ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มโหสถชาดก
ชาดกที่ ๕๔๒ · มหานิบาตชาดก

มโหสถชาดก

ว่าด้วยพระมโหสถบัณฑิตทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๖๐๐ · บรรทัด ๓๘๖๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมโหสถชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๒ จาก ๓๐

เรื่องเล่า

หัวข้อว่า โค มีความว่า บุรุษชาวปาจีนยวมัชฌคามคนหนึ่งคิดว่าเมื่อฝนตก เราจักไถนา จึงชื่อโคแต่บ้านอื่นนำมาให้อยู่ในบ้าน รุ่งขึ้นนำไปสู่ที่มีหญ้าเพื่อให้หากิน นั่งอยู่บนหลังโค เหน็ดเหนื่อย ก็ลงนั่งโคนต้นไม้เลยหลับไป ขณะนั้นโจรคนหนึ่งมาพาโคหนีไป บุรุษเจ้าของโคนั้นตื่นขึ้นมาไม่เห็นโค ค้นหาโคข้างโน้นข้างนี้ เห็นโจรจึงวิ่งไล่ไปโดยเร็วกล่าวว่า แกจะนำโคของข้าไปไหน โจรกล่าวตอบว่า แกพูดอะไร ข้าจะนำโคของข้าไปสู่ที่ต้องการ มหาชนต่างมาฟังชนทั้งสองวิวาทกันจนแน่น มโหสถบัณฑิตได้ฟังเสียงคนทั้งหลายไปทางประตูศาลา จึงให้เรียกคนทั้งสองมา เห็นกิริยาของคนทั้งสองก็รู้ว่า คนนี้เป็นโจร คนนี้เป็นเจ้าของโค แต่ถึงรู้ ก็ถามว่า ท่านทั้งสองวิวาทกันเพราะเหตุไร เจ้าของโคกล่าวว่า ข้าแต่นาย ข้าพเจ้าซื้อโคนแต่คนชื่อนี้แต่บ้านโน้น นำมาให้อยู่ในบ้าน นำไปสู่ที่มีหญ้าแต่เช้า ชายนี้พาโคหนีไป เพราะเห็นข้าพเจ้าประมาทในเวลานั้น ข้าพเจ้ามองหาข้างโน้นข้างนี้เห็นชายคนนี้ จึงติดตามไปจับตัว ชาวบ้านโน้นรู้การที่ข้าพเจ้าซื้อโคนี้มาฝ่ายโจรกล่าวว่า โคนี้เกิดในบ้านของข้าพเจ้า ชายนี้พูดปด ลำดับนั้น มโหสถบัณฑิตจึงถามชายทั้งสองว่า เราจักวินิจฉัยความของท่านทั้งสองโดยยุติธรรมท่านทั้งสองจักตั้งอยู่ในวินิจฉัยหรือ เมื่อคนทั้งสองรับว่าจักตั้งอยู่ คิดว่า ควรจะถือเอาตามใจของมหาชน จึงถามว่า โคเหล่านี้ ท่านให้กินอะไรให้ดื่มอะไรโจรตอบว่า ข้าแต่ท่านบัณฑิต ข้าพเจ้าให้โคดื่มยาคู ให้กินงา แป้ง และขนมกุมมาส ต่อนั้นจึงถามเจ้าของโค เจ้าของโคตอบว่า อาหารมีข้าวยาคูเป็นต้น คนจนอย่างข้าจะได้ที่ไหนมา ข้าพเจ้าให้กินหญ้าเท่านั้น มโหสถบัณฑิตได้ฟังคำของคนทั้งสองนั้นแล้ว จึงให้คนของตนนำถาดมา ให้นำไปประยงค์มาตำในครก ขยำด้วยน้ำให้โคดื่ม โคก็อาเจียนออกมาเป็นหญ้ามโหสถบัณฑิตแสดงแก่มหาชนให้เห็นแล้วถามโจรว่า เจ้าเป็นโจรหรือมิใช่โจรรับสารภาพว่าเป็นโจร มโหสถบัณฑิตให้โอวาทว่า ถ้าอย่างนั้น จำเดิมแต่นี้ไปเจ้าอย่าทำอย่างนี้ ฝ่ายบริษัทของพระโพธิสัตว์ก็ทุบตีโจรนั้นด้วยมือและเท้าทำให้บอบช้ำ ลำดับนั้น มโหสถบัณฑิตได้กล่าวสอนโจรนั้นว่า เจ้าจงเห็นทุกข์ของเจ้านี้ในภพนี้เพียงนี้ แต่ในภพหน้า เจ้าจักเสวยทุกข์ใหญ่ในนรกเป็นต้น จำเดิมแต่นี้ไปเจ้าจงละกรรมนี้เสีย แล้วให้เบญจศีลแก่โจรนั้นอมาตย์ทูลประพฤติเหตุนั้นแต่พระราชาตามความเป็นจริง พระราชาตรัสถามเสนกบัณฑิตว่า ท่านอาจารย์เสนกะ เราควรนำบัณฑิตนั้น มาหรือยัง เมื่อเสนกะทูลว่า ข้าแต่มหาราช คดีเรื่องโค ใคร ๆ ก็วินิจฉัยได้ บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นบัณฑิตด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ขอให้ทรงรอไปก่อน พระราชาทรงวางพระองค์เป็นกลาง จึงทรงส่งข่าวไปอย่างนั้นอีก นักปราชญ์พึงทราบในวิธานทั้งปวงอย่างนี้ ก็เบื้องหน้าแต่นี้ จักจำแนกเพียงหัวข้อเรื่องเท่านั้นแสดง.

หัวข้อว่า เครื่องประดับทำเป็นปล้อง ๆ มีความว่า ยังมีหญิงเข็ญใจคนหนึ่งเปลื้องเครื่องประดับทำเป็นปล้อง ถักด้วยด้ายสีต่าง ๆ จากคอวางไว้บนผ้าสาฎก ลงสู่สระโบกขรณีที่มโหสถบัณฑิตให้ทำไว้ เพื่ออาบน้ำ หญิงรุ่นสาวคนหนึ่งเห็นเครื่องประดับนั้น เกิดความโลภ หยิบเครื่องประดับขึ้นชมว่าเครื่องประดับนี้งามเหลือเกิน แกทำราคาเท่าไร แม้กันก็จักทำรูปเหล่านี้ ตามควรแก่ศิลปะของคน กล่าวชมฉะนี้แล้วประดับที่คอตน แล้วกล่าวว่า กันจะพิจารณาประมาณของเครื่องประดับนั้นก่อน หญิงเจ้าของกล่าวว่า จงพิจารณาดูเถิด เพราะหญิงเจ้าของเป็นคนมีจิตชื่อตรง หญิงรุ่นสาวประดับที่คอคนแล้วหลีกไป ฝ่ายหญิงเจ้าของเห็นดังนั้น ก็รีบขึ้นจากโบกขรณี นุ่งผ้าสาฎกแล้ววิ่งตามไปยึดผ้าไว้กล่าวว่า เอ็งจักถือเอาเครื่องประดับของข้าหนีไปไหนฝ่ายหญิงขโมยกล่าวตอบว่า ข้าไม่ได้เอาของของแก เครื่องประดับคอของข้าต่างหาก มหาชนชุมนุมฟังวิวาทกัน ฝ่ายมโหสถบัณฑิตเล่นอยู่กับเหล่าทารกได้ฟังเสียงหญิงสองคนนั้นทะเลาะกันไปทางประตูศาลา ถามว่านั่นเสียงอะไรได้ฟังเหตุที่หญิงสองคนทะเลาะกันแล้ว จึงให้เรียกเข้ามา แม้รู้อยู่โดยอาการว่า หญิงนี้เป็นขโมย หญิงนี้มิใช่ขโมย ก็ถามเนื้อความนั้นแล้วกล่าวว่า แกทั้งสองจักตั้งอยู่ในวินิจฉัยของข้าหรือ เมื่อหญิงทั้งสองรับว่าจักตั้งอยู่ในวินิจฉัยจึงถามหญิงขโมยก่อนว่า แกย้อมเครื่องประดับนี้ด้วยของหอมอะไร หญิงขโมยตอบว่า ข้าพเจ้าย้อมด้วยของหอมทุกอย่าง ของหอมที่ทำประกอบด้วยของหอมทั้งปวงชื่อว่าของหอมทุกอย่าง ลำดับนั้น มโหสถบัณฑิตจึงถามหญิงเจ้าของ นางตอบว่า เพราะข้าพเจ้าเป็นคนเข็ญใจ ของหอมทุกอย่างจะมีแต่ไหน ข้าพเจ้าย้อมด้วยของหอมคือดอกประยงค์เท่านั้นเป็นนิตย์ มโหสถบัณฑิตให้คนของตนกำหนดคำของหญิงทั้งสองนั้น ไว้แล้วให้นำภาชนะน้ำมาแช่เครื่องประดับน้ำในภาชนะน้ำนั้น ให้เรียกคนรู้จักกลิ่นมาสั่งว่า ท่านจงดมเครื่องประดับนั้น จะเป็นกลิ่นอะไร คนรู้จักกลิ่นดมเครื่องประดับนั้นแล้วก็รู้ว่ากลิ่นดอกประยงค์ จึงกล่าวคาถานี้ในเอกนิบาตว่า

ของหอมทุกอย่างไม่มี มีแต่กลิ่นดอกประยงค์ ล้วน หญิงนักเลงคือหญิงขโมยกล่าวคำเท็จ หญิงแก่ คือหญิงเจ้าของกล่าวคำจริง.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ยังมหาชนให้รู้เหตุการณ์นั้นแล้วถามว่า แกเป็นขโมยหรือ แล้วให้สารภาพว่าเป็นขโมย จำเดิมแต่นั้น ความที่พระมหาสัตว์เป็นบัณฑิตก็ปรากฏแก่มหาชน.

หัวข้อว่า ด้ายกลุ่ม มีความว่า ยังมีสตรีคนหนึ่งรักษาไร่ฝ้าย เมื่อเฝ้าไร่ได้เก็บฝ้ายที่บริสุทธิ์ในไร่นั้นมาปั่นให้เป็นเส้นเล็ก ๆ แล้วเอาเม็ดมะพลับมาไว้ข้างใน พันด้ายนั้นให้เป็นกลุ่ม เก็บไว้ในพก เมื่อจะกลับบ้าน คิดว่าเราจักอาบน้ำในสระโบกขรณีของท่านบัณฑิต จึงวางกลุ่มด้ายนั้นไว้บนผ้าสาฎกแล้วลงอาบน้ำ ยังมีหญิงคนหนึ่งเห็นด้ายกลุ่มนั้น ก็ถือเอาด้วยมีจิตโลภ ตบมือพูดว่า โอ ด้ายนี้สวยดี ท่านทำหรือ ทำเป็นเหมือนแลดู แล้วเอาใส่ในพกหลีกไป เรื่องที่เหลือพึงทราบโดยนัยที่มีในก่อน มโหสถบัณฑิตถามหญิงขโมยก่อนว่า เมื่อแกทำด้ายให้เป็นกลุ่ม ได้ใส่อะไรไว้ข้างใน หญิงขโมยนั้นตอบว่า ข้าพเจ้าใส่ผลฝ้ายนั่นเองไว้ข้างใน ต่อนั้น มโหสถบัณฑิตจึงถามหญิงอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของ นางตอบว่า ใส่เม็ดมะพลับไว้ข้างใน มโหสถบัณฑิตให้คนของตนกำหนดคำของหญิงทั้งสองไว้ แล้วให้คลี่ด้ายกลุ่มนั้นออกเห็นเม็ดมะพลับ จึงให้หญิงขโมยนั้น รับสารภาพว่าเป็นขโมย มหาชนร่าเริงยินดี กล่าวว่ามโหสถบัณฑิตวินิจฉัยความดี ได้ให้สาธุการเป็นอันมาก.

