ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มโหสถชาดก
ชาดกที่ ๕๔๒ · มหานิบาตชาดก

มโหสถชาดก

ว่าด้วยพระมโหสถบัณฑิตทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๖๐๐ · บรรทัด ๓๘๖๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมโหสถชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๒๗ จาก ๓๐

เรื่องเล่า

ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว มโหสถได้ทูลต่อไปว่า อุโมงค์ซึ่งตกแต่งแล้ว ข้าพระองค์ให้สร้างไว้ด้วยปัญญาของข้าพระองค์ เป็นราวกะปรากฏแล้วในที่ตั้งขึ้นแห่งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ พระองค์จงทอดพระเนตรประตูใหญ่๘๐ ประตูน้อย ๖๔ ห้องนอน ๑๐๑ โคมดวงประทีป ๑๐๑ พระองค์จงเป็นผู้พร้อมเพรียงบันเทิงกับด้วยข้าพระองค์ เสด็จเข้าไปสู่อุปการนครกับด้วยราชบริพาร ทูลฉะนี้แล้วให้เปิดประตูเมือง พระเจ้าจุลนีพระราชาร้อยเอ็ดแวดล้อมเสด็จเข้าสู่เมือง พระมหาสัตว์ลงจากปราสาทถวายบังคมพระเจ้าจุลนีพาพระราชาพร้อมด้วยราชบริพารเข้าสู่อุโมงค์ พระเจ้าจุลนีทอดพระเนตรเห็นอุโมงค์ราวกะเทวสภา เมื่อจะทรงพรรณนาคุณแห่งพระโพธิสัตว์ จึงตรัสว่า

