ปฏิบัติบำรุงท่านเสีย แล้ว ผู้เป็นเจ้ากล่าวถึงสามกุมารผู้งดงามน่าดูใด เกศา ของสามกุมารนั้นยาวดำ เฟื้อยลงไปปลายงอนช้อนขึ้น เบื้องบน สามกุมารนั้นข้าพเจ้าฆ่าเสียแล้ว นอนอยู่ที่ หาดทรายเปรอะเปื้อนด้วยโลหิต.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวธึ ความว่า ข้าพเจ้ายิงด้วยลูกศรยิงมฤคให้ตายแล้ว. บทว่า ปเวเทถ ได้แก่ กล่าวถึง. บทว่า เสติ ความว่านอนอยู่บนหาดทรายริมฝั่งมิคสัมมตานที.

ก็บรรณศาลาของปาริกาดาบสินีอยู่ใกล้ของทุกูลบัณฑิต นางนั่งอยู่ในบรรณศาลานั้น ได้ฟังพระดำรัสของพระราชา ก็ใคร่จะรู้ประพฤติการณ์นั้นจึงออกจากบรรณศาลาของคน ไปสำนักทุกูลบัณฑิตด้วยสำคัญเชือกที่สำหรับสาวเดินไปได้กล่าวว่า

ข้าแต่ทุกูลบัณฑิต ท่านพูดกับใครซึ่งบอกว่า ข้าพเจ้าฆ่าสามกุมารเสียแล้ว ใจของดิฉันย่อมหวั่นไหว เพราะได้ยินว่า สามกุมารถูกฆ่าเสียแล้ว กิ่งอ่อนแห่ง ต้นโพธิ์ใบ อันลมพัดให้หวั่นไหว ฉันใด ใจของ ดิฉันย่อมหวั่นไหวเพราะได้ยินว่า สามกุมารถูกฆ่าเสีย แล้ว ฉันนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาทินา ความว่า ผู้กล่าวว่า ข้าพเจ้าฆ่าสามกุมารเสียแล้ว. บทว่า ปวาลํ ได้แก่ หน่ออ่อน. บทว่า มาลุเตริตํ ความว่า ถูกลมพัดให้หวั่นไหว.

ลำดับนั้น ทุกูลบัณฑิตเมื่อจะโอวาทนางปาริกาดาบสินีนั้น จึงกล่าวว่า

ดูก่อนนางปาริกา ท่านผู้นี้คือพระเจ้ากาสี พระองค์ทรงยิงสามกุมารด้วยลูกศร ที่มิคสัมมตานที ด้วย ความโกรธ เราทั้งสองอย่าปรารถนาบาปต่อพระองค์ เลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิคสมฺมเต ความว่า ที่หาดทรายริมฝั่งมิคสัมมตานที. บทว่า โกธสา ความว่า ด้วยความโกรธที่เกิดขึ้นในเพราะมฤคทั้งหลาย. บทว่า มา ปาปมิจฺฉิมฺหา ความว่า เราทั้งสองอย่าปรารถนาบาปต่อพระองค์เลย.

ปาริกาดาบสินีกล่าวอีกว่า

บุตรที่รักอันหาได้ด้วยยาก ผู้ได้เลี้ยงเราทั้งสอง ผู้ตามืดในป่า จะไม่ยังจิตให้โกรธ ในบุคคลผู้ฆ่าบุตร คนเดียวนั้น ได้อย่างไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฆาตมฺหิ แปลว่า ในบุคคลผู้ฆ่า. ทุกูลบัณฑิตกล่าวว่า บุตรที่รักอันหาได้ด้วยยาก ผู้ได้เลี้ยงเราทั้งสอง ผู้ตามืดในป่า บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญบุคคล ผู้ไม่โกรธในบุคคลผู้ฆ่าบุตรคนเดียวนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโกธํ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญ คือกล่าวถึงบุคคลผู้ไม่โกรธนั้นว่า ขึ้นชื่อว่าความโกรธ ย่อมทำให้ตกนรก ฉะนั้น ไม่พึงทำความโกรธนั้น พึงทำความไม่โกรธในบุคคลผู้ฆ่าบุตรเท่านั้น.

ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ดาบสดาบสินีทั้งสอง ก็ข้อนทรวงด้วยมือทั้งสอง พรรณนาคุณของพระมหาสัตว์ คร่ำครวญเป็นอันมาก.

ลำดับนั้น พระเจ้าปิลยักขราชเมื่อจะทรงเล้าโลมเอาใจดาบสทั้งสองนั้น จึงตรัสว่า

อยู่เป็นเจ้าทั้งสองอย่างคร่ำครวญ เพราะข้าพเจ้า กล่าวว่าข้าพเจ้าฆ่าสามกุมารเสียแล้ว ไปมากเลย ข้าพเจ้าจักรับการงานเลี้ยงดูผู้เป็นเจ้า ทั้งสอง ในป่าใหญ่ ข้าพเจ้าเป็นผู้ฉลาดในธนูศิลป์ ปรากฏว่า เป็นผู้แม่นยำนัก ข้าพเจ้าจักรับการงานเลี้ยงดูผู้เป็นเจ้า ทั้งสอง ในป่าใหญ่ ข้าพเจ้าจักฆ่ามฤคและแสวงหา มูลผลในป่า รับการงานเลี้ยงดูผู้เป็นเจ้าทั้งสองในป่า ใหญ่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาทินา ความว่า ท่านทั้งสองอย่ากล่าวคำเป็นต้นว่า บุตรผู้ถึงพร้อมด้วยคุณอย่างนี้ของเรา ถูกท่านผู้กล่าวอยู่กับข้าพเจ้าว่า ฆ่าสามกุมารเสียแล้วดังนี้ ฆ่าแล้ว บัดนี้ใครจักเลี้ยงดูพวกเรา ดังนี้คร่ำครวญมากไปเลย ข้าพเจ้าจักทำการงานแก่ท่านทั้งสอง เลี้ยงดูท่านทั้งสองเหมือนสามกุมาร ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว พระราชาได้ปลอบใจท่านทั้งสองนั้นว่า ขอท่านทั้งสองอย่าได้คิดเลย ข้าพเจ้าไม่ต้องการราชสมบัติ ข้าพเจ้าจักเลี้ยงดูท่านทั้งสองตลอดชีวิต.