หัวข้อว่า บุตร มีความว่า ยังมีสตรีคนหนึ่งพาบุตรไปสระโบกขรณีของมโหสถบัณฑิต เพื่อล้างหน้าเอาบุตรอาบน้ำแล้วให้นั่งบนผ้าสาฎกของตนตนเองลงล้างหน้า ขณะนั้นมียักขินีคนหนึ่งเห็นทารกนั้นอยากจะกิน จึงแปลงเพศเป็นสตรีมาถามว่า แน่ะสหายทารกนี้งามหนอ เป็นบุตรของเธอหรือครั้น สตรีมารดาทารกนั้น รับว่าเป็นบุตรของตน จึงกล่าวว่า ฉันจะให้ดื่มนมเมื่อสตรีมารดาทารกอนุญาตแล้ว ก็อุ้มทารกนั้นให้เล่นหน่อยหนึ่งแล้วพาทารกนั้นหนีไป สตรีมารดาทารกเห็นดังนั้น จึงขึ้นจากน้ำวิ่งไปโดยเร็วยึดผ้าสาฎกไว้กล่าวว่า เองจะพาบุตรข้าไปไหน นางยักขินีกล่าวว่า เจ้าได้บุตรมาแต่ไหนนี้บุตรของข้าต่างหาก หญิงทั้งสองทะเลาะกันเดินไปถึงประตูศาลา มโหสถบัณฑิตได้ฟังเสียงนางทั้งสองทะเลาะกัน ให้เรียกเข้ามาถามว่า เรื่องเป็นอย่างไรกัน นางทั้งสองก็แจ้งให้ทราบเรื่องนั้น มโหสถบัณฑิตฟังความนั้นแล้ว แม้รู้ว่า หญิงนี้เป็นยักขินีอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะนัยน์ตาไม่กระพริบ นัยน์ตาแดงและไม่มีเงา จึงกล่าวว่า แกทั้งสองจักตั้งอยู่ในวินิจฉัยของเราหรือ เมื่อได้รับคำตอบว่าจักตั้งอยู่ในวินิจฉัย จึงขีดรอยทีแผ่นดิน ให้ทารกนอนกลางรอยขีด ให้ยักขินีจับมือทารก ให้หญิงผู้เป็นมารดาจับเท้า แล้วกล่าวว่า แกทั้งสองคนจงฉุดคร่าเอาไป ทารกนั้นเป็นบุตรของผู้สามารถเอาไปได้ นางทั้งสองก็คร่าทารกนั้น ทารกนั้นถูกคร่าไปด้วยความลำบากก็ร้องจ้า หญิงมารดาได้ฟังเสียงนั้น ก็เป็นเหมือนหัวใจจะแตก ปล่อยบุตรยืนร้องไห้อยู่ มโหสถบัณฑิตถามมหาชนว่า ใจของมารดาทารกอ่อน หรือว่าใจของหญิงไม่ใช่มารดาอ่อน มหาชนตอบว่า ใจของมารดาอ่อน มโหสถบัณฑิตจึงถามมหาชนว่าบัดนี้เป็นอย่างไร หญิงผู้คร่าทารกไปได้ยืนอยู่เป็นมารดา หรือว่านางผู้สละทารกเสียยืนอยู่เป็นมารดา มหาชนตอบว่า นางผู้สละทารกยืนอยู่เป็นมารดามโหสถกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านทั้งหลายรู้หรือว่านางนี้เป็นคนขโมยทารกมหาชนตอบว่า ไม่ทราบ มโหสถจึงกล่าวว่า นางนี้เป็นยักขินีคร่าเอาทารกไปเพื่อกิน มหาชนถามว่า รู้ได้อย่างไร มโหสถตอบว่า รู้ได้อย่างไม่ต้องสงสัยเพราะยักขินีนัยน์ตาไม่กระพริบ นัยน์ตาแดง ไม่มีเงา และปราศจากความกรุณา ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ถามหญิงนั้นว่า แกเป็นใคร ยักขินีตอบว่าข้าพเจ้าเป็นยักขินี พระมหาสัตว์ซักต่อไปว่า เจ้าจะเอาทารกนี้ไปทำไม ยักขินีตอบว่า เอาไปกิน พระมหาสัตว์กล่าวว่า แน่ะนางอันธพาล ฝ่ายหญิงมารดาทำบาปจึงเกิดเป็นยักขินี แม้บัดนี้ก็ยังจะทำบาปอีก โอ เองเป็นคนอันธพาลกล่าวดังนี้แล้ว ให้ยักขินีตั้งอยู่ในเบญจศีล แล้วปล่อยตัวไป ฝ่ายหญิงมารดาทารกกล่าวว่า จงมีอายุยืนนานเถิดนาย ชมมโหสถบัณฑิตแล้วพาบุตรหลีกไป

หัวข้อว่า คนเตี้ยชื่อโคฬกาฬ มีความว่า มีชายคนหนึ่งชื่อโคฬกาฬเพราะเป็นคนเตี้ยและผิวดำ เขาทำงาน ๗ ปีได้ภรรยาชื่อทีฆตาหลา วันหนึ่งโคฬกาฬเรียกภรรยามากล่าวว่า เจ้าจงทอดขนมควรเคี้ยว ครั้นนางถามว่าแกจะไปไหน จึงบอกว่า ข้าจะไปเยี่ยมบิดามารดา นางห้ามว่า แกจะต้องการอะไรด้วยบิดามารดา โคฬกาฬก็คงสั่งให้ทอดขนมถึง ๓ ครั้ง จึงถือเอาเสบียงและของฝากเดินทางไปกับภรรยานั้น ในระหว่างทางได้เห็นแม่น้ำ มีกระแสน้ำไหลตื้น แต่สองสามีภรรยานั้นเป็นคนขลาดจึงไม่อาจลง ก็ยืนอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำกาลนั้น มีชายเข็ญใจคนหนึ่งชื่อทีฆปิฏฐิ เดินเลียบมาตามฝั่งแม่น้ำ ถึงสถานที่นั้น สามีภรรยาเห็นชายนั้น จึงถามว่า แม่น้ำนี้ลึกหรือตื้น นายทีฆปิฏฐิรู้อยู่ว่าสองสามีภรรยานั้นขลาดต่อน้ำ จึงตอบว่า แม่น้ำนี้ลึกเหลือเกิน ปลาร้ายก็ชุมสามีภรรยาจึงซักถามว่า สหายจักไปอย่างไรเล่า ชายนั้นตอบว่า เรามีความคุ้นเคยกับจระเข้และมังกร ฉะนั้น สัตว์ร้ายเหล่านั้นจึงไม่เบียดเบียนเรา สองสามีภรรยากล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น สหายจงพาเราทั้งสองไป ชายนั้นรับคำลำดับนั้น สองสามีภรรยาจึงให้ของเคี้ยวของบริโภคแก่ชายนั้น ชายนั้นบริโภคอิ่มแล้วจึงถามว่า สหายจะให้เราพาใครไปก่อน นายโคฬกาฬตอบว่า จงพาภรรยาไปก่อนพาเราไปทีหลัง ชายนั้น รับคำแล้วให้นางทีฆตาหลาขึ้นคอ ถือเสบียงและของฝากทั้งหมดลงข้ามแม่น้ำ ไปได้หน่อยหนึ่งแล้วย่อตัวหลีกไปลำดับนั้น นายโคพกาฬยืนอยู่ที่ฝั่งคิดว่า แม่น้ำนี้ลึกแท้ คนสูงยังเป็นอย่างนี้แต่เราเป็นไม่ได้การทีเดียว ฝ่ายนายทีฆปิฏฐิพานางทีฆตาหลาไปถึงกลางแม่น้ำก็พูดเกี้ยวว่า ข้าจักเลี้ยงดูเจ้า เจ้าจักมีผ้าและเครื่องประดับบริบูรณ์ มีทาสทาสีแวดล้อม นายโคฬกาฬตัวเตี้ยคนนี้จักทำอะไรแก่เจ้าได้ เจ้าจงทำตามคำข้านางทีฆตาหลาได้ฟังคำของนายทีฆปิฏฐินั้น ก็ตัดสิเนหาในสามีของตน มีจิตปฏิพัทธ์ในนายทีฆปิฏฐินั้นในขณะนั้นเอง จึงกล่าวตอบว่า ถ้านายไม่ทิ้งฉันฉันจักทำตามคำของนาย นายทีฆปิฏฐิกล่าวว่า นางพูดอะไร ถ้านายไม่ทิ้งฉันคนทั้งสองนั้นไปถึงฝั่งโน้น ก็ชื่นชมต่อกันและกัน ละนายโคฬกาฬเสีย กล่าวว่ารอก่อน รอก่อน ต่างเคี้ยวกินของควรเคี้ยว ต่อหน้านายโคฬกาฬผู้แลดูอยู่แล้วพากันหลีกไป นายโคพกาฬเห็นดังนั้น จึงคิดว่าคนทั้งสองนี้เห็นจะร่วมกันทิ้งเราหนีไป ก็วิ่งไปวิ่งมา ข้ามลงได้หน่อยหนึ่งก็กลับขึ้นเพราะความกลัวข้ามลงอีกหนหนึ่ง ด้วยความโกรธในคนทั้งสองนั้น โดดลงด้วยแน่ใจว่าเป็นหรือตายก็ตามที ลงไปในแม่น้ำ จึงรู้ว่าตื้น ก็ข้ามขึ้นจากแม่น้ำติดตามไปโดยเร็ว พอทันคนทั้งสองนั้นจึงกล่าวว่า แน่ะอ้ายโจรร้าย มึงจะพาเมียกูไปไหน นายทีฆปิฏฐิกล่าวตอบว่า แน่ะอ้ายถ่อยแคระเตี้ยร้าย เมียมึงเมื่อไรกล่าวดังนี้แล้วก็ไสคอนายโคฬกาฬไป นายโคฬกาฬจับมือนางทีฆตาหลา กล่าวว่ารอก่อน รอก่อน เองจะไปไหน ข้าทำงานมา ๗ ปีจึงได้เองมาเป็นเมีย เมื่อทะเลาะกับนายทีฆปิฏฐิพลางมาถึงที่ใกล้ศาลาพระมหาสัตว์ มหาชนประชุมกันมโหสถบัณฑิตถามว่า นั่นเสียงอะไรกัน สดับความนั้นแล้วให้เรียกคนทั้งสองมา ได้ฟังโต้ตอบกันแล้ว จึงกล่าวว่า แกทั้งสองจักตั้งอยู่ในวินิจฉัยของเราหรือครั้นคนทั้งสองยอม จึงถามนายทีฆปิฏฐิก่อนว่า แกชื่ออะไร ข้าพเจ้าชื่อทีฆปิฏฐิ ก็ภรรยาของแกชื่ออะไร เมื่อไม่ทันรู้จักชื่อก็บอกชื่ออื่น บิดามารดาของแกชื่ออะไร ก็บอกชื่อนั้น ๆ บิดามารดาของภรรยาชื่ออะไร เมื่อยังไม่รู้ก็บอกชื่ออื่น ลำดับนั้น มโหสถบัณฑิตจึงให้คนของตนกำหนดถ้อยคำไว้ แล้วให้นายทีฆปิฏฐินั้นออกไป ให้เรียกนายโคฬกาฬมา ถามชื่อคนทั้งปวงโดยนัยหนหลัง นายโคฬกาฬรู้อยู่ตามเป็นจริงก็บอกไม่ผิด พระโพธิสัตว์ให้นำนายโคฬกาฬออกไป ให้เรียกนางทีฆตาหลามาถามว่า แกชื่ออะไร ข้าพเจ้าชื่อทีฆตาหลา ผัวแกชื่ออะไร เมื่อยังไม่ทันรู้จักชื่อกันก็บอกชื่ออื่น บิดามารดาของแกชื่ออะไร ก็บอกชื่อนั้น ๆ บิดามารดาของผัวแกชื่ออะไร เมื่อยังไม่รู้จักชื่อก็บอกชื่ออื่น มโหสถบัณฑิตให้เรียกนายทีฆปิฏฐิและนายโคฬกาฬมาแล้วถามมหาชนว่า ถ้อยคำของนางทีฆตาหลาสมกับคำของนายทีฆปิฏฐิหรือสมกับคำของนายโคฬกาฬ มหาชนตอบว่า ถ้อยคำของนางทีฆตาหลาสมกับคำของนายโคฬกาฬ มโหสถบัณฑิตจึงกล่าวว่า นายโคฬกาฬเป็นผัวของนางทีฆตาหลานายทีฆปิฏฐิเป็นโจร ลำดับนั้น มโหสถจึงถามนายทีฆปิฏฐิว่า เจ้าเป็นโจรหรือ นายทีฆปิฏฐิรับสารภาพว่าเป็นโจร นายโคฬกาฬได้ภรรยาของตนคืนด้วยวินิจฉัยของมโหสถบัณฑิต ก็ชมเชยมโหสถบัณฑิตแล้วพาภรรยาหลีกไปมโหสถบัณฑิตกล่าวกะนายทีฆปิฏฐิว่า จำเดิมแต่นี้ไปเจ้าอย่าทำกรรมเช่นนี้อีก.