ดูก่อนมโหสถ บัณฑิตทั้งหลายเช่นนี้ เหล่านี้ อย่างตัวเจ้า อยู่ในเรือน ในแว่นแคว้นแห่งผู้ใด เป็น ลาภของชาววิเทหรัฐและชาวกรุงมิถิลาผู้ได้อยู่ร่วมกับ ผู้นั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิเทหานํ ความว่า เป็นลาภของชาววิเทหะ คือของชนบทที่เป็นบ่อเกิด คือเป็นที่ตั้งขึ้นแห่งเหล่าบัณฑิตเห็นปานนี้หนอ. บทว่า ยสฺสิเม อีทิสา ความว่า บัณฑิตทั้งหลายผู้ฉลาดในอุบายเหล่านี้ คือเห็นปานนี้ อยู่ในเรือนเดียวกัน ในประเทศเดียวกัน หรือในแว่นแคว้นเดียวกัน ของผู้ใดเป็นลาภของผู้นั้นหนอ. บทว่า ยถา ตฺวมสิ ความว่า ชนทั้งหลายย่อมได้เพื่ออันอยู่ในรัฐเดียวกัน ในชนบทเดียวกัน ในนครเดียวกัน ในเรือนเดียวกัน กับบัณฑิตเช่นนั้นเหมือนอย่างตัวท่านนั่นแหละ เป็นลาภของชนเหล่านั้น คือของชาววิเทหรัฐและชาวกรุงมิถิลา ผู้ได้อยู่ร่วมกับท่าน พระเจ้าจุลนีพรหมทัตมีพระดำรัสดังนี้.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ได้แสดงห้องนอน ๑๐๑ ห้องแด่พระเจ้าจุลนีครั้นประตูห้องหนึ่งเปิด ประตูทั้งหมดก็เปิด ครั้นประตูห้องหนึ่งปิด ประทั้งหมดก็ปิด เมื่อพระราชาทอดพระเนตรพลางเสด็จไปข้างหน้า มโหสถโดยเสด็จไปข้างหลัง เสนาทั้งปวงก็เข้าไปสู่อุโมงค์ พระราชาเสด็จออกจากอุโมงค์มโหสถรู้ว่าเสด็จออก จึงตามออกมาบ้าง ไม่ให้ชนทั้งปวงออก ปิดประตูอุโมงค์เหยียบเครื่องสลักยนตร์ ประตูใหญ่ ๘๐ ประตูน้อย ๖๔ ประตูห้องนอน ๑๐๑ และโคมดวงประทีป ๑๐๑ ก็ปิดพร้อมกัน อุโมงค์ทั้งสิ้นก็มืดราวกะโลกันตนรก มหาชนทั้งกลัวทั้งสะดุ้งอันมรณภัยคุกคามแล้ว พระมหาสัตว์หยิบดาบซึ่งคนเข้าไปฝังทรายไว้เมื่อวานนี้ แล้วโดดขึ้นจากพื้นสู่อากาศสูง๑๘ ศอก แล้วกลับลงมาจากอากาศ จับพระหัตถ์พระเจ้าจุลนีพรหมทัตไว้เงื้อดาบให้ตกพระหฤทัยทูลถามว่า ราชสมบัติในสกลชมพูทวีปเป็นของใครพระราชากลัวตรัสตอบว่า เป็นของเธอ แล้วตรัสว่า เธอจงให้อภัยแก่ข้ามโหสถทูลว่า พระองค์อย่าตกพระหฤทัยกลัวเลย พระเจ้าข้า ข้าพระองค์จับดาบด้วยใคร่จะปลงพระชนม์ก็หาไม่ ข้าพระองค์จับเพื่อจะสำแดงปัญญานุภาพของข้าพระองค์ ทูลฉะนั้นแล้วถวายดาบนั้นต่อพระหัตถ์พระราชา ลำดับนั้นมโหสถทูลพระราชาผู้ทรงถือดาบประทับยืนอยู่ว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ถ้าพระองค์ทรงใคร่จะฆ่าข้าพระองค์ ก็จงฆ่าด้วยดาบเล่มนี้ ถ้าพระองค์ทรงใคร่จะพระราชทานอภัย ก็จงพระราชทาน พระราชาตรัสตอบว่า ดูก่อนบัณฑิตข้าให้อภัยแก่เธอจริง ๆ เธออย่าคิดอะไรเลย พระราชาจุลนีพรหมทัตกับมโหสถโพธิสัตว์ทั้งสองต่างจับดาบทำสาบานเพื่อไม่ประทุษร้ายต่อกันและกัน ลำดับนั้น พระเจ้าจุลนีตรัสกะพระโพธิสัตว์ว่า ดูก่อนบัณฑิต เธอเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยกำลังปัญญาอย่างนี้ เหตุไรไม่เอาราชสมบัติเสีย มโหสถทูลตอบว่า ถ้าพระองค์อยากได้ ก็จะฆ่าพระราชาในสกลชมพูทวีปเสียในวันนี้แล้ว เอาราชสมบัติ ก็แต่การฆ่าผู้อื่นแล้วถือเอายศ นักปราชญ์ทั้งหลายไม่สรรเสริญ ลำดับนั้นพระราชาตรัสว่า ดูก่อนบัณฑิต มหาชนออกจากอุโมงค์ไม่ได้ก็คร่ำครวญเธอจงเปิดประตูอุโมงค์ให้ชีวิตทานแก่มหาชน