ลำดับนั้น ฝ่ายดาบสดาบสินีทั้งสองนั้นสนทนากับพระราชา ทูลว่า

ขอถวายพระพรมหาบพิตร สภาพนั้นไม่สม ควร การทรงทำอย่างนั้นไม่ควร ในอาตมาทั้งสอง พระองค์เป็นพระราชาของอาตมาทั้งสอง อาตมาทั้ง สอง ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺโม ได้แก่ สภาพหรือเหตุการณ์บทว่า เนตํ กปฺปติ ความว่า การกระทำการงานของพระองค์นั้น ย่อมไม่ควร คือไม่งาม ไม่สมควรในอาตมาทั้งสอง. บทว่า ปาเท วนฺทาม เตความว่า ก็ดาบสดาบสินีทั้งสองนั้น ตั้งอยู่ในเพศบรรพชิต ทูลพระราชาดังนี้เพราะความโศกในบุตรครอบงำ และเพราะไม่มีมานะ.

พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น ทรงยินดีเหลือเกิน ทรงดำริว่า โอน่าอัศจรรย์ แม้เพียงคำหยาบของฤๅษีทั้งสองนี้ ก็ไม่มีในเราผู้ทำความประทุษร้ายถึงเพียงนี้ กลับยกย่องเราเสียอีก จึงตรัสอย่างนี้ว่า

ข้าแต่ท่านผู้เชื้อชาติเนสาท ท่านกล่าวเป็นธรรม ท่านบำเพ็ญความถ่อมตนแล้ว ขอท่านจงเป็นบิดาของ ข้าพเจ้า ข้าแต่นางปาริกา ขอท่านจงเป็นมารดาของ ข้าพเจ้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตยา ความว่า เมื่อกล่าวเป็นคน ๆ ก็กล่าวอย่างนี้. บทว่า ปิตา เป็นต้น ความว่า ข้าแต่พ่อทุกูลบัณฑิต ตั้งแต่วันนี้ไป ขอท่านจงตั้งอยู่ในฐานะแห่งบิดาของข้าพเจ้า ข้าแต่แม่ปาริกา แม้ท่านก็ขอจงตั้งอยู่ในฐานะแห่งมารดา ข้าพเจ้าก็จักตั้งอยู่ในฐานะแห่งสามกุมารบุตรของท่าน กระทำกิจทุกอย่างมีล้างเท้าเป็นต้น ขอท่านทั้งสองจงอย่ากำหนดข้าพเจ้าว่าเป็นพระราชา จงกำหนดว่าเหมือนสามกุมารเถิด.

ดาบสทั้งสองประคองอัญชลีไหว้ เมื่อจะทูลวิงวอนว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร พระองค์ไม่มีหน้าที่ที่จะทำการงานแก่อาตมาทั้งสอง แต่ขอพระองค์จงทรงถือปลายไม้เท้าของอาตมาทั้งสองนำไปแสดงตัวสุวรรณสามเถิด จึงกล่าวสองคาถาว่า

ข้าแต่พระเจ้ากาสี อาตมาทั้งสองขอนอบน้อม แด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ยังชาวกาสีให้เจริญ อาตมาทั้งสองนอบน้อมแด่พระองค์ อาตมาทั้งสองประคองอัญชลีแด่พระองค์ ขอพระองค์โปรดพาอาตมาทั้ง สองไปให้ถึงสามกุมาร อาตมาทั้งสองจะสัมผัสเท้าทั้ง สองและดวงหน้าอันงดงามน่าดูของเธอ แล้วทรมาน ตนให้ถึงกาลกิริยา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาว สามานุปาปย ความว่า โปรดพาอาตมาทั้งสองไปให้ถึงที่ที่สามกุมารอยู่. บทว่า ภุชทสฺสนํ ความว่า สามกุมารผู้งามน่าดู คือมีรูปงามน่าเลื่อมใส. บทว่า สํสุมฺภมานา ได้แก่ โบย. บทว่า กาลมาคมยามฺหเส ความว่า จักกระทำ คือจักถึงกาลกิริยา.

เมื่อท่านเหล่านั้นสนทนากันอยู่อย่างนี้ พระอาทิตย์อัสดงคต ลำดับนั้นพระราชาทรงดำริว่า ถ้าเรานำฤๅษี ทั้งสองผู้ตามืดไปในสำนักของสุวรรณสามในบัดนี้ทีเดียว หทัยของฤๅษีทั้งสองจักแตกเพราะเห็นสุวรรณสามนั้น เราก็ชื่อว่านอนอยู่ในนรก ในกาลที่ท่านทั้งสามทำกาลกิริยา ด้วยประการฉะนี้เพราะฉะนั้น เราจักไม่ให้ฤๅษีทั้งสองนั้นไป ทรงดำริฉะนี้แล้ว จึงตรัสคาถาสี่คาถาว่า

สามกุมารถูกฆ่านอนอยู่ที่ป่าใด ดุจดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ตกลงเหนือแผ่นดินแล้ว เกลือกเปื้อน ด้วยฝุ่นทราย ป่านั้นเป็นป่าใหญ่ เกลื่อนกล่นด้วยพาล มฤค ปรากฏเหมือนที่สุดอากาศ ผู้เป็นเจ้าทั้งสองจง อยู่ในอาศรมนี้แหละ.