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๒ / ๓๐ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๓ หน้า ๓๒๘ – เล่ม ๖๔ หน้า ๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

มหานิบาตชาดก · ๗๖๗ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๗๖๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๕. มโหสธชาดก ๑- (๕๔๒)

ว่าด้วยพระมโหสธบัณฑิตทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี

(พระเจ้าวิเทหะทอดพระเนตรเห็นมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์เข้ามาเฝ้า ก็สบาย พระทัย เมื่อจะรับสั่งกับมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ จึงตรัสว่า)

[๕๙๐]

พ่อมโหสธ พระเจ้าพรหมทัตผู้ครองแคว้นปัญจาละ

เสด็จยาตราทัพมาพร้อมด้วยกองทัพทุกหมู่เหล่า

กองทัพของพระเจ้าปัญจาละนั้นประมาณไม่ได้

[๕๙๑]

มีกองช่างโยธา กองราบ

ล้วนแต่ฉลาดในสงครามทุกอย่าง มีเสียงอึกทึกกึกก้อง

เป็นสัญญาให้กันและกันรู้ได้ด้วยเสียงกลองและเสียงสังข์

[๕๙๒]

มีความรู้ในการใช้โลหธาตุ มีเครื่องประดับครบครัน

มีธงทิวสลอน ช้างและม้า สมบูรณ์ดีด้วยผู้เชี่ยวชาญศิลป์

ตั้งมั่นด้วยเหล่าทหารผู้แกล้วกล้า

[๕๙๓]

กล่าวกันว่า ในกองทัพนี้ มีบัณฑิต ๑๐ คน

มีปัญญาเพียงดังแผ่นดิน มีการประชุมปรึกษากันในที่ลับ

พระมารดาของพระเจ้าปัญจาละเป็นองค์ที่ ๑๑

ช่วยปกครองสั่งสอนชาวแคว้นปัญจาละ

[๕๙๔]

อนึ่ง ในบรรดาชนเหล่านี้

กษัตริย์ ๑๐๑ พระนครผู้เรืองยศตามเสด็จพระเจ้าปัญจาละ

ถูกชิงแคว้น กลัวภัย

จึงตกอยู่ในอำนาจของชาวแคว้นปัญจาละ

@เชิงอรรถ :

@๑ พระศาสดาเมื่อประทับ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภปัญญาบารมีของพระองค์ ตรัสมโหสธชาดกซึ่ง

@มีคำเริ่มต้นว่า พระเจ้าพรหมทัตผู้ครองแคว้นปัญจาละเสด็จยาตราทัพมาพร้อมด้วยกองทัพทุกหมู่เหล่า

@เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๒๓) (ต้นเรื่องมโหสธชาดกมีปรากฏในชาดกภาค ๑ คือ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗

@ถึง ๑๑ ตอน มีสัพพสังหารกปัญหชาดก เป็นต้น)

[๕๙๕]

เป็นผู้ทำตามที่พระราชารับสั่ง

ไม่มีความปรารถนาจะกล่าว ก็จำต้องกล่าวคำเป็นที่รัก

ต้องตามเสด็จพระเจ้าปัญจาละผู้มีอำนาจมาก่อน

ไม่มีความปรารถนาก็ต้องตกอยู่ในอำนาจของพระเจ้าปัญจาละ

[๕๙๖]

กรุงมิถิลาก็ถูกล้อมด้วยกองทัพนั้นเป็น ๓ ชั้น

เมืองหลวงของชาวแคว้นวิเทหะก็ถูกขุดเป็นคูโดยรอบ

[๕๙๗]

พ่อมโหสธ กองทัพที่แวดล้อมกรุงมิถิลานั้น

ปรากฏเหมือนดาวบนท้องฟ้า

พ่อจงรู้ว่า จักรอดพ้นได้อย่างไร

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๕๙๘]

ข้าแต่สมมติเทพ

ขอพระองค์ทรงเหยียดพระบาทตามพระสำราญเถิด

ขอเชิญเสวยและรื่นรมย์พระหฤทัยในกามเถิด

พระเจ้าพรหมทัตจะต้องทิ้งกองทัพชาวแคว้นปัญจาละเสด็จหนีไป

(พราหมณ์เกวัฏเข้าไปเฝ้าถวายบังคมพระเจ้าวิเทหะแล้วกราบทูลเหตุที่ตนมาว่า)

[๕๙๙]

พระราชามีพระประสงค์จะทำสันถวไมตรีกับพระองค์

จะพระราชทานรัตนะแก่พระองค์ ตั้งแต่นี้ไป

ราชทูตทั้งหลายผู้มีวาจาไพเราะ พูดคำเป็นที่รักจงมา

[๖๐๐]

ขอจงกล่าววาจาอ่อนหวาน เป็นที่ชื่นชมต่อกัน

ขอแคว้นปัญจาละกับแคว้นวิเทหะ

ทั้ง ๒ แคว้นนั้นจงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

(พระเจ้าวิเทหะทอดพระเนตรพราหมณ์เกวัฏแล้วตรัสถามถึงอาการที่สนทนา

กับมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)

[๖๐๑]

ท่านเกวัฏ ท่านได้พบกับมโหสธเป็นอย่างไรหนอ

ขอเชิญเล่าเรื่องราวนั้น มโหสธกับท่านต่างอดโทษกันแล้วกระมัง

มโหสธยินดีแล้วกระมัง

(พราหมณ์เกวัฏจึงกราบทูลว่า)

[๖๐๒]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งชน คนผู้ไม่สุภาพ

ไม่ชื่นชมกับใคร เป็นคนกระด้าง ไม่ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ

เขาไม่กล่าวข้อความอะไรๆ เป็นเหมือนคนใบ้และคนหนวก

(พระเจ้าวิเทหะได้สดับดังนั้น ไม่ทรงยินดี ไม่ทรงคัดค้าน เริ่มตั้งคำถามขึ้นเองว่า)

[๖๐๓]

มนต์บทนี้เห็นได้ยากแน่นอน

มโหสธผู้มีความเพียรได้เห็นประโยชน์อันบริสุทธิ์

จริงอย่างนั้น กายของเราก็ยังหวั่นๆ อยู่

ใครเล่าจักทิ้งแคว้นของตนไปสู่เงื้อมมือของผู้อื่น

(พระเจ้าวิเทหะตรัสถามมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)

[๖๐๔]

มติของเราทั้ง ๖ คนผู้เป็นบัณฑิต

มีปัญญายอดเยี่ยม เป็นเอกฉันท์เสมอกัน

มโหสธ แม้เธอก็จงลงมติว่า ควรไปหรือไม่ควรไป

หรือควรยับยั้งอยู่ที่นี้

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ฟังพระราชดำรัสดังนั้น คิดแล้วได้กราบทูลว่า)

[๖๐๕]

ข้าแต่พระราชา พระองค์ย่อมทรงทราบอยู่ทีเดียวว่า

พระเจ้าจูฬนีพรหมทัตทรงมีอานุภาพมาก มีพลังมาก

และปรารถนาจะปลงพระชนม์พระองค์

เหมือนนายพรานเนื้อด้วยนางเนื้อ

[๖๐๖]

ปลาอยากกินเหยื่อสดกลืนเบ็ดที่ใช้เหยื่อปกปิดไว้

ก็ไม่รู้ว่าตนจะตายฉันใด

[๖๐๗]

ข้าแต่พระราชา พระองค์ทรงติดอยู่ในกาม

ก็ย่อมไม่ทรงทราบพระธิดาของพระเจ้าจูฬนี

เหมือนปลาไม่รู้จักว่าตนจะตายฉันนั้นเหมือนกัน

[๖๐๘]

ถ้าพระองค์จะเสด็จไปแคว้นปัญจาละ

ก็จักเสียพระองค์ไปในทันที ภัยใหญ่จักมาถึงพระองค์

เหมือนภัยคือความตายมาถึงเนื้อที่เดินไปตามทาง ๑-

(พระเจ้าวิเทหะถูกมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ข่มมากเกินไป จึงทรงกริ้วแล้ว ตรัสถามว่า)

[๖๐๙]

พวกเรานั่นแหละผู้กล่าวถึงประโยชน์อันสำคัญกับท่าน

กลับเป็นคนโง่ บ้าน้ำลาย

ท่านเล่าเติบโตมาด้วยหางไถ ๒-

จะรู้ประโยชน์เหมือนคนอื่นๆ ได้ละหรือ

(พระเจ้าวิเทหะด่าบริภาษมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ เมื่อจะขับไล่ จึงตรัสว่า)

[๖๑๐]

ท่านทั้งหลายจงไสคอมโหสธบัณฑิตนี้

ผู้พูดเป็นอันตรายแก่การได้รัตนะของเรา

ขับไล่ให้พ้นไปจากแคว้นของเรา

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๖๑๑]

ลำดับนั้น มโหสธบัณฑิตก็หลีกไปจากราชสำนัก

ของพระเจ้าวิเทหะ ต่อมา ก็ได้เรียกนกแขกเต้าตัวฉลาด

ที่ชื่อมาธุระ ที่เป็นทูตมาสั่งว่า

[๖๑๒]

มานี่เถิด สหายผู้มีขนปีกสีเขียว

เจ้าจงทำการขวนขวายช่วยเหลือเรา

มีนางนกสาลิกาที่เขาเลี้ยงไว้ใกล้ที่บรรทมของพระเจ้าปัญจาละ

@เชิงอรรถ :

@๑ เนื้อที่เดินไปตามทาง หมายถึงฝูงเนื้อป่าได้ยินเสียงนางเนื้อต่อที่นายพรานฝึกไว้ดีแล้วร้องขึ้น ก็จะเดิน

@เข้าไปหาด้วยความกำหนัด จะถูกนายพรานแทงถึงแก่ความตาย (ขุ.ชา.อ. ๙/๖๐๘/๓๖๒)

@๒ เติบโตมาด้วยหางไถ หมายถึงมโหสธบัณฑิตบุตรของคหบดีจับหางไถเจริญเติบโตมาตั้งแต่วัยเด็ก

@(บุตรชาวนาจะรู้เรื่องอะไร) (ขุ.ชา.อ. ๙/๖๐๙/๓๖๓)

[๖๑๓]