มโหสถเปิดประตูอุโมงค์อุโมงค์ทั้งสิ้นก็มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน มหาชนกลับได้ความยินดี พระราชาทั้งปวงออกจากอุโมงค์กับเสนาไปสู่สำนักมโหสถ มโหสถสถิตอยู่ ณ พลับพลาอันกว้างขวางกับพระราชาจุลนี ลำดับนั้น พระราชาเหล่านั้นตรัสกะมโหสถว่าพวกข้าพเจ้าได้ชีวิตเพราะอาศัยท่าน ถ้าท่านไม่เปิดประตูอุโมงค์อีกครู่เดียวข้าพเจ้าทั้งปวงก็จักถึงความตายในอุโมงค์นั้นนั่นเอง มโหสถทูลตอบว่า ข้าแต่มหาราชทั้งหลาย พระองค์ไม่เสียพระชนมชีพเพราะอาศัยข้าพระองค์ แต่ในบัดนี้ก็หาไม่ แม้ในกาลก่อนพระองค์ก็ได้อาศัยข้าพระองค์จึงยังดำรงพระชนมชีพอยู่ พระราชาเหล่านั้น ตรัสถามว่า เมื่อไร บัณฑิต มโหสถบันฑิตจึงทูลว่า ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์ทรงฟัง ทรงระลึกถึงกาลเมื่อพระเจ้าจุลนียึดราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งสิ้นได้ ยกเสียแต่เมืองของพวกข้าพระองค์ แล้วกลับอุตตรปัญจาลราชธานี แล้วจัดแต่งสุราเพื่อดื่มชัยบานในสวนหลวงได้หรือไม่พระราชาเหล่านั้นรับว่าระลึกได้ มโหสถจึงทูลว่า ในกาลนั้น พระราชาจุลนีกับเกวัฏผู้มีความคิดชั่ว ประกอบกิจนั้นเพื่อปลงพระชนม์เหล่าพระองค์ด้วยสุราที่ประกอบด้วยยาพิษและมัจฉมังสะเป็นต้น ทีนั้นข้าพระองค์จึงรำพึงว่า เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ เหล่าพระองค์จงอย่าได้เสียพระชนมชีพโดยหาที่พึ่งมิได้เลยคิดในใจดังนี้จึงส่งพวกคนของข้าพระองค์ไป ให้ทำลายภาชนะทั้งปวง ทำลายความคิดของพวกนั้นเสีย ได้ให้ชีวิตทานแด่พระองค์ทั้งหลาย พระราชาเหล่านั้นทั้งหมดได้สดับคำของมโหสถ ก็มีพระมนัสหวาดเสียว จึงทูลถามพระเจ้าจุลนีว่า จริงหรือไม่ พระเจ้าข้า พระเจ้าจุลนีตรัสตอบว่า จริง ดีฉันเชื่อถ้อยคำของอาจารย์เกวัฏได้ทำอย่างนั้น มโหสถบัณฑิตได้กล่าวจริงทีเดียวพระราชาเหล่านั้นต่างสวมกอดพระมหาสัตว์ ตรัสว่า แน่ะบัณฑิต ท่านได้เป็นที่พึ่งของพวกข้าพเจ้า พวกข้าพเจ้าได้รอดชีวิตเพราะท่าน ตรัสฉะนี้แล้วบูชาพระโพธิสัตว์ด้วยราชาภรณ์ทั้งปวง มโหสถทูลพระเจ้าจุลนีอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์อย่าได้ทรงคิดเลย นั่นเป็นโทษของการส้องเสพด้วยมิตรลามกนั่นเอง ขอพระองค์ยังพระราชาเหล่านั้นให้งดโทษ พระราชาพรหมทัตตรัสว่า เราได้ทำกรรมเห็นปานนี้แก่พวกท่านเพราะอาศัยคนชั่ว นั่นเป็นความผิดของข้าพเจ้า ท่านทั้งหลายจงงดโทษแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักไม่ทำกรรมเห็นปานนี้อีก รับสั่งฉะนั้นแล้วให้พระราชาเหล่านั้น มาโทษ พระราชาเหล่านั้นแสดงโทษกะกันและกัน แล้วเป็นผู้พร้อมเพรียง ชื่นชมต่อกัน ลำดับนั้น พระเจ้าจุลนีให้นำขาทนียะและโภชนียะเป็นอันมาก และดนตรีของหอมดอกไม้เป็นต้นมา เล่นอยู่ในอุโมงค์กับด้วยกษัตริย์ทั้งปวงตลอดสัปดาห์แล้วเข้าสู่พระนคร ให้ทำสักการะใหญ่แก่พระมหาสัตว์ แวดล้อมไปด้วยพระราชาร้อยเอ็ด ประทับนั่ง ณ พื้นพระราชมณเฑียรตรัสด้วยมีพระราชประสงค์จะให้มโหสถบัณฑิตอยู่ในราชสำนักของพระองค์ ว่า