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๔ / ๕ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๓ หน้า ๑๖๘–๒๑๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

มหานิบาตชาดก · ๔๓๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๓๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๓. สุวัณณสามชาดก ๑- (๕๔๐)

ว่าด้วยสุวรรณสามบำเพ็ญเมตตาบารมี

(สุวรรณสามโพธิสัตว์ไม่ทันเห็นพระราชา จึงตรัสว่า)

[๒๙๖]

ใครกันหนอใช้ลูกศรยิงเรา

ผู้ประมาท ๒- กำลังนำน้ำไปอยู่

กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์คนไหนแอบซุ่มยิงเรา

(สุวรรณสามโพธิสัตว์เมื่อจะแสดงว่า เนื้อที่ร่างกายของตนไม่เป็นอาหาร จึงตรัสว่า)

[๒๙๗]

เนื้อของเราก็ไม่ควรจะกิน

หนังของเราก็ไม่มีประโยชน์

เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรหนอ

เขาจึงเข้าใจว่า เราเป็นผู้ควรยิง

(สุวรรณสามโพธิสัตว์ตรัสถามชื่อพระราชานั้นว่า)

[๒๙๘]

ท่านเป็นใคร เป็นบุตรของใคร

เราจะรู้จักท่านได้อย่างไร

สหาย เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกเถิด

ทำไมท่านจึงซุ่มยิงเรา

(พระเจ้าปิลยักษ์ตรัสตอบว่า)

[๒๙๙]

เราเป็นพระราชาของชาวกาสี

คนทั้งหลายรู้จักเราว่า พระเจ้าปิลยักษ์

เพราะความโลภ เราจึงละทิ้งแคว้นมาเที่ยวแสวงหาเนื้อ

@เชิงอรรถ :

@๑ พระบรมศาสดาเมื่อประทับ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุเลี้ยงดูมารดารูปหนึ่ง ตรัสสุวัณณสามชาดก

@ซึ่งมีคำเริ่มต้นว่า ใครกันหนอใช้ลูกศรยิงเราผู้ประมาทกำลังนำน้ำไปอยู่ ดังนี้เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๙/๑๑๕)

@๒ ประมาท หมายถึงยังมิได้คุมสติด้วยเมตตาภาวนา (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๙๖/๑๒๙)

[๓๐๐]

เราเป็นคนเชี่ยวชาญในศิลปะธนู

เลื่องลือว่า เป็นผู้มีความสามารถยิงธนู

ที่ต้องใช้กำลังคนถึง ๑,๐๐๐ คนได้

แม้ช้างที่มาถึงระยะที่ลูกศรยิงก็ไม่พึงพ้นเราไปได้

(พระเจ้าปิลยักษ์ตรัสถามชื่อและโคตรของสุวรรณสามโพธิสัตว์ว่า)

[๓๐๑]

ท่านเป็นใคร เป็นบุตรของใคร

เราจะรู้จักท่านได้อย่างไร

ท่านจงประกาศชื่อและโคตรของบิดา

และตัวของท่านเองให้ทราบด้วย

(สุวรรณสามโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๓๐๒]

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นบุตรของนายพราน ๑-

พวกญาติต่างเรียกข้าพระองค์เมื่อยังมีชีวิตอยู่ว่า สาม

วันนี้ ข้าพระองค์นั้นเข้าไปในปากแห่งความตาย

จึงนอนอยู่อย่างนี้

[๓๐๓]

ข้าพระองค์ถูกพระองค์ยิงด้วยศรลูกใหญ่

อาบยาพิษเหมือนยิงเนื้อ

ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์ทอดพระเนตรข้าพระองค์

ผู้นอนเปื้อนเลือดของตน

[๓๐๔]

ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรลูกศรที่ทะลุออกข้างซ้าย

ข้าพระองค์บ้วนโลหิต เป็นผู้กระสับกระส่าย

ขอทูลถามพระองค์ว่า ทำไมจึงซุ่มยิงข้าพระองค์

[๓๐๕]

เสือเหลืองถูกฆ่าเพราะหนัง ช้างถูกฆ่าเพราะงา

เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรหนอ

พระองค์จึงเข้าพระทัยว่า ข้าพระองค์เป็นผู้ที่ควรยิง

@เชิงอรรถ :

@๑ บุตรของนายพราน หมายถึงเป็นบุตรฤๅษี (ขุ.ชา.อ. ๙/๓๐๒/๑๓๒)

(พระเจ้าปิลยักษ์ตรัสแก้ตัวว่า)

[๓๐๖]

เนื้อปรากฏมาถึงระยะลูกศรแล้ว

ท่านสาม มันเห็นท่านแล้วจึงแตกหนีไป

เพราะฉะนั้น เราจึงโกรธ

(สุวรรณสามโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๓๐๗]

ตั้งแต่ข้าพระองค์จำความได้

ตั้งแต่ข้าพระองค์รู้จักรับผิดชอบ

ฝูงเนื้อในป่าแม้จะเป็นเนื้อร้าย

ก็ไม่สะดุ้งกลัวข้าพระองค์

[๓๐๘]

ตั้งแต่ข้าพระองค์นุ่งเปลือกไม้อยู่ในปฐมวัย

ฝูงเนื้อในป่าแม้จะเป็นเนื้อร้าย

แต่ก็ไม่สะดุ้งกลัวข้าพระองค์

[๓๐๙]

ข้าแต่พระราชา ฝูงกินนรผู้ขลาดกลัวที่ภูเขาคันธมาทน์

เราทั้งหลายต่างเพลิดเพลินพากันไปสู่ภูเขาและป่า

[๓๑๐]

ฝูงเนื้อแม้จะเป็นเนื้อร้ายในป่า

ก็ไม่สะดุ้งกลัวข้าพระองค์

เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร

ฝูงเนื้อจึงจะสะดุ้งกลัวข้าพระองค์เล่า

(พระเจ้าปิลยักษ์ได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า)

[๓๑๑]

ท่านสาม เนื้อหาได้สะดุ้งกลัวท่านไม่

เรากล่าวเท็จแก่ท่านต่างหาก

เราถูกความโกรธและความโลภครอบงำ

จึงได้ปล่อยลูกศรนั้นไปถึงท่าน

[๓๑๒]

สาม ท่านมาจากไหน ใครใช้ท่านมาว่า

ท่านจงไปยังแม่น้ำมิคสัมมตาแล้วตักน้ำมา

(สุวรรณสามโพธิสัตว์ได้อดกลั้นทุกขเวทนาแสนสาหัส กราบทูลว่า)

[๓๑๓]

มารดาบิดาของข้าพระองค์เป็นคนตาบอด

ข้าพระองค์เลี้ยงดูท่านทั้ง ๒ นั้นอยู่ในป่าใหญ่

ข้าพระองค์จะไปตักน้ำมาให้ท่านทั้ง ๒ นั้น

จึงมายังแม่น้ำมิคสัมมตา

(สุวรรณสามโพธิสัตว์กล่าวบ่นเพ้อรำพันถึงมารดาบิดาว่า)