นางนกตัวนั้นฉลาดในสิ่งทั้งปวง เจ้าจงถามมันโดยละเอียด

มันรู้ความลับทุกอย่างทั้งของพระราชา

และเกวัฏฏพราหมณ์โกสิยโคตรนั้น

[๖๑๔]

นกแขกเต้าตัวฉลาดที่ชื่อมาธุระ ตัวมีขนปีกสีเขียว

รับคำของมโหสธบัณฑิตแล้วได้ไปยังที่อยู่ของนางนกสาลิกา

[๖๑๕]

แต่นั้น นกแขกเต้าตัวฉลาดที่ชื่อว่ามาธุระนั้น

ครั้นไปถึงแล้วก็ได้ถามนางนกสาลิกา

ตัวมีกรงงาม มีเสียงเพราะว่า

[๖๑๖]

แม่กรงงาม เธอสบายดีหรือ

แม่เพศสวย เธอผาสุกหรือ

เธอได้ข้าวตอกกับน้ำผึ้งในกรงอันงามของเธออยู่หรือ

[๖๑๗]

นางนกสาลิกาตอบว่า สุวบัณฑิตผู้สหาย

ฉันสบายดีและไม่มีโรคเบียดเบียน

อนึ่ง ฉันได้ข้าวตอกและน้ำผึ้งอยู่นะ

[๖๑๘]

ท่านมาจากที่ไหน หรือใครใช้ให้มา

สหาย ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยพบหรือเคยรู้จักท่านเลย

(นกแขกเต้าได้ฟังคำของนางนกสาลิกานั้นแล้ว จึงกล่าวว่า)

[๖๑๙]

ฉันถูกเขาเลี้ยงไว้ใกล้ที่บรรทมบนปราสาทของพระเจ้ากรุงสีพี

ต่อมา พระราชาพระองค์นั้นทรงตั้งอยู่ในธรรม

โปรดให้ปล่อยเหล่าสัตว์ที่ถูกขังไว้จากที่ขัง

(นกแขกเต้าต้องการจะฟังความลับ จึงกล่าวมุสาว่า)

[๖๒๐]

ฉันนั้นได้มีนางนกสาลิกามีเสียงหวานตัวหนึ่งเป็นภรรยาเก่า

นางได้ถูกเหยี่ยวฆ่าตายเสียในห้องบรรทม

ต่อหน้าของฉันในกรงอันงามที่เห็นอยู่

[๖๒๑]

เพราะฉันรักเธอจึงมาหาเธอ

ถ้าเธอเปิดโอกาสให้ เราทั้ง ๒ ก็จะได้อยู่ร่วมกัน

(นางนกสาลิกาได้ฟังดังนั้น ก็ดีใจ แต่ไม่ให้นกแขกเต้ารู้ว่าตัวก็รัก ทำเป็นไม่ปรารถนา แล้วกล่าวว่า)

[๖๒๒]

ก็นกแขกเต้าก็ควรรักใคร่กับนางนกแขกเต้า

ส่วนนกสาลิกาก็ควรรักใคร่กับนางนกสาลิกา

นกแขกเต้ากับนางนกสาลิกาอยู่ร่วมกันจะเป็นเช่นไร

(นกแขกเต้าได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)

[๖๒๓]

ผู้ใดใคร่อยู่ในกามแม้แต่กับหญิงจัณฑาล

ผู้นั้นก็เป็นเหมือนกันทั้งหมด

เพราะในกามไม่มีคนที่จะไม่เหมือนกัน

(นกแขกเต้าบัณฑิตครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว เมื่อจะประมวลเรื่องในอดีต มาแสดง จึงกล่าวต่อว่า)

[๖๒๔]

มีพระชนนีของพระเจ้ากรุงสีพีพระนามว่าชัมพาวดี

พระนางเป็นพระมเหสีที่โปรดปรานของพระเจ้าวาสุเทพกัณหโคตร

(นกแขกเต้าบัณฑิตยกอุทาหรณ์อย่างอื่นมากล่าวอีกว่า)

[๖๒๕]

มีกินนรีชื่อรัตนวดี แม้เธอก็ได้ร่วมรักกับวัจฉดาบส

มนุษย์ได้ร่วมรักกับนางเนื้อก็มี

ในความใคร่ มนุษย์หรือสัตว์ไม่มีต่างกัน

(นกแขกเต้าบัณฑิตเมื่อจะทดลองนางนกสาลิกา จึงกล่าวอีกว่า)

[๖๒๖]

แม่นกสาลิกาผู้มีเสียงไพเราะ เอาเถอะ ฉันจักไปละ

เพราะถ้อยคำของเธอนี้เป็นเหตุให้ฉันประจักษ์

เธอดูหมิ่นฉันแน่

(นางนกสาลิกาได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)

[๖๒๗]

มาธุรสุวบัณฑิต สิริย่อมไม่มีแก่ผู้ด่วนได้ใจเร็ว

เชิญท่านอยู่ ณ ที่นี้แหละจนกว่าจะได้เฝ้าพระราชา

จนกว่าจะได้ฟังเสียงตะโพน และเห็นอานุภาพของพระราชา

(นกแขกเต้าบัณฑิตเมื่อจะถามความลับนั้น จึงกล่าวว่า)

[๖๒๘]

เสียงดังอึกทึกนี้ฉันได้ยินมาภายนอกชนบทว่า

พระธิดาของพระเจ้าปัญจาละ

มีพระฉวีวรรณดังดาวประกายพรึก

พระเจ้าปัญจาละจักพระราชทานพระราชธิดานั้น

แก่ชาวแคว้นวิเทหะ คือ จักมีอภิเษก

ระหว่างพระเจ้าวิเทหะกับพระธิดานั้น

(นางนกสาลิกาถูกนกแขกเต้าบัณฑิตแค่นไค้นัก จึงกล่าวว่า)

[๖๒๙]

มาธุระ วิวาหมงคลเช่นนี้จงอย่ามีแก่คนผู้เป็นศัตรูกัน

เหมือนวิวาหะของพระธิดาของพระเจ้าปัญจาละ

กับพระเจ้าวิเทหะเลย

(นางนกสาลิกาครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงกล่าวอีกว่า)

[๖๓๐]

พระราชาผู้เป็นจอมทัพแห่งชาวแคว้นปัญจาละ

จักทรงนำพระเจ้าวิเทหะมา

แต่นั้นจักรับสั่งให้ปลงพระชนม์ชีพพระองค์เสีย

พระเจ้าวิเทหะไม่เป็นพระสหายของพระเจ้าปัญจาละ

(นกแขกเต้าบัณฑิตได้ฟังดังนั้น หวังจะให้นางนกสาลิกาอนุญาตให้ตนกลับไป จึงกล่าวว่า)

[๖๓๑]

เอาเถิด เธอจงอนุญาตให้ฉันไปสัก ๗ คืน

เพียงให้ฉันได้กราบทูลพระเจ้ากรุงสีพีและพระมเหสีของพระองค์ว่า

ฉันได้ที่พักในที่อยู่ของนางนกสาลิกาแล้ว

(นางนกสาลิกาได้ฟังดังนั้น เมื่อไม่สามารถจะห้ามได้ จึงกล่าวว่า)

[๖๓๒]

เอาเถิด ฉันอนุญาตให้ท่านไปได้เพียง ๗ คืน

ถ้า ๗ คืนท่านยังไม่กลับมายังที่อยู่ ฉันกำหนดวันตายไว้แล้ว

ท่านจักกลับมาได้ ก็ต่อเมื่อฉันได้ตายไปแล้ว

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๖๓๓]

ลำดับนั้นแล นกแขกเต้าตัวฉลาดชื่อมาธุระ

จึงได้บินไปบอกคำของนางนกสาลิกานี้แก่มโหสธบัณฑิต

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์เมื่อจะเปล่งอุทานด้วยกำลังปีติ จึงได้กราบทูลว่า)

[๖๓๔]

ราชบุรุษพึงได้บริโภคโภคะ

ในพระตำหนักของพระราชาพระองค์ใด

ก็ควรทำประโยชน์ให้แก่พระราชาพระองค์นั้นเท่านั้น

ข้าแต่พระราชาผู้เป็นจอมแห่งชน เอาเถิด

ข้าพระองค์จะไปสู่เมืองอันน่ารื่นรมย์ของพระเจ้าปัญจาละก่อน

เพื่อสร้างพระราชนิเวศน์ถวายแด่พระองค์

ผู้ทรงพระนามว่าวิเทหะผู้ทรงยศ

[๖๓๕]

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นกษัตริย์

ครั้นข้าพระองค์สร้างพระราชนิเวศน์ถวายแด่พระองค์

ผู้ทรงพระนามว่าวิเทหะผู้ทรงยศแล้ว

พึงส่งข่าวมาถวายพระองค์ได้เมื่อใด

ขอพระองค์เสด็จไปเมื่อนั้น

(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๖๓๖]

ลำดับนั้น มโหสธบัณฑิตได้ไปยังเมืองอันน่ารื่นรมย์

ของพระเจ้าปัญจาละก่อน เพื่อสร้างพระราชนิเวศน์

ถวายพระเจ้าวิเทหะผู้ทรงยศ

[๖๓๗]

ครั้นได้สร้างพระราชนิเวศน์ถวายแด่พระเจ้าวิเทหะ

ผู้ทรงยศ แล้วภายหลังจึงได้ส่งทูต

ไปกราบทูลพระเจ้าวิเทหะผู้ครองกรุงมิถิลาว่า

ข้าแต่มหาราช ขอเชิญพระองค์เสด็จ ณ บัดนี้เถิด

พระราชนิเวศน์ที่สร้างเพื่อพระองค์สำเร็จแล้ว

[๖๓๘]

ลำดับนั้น พระราชาเสด็จไปพร้อมด้วยจตุรงคเสนา

เพื่อทอดพระเนตรเมืองเจริญที่มโหสธบัณฑิตสร้างถวาย

ในแคว้นกปิละซึ่งมีพาหนะนับไม่ถ้วน

[๖๓๙]

แต่นั้น ท้าวเธอครั้นเสด็จไปถึงแล้ว

จึงทรงส่งพระราชสาส์นไปถวายพระเจ้าพรหมทัตว่า

ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันจะมา

เพื่อถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์

[๖๔๐]

ขอพระองค์โปรดพระราชทานพระธิดา

ผู้ทรงความงามทั่วทั้งองค์

ประดับด้วยเครื่องอลังการทำด้วยทองคำ

แห่ห้อมล้อมด้วยหมู่นางข้าหลวง

ให้เป็นมเหสีของหม่อมฉัน ณ บัดนี้เถิด

(พระเจ้าจูฬนีสดับถ้อยคำของราชทูตแล้วก็ทรงโสมนัส เมื่อจะทรงแสดงโสมนัส ให้ปรากฏเด่นชัด ประทานรางวัลแก่ราชทูตแล้ว จึงตรัสว่า)

[๖๔๑]

ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะ พระองค์เสด็จมาดีแล้ว

อนึ่ง พระองค์มิได้เสด็จมาร้าย

เชิญพระองค์ทรงหาฤกษ์ไว้เถิด หม่อมฉันจะถวายพระราชธิดา

ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทำด้วยทองคำ

แห่ห้อมล้อมด้วยหมู่นางข้าหลวงแก่พระองค์

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๖๔๒]

ลำดับนั้น พระเจ้าวิเทหะก็ได้ทรงหาฤกษ์

ครั้นแล้วจึงทรงส่งพระราชสาส์นไปถวายพระเจ้าพรหมทัตว่า

[๖๔๓]

ขอพระองค์ทรงพระราชทานพระราชธิดา

ผู้ทรงความงามทั่วทั้งองค์

ประดับด้วยเครื่องอลังการทำด้วยทองคำ

แห่ห้อมล้อมด้วยหมู่นางข้าหลวง

ให้เป็นมเหสีของหม่อมฉัน ณ บัดนี้เถิด

(ฝ่ายพระเจ้าจูฬนีตรัสตอบว่า)