ข้าจะให้เครื่องเลี้ยงชีพ การบริหาร เบี้ยเลี้ยง และบำเหน็จเพิ่มขึ้น ๒ เท่า และให้โภคสมบัติอัน ไพบูลย์อื่น ๆ เจ้าจงใช้สอยสิ่งที่ปรารถนา จงรื่นรมย์ เถิด อย่ากลับไปหาพระเจ้าวิเทหราชเลย พระเจ้า วิเทหราชจักทำอะไรได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วุตฺตึ ได้แก่ เครื่องเป็นไปแห่งชีวิตที่อาศัยได้. บทว่า ปริหารํ ได้แก่ ให้คามและนิคม. บทว่า ภตฺตํ ได้แก่อาหาร. บทว่า เวตนํ ได้แก่ เสบียง. บทว่า โภเค ความว่า ข้าจะให้โภคสมบัติอันไพบูลย์แม้อื่น ๆ แก่เจ้า.

ฝ่ายมโหสถบัณฑิตเมื่อจะทูลห้ามพระเจ้าจุลนี ได้ทูลว่า

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ผู้ใดสละท่านผู้ชุบเลี้ยง ตนเพราะเหตุแห่งทรัพย์ ผู้นั้นย่อมถูกตนเองและผู้อื่น ติเตียนทั้งสองฝ่าย พระเจ้าวิเทหราชยังทรงพระชนม์ อยู่เพียงใด ข้าพระองค์ไม่พึงเป็นราชบุรุษของพระราชาอื่นเพียงนั้น ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ผู้ใดสละ ท่านผู้ชุบเลี้ยงตนเพราะเหตุแห่งทรัพย์ ผู้นั้นย่อมถูก ตนเองและผู้อื่นติเตียนทั้งสองฝ่าย พระเจ้าวิเทหราช ยังดำรงพระชนม์อยู่เพียงใด ข้าพระองค์ไม่พึงอยู่ใน แว่นแคว้นของพระราชาอื่นเพียงนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺตโน จ ปรสฺส จ ความว่า บุคคลย่อมติเตียนตนด้วยตนว่า บาปเห็นปานนี้ อันเราผู้สละท่านผู้ชุบเลี้ยงตนเพราะเหตุแห่งทรัพย์กระทำแล้ว แม้ผู้อื่นก็ย่อมติเตียนด้วยเหตุนี้ว่า ผู้นี้มีธรรมเลวทราม สละท่านผู้ชุบเลี้ยงตนมาเพราะเหตุแห่งทรัพย์ เพราะเหตุนั้น เมื่อพระเจ้าวิเทหราชยังดำรงพระชนม์อยู่ ข้าพระองค์ไม่อาจอยู่ในแว่นแคว้น ของพระราชาอื่นได้.

ลำดับนั้น พระเจ้าจุลนีตรัสกะมโหสถว่า แน่ะบัณฑิต ถ้าอย่างนั้นท่านจงให้ปฏิญญาว่าจะมาในนครนี้ ในเมื่อพระราชาของท่านทิวงคตแล้วมโหสถทูลสนองว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า เมื่อข้าพระองค์ยังมีชีวิตอยู่จักมา ลำดับนั้นพระเจ้าจุลนีพรหมทัตทรงทำมหาสักการะแก่พระโพธิสัตว์ตลอดสัปดาห์ ครั้นล่วงไปอีกสัปดาห์ เวลาที่มโหสถทูลลา เมื่อจะตรัสว่า แน่ะบัณฑิต ข้าให้สิ่งนี้ ๆ แก่เจ้า จึงตรัสคาถาว่า

ดูก่อนมโหสถบัณฑิต ข้าให้ทอง ๑,๐๐๐ นิกขะ และบ้าน ๘๐ บ้านในแคว้นกาสีแก่เจ้า ข้าให้ทาสี ๔๐๐ คน และภรรยา ๑๐๐ คนแก่เจ้า เจ้าจงพาเสนางคนิกรทั้งปวงไปโดยสวัสดีเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิกฺขสหสฺสํ ความว่า ๕ สุวัณณะเป็น๑ นิกขะ ให้ทอง ๑,๐๐๐ นิกขะ. บทว่า คาเม ความว่า บ้านเหล่าใดเก็บส่วยได้ปีละหนึ่งแสนกหาปณะ ข้าให้บ้านเหล่านั้นแก่เจ้า. บทว่า กาสิสุ ได้แก่ในแคว้นของประชาชนชาวกาสี.

กาสิกรัฐนั้นอยู่ใกล้วิเทหรัฐ เพราะฉะนั้น พระเจ้าจุลนีจึงประทานบ้าน๘๐ บ้านในกาสิกรัฐนั้นแก่มโหสถ ฝ่ายมโหสถทูลพระเจ้าจุลนีว่า พระองค์อย่าทรงวิตกถึงพระราชวงศ์เลย ข้าพระองค์ได้ทูลพระราชาของข้าพระองค์ไว้ในกาลเมื่อพระองค์เสด็จไปกรุงมิถิลาว่า ขอพระองค์จงตั้งพระนางนันทาเทวีไว้ในที่พระราชชนนี จงตั้งพระปัญจาลจันทกุมารไว้ในที่พระกนิษฐภาดา ทูลฉะนั้นแล้ว ได้อภิเษกพระนางปัญจาลจันทีราชธิดาของพระองค์กับพระเจ้าวิเทหราช แล้วจึงได้ส่งเสด็จพระเจ้าวิเทหราช ข้าพระองค์จักส่งพระราชมารดาพระนางนันทาเทวี และพระราชโอรสของพระองค์กลับมาโดยเร็วทีเดียวพระเจ้าจุลนีพรหมทัตตรัสว่า ดีแล้ว พ่อบัณฑิต แล้วยังมโหสถให้รับฝากข้าชายหญิงโคกระบือและเครื่องประดับ และทองเงินช้างม้ารถอันตกแต่งแล้วเป็นต้นที่พึงพระราชทานแก่พระราชธิดา ด้วยพระดำรัสว่า เจ้าพึงให้ทรัพย์เหล่านั้นแก่พระปัญจาลจันทีราชบุตรีข้า เมื่อทรงพิจารณากิจอันควรทำแก่เสนาพาหนะ จึงตรัสว่า