[๓๑๔]

ท่านทั้ง ๒ นั้นมีเพียงอาหารเท่านั้น

เมื่อเป็นเช่นนั้น จะพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียง ๖ วัน

เพราะไม่ได้น้ำ ท่านผู้ตาบอดทั้ง ๒ เห็นจักตายแน่

[๓๑๕]

ข้าพระองค์ไม่เป็นทุกข์

เพราะความทุกข์เช่นนี้ คนพึงได้รับเหมือนกัน

แต่ความทุกข์ที่ข้าพระองค์ไม่ได้พบมารดา

เป็นความทุกข์อย่างยิ่งของหม่อมฉัน

[๓๑๖]

ข้าพระองค์ไม่เป็นทุกข์

เพราะความทุกข์เช่นนี้ คนพึงได้รับเหมือนกัน

แต่ความทุกข์ที่ข้าพระองค์ไม่ได้พบบิดา

เป็นความทุกข์อย่างยิ่งของหม่อมฉัน

[๓๑๗]

มารดานั้น จะร้องไห้อย่างน่าสงสารเป็นเวลานาน

จนเที่ยงคืน หรือตลอดคืน จะซูบซีดลง

เหมือนแม่น้ำน้อยในฤดูร้อนเหือดแห้งไป

[๓๑๘]

บิดานั้นจักเป็นทุกข์ลำบากแน่เป็นเวลานาน

จนเที่ยงคืน หรือตลอดคืน จะซูบซีดลง

เหมือนแม่น้ำน้อยในฤดูร้อนเหือดแห้งไป

[๓๑๙]

มารดาและบิดาทั้ง ๒ จักเที่ยวบ่นเรียกหาข้าพระองค์ว่า

พ่อสามๆ ในป่าใหญ่ เพื่อต้องการปรนนิบัติเท้า

และเพื่อต้องการบีบนวดมือและเท้าด้วยความพยายาม

[๓๒๐]

ถึงความโศกนี้เป็นลูกศรที่ ๒

ทำหัวใจของข้าพระองค์ให้สะท้านหวั่นไหว

ความโศกใดที่ข้าพระองค์ไม่ได้พบมารดาและบิดาทั้ง ๒ ผู้ตาบอด

เพราะความโศกนั้น ข้าพระองค์เห็นจะต้องเสียชีวิตไป

(พระเจ้าปิลยักษ์ทรงฟังคำเพ้อรำพันของสุวรรณสามโพธิสัตว์ ทรงสันนิษฐาน แล้ว ตรัสว่า)

[๓๒๑]

ท่านสามผู้เห็นกัลยาณธรรม

ท่านอย่าคร่ำครวญไปนักเลย

เราจะทำการงานเลี้ยงดูมารดาและบิดาของท่านในป่าใหญ่

[๓๒๒]

เราเป็นคนเชี่ยวชาญในศิลปะธนู เลื่องลือว่า

เป็นผู้มีความสามารถยิงธนูที่ต้องใช้กำลังคนถึง ๑,๐๐๐ คนได้

เราจะทำการงานเลี้ยงดูท่านทั้ง ๒ ในป่าใหญ่

[๓๒๓]

เราจักแสวงหาของที่เป็นเดนของฝูงเนื้อและมูลผลาผลในป่า

จะทำงานเลี้ยงดูท่านทั้ง ๒ ในป่าใหญ่

[๓๒๔]

ท่านสาม มารดาและบิดาของท่านอยู่ป่าไหน

เราจะเลี้ยงดูมารดาและบิดาของท่าน

ให้เหมือนอย่างที่ท่านได้เลี้ยงดูมา

(สุวรรณสามโพธิสัตว์กราบทูลบอกหนทางว่า)

[๓๒๕]

ขอเดชะ หนทางที่เดินไปได้คนเดียว

ที่มีอยู่ทางศีรษะของข้าพระองค์นี้

พระองค์เสด็จไปจากที่นี้สิ้นระยะทางประมาณกึ่งโกสะ ๑-

ก็จะเสด็จถึงเรือนหลังเล็กๆ ซึ่งเป็นที่อยู่

ของมารดาและบิดาทั้ง ๒ ของข้าพระองค์

ขอพระองค์เสด็จไปจากที่นี้แล้ว

จงเลี้ยงดูมารดาและบิดาของข้าพระองค์เถิด

@เชิงอรรถ :

@๑ โกสะ เป็นชื่อมาตราวัดระยะ ๑ โกสะ เท่ากับ ๕๐๐ ชั่วธนู อัฑฒโกสะ = ๒๕๐ ชั่วธนู (๒๕๐ วา)

[๓๒๖]

ข้าแต่พระเจ้ากาสี ข้าพระองค์ขอถวายบังคมพระองค์

ข้าแต่พระองค์ผู้ผดุงรัฐกาสีให้เจริญ

ข้าพระองค์ขอถวายบังคมพระองค์

ขอพระองค์โปรดทรงพระกรุณาเลี้ยงดูมารดาและบิดาผู้ตาบอด

ของข้าพระองค์ในป่าใหญ่ด้วยเถิด

[๓๒๗]

ข้าแต่พระเจ้ากาสี ข้าพระองค์ขอประคองอัญชลี

ถวายบังคมพระองค์ ข้าพระองค์กราบทูลพระองค์แล้ว

ขอได้โปรดทรงพระกรุณาตรัสบอกการกราบลา

กับมารดาและบิดาของข้าพระองค์ด้วยเถิด

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๓๒๘]

สุวรรณสามผู้หนุ่มแน่นเห็นแก่กัลยาณธรรม

ครั้นได้กราบทูลคำนี้แล้ว ถึงกับสลบแน่นิ่งไปเพราะกำลังยาพิษ

[๓๒๙]

พระราชานั้นทรงคร่ำครวญเป็นที่น่าสงสารอย่างมากว่า

เราเข้าใจว่าจะเป็นผู้ไม่แก่และไม่ตาย

เราได้เห็นสามบัณฑิตตาย

วันนี้ จึงได้รู้ความแก่และความตาย แต่ก่อนหาได้รู้ไม่

ความตายจะไม่มาถึงเป็นไม่มี

[๓๓๐]