[๖๔๔]

หม่อมฉันจะถวายพระราชธิดา

ผู้ทรงความงามทั่วทั้งองค์

ประดับด้วยเครื่องอลังการทำด้วยทองคำ

แห่ห้อมล้อมด้วยหมู่นางข้าหลวง

ให้เป็นมเหสีของพระองค์ ณ บัดนี้

(พระเจ้าวิเทหะเมื่อทรงปรึกษากับอาจารย์ผู้เป็นบัณฑิต จึงตรัสว่า)

[๖๔๕]

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

เป็นกองทัพที่สวมเกราะตั้งอยู่

จุดคบเพลิงสว่างไสวอยู่

บัณฑิตทั้งหลายจะเข้าใจอย่างไรหนอ

[๖๔๖]

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

เป็นกองทัพที่สวมเกราะตั้งอยู่

จุดคบเพลิงสว่างไสวอยู่

บัณฑิตทั้งหลายจักทำอย่างไรหนอ

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๖๔๗]

ข้าแต่มหาราช พระเจ้าจูฬนีพรหมทัตมีกำลังมาก

รักษาพระองค์ไว้ จะทรงประทุษร้ายพระองค์

รุ่งเช้าก็จักรับสั่งให้ปลงพระชนม์พระองค์

(พระเจ้าวิเทหะทรงกลัวต่อมรณภัย ได้ตรัสว่า)

[๖๔๘]

หทัยของเราสั่นและปากก็แห้งผาก

เราไม่ได้รับความเย็นใจเลย เป็นเสมือนถูกไฟเผาอยู่กลางแดด

[๖๔๙]

เบ้าหลอมทองของพวกช่างทองย่อมไหม้อยู่ข้างใน

หาไหม้ข้างนอกไม่ฉันใด

ใจของเราก็ฉันนั้น ไหม้อยู่ข้างใน หาไหม้ข้างนอกไม่

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ยินเสียงพระเจ้าวิเทหะคร่ำครวญ จึงกราบทูลว่า)

[๖๕๐]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ ทรงเป็นผู้ประมาท

ล่วงเลยการปรึกษา ทำลายการปรึกษา

บัดนี้ ขอชนทั้งหลายผู้เป็นบัณฑิต มีปัญญา

จงป้องกันพระองค์เถิด

[๖๕๑]

พระราชาไม่ทรงทำตามคำของข้าพระองค์ผู้เป็นอำมาตย์

ผู้ใคร่ประโยชน์และหวังดี ทรงยินดีด้วยปีติของพระองค์

จึงเหมือนเนื้อติดบ่วงนายพราน

[๖๕๒]

ปลาอยากกินเหยื่อสด กลืนขอเบ็ดที่ใช้เหยื่อปิดบังไว้

ก็ไม่รู้ว่าตนจะตายฉันใด

[๖๕๓]

ข้าแต่พระราชา พระองค์ทรงติดอยู่ในกาม

ก็ย่อมไม่ทรงทราบพระธิดาของพระเจ้าจูฬนี

เหมือนปลาไม่รู้จักตนว่าจะตายฉันนั้น

[๖๕๔]

ถ้าพระองค์เสด็จไปแคว้นปัญจาละ

ก็จักเสียพระองค์ไปทันที ภัยใหญ่จักมาถึงพระองค์

เหมือนภัยคือความตายมาถึงเนื้อตัวเดินไปตามทาง

[๖๕๕]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมชน บุรุษผู้เป็นอนารยชน

ก็เป็นเหมือนงูที่อยู่ในชายพกจะพึงกัดได้

นักปราชญ์ไม่พึงผูกไมตรีกับบุรุษผู้นั้น

เพราะการสังคมกับบุรุษชั่วนำทุกข์มาให้โดยแท้

[๖๕๖]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมชน

นักปราชญ์พึงผูกไมตรีกับบุคคลผู้มีศีล

เป็นพหูสูตที่รู้จักกันนั้นแหละ

เพราะการสมาคมกับสัตบุรุษนำสุขมาให้โดยแท้

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ข่มพระเจ้าวิเทหะยิ่งขึ้น จึงนำพระดำรัส ที่ตรัสไว้ในกาลก่อนมากราบทูลว่า)

[๖๕๗]

ข้าแต่พระราชา พระองค์ได้ตรัสถึงเหตุ

ที่จะให้ได้รัตนะอันสูงส่งในสำนักของข้าพระองค์

ทรงเป็นผู้โง่เขลา บ้าน้ำลาย

ข้าพระองค์เป็นบุตรของคหบดี เติบโตมาด้วยหางไถ

จะรู้เหตุที่จะให้ได้รัตนะอันสูงส่งเหมือนคนอื่นๆ ได้อย่างไร

[๖๕๘]

ท่านทั้งหลายจงไสคอมโหสธบัณฑิตนี้

ผู้พูดเป็นอันตรายต่อการได้รัตนะของเรา

ขับไล่ให้พ้นไปจากแคว้นของเรา

(พระเจ้าวิเทหะเมื่อจะยึดมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์เป็นที่พึ่ง จึงตรัสว่า)

[๖๕๙]

มโหสธ เหล่าบัณฑิตย่อมไม่พูดทิ่มแทงเพราะโทษที่ล่วงไปแล้ว

เพราะเหตุไร เจ้าจึงมาทิ่มแทงเรา

เหมือนม้าที่เขาล่ามไว้ถูกแทงด้วยปฏัก

[๖๖๐]

ถ้าเจ้าเห็นว่าเราจะพ้นภัยหรือปลอดภัย

เพราะเหตุไร เจ้าจึงทิ่มแทงเราเพราะโทษที่ล่วงไปแล้วเล่า

จงสั่งสอนเราโดยความสวัสดีนั้นเถิด

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๖๖๑]

ข้าแต่กษัตริย์ กรรมของมนุษย์ที่ล่วงไปแล้ว

ทำได้ยาก เกิดขึ้นได้ยากอย่างยิ่ง

ข้าพระองค์ไม่อาจจะปลดเปลื้องพระองค์ได้

ขอพระองค์ได้โปรดทรงทราบเถิด

[๖๖๒]

ช้างทั้งหลายที่มีฤทธิ์ มียศ

สามารถเหาะไปทางอากาศได้ ของพระราชาใดมีอยู่

ช้างเหล่านั้นก็จะพึงพาพระราชานั้นไปได้

[๖๖๓]

ม้าทั้งหลายที่มีฤทธิ์ มียศ

สามารถเหาะไปทางอากาศได้ ของพระราชาใดมีอยู่

ม้าเหล่านั้นก็จะพึงพาพระราชานั้นไปได้

[๖๖๔]

นกทั้งหลายที่มีฤทธิ์ มียศ

สามารถบินไปทางอากาศได้ ของพระราชาใดมีอยู่

นกเหล่านั้นจะพึงพาพระราชานั้นไปได้

[๖๖๕]

ยักษ์ทั้งหลายที่มีฤทธิ์ มียศ

สามารถเหาะไปทางอากาศได้ ของพระราชาใดมีอยู่

ยักษ์เหล่านั้นก็จะพึงพาพระราชานั้นไปได้

[๖๖๖]

ข้าแต่กษัตริย์ กรรมของมนุษย์ที่ล่วงไปแล้ว

ทำได้ยาก เกิดขึ้นได้ยากอย่างยิ่ง

ข้าพระองค์ไม่อาจปลดเปลื้องพระองค์ทางอากาศได้

(เสนกบัณฑิตเมื่อจะขอร้องมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ จึงได้กล่าวว่า)

[๖๖๗]

บุรุษผู้ยังมองไม่เห็นฝั่งในมหาสมุทร ได้ที่พำนักในที่ใด

เขาย่อมได้รับความสุขในที่นั้นฉันใด

[๖๖๘]

ท่านมโหสธ ขอท่านจงได้เป็นที่พึ่ง

ทั้งของพวกข้าพเจ้าและพระราชาฉันนั้นเถิด

ท่านเป็นผู้ประเสริฐสุดของพวกข้าพเจ้าเหล่ามนตรี

ขอท่านจงช่วยปลดเปลื้องข้าพเจ้าทั้งหลาย

ให้พ้นจากทุกข์ด้วยเถิด

(ลำดับนั้น มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์เมื่อจะข่มเสนกบัณฑิต จึงกล่าวว่า)

[๖๖๙]

ท่านอาจารย์เสนกะ กรรมของมนุษย์ที่ล่วงไปแล้ว

ทำได้ยาก เกิดขึ้นได้ยากอย่างยิ่ง

ข้าพเจ้าไม่อาจจะปลดเปลื้องท่านได้

ขอท่านจงรู้เอาเองเถิด

(พระเจ้าวิเทหะตรัสถามว่า)

[๖๗๐]

ขอท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็นภัยใหญ่นั่นหรือ

บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านอาจารย์เสนกะ

ณ ที่นี้ ท่านจะเข้าใจสิ่งที่ควรทำอย่างไร

(เสนกบัณฑิตได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๖๗๑]

พวกเราจะปิดประตูเอาไฟจุดเผา

หรือมิฉะนั้นก็จับศัสตราห้ำหั่นฆ่ากันและกัน

ชิงละชีวิตไปเสียก่อน อย่าให้พระเจ้าพรหมทัตฆ่าพวกเรา

ด้วยการทรมานเป็นเวลานานเลย

(พระเจ้าวิเทหะตรัสถามปุกกุสบัณฑิตว่า)

[๖๗๒]

ขอท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็นภัยใหญ่นั่นหรือ

บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านอาจารย์ปุกกุสะ

ณ ที่นี้ ท่านจะเข้าใจสิ่งที่ควรทำอย่างไร

(ปุกกุสบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๖๗๓]

พวกเราจะกินยาพิษฆ่าตัวตาย ชิงละชีวิตไปเสียก่อน

อย่าให้พระเจ้าพรหมทัตฆ่าพวกเรา

ด้วยการทรมานเป็นเวลานานเลย

(พระเจ้าวิเทหะตรัสถามกามินทบัณฑิตว่า)

[๖๗๔]

ขอท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็นภัยใหญ่นั่นหรือ

บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านอาจารย์กามินทะ

ณ ที่นี้ ท่านจะเข้าใจสิ่งที่ควรทำอย่างไร

(กามินทบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๖๗๕]

พวกเราจะเอาเชือกผูกคอตายหรือโดดเหวตาย

อย่าให้พระเจ้าพรหมทัตฆ่าพวกเรา

ด้วยการทรมานเป็นเวลานานเลย

(พระเจ้าวิเทหะตรัสถามเทวินทบัณฑิตว่า)

[๖๗๖]

ขอท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็นภัยใหญ่นั่นหรือ

บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านอาจารย์เทวินทะ

ณ ที่นี้ ท่านจะเข้าใจสิ่งที่ควรทำอย่างไร

(เทวินทบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๖๗๗]

พวกเราจะปิดประตูเอาไฟจุดเผา

หรือมิฉะนั้นก็จับศัสตราห้ำหั่นฆ่ากันและกัน

ชิงละชีวิตไปเสียก่อน มโหสธไม่สามารถจะช่วยปลดเปลื้องพวกเรา

ให้รอดพ้นไปได้โดยง่ายเลย

(พระเจ้าวิเทหะได้สดับดังนั้น คร่ำครวญจนมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ยิน จึงตรัสว่า)

[๖๗๘]

บุคคลแสวงหาแก่นของต้นกล้วย แต่ไม่พบฉันใด

พวกเราเมื่อค้นหาปัญหาคืออุบายที่จะพ้นทุกข์

ก็ไม่พบปัญหานั้นฉันนั้น

[๖๗๙]