พวกเจ้าจงให้อาหารแก่ช้างและม้าเพิ่มขึ้นเป็น สองเท่า เพียงใด จงเลี้ยงดูกองรถและกองราบให้อิ่ม หนำด้วยข้าวและน้ำ เพียงนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาว ความว่า มิใช่เพิ่มเป็นสองเท่าอย่างเดียวเท่านั้น พระเจ้าจุลนีตรัสว่า จงให้อาหารมีข้าวเหนียวและข้าวสาลีเป็นต้น แก่ช้างและม้าทั้งหลายจนเพียงพอ. บทว่า ตปฺเปนฺตุ ความว่า จงให้เท่าที่ไปไม่ลำบากในระหว่างทาง ให้อิ่มหนำ.

ก็แลครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว เมื่อทรงส่งมโหสถบัณฑิตไป พระเจ้าจุลนีตรัสว่า

พ่อบัณฑิต เจ้าจงพากองช้าง กองม้า กองรถ กองราบไป ขอพระเจ้าวิเทหมหาราชจงทอดพระเนตร เห็นเจ้าผู้ไปถึงกรุงมิถิลา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิถิลํ คตํ ความว่า ขอพระเจ้าวิเทหราชจงทอดพระเนตรเห็นเจ้าถึงกรุงมิถิลาโดยสวัสดี.

พระเจ้าจุลนีทรงทำสักการะใหญ่แก่มโหสถบัณฑิตแล้วทรงส่งไป ด้วยประการฉะนี้ แม้พระราชาร้อยเอ็ดเหล่านั้น ก็ทำมหาสักการประทานบรรณาการเป็นอันมาก ฝ่ายเหล่าบุรุษที่มโหสถวางไว้ในสำนักของพระราชาร้อยเอ็ดเหล่านั้นก็แวดล้อมมโหสถ มโหสถเดินทางไปด้วยบริวารมากในระหว่างทางได้ส่งคนไปเก็บส่วยแต่บ้านที่พระเจ้าจุลนีประทาน ถึงวิเทหรัฐ ฝ่ายอาจารย์เสนกะได้วางคนไว้ในระหว่างทางสั่งว่า เจ้าจงดูพระเจ้าจุลนีเสด็จมาหรือไม่เสด็จมา และบุคคลผู้ใดผู้หนึ่งมา จงบอกข้า ฝ่ายคนผู้รับคำสั่งของเสนกะเห็นมโหสถมาแต่ไกลราว ๓ โยชน์จึงมาแจ้งแก่เสนกะว่า มโหสถมากับบริวารเป็นอันมาก เสนกะได้ฟังประพฤติเหตุจึงได้ไปสู่ราชสำนัก ฝ่ายพระเจ้าวิเทหราชประทับอยู่ ณ พื้นปราสาท ทอดพระเนตรภายนอกทางพระแกลเห็นกองทัพใหญ่ ทรงรำพึงว่า เสนาของมโหสถน้อย ก็เสนานี้ปรากฏว่ามากเหลือเกิน พระเจ้าจุลนีเสด็จมากระมังหนอ ทรงรำพึงดังนี้ก็ทั้งทรงกลัวทั้งทรงสะดุ้ง เมื่อจะตรัสถามอาจารย์ทั้ง ๔ จึงตรัสว่า

เสนาคือกองช้าง กองม้า กองรถ กองราบนั้น ปรากฏมากมาย เป็นจตุรงคินีเสนาที่น่ากลัว บัณฑิต ทั้งหลายสำคัญอย่างไรหนอ. ลำดับนั้น เสนกะเมื่อจะกราบทูลข้อความนั้น จึงกล่าวว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ความยินดีอย่างสูงสุด ย่อมปรากฏเฉพาะแด่พระองค์ มโหสถพากองทัพ ทั้งปวงมาถึงแล้วโดยสวัสดี.