สามบัณฑิตถูกลูกศรอาบยาพิษเสียบแทงแล้ว

ตอบโต้กับเราอยู่แท้ๆ ครั้นกาลล่วงเลยไปวันนี้เอง

เขาพูดอะไรๆ ไม่ได้เลย

[๓๓๑]

เราจะต้องตกนรกเป็นแน่

ในข้อนี้เราไม่มีความสงสัย เพราะในเวลานั้น

เราได้ทำบาปอันหยาบช้าไว้ตลอดราตรีนาน

[๓๓๒]

เมื่อเรานั้นอยู่ในบ้านเมืองกระทำกรรมชั่ว

ก็จะมีคนกล่าวติเตียน

แต่ในป่าหาผู้คนมิได้ ใครเล่าควรจะกล่าวติเตียนเรา

[๓๓๓]

คนทั้งหลายประชุมกันในบ้าน

ต่างก็เตือนกันและกันให้ระลึกถึงกรรม

ส่วนในป่าที่หาคนมิได้ ใครหนอจะเตือนเราให้ระลึกถึงกรรม

[๓๓๔]

นางเทพธิดาที่ภูเขาคันธมาทน์นั้นได้อันตรธานไป

เพื่ออนุเคราะห์พระราชา จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า

[๓๓๕]

ข้าแต่มหาราช

พระองค์ได้ทรงทำกรรมชั่วอย่างใหญ่หลวงแล้ว

มารดาและบิดา และบุตรรวม ๓ คนผู้หาความผิดมิได้

พระองค์ทรงฆ่าแล้วด้วยลูกศรลูกเดียว

[๓๓๖]

เชิญเสด็จมาเถิด หม่อมฉันจะแนะนำถวายพระองค์

โดยประการที่พระองค์จะพึงมีสุคติ คือ

พระองค์จงทรงเลี้ยงดูท่านทั้ง ๒ ผู้ตาบอดในป่าโดยธรรมเถิด

ดิฉันเข้าใจว่า พระองค์จักพึงไปสุคติ

[๓๓๗]

พระราชานั้นทรงคร่ำครวญอย่างน่าสงสารเป็นอันมาก

จึงทรงถือเอาหม้อน้ำ บ่ายพระพักตร์เสด็จหลีกไปทางทิศทักษิณ

(ทุกูลบัณฑิตไดัยินเสียงฝีพระบาทแห่งพระเจ้าปิลยักษ์ จึงถามว่า)

[๓๓๘]

นั่นเสียงใครเดินมา นั่นไม่ใช่เสียงฝีเท้าของพ่อสาม

ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นใครกันหนอ

[๓๓๙]

เพราะพ่อสามเดินเงียบกริบ วางเท้าเรียบ

นั่นไม่ใช่เสียงฝีเท้าของพ่อสาม

ท่านนิรทุกข์ ท่านเป็นใครกันหนอ

(พระเจ้าปิลยักษ์ประทับยืนอยู่ที่ประตูบรรณศาลา ตรัสว่า)

[๓๔๐]

ข้าพเจ้าเป็นพระราชาของชาวกาสี

คนทั้งหลายรู้จักข้าพเจ้าว่า พระเจ้าปิลยักษ์

เพราะความโลภ ข้าพเจ้าจึงละทิ้งแคว้นมาเที่ยวแสวงหาเนื้อ

[๓๔๑]

ทั้งข้าพเจ้าเป็นคนเชี่ยวชาญในศิลปะธนู เลื่องลือว่า

เป็นผู้มีความสามารถยิงธนูที่ต้องใช้กำลังคนถึง ๑,๐๐๐ คนได้

แม้ช้างที่มาถึงระยะลูกศรยิงก็ไม่พึงรอดพ้นไปได้

(ฝ่ายทุกูลบัณฑิตเมื่อจะทำปฏิสันถารกับพระเจ้าปิลยักษ์ จึงทูลว่า)

[๓๔๒]

ข้าแต่มหาราช พระองค์เสด็จมาดีแล้ว มิได้เสด็จมาร้าย

พระองค์ผู้เป็นใหญ่ได้เสด็จมาถึงแล้ว

ขอพระองค์จงตรัสบอกสิ่งที่ต้องประสงค์ซึ่งมีอยู่ในที่นี้เถิด

[๓๔๓]

ข้าแต่มหาราช ผลมะพลับ ผลมะหาด

ผลมะซาง และผลหมากเม่าซึ่งเป็นผลไม้เล็กน้อย

ขอพระองค์ทรงเลือกเสวยแต่ที่ดีๆ เถิด

[๓๔๔]

ข้าแต่มหาราช ขอเชิญพระองค์ทรงดื่มน้ำเย็นนี้

ที่ข้าพระองค์ตักมาจากซอกเขาเถิด

ถ้าพระองค์ทรงพระประสงค์

(พระเจ้าปิลยักษ์ตรัสว่า)

[๓๔๕]

ท่านทั้ง ๒ ตาบอดไม่สามารถจะเห็นอะไรๆ ในป่าได้

ใครเล่าหนอนำผลไม้มาให้ท่านทั้ง ๒

การเก็บสะสมผลาผลที่ทำไว้อย่างเรียบร้อยนี้

ย่อมปรากฏแก่เราเหมือนการเก็บสะสมของคนตาไม่บอด

(ทุกูลบัณฑิตได้ฟังพระดำรัสนั้น เมื่อจะแสดงธรรม จึงกราบทูลว่า)

[๓๔๖]

สามหนุ่มน้อยร่างสันทัด ผู้เห็นแก่กัลยาณธรรม

มีผมยาวดำสนิท มีปลายงอนช้อนขึ้นข้างบน

[๓๔๗]

เธอนั่นแหละนำผลไม้มา

บัดนี้ ถือหม้อน้ำจากที่นี้ไปตักน้ำยังแม่น้ำ

เข้าใจว่าใกล้จะกลับแล้ว

(พระเจ้าปิลยักษ์ครั้นสดับดังนั้น จึงตรัสว่า)

[๓๔๘]