บุคคลแสวงหาแก่นงิ้ว แต่ไม่พบฉันใด

พวกเราเมื่อค้นหาปัญหาคืออุบายที่จะพ้นทุกข์

ก็ไม่พบปัญหานั้นฉันนั้น

[๖๘๐]

การที่เราทั้งหลายอยู่ในสำนักหมู่พาล

ซึ่งเป็นพวกเขลา ไม่รู้อะไร

ก็เท่ากับฝูงกุญชรอยู่ในที่ไม่มีน้ำซึ่งเป็นถิ่นไม่สมควรหนอ

[๖๘๑]

หทัยของเราสั่น และปากก็แห้งผาก

เราไม่ได้รับความเย็นใจเลย เป็นเหมือนถูกไฟเผาอยู่กลางแดด

[๖๘๒]

เบ้าหลอมทองของพวกช่างทองย่อมไหม้อยู่ข้างใน

หาไหม้ข้างนอกไม่ ฉันใด

ใจของเราก็ฉันนั้น ไหม้อยู่ข้างใน หาไหม้ข้างนอกไม่

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๖๘๓]

ลำดับนั้น มโหสธบัณฑิตผู้เป็นปราชญ์มองเห็นประโยชน์นั้น

เห็นพระเจ้าวิเทหะผู้ประสบทุกข์ จึงได้กราบทูลคำนี้ว่า

[๖๘๔]

ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย

ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น

เหมือนช่วยปลดเปลื้องดวงจันทร์ที่ถูกราหูจับให้หลุดพ้น

[๖๘๕]

ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย

ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น

เหมือนช่วยปลดเปลื้องดวงอาทิตย์ที่ถูกราหูจับให้หลุดพ้น

[๖๘๖]

ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย

ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น

เหมือนช่วยปลดเปลื้องช้างเชือกจมปลักให้รอดพ้น

[๖๘๗]

ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย

ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น

เหมือนช่วยปลดเปลื้องงูที่ติดอยู่ในข้องให้รอดพ้น

[๖๘๘]

ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย

ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น

เหมือนคนช่วยปล่อยนกที่ติดอยู่ในกรงให้รอดพ้น

[๖๘๙]

ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย

ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น

เหมือนคนช่วยปล่อยปลาที่ติดแหให้รอดพ้น

[๖๙๐]

ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย

ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์

พร้อมด้วยพระราชยานหมู่พลและพาหนะให้รอดพ้น

[๖๙๑]

ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย

ข้าพระองค์จักขับไล่กองทัพของพระเจ้าปัญจาละให้หนีไป

เหมือนขับไล่กาและเหยี่ยวให้หนีไป

[๖๙๒]

อำมาตย์ใดพึงปลดเปลื้องพระองค์

ผู้ตกอยู่ในที่คับขันให้พ้นจากทุกข์ไม่ได้

ปัญญาของอำมาตย์ผู้เช่นนั้นหรืออำมาตย์

ผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญาผู้เช่นนั้น จะมีประโยชน์อะไร

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์สั่งเหล่าทหารให้เปิดประตูอุโมงค์ว่า)

[๖๙๓]

มาเถิด ลุกขึ้นเถิดมาณพทั้งหลาย

จงเปิดปากอุโมงค์และประตูเรือนเถิด

พระเจ้าวิเทหะ พร้อมอำมาตย์จักเสด็จไปทางอุโมงค์

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๖๙๔]

พวกคนติดตามของมโหสธบัณฑิตฟังคำสั่งของมโหสธนั้นแล้ว

ช่วยกันเปิดประตูอุโมงค์และถอดกลอนที่ติดยนต์

[๖๙๕]

เสนกะเดินนำเสด็จไปข้างหน้า

มโหสธเดินตามเสด็จไปข้างหลัง

พระเจ้าวิเทหะมีอำมาตย์ห้อมล้อมเสด็จไปท่ามกลาง

[๖๙๖]

พระเจ้าวิเทหะเสด็จออกไปจากอุโมงค์แล้ว

เสด็จขึ้นประทับเรือพระที่นั่ง ส่วนมโหสธบัณฑิตได้ทราบว่า

พระเจ้าวิเทหะเสด็จขึ้นประทับเรือพระที่นั่งแล้ว

จึงถวายอนุสาสน์ว่า

[๖๙๗]

ขอเดชะพระองค์ผู้เป็นจอมชน ผู้นี้คือพระโอรส

แห่งพระเจ้าจูฬนีผู้เป็นพระสัสสุระ (พ่อตา) ของพระองค์

พระเทวีนี้เป็นพระสัสสุ (แม่ยาย) ของพระองค์

ขอโปรดทรงปฏิบัติต่อพระสัสสุของพระองค์

เหมือนทรงปฏิบัติต่อพระราชมารดาของพระองค์เถิด

[๖๙๘]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ

พระภาดาแท้ๆ ผู้ร่วมพระอุทร มีพระชนนีเดียวกัน

พระองค์ก็ควรทรงเอ็นดูฉันใด

พระปัญจาลจันทราชกุมารพระองค์ก็ควรเอ็นดูฉันนั้น

[๖๙๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ

พระนางปัญจาลจันทนีราชบุตรีของพระเจ้าพรหมทัตนี้

ที่พระองค์ทรงปรารถนายิ่งนัก

ขอพระองค์จงทำความรักใคร่ในพระนางของพระองค์

พระนางจะเป็นมเหสีของพระองค์

(พระเจ้าวิเทหะทรงประสงค์จะเสด็จไป จึงตรัสกับมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)

[๗๐๐]

มโหสธ ท่านจงรีบขึ้นเรือเถิด

จะยืนอยู่ที่ฝั่งทำไมหนอ พวกเราพ้นจากทุกข์ได้โดยยาก

จงรีบไป ณ บัดนี้เถิด

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ฟังพระราชดำรัสนั้นแล้ว จึงกราบทูลว่า)

[๗๐๑]

ข้าแต่มหาราช การที่ข้าพระองค์เป็นผู้นำกองทัพ

จะทอดทิ้งกองทัพแล้ว

พึงเอาตัวรอดนี้ ไม่เป็นธรรมเลย

[๗๐๒]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ

ข้าพระองค์จักนำกองทัพที่พระองค์ละทิ้งไว้ในพระราชนิเวศน์

ซึ่งพระเจ้าพรหมทัตพระราชทานแล้วนั้นกลับมา

(ลำดับนั้น พระเจ้าวิเทหะตรัสว่า)

[๗๐๓]

ท่านบัณฑิต ท่านมีเสนาน้อย

จักข่มพระเจ้าพรหมทัตผู้มีเสนามากได้อย่างไร

ท่านไม่มีกำลังจักเดือดร้อน

เพราะพระเจ้าพรหมทัตมีกำลัง

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๗๐๔]

ผู้มีปัญญา ถึงจะมีเสนาน้อย

ก็ชนะคนที่มีเสนามากแต่ไม่มีปัญญาได้

เหมือนพระราชาผู้ทรงพระปรีชา

ย่อมชนะพระราชาหลายพระองค์ผู้ไม่ทรงพระปรีชาได้

ดังดวงอาทิตย์ขึ้นมากำจัดความมืด

(พระเจ้าวิเทหะ ทรงสรรเสริญคุณของมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์แก่เสนกบัณฑิตว่า)

[๗๐๕]

ท่านอาจารย์เสนกะ การอยู่ร่วมกับบัณฑิตทั้งหลาย

เป็นสุขดีหนอ เพราะมโหสธบัณฑิตได้ช่วยปลดเปลื้องพวกเรา

ผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูให้รอดพ้นได้

เหมือนคนช่วยปล่อยนกที่ติดอยู่ในกรงให้รอดพ้น

และเหมือนคนช่วยปล่อยปลาที่ติดอยู่ในร่างแหให้พ้น

(เสนกบัณฑิตได้ฟังพระราชดำรัสนั้นแล้ว จึงสรรเสริญคุณของมโหสธบัณฑิต โพธิสัตว์ว่า)

[๗๐๖]

ข้าแต่มหาราช บัณฑิตทั้งหลาย

เป็นผู้นำความสุขมาให้โดยแท้

มโหสธบัณฑิตได้ช่วยปลดเปลื้องพวกเรา

ผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูให้รอดพ้นได้

เหมือนคนช่วยปล่อยนกที่ติดอยู่ในกรงให้รอดพ้น

และเหมือนคนช่วยปล่อยปลาที่ติดอยู่ในร่างแหให้รอดพ้น

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๐๗]

พระเจ้าจูฬนีผู้ทรงมีพระกำลังมาก

เฝ้าระวังไว้ตลอดราตรีทั้งสิ้น

ครั้นรุ่งอรุณก็เสด็จไปถึงอุปการนคร ๑-

[๗๐๘]

พระเจ้าปัญจาละพระนามว่าจูฬนีผู้ทรงมีพระกำลังมาก

เสด็จขึ้นประทับช้างพระที่นั่งตัวประเสริฐมีกำลัง

ต่อมีอายุ ๖๐ ปีจึงเสื่อมกำลัง ได้รับสั่งแล้วว่า

[๗๐๙]

พระองค์ทรงสวมเกราะแก้วมณี

มีพระหัตถ์ทรงพระแสงศร ได้ตรัสสำทับกับเหล่าทหารหาญ

ผู้เชี่ยวชาญศิลปะทุกๆ ด้าน ซึ่งมาประชุมกันอยู่

(บัดนี้เมื่อจะทรงแสดงข้อความเหล่านั้นโดยย่อ พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า)

[๗๑๐]

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ

กองพลราบ ผู้มีฝีมือ ชำนาญในศิลปะธนู

ยิงได้แม่นยำ มาประชุมกันแล้ว

(พระเจ้าจูฬนีรับสั่งใหัจับพระเจ้าวิเทหะว่า)

[๗๑๑]

พวกท่านจงไสช้างพลายงาทั้งหลายที่มีกำลัง

ต่อมีอายุ ๖๐ ปีจึงเสื่อมกำลังไป

ขอช้างทั้งหลายจงเหยียบย่ำทำลายเมือง

ที่พระเจ้าวิเทหะได้รับสั่งให้สร้างไว้ดีแล้ว

[๗๑๒]

ขอให้ลูกศรขาวด้านหน้าทำด้วยเขี้ยวลูกสัตว์

มีปลายแหลมคมแทงทะลุกระดูกที่ถูกปล่อยไปแล้ว

จงข้ามไปตกลงด้วยกำลังธนูเถิด

@เชิงอรรถ :

@๑ อุปการนคร หมายถึงนครที่มโหสธบัณฑิตให้สร้างขึ้นในเขตเมืองปัญจาลนคร(ของพระเจ้าจุฬามณี เพื่อใช้

@เป็นที่ประทับของพระเจ้าวิเทหะ เพื่อรอเวลาเข้าพิธีวิวาห์กับพระนางปัญจาลจันทนีธิดาของพระเจ้าจุฬามณี

@(ขุ.ชา.อ. ๙/๗๐๗/๔๐๙)

[๗๑๓]

พวกทหารรุ่นหนุ่มๆ สวมเกราะแกล้วกล้า

มีอาวุธมีด้ามอันงดงาม

เมื่อช้างใหญ่ทั้งหลายแล่นเข้าสงครามมาอยู่

จงหันหน้าสู้ช้างทั้งหลายเถิด

[๗๑๔]

หอกทั้งหลายที่ชโลมด้วยน้ำมันส่องแสงเป็นประกายเพลิง

โชติช่วงตั้งอยู่ดังดาวประกายพรึกซึ่งมีรัศมีตั้งร้อย

[๗๑๕]

เมื่อเหล่าทหารมีกำลังอาวุธ

สวมสังวาลรัดเกราะเช่นนี้ ไม่หนีสงคราม

พระเจ้าวิเทหะต่อให้มีปีกบินก็หนีไปไหนไม่พ้น

[๗๑๖]