พระเจ้าวิเทหราชได้ทรงฟังคำของเสนกะจึงตรัสว่า ดูก่อนท่านเสนกะเสนาของมโหสถบัณฑิตน้อย ก็แต่นี่มากมาย เสนกะทูลตอบว่า มโหสถจักทำให้พระเจ้าจุลนีทรงเลื่อมใส พระเจ้าจุลนีทรงเลื่อมใสแล้วจักพระราชทานเสนาแก่มโหสถ พระเจ้าวิเทหราชจึงให้เอากลองตีป่าวร้องในพระนครว่าชาวเมืองทั้งหลายจงตกแต่งพระนครต้อนรับมโหสถบัณฑิต ชาวพระนครก็ทำตามประกาศ มโหสถเข้าพระนครไปสู่ราชสำนัก ถวายบังคมพระเจ้าวิเทหราชแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง ลำดับนั้น พระเจ้าวิเทหราชเสด็จลุกขึ้นสวมกอดมโหสถแล้วประทับเหนือบัลลังก์อันประเสริฐ เมื่อจะทรงทำปฏิสันถารจึงตรัสว่า

คน ๔ คน นำคนตายไปทิ้งไว้ในป่าช้าแล้วกลับ ไป ฉันใด พวกเราทิ้งเจ้าไว้ในกัปปิลรัฐแล้วกลับมา ในที่นี้ ก็ฉันนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าเปลื้องตนพ้น มาได้เพราะเหตุอะไร เพราะปัจจัยอะไร หรือเพราะ ผลอะไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุโร ชนา ความว่า แน่ะบัณฑิตคน ๔ คนนำคนตายไปป่าช้าด้วยเตียง ทิ้งคนตายนั้นไว้ในป่าช้านั้น ไม่เหลียวแลไป ฉันใด พวกเราทิ้งเจ้าไว้ในกัปปิลรัฐมาที่นี้ ก็ฉันนั้น. บทว่า วณฺเณน ได้แก่ ด้วยเหตุ. บทว่า เหตุนา ได้แก่ ด้วยปัจจัย. บทว่า อตฺถชาเตน ได้แก่ ด้วยผล. บทว่า ปริโมจยิ ความว่า พระเจ้าวิเทหราชตรัสถามมโหสถว่า เจ้าตกอยู่ในเงื้อมมือของข้าศึก เปลื้องตนพ้นมาได้ ด้วยเหตุอะไรด้วยปัจจัยอะไร ด้วยผลอะไร.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทูลตอบว่า

ข้าแต่พระจอมวิเทหรัฐ ข้าพระองค์ป้องกันข้อ ความด้วยข้อความ ป้องกันความคิดด้วยความคิด พระเจ้าข้า ใช่แต่เท่านั้น ข้าพระองค์ยังป้องกันพระราชา ดังสาครกั้นล้อมชมพูทวีปไว้ฉะนั้น.

เนื้อความของคาถานั้นว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้าพระองค์ป้องกันข้อความที่พวกนั้นคิดไว้ ด้วยข้อความที่ข้าพระองค์คิดแล้ว ข้าพระองค์ป้องกันความคิดที่พวกนั้นคิดไว้ ด้วยความคิดของข้าพระองค์ ใช่แต่เท่านั้น ข้าพระองค์ยังได้ป้องกัน พระราชาแม้นั้นผู้มีพระราชาร้อยเอ็ดเป็นบริวารถึงเพียงนี้ทีเดียว ดุจสาครกั้นล้อมชมพูทวีปไว้ฉะนั้น มโหสถกล่าวกรรมที่ตนทำทั้งหมดโดยพิสดาร.

พระเจ้าวิเทหราชได้ทรงสดับดังนั้นแล้วทรงโสมนัส ลำดับนั้นมโหสถบัณฑิตเมื่อจะทูลถึงบรรณาการที่พระเจ้าจุลนีพระราชทานแก่ตนให้ทรงทราบ จึงทูลว่า

พระเจ้าจุลนีพระราชทานทอง ๑,๐๐๐ นิกขะ บ้าน ๘๐ บ้านในแคว้นกาสี ทาสี ๔๐๐ คน และภรรยา ๑๐๐ คนแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้พาเสนางคนิกร ของข้าพระองค์ทั้งหมดมาในที่นี้โดยสวัสดี.