ข้าพเจ้าได้ฆ่าสามกุมารผู้บำรุงบำเรอท่าน

ผู้เห็นแก่กัลยาณธรรมที่ท่านกล่าวถึงแล้ว

[๓๔๙]

เขามีผมยาวดำสนิท

มีปลายงอนช้อนขึ้นข้างบน

ถูกข้าพเจ้าฆ่าแล้ว

นอนอยู่ที่หาดทรายที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด

(นางปาริกาได้ฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว ประสงค์จะทราบเหตุ จึงถามว่า)

[๓๕๐]

ท่านทุกูลบัณฑิต ท่านปรึกษากับใครที่บอกว่า

พ่อสามถูกข้าพเจ้าฆ่าแล้ว

ใจของดิฉันย่อมหวั่นไหวเพราะได้ยินว่า

พ่อสามถูกฆ่าแล้ว

[๓๕๑]

เพราะได้ยินว่า พ่อสามถูกฆ่า

ใจของดิฉันย่อมหวั่นไหว

เหมือนใบอ่อนของต้นอัสสัตถพฤกษ์ถูกลมพัดไหวไปมา

(ทุกูลบัณฑิตให้โอวาทนางปาริกาว่า)

[๓๕๒]

ปาริกา ท่านผู้นี้คือพระเจ้ากรุงกาสี

พระองค์ทรงยิงพ่อสามด้วยลูกศร

เพราะความโกรธ ที่ฝั่งแม่น้ำมิคสัมมตา

เราทั้ง ๒ อย่าได้มุ่งร้ายต่อพระองค์เลย

(นางปาริกากล่าวว่า)

[๓๕๓]

บุตรที่น่ารักผู้ซึ่งได้เลี้ยงดูเราทั้ง ๒ คน

ผู้ตาบอดในป่า เราได้มาโดยยาก

ไฉนจะไม่พึงทำจิตให้โกรธ

ในคนผู้ฆ่าบุตรคนเดียวนั้นเล่า

(ทุกูลบัณฑิตกล่าวว่า)

[๓๕๔]

บุตรที่น่ารักผู้เลี้ยงดูเราทั้ง ๒ คน

ผู้ตาบอดในป่า เราได้มาโดยยาก

บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า

ไม่ควรโกรธในคนผู้มีบุตรคนเดียวนั้น

(ลำดับนั้น พระเจ้าปิลยักษ์ตรัสปลอบโยนท่านทั้ง ๒ นั้นว่า)

[๓๕๕]

พระคุณท่านทั้ง ๒ อย่าคร่ำครวญให้มากนัก

เพราะข้าพเจ้ากล่าวว่า สามกุมารถูกข้าพเจ้าฆ่าแล้ว

ข้าพเจ้าจะทำการงานเลี้ยงดูพระคุณท่านทั้ง ๒ ในป่าใหญ่

[๓๕๖]

ข้าพเจ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญในศิลปะธนู เลื่องลือว่า

เป็นผู้มีความสามารถยิงธนูที่ต้องใช้กำลังคนถึง ๑,๐๐๐ คนได้

จะทำการงานเลี้ยงดูพระคุณท่านทั้ง ๒ ในป่าใหญ่

[๓๕๗]

ข้าพเจ้าจักแสวงหาของที่เป็นเดนของฝูงเนื้อ

และมูลผลาผลในป่า

จะทำการงานเลี้ยงดูพระคุณท่านทั้ง ๒ ในป่าใหญ่

(ดาบสทั้ง ๒ กราบทูลว่า)

[๓๕๘]

ข้าแต่มหาราช นั่นมิใช่ธรรม

ไม่สมควรในอาตมภาพทั้ง ๒

พระองค์เป็นพระราชาของอาตมภาพทั้ง ๒

อาตมภาพทั้งหลายขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์

(พระเจ้าปิลยักษ์ได้สดับดังนั้น ทรงดีพระทัยอย่างยิ่ง จึงตรัสว่า)

[๓๕๙]

ท่านผู้มีเชื้อชาติเป็นพราน

ท่านกล่าวเป็นธรรม ท่านได้ประพฤติอ่อนน้อม

ขอพระคุณท่านจงเป็นบิดาของข้าพเจ้า

ข้าแต่นางปาริกา ขอพระคุณท่านจงเป็นมารดาของข้าพเจ้า

(ดาบสทั้ง ๒ นั้นประคองอัญชลี กราบทูลว่า)

[๓๖๐]

ข้าแต่พระเจ้ากาสี อาตมภาพทั้ง ๒ ขอถวายบังคมแด่พระองค์

ข้าแต่พระองค์ผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกาสี

อาตมภาพทั้งหลายขอถวายบังคมแด่พระองค์

อาตมภาพทั้งหลายขอประคองอัญชลีแด่พระองค์จนกว่าพระองค์

ทรงพาอาตมภาพทั้งหลายไปให้ถึงสถานที่ซึ่งสามกุมารอยู่

[๓๖๑]

อาตมภาพทั้ง ๒ เมื่อได้ลูบคลำเท้าทั้ง ๒

และใบหน้าอันงดงามของเขา จักทุบตีตนให้ถึงความตาย

(พระเจ้าปิลยักษ์ได้ตรัสว่า)

[๓๖๒]

สามกุมารถูกฆ่านอนตายอยู่เหมือนดวงจันทร์ตกดิน

ในป่าที่เกลื่อนกล่นด้วยเนื้อร้าย

เป็นป่าสูง ปรากฏเหมือนอยู่ในอากาศ

[๓๖๓]

สามกุมารถูกฆ่านอนตายอยู่เหมือนดวงอาทิตย์ตกดิน

ในป่าที่เกลื่อนกล่นไปด้วยเนื้อร้าย

เป็นป่าสูง ปรากฏเหมือนอยู่ในอากาศ

[๓๖๔]

สามกุมารถูกฆ่านอนตายอยู่ เปื้อนเปรอะด้วยฝุ่น

ในป่าที่เกลื่อนกล่นด้วยเนื้อร้าย

เป็นป่าสูง ปรากฏเหมือนอยู่ในอากาศ

[๓๖๕]