เหล่าทหาร ๓๙,๐๐๐ นายทั้งหมดของเรา

แต่ละคนล้วนถูกคัดเลือกไว้แล้ว

เราเที่ยวไปทั่วแผ่นดินก็ไม่เห็นทหารผู้ทัดเทียม

[๗๑๗]

อนึ่ง ช้างพลายงาทั้งหลายที่ประดับแล้วล้วนแต่มีกำลัง

ต่อเมื่ออายุ ๖๐ ปีจึงเสื่อมกำลัง

ซึ่งมีเหล่าทหารหนุ่มๆ มีผิวพรรณดุจทองคำสง่างามอยู่บนคอ

[๗๑๘]

ทหารเหล่านั้นมีเครื่องประดับสีเหลือง

นุ่งผ้าสีเหลือง ผ้านุ่งผ้าห่มสีเหลือง

ย่อมสง่างามอยู่บนคอช้างดังเทพบุตรในอุทยานนันทวัน

[๗๑๙]

กระบี่ทั้งหลายที่มีสีเช่นเดียวกับปลาสลาด

ขัดถูด้วยน้ำมันเป็นประกายวาบวับ

ที่เหล่าทหารกล้าทำสำเร็จแล้ว

ลับเป็นอย่างดีมีคมอยู่เสมอ

[๗๒๐]

ดาบส่องแสงจ้า ปราศจากสนิม

ทำด้วยเหล็กกล้าทนทาน

ที่เหล่าทหารผู้มีกำลังชำนาญในการฟันถือไว้แล้ว

[๗๒๑]

ดาบเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ด้ามทองคำ

ประกอบด้วยฝักสีแดง กวัดแกว่งไปมางดงาม

ดังสายฟ้าที่แปลบปลาบอยู่ในระหว่างก้อนเมฆ

[๗๒๒]

เหล่าทหารดาบผู้แกล้วกล้าสวมเกราะ

สามารถตีลังกาไปในอากาศ ฉลาดในการใช้ดาบและโล่ห์

ฝึกฝนมาดีกว่าพลแม่นธนู สามารถจะตัดคอช้างให้ขาดตกลงไปได้

[๗๒๓]

พระองค์ถูกทหารทั้งหลายเช่นนี้ล้อมไว้แล้ว

พระองค์จะพ้นไปจากที่นี้ไม่ได้

ข้าพระองค์ยังไม่เห็นราชานุภาพของพระองค์

ที่จะเป็นเหตุให้เสด็จดำเนินไปถึงกรุงมิถิลาได้

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ กล่าวเย้ยหยันกับพระเจ้าจูฬนีว่า)

[๗๒๔]

พระองค์ทรงด่วนไสช้างพระที่นั่งตัวประเสริฐมาทำไมหนอ

พระองค์มีพระทัยร่าเริงเสด็จมา

พระองค์ทรงสำคัญว่า เราเป็นผู้ได้ประโยชน์

[๗๒๕]

ขอพระองค์ทรงลดแล่งธนูนั่นลงเสียเถิด

ทรงเก็บลูกศรเสียเถิด จงทรงเปลื้องเกราะอันงดงาม

ติดแผ่ไปด้วยแก้วไพฑูรย์และแก้วมณีออกเสียเถิด

(พระเจ้าจูฬนีได้สดับดังนั้น ทรงคุกคามมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)

[๗๒๖]

เจ้ามีสีหน้าผ่องใส และพูดอย่างฝืนยิ้ม

ความถึงพร้อมด้วยผิวพรรณเช่นนี้ย่อมมีในคราวใกล้ตาย

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ประกาศข้อความนี้ว่า)

[๗๒๗]

ข้าแต่ขัตติยราช พระดำรัสที่พระองค์ตรัสขู่คำราม

เป็นพระดำรัสที่เปล่าประโยชน์

พระองค์เป็นผู้มีความลับแตกเสียแล้ว

เพราะพระราชาของข้าพระองค์ยากที่พระองค์จะจับได้

เหมือนม้าขาเขยกขับม้าสินธพได้ยาก

[๗๒๘]

พระราชาของข้าพระองค์พร้อมด้วยอำมาตย์ราชบริพาร

เสด็จข้ามแม่น้ำคงคาไปแล้วแต่วานนี้

ถ้าพระองค์จักทรงติดตามไป ก็จักตกไปสู่ความลำบาก

เหมือนกาบินไล่ติดตามพญาหงส์

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ไม่พรั่นพรึงดุจพญาราชสีห์ ยกอุทาหรณ์มากราบทูลว่า)

[๗๒๙]

สุนัขจิ้งจอกทั้งหลายเป็นสัตว์ต่ำทรามกว่าเนื้อ

เห็นดอกทองกวาวบานในราตรี ก็เข้าใจว่า

เป็นชิ้นเนื้อ จึงเข้าล้อมต้นไว้

[๗๓๐]

เมื่อราตรีผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น

สุนัขจิ้งจอกที่ต่ำทรามกว่าเนื้อเหล่านั้น

ได้เห็นดอกทองกวาวที่บานแล้ว ก็หมดหวังฉันใด

[๗๓๑]

ข้าแต่พระราชา พระองค์ทรงล้อมพระเจ้าวิเทหะ

ก็จักทรงหมดหวังเสด็จกลับไป ฉันนั้นเหมือนกัน

เหมือนสุนัขจิ้งจอกล้อมต้นทองกวาว

(พระเจ้าจูฬนีได้สดับดังนั้นแล้ว ทรงสั่งลงโทษมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)

[๗๓๒]

พวกเจ้าจงตัดมือ เท้า หู และจมูก

ของมโหสธนี้ผู้ที่ปล่อยพระเจ้าวิเทหะ

ศัตรูผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเราให้รอดพ้นไป

[๗๓๓]

พวกเจ้าจงเสียบมโหสธผู้ที่ปล่อยพระเจ้าวิเทหะ

ศัตรูผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเราให้รอดพ้น

บนหลาวแล้วย่างมันเสียเหมือนย่างเนื้อนี้

[๗๓๔]

บุคคลแทงหนังวัวลงบนแผ่นดิน

หรือใช้ขอเกี่ยวหนังราชสีห์ หรือหนังเสือโคร่งฉุดมาฉันใด

[๗๓๕]

เราจักให้พวกเจ้าช่วยกันใช้หอกทิ่มแทงมโหสธนี้

ผู้ที่ปล่อยพระเจ้าวิเทหะ

ศัตรูผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเราให้รอดพ้นฉันนั้น

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ฟังพระราชดำรัสนั้น ก็หัวเราะกราบทูลว่า)

[๗๓๖]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของข้าพระองค์

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ตัดมือและเท้าเป็นต้น

ของพระปัญจาลจันทราชกุมารเช่นเดียวกัน

[๗๓๗]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของข้าพระองค์

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ตัดมือและเท้าเป็นต้น

ของพระนางปัญจาลจันทนีราชธิดาเช่นเดียวกัน

[๗๓๘]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของข้าพระองค์

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ตัดมือและเท้าเป็นต้น

ของพระนางนันทาเทวีอัครมเหสีเช่นเดียวกัน

[๗๓๙]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของข้าพระองค์

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ตัดมือและเท้าเป็นต้น

ของพระโอรส และพระชายาของพระองค์เช่นเดียวกัน

[๗๔๐]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบเนื้อของข้าพระองค์บนหลาว

แล้วย่างให้สุกเหมือนย่างเนื้อ

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้เสียบพระมังสะ

ของพระปัญจาลจันทราชกุมารบนหลาวแล้วย่างให้สุกเช่นเดียวกัน

[๗๔๑]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบเนื้อของข้าพระองค์บนหลาว

แล้วย่างให้สุกเหมือนย่างเนื้อ

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้เสียบพระมังสะ

ของพระนางปัญจาลจันทนีราชธิดาบนหลาวแล้วย่างให้สุกเช่นเดียวกัน

[๗๔๒]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบเนื้อของข้าพระองค์บนหลาว

แล้วย่างให้สุกเหมือนย่างเนื้อ

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้เสียบพระมังสะ

ของพระนางนันทาเทวีอัครมเหสีแล้วย่างให้สุกเช่นเดียวกัน

[๗๔๓]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบเนื้อของข้าพระองค์บนหลาว

แล้วย่างให้สุกเหมือนย่างเนื้อ

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้เสียบพระมังสะ

ของพระโอรสและพระชายาของพระองค์แล้วย่างให้สุกเช่นเดียวกัน

[๗๔๔]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบข้าพระองค์แล้วใช้หอกทิ่มแทง

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ทิ่มแทง

พระปัญจาลจันทราชกุมารด้วยหอกเช่นเดียวกัน

[๗๔๕]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบข้าพระองค์แล้วใช้หอกทิ่มแทง

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ทิ่มแทง

พระนางปัญจาลจันทนีราชธิดาเช่นเดียวกัน

[๗๔๖]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบข้าพระองค์แล้วใช้หอกทิ่มแทง

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ใช้หอกทิ่งแทง

พระนางนันทาเทวีอัครมเหสีเช่นเดียวกัน

[๗๔๗]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบข้าพระองค์แล้วใช้หอกทิ่มแทง

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ใช้หอกทิ่มแทง

พระโอรสและพระชายาของพระองค์เช่นเดียวกัน

ข้อความดังกราบทูลมาอย่างนี้ ข้าพระองค์กับพระเจ้าวิเทหะ

ได้ปรึกษาตกลงกันไว้แล้วในที่ลับ

[๗๔๘]

โล่หนักประมาณ ๑๐๐ ปละ ๑-

ที่ช่างหนังทำสำเร็จแล้วด้วยมีดของช่างหนัง

ย่อมช่วยป้องกันตนเพื่อห้ามลูกศรฉันใด

@เชิงอรรถ :

@๑ โล่หนักประมาณ ๑๐๐ ปละ หมายถึงโล่หนังหนักประมาณ ๑๐๐ ปละ (๑ ปละ ประมาณ ๔ ออนซ์)

@ซึ่งเขาใช้น้ำด่างจำนวนมากกัดทำให้อ่อน (ขุ.ชา.อ. ๙/๗๔๘/๔๑๙)

[๗๔๙]

ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น เป็นผู้นำสุขมาให้

บรรเทาทุกข์ถวายพระเจ้าวิเทหะผู้ทรงยศ

จึงจำกัดมติของพระองค์เสีย

ดุจกำจัดลูกศรด้วยโล่หนัก ๔๐๐ ปละ

[๗๕๐]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์จงทอดพระเนตร

พระราชมณเฑียรของพระองค์อันว่างเปล่า

พระสนมกำนัลใน พระกุมาร และพระมารดาของพระองค์

ข้าพระองค์ให้นำออกทางอุโมงค์

นำไปถวายพระเจ้าวิเทหะแล้ว

(พระเจ้าจูฬนีเมื่อสั่งให้อำมาตย์คนหนึ่งมาเฝ้าแล้วส่งไปเพื่อให้รู้ความจริง จึงตรัสว่า)

[๗๕๑]

เชิญพวกเจ้าจงไปสู่ราชมณเฑียรของเราแล้วตรวจดู

คำของมโหสธนี้จริงหรือเท็จอย่างไร

(อำมาตย์นั้นไปแล้วกลับมา กราบทูลว่า)

[๗๕๒]

ข้าแต่มหาราช มโหสธกราบทูลว่าฉันใด

คำนั้นเป็นจริงฉันนั้น

พระราชมณเฑียรทุกแห่งว่างเปล่า

เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงกา

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์พรรณนามรรคาที่พระนางนันทาเทวีเสด็จไป จึงทูลว่า)

[๗๕๓]