แต่นั้น พระราชาทรงยินดีร่าเริงเหลือเกิน เมื่อจะตรัสสรรเสริญคุณของพระมหาสัตว์ จึงทรงเปล่งอุทานนั้นนั่นแลว่า

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๒๗ / ๓๐ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๓ หน้า ๓๒๘ – เล่ม ๖๔ หน้า ๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

มหานิบาตชาดก · ๗๖๗ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๗๖๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๕. มโหสธชาดก ๑- (๕๔๒)

ว่าด้วยพระมโหสธบัณฑิตทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี

(พระเจ้าวิเทหะทอดพระเนตรเห็นมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์เข้ามาเฝ้า ก็สบาย พระทัย เมื่อจะรับสั่งกับมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ จึงตรัสว่า)

[๕๙๐]

พ่อมโหสธ พระเจ้าพรหมทัตผู้ครองแคว้นปัญจาละ

เสด็จยาตราทัพมาพร้อมด้วยกองทัพทุกหมู่เหล่า

กองทัพของพระเจ้าปัญจาละนั้นประมาณไม่ได้

[๕๙๑]

มีกองช่างโยธา กองราบ

ล้วนแต่ฉลาดในสงครามทุกอย่าง มีเสียงอึกทึกกึกก้อง

เป็นสัญญาให้กันและกันรู้ได้ด้วยเสียงกลองและเสียงสังข์

[๕๙๒]

มีความรู้ในการใช้โลหธาตุ มีเครื่องประดับครบครัน

มีธงทิวสลอน ช้างและม้า สมบูรณ์ดีด้วยผู้เชี่ยวชาญศิลป์

ตั้งมั่นด้วยเหล่าทหารผู้แกล้วกล้า

[๕๙๓]

กล่าวกันว่า ในกองทัพนี้ มีบัณฑิต ๑๐ คน

มีปัญญาเพียงดังแผ่นดิน มีการประชุมปรึกษากันในที่ลับ

พระมารดาของพระเจ้าปัญจาละเป็นองค์ที่ ๑๑

ช่วยปกครองสั่งสอนชาวแคว้นปัญจาละ

[๕๙๔]

อนึ่ง ในบรรดาชนเหล่านี้

กษัตริย์ ๑๐๑ พระนครผู้เรืองยศตามเสด็จพระเจ้าปัญจาละ

ถูกชิงแคว้น กลัวภัย

จึงตกอยู่ในอำนาจของชาวแคว้นปัญจาละ

@เชิงอรรถ :

@๑ พระศาสดาเมื่อประทับ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภปัญญาบารมีของพระองค์ ตรัสมโหสธชาดกซึ่ง

@มีคำเริ่มต้นว่า พระเจ้าพรหมทัตผู้ครองแคว้นปัญจาละเสด็จยาตราทัพมาพร้อมด้วยกองทัพทุกหมู่เหล่า

@เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๒๓) (ต้นเรื่องมโหสธชาดกมีปรากฏในชาดกภาค ๑ คือ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗

@ถึง ๑๑ ตอน มีสัพพสังหารกปัญหชาดก เป็นต้น)

[๕๙๕]

เป็นผู้ทำตามที่พระราชารับสั่ง

ไม่มีความปรารถนาจะกล่าว ก็จำต้องกล่าวคำเป็นที่รัก

ต้องตามเสด็จพระเจ้าปัญจาละผู้มีอำนาจมาก่อน

ไม่มีความปรารถนาก็ต้องตกอยู่ในอำนาจของพระเจ้าปัญจาละ

[๕๙๖]

กรุงมิถิลาก็ถูกล้อมด้วยกองทัพนั้นเป็น ๓ ชั้น

เมืองหลวงของชาวแคว้นวิเทหะก็ถูกขุดเป็นคูโดยรอบ

[๕๙๗]

พ่อมโหสธ กองทัพที่แวดล้อมกรุงมิถิลานั้น

ปรากฏเหมือนดาวบนท้องฟ้า

พ่อจงรู้ว่า จักรอดพ้นได้อย่างไร

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๕๙๘]