สามกุมารถูกฆ่านอนตายอยู่

ในป่าที่กลื่อนกล่นด้วยเนื้อร้าย

เป็นป่าสูงปรากฏเหมือนอยู่ในอากาศ

ขอพระคุณท่านทั้ง ๒ จงอยู่ในอาศรมที่พักนี้เท่านั้นเถิด

(ลำดับนั้น ดาบสทั้ง ๒ นั้นเมื่อแสดงว่าตนไม่กลัวต่อสัตว์ร้าย จึงกราบทูลว่า)

[๓๖๖]

ถ้าในป่านั้น จะมีเนื้อร้ายตั้งร้อย ตั้งพัน และตั้งหมื่น

อาตมภาพทั้ง ๒ ไม่มีความกลัว

ในสัตว์ร้ายทั้งหลายในป่าไหนๆ เลย

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๓๖๗]

ลำดับนั้น พระเจ้ากาสีทรงพาฤๅษีทั้ง ๒

ผู้ตาบอดไปในป่าใหญ่

จูงมือฤๅษีทั้ง ๒ ไปในที่ที่สามกุมารถูกฆ่าแล้ว

[๓๖๘]

ดาบสทั้ง ๒ เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรนอนคลุกฝุ่น

ถูกทิ้งไว้ในป่าใหญ่เหมือนดวงจันทร์ตกดิน

[๓๖๙]

ดาบสทั้ง ๒ เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรนอนคลุกฝุ่น

ถูกทิ้งไว้ในป่าใหญ่เหมือนดวงอาทิตย์ตกดิน

[๓๗๐]

ดาบสทั้ง ๒ เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรนอนคลุกฝุ่น

ถูกทิ้งไว้ในป่าใหญ่ ก็คร่ำครวญอย่างน่าสงสาร

[๓๗๑]

ดาบสทั้ง ๒ เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรนอนคลุกฝุ่น

จึงประคองแขนทั้ง ๒ ข้าง คร่ำครวญว่า ชาวเราเอ๋ย

ได้ทราบว่า วันนี้ ความไม่เป็นธรรมกำลังเป็นไปในโลกนี้

[๓๗๒]

ลูกสามผู้มีรูปสง่างาม เจ้าประมาทนักแล้ว

ในวันนี้เมื่อกาลเวลาล่วงไป เจ้ามิได้พูดอะไรเลย

[๓๗๓]

ลูกสามผู้มีรูปสง่างาม เจ้าโง่ไปมากนักแล้ว

ในวันนี้เมื่อกาลเวลาล่วงไป เจ้ามิได้พูดอะไรเลย

[๓๗๔]

ลูกสามผู้มีรูปสง่างาม เจ้าโกรธเคืองไปมากนักแล้ว

ในวันนี้เมื่อกาลเวลาล่วงไป เจ้ามิได้พูดอะไรเลย

[๓๗๕]

ลูกสามผู้มีรูปสง่างาม เจ้าเป็นผู้มักหลับไปมากนักแล้ว

ในวันนี้เมื่อกาลเวลาล่วงไป เจ้ามิได้พูดอะไรเลย

[๓๗๖]

ลูกสามผู้มีรูปสง่างาม เจ้าช่างเป็นคนปราศจากน้ำใจจริง

ในวันนี้เมื่อกาลเวลาล่วงไป เจ้ามิได้พูดอะไรเลย

[๓๗๗]

ลูกสามผู้บำรุงเลี้ยงดูเราทั้ง ๒ ผู้ตาบอดนี้มาตายเสียแล้ว

บัดนี้ ใครเล่าจักชำระชฎาที่หม่นหมองเปื้อนฝุ่น

[๓๗๘]

ลูกสามผู้บำรุงเลี้ยงดูเราทั้ง ๒ ผู้ตาบอดนี้มาตายแล้ว

บัดนี้ ใครเล่าจักจับไม้กวาดแล้วกวาดอาศรมของเราทั้ง ๒

[๓๗๙]

ลูกสามผู้บำรุงเลี้ยงดูเราทั้ง ๒ ผู้ตาบอดนี้มาตายแล้ว

บัดนี้ ใครเล่าจักนำน้ำเย็นน้ำร้อนมาให้เราทั้ง ๒ อาบ

[๓๘๐]

ลูกสามผู้บำรุงเลี้ยงดูเราทั้ง ๒ ผู้ตาบอดนี้มาตายแล้ว

บัดนี้ ใครเล่าจักให้เราทั้ง ๒ บริโภคมูลผลาผลไม้ในป่า

[๓๘๑]

มารดาได้เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรล้มคลุกฝุ่นอยู่

เป็นผู้อึดอัดเพราะความโศกถึงบุตร จึงได้กล่าวสัจวาจาว่า

[๓๘๒]

ลูกสามนี้ได้เคยมีปกติประพฤติธรรมมาก่อน

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๘๓]

ลูกสามนี้มีปกติประพฤติพรหมจรรย์มาก่อน

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๘๔]

ลูกสามนี้ได้เคยมีปกติกล่าวคำสัตย์มาก่อน

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๘๕]

ลูกสามนี้ได้เป็นผู้เลี้ยงมารดาและบิดา

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๘๖]

ลูกสามนี้ได้เป็นผู้นอบน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๘๗]

ลูกสามนี้เป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิตของเรา

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๘๘]

บุญอย่างใดอย่างหนึ่งที่ลูกสามทำแล้วแก่เราและบิดาของเขา

ด้วยกุศลนั้นทั้งหมด ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๘๙]

บิดาได้เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรล้มคลุกฝุ่นอยู่

เป็นผู้อึดอัดเพราะความโศกถึงบุตร จึงได้กล่าวสัจวาจาว่า

[๓๙๐]

ลูกสามนี้ได้เคยเป็นผู้มีปกติประพฤติธรรมมาก่อน

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๙๑]

ลูกสามนี้มีปกติประพฤติพรหมจรรย์มาก่อน

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๙๒]

ลูกสามนี้มีปกติกล่าวคำสัตย์มาก่อน

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๙๓]

ลูกสามนี้ได้เป็นผู้เลี้ยงมารดาและบิดา

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๙๔]

ลูกสามนี้ได้เป็นผู้นอบน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๙๕]

ลูกสามนี้เป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิตของเรา

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๙๖]