ข้าแต่มหาราช

พระนางนันทาเทวีทรงพระโฉมงดงามทั่วทั้งสรรพางค์

มีพระโสณีผึ่งผายงามดุจดังแท่งทองคำธรรมชาติ

มีปกติตรัสพระสำเนียงอันอ่อนหวานประดุจดังลูกหงส์

เสด็จไปทางอุโมงค์นี้

[๗๕๔]

ข้าแต่มหาราช พระนางนันทาเทวีทรงพระโฉม

งดงามทั่วทั้งสรรพางค์ ทรงพระภูษาโกไสย

มีพระสรีระเหลืองอร่าม มีสายรัดพระองค์งดงามด้วยทองคำ

ข้าพระองค์นำออกไปแล้วจากอุโมงค์นี้

[๗๕๕]

พระนางนันทาเทวีมีพระบาทแดงสดใส

ทรงพระโฉมงดงาม มีสายรัดพระองค์เป็นแก้วมณีแกมทองคำ

มีดวงพระเนตรดังนัยน์ตานกพิราบ มีพระสรีระงดงาม

มีพระโอษฐ์แดงดังลูกตำลึงสุกสะโอดสะอง

[๗๕๖]

มีบั้นพระองค์เล็กเรียวดังเถานาคลดาที่เกิดดีแล้ว

และเหมือนกาญจนไพที มีพระเกสายาวดำ

มีปลายช้อนขึ้นเล็กน้อย

[๗๕๗]

มีดวงพระเนตรเขื่องดุจดวงตาของลูกเนื้อทรายที่เกิดดีแล้ว

และดุจเปลวเพลิงในฤดูหนาว

เหมือนแม่น้ำใกล้ภูผาอันดารดาษไปด้วยไม้ไผ่ต้นเล็กๆ

[๗๕๘]

พระนางมีพระเพลางามดังงวงอัยรา

ที่สำคัญมีพระถันยุคลดังคู่ผลมะพลับ

มีพระสัณฐานสันทัด ไม่สูงนัก ไม่ต่ำนัก

มีพระโขนงพองาม ไม่มากนัก

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ ทราบว่าพระเจ้าจูฬนีมีความเสน่หาเกิดขึ้น จึงกราบทูลต่ออีกว่า)

[๗๕๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีพาหนะที่สมบูรณ์ด้วยสิริ

พระองค์คงจะทรงยินดีกับการทิวงคต

ของพระนางนันทาเทวีเป็นแน่

ข้าพระองค์และพระนางนันทาเทวี

ก็จะพากันไปสำนักของพญายมด้วยกันแน่

(ลำดับนั้น พระเจ้าจูฬนีจึงตรัสถามมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)

[๗๖๐]

มโหสธผู้ได้ปล่อยพระเจ้าวิเทหะ

ศัตรูผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเราทำเล่ห์กลทิพย์หรือทำภาพลวงตา

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ฟังพระราชดำรัสนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๗๖๑]

ข้าแต่มหาราช บัณฑิตทั้งหลายในโลกนี้

ย่อมทำเล่ห์กลอันเป็นทิพย์

ชนผู้มีปัญญามีมันสมองเหล่านั้นย่อมปลดเปลื้องตนได้

[๗๖๒]

เหล่าทหารหนุ่มผู้รับใช้เป็นคนฉลาด

เป็นผู้ขุดอุโมงค์ของข้าพระองค์ผู้ได้สร้างหนทาง

ที่พระเจ้าวิเทหะได้เสด็จไปกรุงมิถิลาไว้มีอยู่

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ทราบความประสงค์ของพระเจ้าจูฬนี จึงทูลว่า)

[๗๖๓]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทอดพระเนตรอุโมงค์

ที่สร้างไว้ดีแล้วงดงาม เรืองรองด้วยถ่องแถวแห่งกองพลช้าง

กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

ซึ่งเขาทำเป็นรูปปั้นและเป็นลวดลายไว้ที่สำเร็จดีแล้วเถิด

(พระเจ้าจูฬนีทรงเห็นอุโมงค์แล้ว ทรงยกย่องคุณของมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)

[๗๖๔]

มโหสธ เป็นลาภของชนชาวแคว้นวิเทหะหนอ

(และ)เป็นลาภของผู้ที่มีเหล่าบัณฑิตเช่นนี้

อยู่ในเรือนในแคว้นเหมือนมีเจ้า

(ลำดับนั้น พระเจ้าจูฬนีตรัสด้วยประสงค์จะให้มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์อยู่ใน สำนักของตนว่า)

[๗๖๕]

เราจะให้เครื่องดำเนินชีวิต ที่บริหาร

เบี้ยเลี้ยงและบำเหน็จเป็น ๒ เท่า

ให้โภคะอันไพบูลย์ เจ้าจงใช้สอยและรื่นรมย์ในกามเถิด

เจ้าไม่กลับไปยังแคว้นวิเทหะ พระเจ้าวิเทหะจักทรงทำอะไรได้

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์เมื่อจะปฏิเสธ จึงกราบทูลว่า)

[๗๖๖]

ข้าแต่มหาราช บุคคลผู้ที่สละท่านผู้ชุบเลี้ยงตน

เพราะเหตุแห่งทรัพย์

ย่อมถูกตนและคนอื่นทั้ง ๒ ฝ่ายติเตียนได้

ข้าพระองค์ไม่พึงอยู่ในแคว้นของผู้อื่นได้

ตราบเท่าเวลาที่พระเจ้าวิเทหะยังทรงดำรงพระชนม์อยู่

[๗๖๗]

ข้าแต่มหาราช บุคคลผู้ที่สละท่านผู้ชุบเลี้ยงตน

เพราะเหตุแห่งทรัพย์

ย่อมถูกตนและคนอื่นทั้ง ๒ ฝ่ายติเตียนได้

ข้าพระองค์ไม่พึงเป็นราชบุรุษของพระราชาองค์อื่นได้

ตราบเท่าเวลาที่พระเจ้าวิเทหะยังทรงดำรงพระชนม์อยู่

(ในเวลาที่มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ทูลลา พระเจ้าจูฬนีตรัสว่า)

[๗๖๘]

มโหสธ เราจะให้ทอง ๑,๐๐๐ แท่ง

บ้าน ๘๐ หมู่บ้านในแคว้นกาสีแก่ท่าน

ให้ทาสี ๔๐๐ คน และภรรยา ๑๐๐ คนแก่ท่าน

ท่านจงพากองทัพทั้งปวงไปโดยสวัสดีเถิด

[๗๖๙]

ชนทั้งหลายจงให้อาหารแก่ช้างและม้าทั้งหลาย

อย่างละ ๒ เท่าเพียงใด ก็จงเลี้ยงกองพลรถและกองพลราบ

ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำเพียงนั้นเถิด

[๗๗๐]

มโหสธบัณฑิต ท่านจงพาเอากองพลช้าง กองพลม้า

กองพลรถ และกองพลราบไปเถิด

พระเจ้าวิเทหมหาราชจงทอดพระเนตร

ท่านผู้ไปถึงกรุงมิถิลาแล้วเถิด

(ฝ่ายพระเจ้าวิเทหะทรงเห็นกองทัพใหญ่ ตกพระทัยตรัสกับบัณฑิตทั้ง ๔ ว่า)

[๗๗๑]

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

ปรากฏมากมายครบทั้ง ๔ กองพลที่น่าสะพรึงกลัว

บัณฑิตทั้งหลายจะเข้าใจอย่างไรหนอ

(ลำดับนั้น เสนกบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๗๗๒]

ข้าแต่มหาราช ความยินดีอย่างสูงส่งจงปรากฏแก่พระองค์

มโหสธบัณฑิตได้พากองทัพทั้งหมดมาถึงโดยสวัสดีแล้ว

(พระเจ้าวิเทหะเสด็จลุกขึ้นสวมกอดมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์แล้ว ทำปฏิสันถาร ตรัสว่า)

[๗๗๓]

คนทั้ง ๔ ทิ้งร่างคนตายไว้ในป่าช้าแล้วกลับไปฉันใด

เราทั้งหลายก็ทิ้งท่านไว้ในกปิลรัฐแล้วกลับมาที่นี้ฉันนั้น

[๗๗๔]

เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าปลดเปลื้องตนได้

เพราะเหตุ เพราะปัจจัย หรือเพราะประโยชน์อะไร

(ลำดับนั้น มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์จึงกราบทูลว่า)

[๗๗๕]

ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะผู้เป็นกษัตริย์

ข้าพระองค์ล้อมประโยชน์ไว้ด้วยประโยชน์

ล้อมความคิดไว้ด้วยความคิด

ล้อมพระราชาไว้เหมือนน้ำทะเลล้อมชมพูทวีปไว้

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์กราบทูลถึงบรรณาการที่พระเจ้าจูฬนีพระราชทานแก่ตน ให้ทรงทราบว่า)

[๗๗๖]

พระเจ้าพรหมทัตทรงพระราชทานทองคำ ๑,๐๐๐ แท่ง

บ้าน ๘๐ หมู่บ้านในแคว้นกาสี

ทาสี ๔๐๐ คน และภรรยา ๑๐๐ คนแก่ข้าพระองค์

ข้าพระองค์พากองทัพทั้งหมดมาที่นี้โดยสวัสดีแล้ว

(พระเจ้าวิเทหะทรงยินดี ร่าเริงอย่างยิ่ง ทรงยกย่องคุณของมโหสธบัณฑิต โพธิสัตว์ว่า)

[๗๗๗]

ท่านอาจารย์เสนกะ การอยู่ร่วมกับบัณฑิตทั้งหลาย

เป็นสุขดีหนอ เพราะมโหสธบัณฑิตปลดเปลื้องพวกเรา

ผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู

เหมือนคนช่วยปล่อยนกที่ติดอยู่ในกรงให้รอดพ้น

และเหมือนคนช่วยปล่อยปลาที่ติดอยู่ในร่างแหให้รอดพ้น

(ฝ่ายเสนกบัณฑิตรับพระราชดำรัสแล้วกราบทูลว่า)

[๗๗๘]

ข้าแต่มหาราช ข้อความนี้ก็เป็นอย่างนี้

เพราะพวกบัณฑิตเป็นผู้นำสุขมาให้

มโหสธได้ช่วยปลดเปลื้องพวกเราผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู

เหมือนคนช่วยปล่อยนกที่ติดอยู่ในกรง

และปลาที่ติดอยู่ในร่างแหให้พ้นไป

(พระเจ้าวิเทหะรับสั่งให้ชาวพระนครเที่ยวตีกลองประกาศว่า)

[๗๗๙]

ขอประชาชนทั้งหลายจงดีดพิณทุกชนิด

จงตีกลองน้อย กลองใหญ่ และมโหระทึก

จงเป่าสังข์อันมีเสียงไพเราะของชาวเมืองเถิด

(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๘๐]

พวกพระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์ และพราหมณ์

ต่างก็ได้นำข้าวน้ำเป็นอันมากมามอบให้แก่มโหสธบัณฑิต

[๗๘๑]

พวกกองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

ต่างก็นำข้าวน้ำเป็นอันมากมามอบให้แก่มโหสธบัณฑิต

[๗๘๒]

ชาวชนบทและชาวนิคมมาประชุมพร้อมกันแล้ว

ได้นำข้าวและน้ำเป็นอันมากมามอบให้แก่มโหสธบัณฑิต

[๗๘๓]

ชนเป็นอันมากได้เห็นมโหสธบัณฑิตกลับมา

ต่างก็เลื่อมใส ครั้นมโหสธบัณฑิตมาถึงแล้ว

ต่างก็โบกผ้าอยู่ไปมา

มโหสธชาดกที่ ๕ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๔๑. เนมิราชชาดกชาดกถัดไป๕๔๓. ภูริทัตชาดก