บุญอย่างใดอย่างหนึ่งที่ลูกสามทำแล้วแก่เราและมารดาของเขา

ด้วยกุศลนั้นทั้งหมด ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๙๗]

นางเทพธิดาที่ภูเขาคันธมาทน์นั้นได้อันตรธานไป

ด้วยความอนุเคราะห์สามกุมาร จึงได้กล่าวสัจวาจานี้ว่า

[๓๙๘]

เราอยู่ที่ภูเขาคันธมาทน์มานาน

ไม่มีคนอื่น จะเป็นใครก็ตาม

เป็นที่รักของเรายิ่งกว่าสามกุมาร

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของสามกุมารจงเสื่อมหายไป

[๓๙๙]

ต้นไม้ทั้งหมดที่ภูเขาคันธมาทน์ล้วนแต่เป็นไม้หอม

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของสามกุมารจงเสื่อมหายไป

[๔๐๐]

เมื่อดาบสทั้ง ๒ กำลังบ่นพร่ำรำพันอย่างน่าสงสารเป็นอันมาก

สามกุมารผู้ยังเป็นหนุ่มแน่นมีรูปสง่างาม ก็ได้ลุกขึ้นทันที

(ลำดับนั้น สุวรรณสามโพธิสัตว์ได้กล่าวกับท่านเหล่านั้นว่า)

[๔๐๑]

ข้าพเจ้าเป็นผู้ชื่อว่าสาม

ขอความสุขความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย

ข้าพเจ้าลุกขึ้นได้แล้วโดยความสวัสดี

ขอท่านทั้งหลายจงอย่าคร่ำครวญไปนักเลย

จงพูดกับข้าพเจ้าด้วยเสียงอันไพเราะเถิด

(ลำดับนั้น สุวรรณสามโพธิสัตว์เห็นพระราชา จึงกราบทูลว่า)

[๔๐๒]

ข้าแต่มหาราช พระองค์ได้เสด็จมาดีแล้ว มิได้เสด็จมาร้าย

พระองค์ผู้เป็นใหญ่เสด็จมาถึงแล้ว

ขอจงทรงทราบสิ่งที่มีอยู่ในที่นี้เถิด

[๔๐๓]

ข้าแต่พระราชา ขอเชิญเลือกเสวยผลมะพลับ

ผลมะซาง และผลหมากเม่า

ซึ่งเป็นผลไม้เล็กน้อยแต่ผลที่ดีๆ เถิด

[๔๐๔]

น้ำใสเย็นข้าพระองค์ตักมาจากซอกเขาก็มีอยู่

จงโปรดเสวยจากนั้นเถิด พระเจ้าข้า

ถ้าพระองค์ทรงพระประสงค์

(พระเจ้าปิลยักษ์ทรงเห็นความอัศจรรย์นั้นแล้ว จึงตรัสว่า)

[๔๐๕]

เรางุนงงไปหมด หลงไปทั่วทุกทิศ

เราได้เห็นสามตายไปแล้ว

ท่านสาม ทำไมหนอ ท่านจึงกลับฟื้นชีวิตคืนมาได้

(สุวรรณสามโพธิสัตว์ทูลว่า)

[๔๐๖]

ข้าแต่มหาราช บุรุษผู้มีชีวิตอยู่

แต่มีเวทนามาก ปราศจากความรู้สึก ๑-

แม้ยังมีชีวิตอยู่ ชาวโลกก็เข้าใจว่า ตายแล้ว

@เชิงอรรถ :

@๑ ปราศจากความรู้สึก หมายถึงวาระจิตที่หยั่งลงสู่ภวังค์ (ความอยู่โดยไม่รู้สึกตัว, สลบ) (ขุ.ชา.อ. ๙/๔๐๖/๑๕๖)

[๔๐๗]

ข้าแต่มหาราช บุรุษผู้มีชีวิตอยู่

แต่มีเวทนามาก ถึงความดับสนิท

แม้ยังมีชีวิตอยู่ ชาวโลกก็เข้าใจว่า ตายแล้ว

(สุวรรณสามโพธิสัตว์แสดงธรรมแก่พระเจ้าปิลยักษ์ว่า)

[๔๐๘]

บุคคลใดเลี้ยงดูมารดาและบิดาโดยธรรม

แม้เทวดาก็เยียวยารักษาบุคคลผู้เลี้ยงดูมารดาและบิดานั้น

[๔๐๙]

บุคคลใดเลี้ยงดูมารดาและบิดาโดยธรรม

แม้นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคลนั้นในโลกนี้

บุคคลนั้นละโลกนี้ไปแล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์

(พระเจ้าปิลยักษ์ได้สดับดังนั้น ทรงประคองอัญชลี ขอร้องอยู่ว่า)

[๔๑๐]

เรายิ่งงุนงงหนักขึ้น หลงไปทั่วทุกทิศ

ท่านสาม เราขอถึงท่านว่าเป็นที่พึ่ง

และท่านก็จงเป็นที่พึ่งของเรา

(สุวรรณสามโพธิสัตว์กล่าวทศพิธราชธรรมถวายว่า)

[๔๑๑]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในพระมารดาและพระบิดาเถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๒]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในพระโอรสและพระมเหสีเถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๓]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในมิตรและอำมาตย์เถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๔]

ข้าแต่มหาราช

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในพาหนะและพลนิกายเถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๕]

ข้าแต่มหาราช

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในชาวบ้านและชาวนิคมเถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๖]

ข้าแต่มหาราช

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในชาวแคว้นและชาวชนบทเถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๗]

ข้าแต่มหาราช

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในสมณะและพราหมณ์เถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๘]

ข้าแต่มหาราช

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในฝูงเนื้อและฝูงนกเถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๙]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมเถิด

ธรรมที่พระองค์ทรงประพฤติแล้วย่อมนำสุขมาให้

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๒๐]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมเถิด

พระอินทร์ เทวดา พร้อมทั้งพรหมเข้าถึงทิพยสถานได้

เพราะธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ขอพระองค์อย่าทรงประมาทธรรมเลย

สุวัณณสามชาดกที่ ๓ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๓๙. มหาชนกชาดกชาดกถัดไป๕๔๑. เนมิราชชาดก