ข้าแต่สมมติเทพ

ขอพระองค์ทรงเหยียดพระบาทตามพระสำราญเถิด

ขอเชิญเสวยและรื่นรมย์พระหฤทัยในกามเถิด

พระเจ้าพรหมทัตจะต้องทิ้งกองทัพชาวแคว้นปัญจาละเสด็จหนีไป

(พราหมณ์เกวัฏเข้าไปเฝ้าถวายบังคมพระเจ้าวิเทหะแล้วกราบทูลเหตุที่ตนมาว่า)

[๕๙๙]

พระราชามีพระประสงค์จะทำสันถวไมตรีกับพระองค์

จะพระราชทานรัตนะแก่พระองค์ ตั้งแต่นี้ไป

ราชทูตทั้งหลายผู้มีวาจาไพเราะ พูดคำเป็นที่รักจงมา

[๖๐๐]

ขอจงกล่าววาจาอ่อนหวาน เป็นที่ชื่นชมต่อกัน

ขอแคว้นปัญจาละกับแคว้นวิเทหะ

ทั้ง ๒ แคว้นนั้นจงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

(พระเจ้าวิเทหะทอดพระเนตรพราหมณ์เกวัฏแล้วตรัสถามถึงอาการที่สนทนา

กับมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)

[๖๐๑]

ท่านเกวัฏ ท่านได้พบกับมโหสธเป็นอย่างไรหนอ

ขอเชิญเล่าเรื่องราวนั้น มโหสธกับท่านต่างอดโทษกันแล้วกระมัง

มโหสธยินดีแล้วกระมัง

(พราหมณ์เกวัฏจึงกราบทูลว่า)

[๖๐๒]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งชน คนผู้ไม่สุภาพ

ไม่ชื่นชมกับใคร เป็นคนกระด้าง ไม่ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ

เขาไม่กล่าวข้อความอะไรๆ เป็นเหมือนคนใบ้และคนหนวก

(พระเจ้าวิเทหะได้สดับดังนั้น ไม่ทรงยินดี ไม่ทรงคัดค้าน เริ่มตั้งคำถามขึ้นเองว่า)

[๖๐๓]

มนต์บทนี้เห็นได้ยากแน่นอน

มโหสธผู้มีความเพียรได้เห็นประโยชน์อันบริสุทธิ์

จริงอย่างนั้น กายของเราก็ยังหวั่นๆ อยู่

ใครเล่าจักทิ้งแคว้นของตนไปสู่เงื้อมมือของผู้อื่น

(พระเจ้าวิเทหะตรัสถามมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)

[๖๐๔]

มติของเราทั้ง ๖ คนผู้เป็นบัณฑิต

มีปัญญายอดเยี่ยม เป็นเอกฉันท์เสมอกัน

มโหสธ แม้เธอก็จงลงมติว่า ควรไปหรือไม่ควรไป

หรือควรยับยั้งอยู่ที่นี้

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ฟังพระราชดำรัสดังนั้น คิดแล้วได้กราบทูลว่า)

[๖๐๕]

ข้าแต่พระราชา พระองค์ย่อมทรงทราบอยู่ทีเดียวว่า

พระเจ้าจูฬนีพรหมทัตทรงมีอานุภาพมาก มีพลังมาก

และปรารถนาจะปลงพระชนม์พระองค์

เหมือนนายพรานเนื้อด้วยนางเนื้อ

[๖๐๖]

ปลาอยากกินเหยื่อสดกลืนเบ็ดที่ใช้เหยื่อปกปิดไว้

ก็ไม่รู้ว่าตนจะตายฉันใด

[๖๐๗]

ข้าแต่พระราชา พระองค์ทรงติดอยู่ในกาม

ก็ย่อมไม่ทรงทราบพระธิดาของพระเจ้าจูฬนี

เหมือนปลาไม่รู้จักว่าตนจะตายฉันนั้นเหมือนกัน

[๖๐๘]

ถ้าพระองค์จะเสด็จไปแคว้นปัญจาละ

ก็จักเสียพระองค์ไปในทันที ภัยใหญ่จักมาถึงพระองค์

เหมือนภัยคือความตายมาถึงเนื้อที่เดินไปตามทาง ๑-

(พระเจ้าวิเทหะถูกมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ข่มมากเกินไป จึงทรงกริ้วแล้ว ตรัสถามว่า)

[๖๐๙]

พวกเรานั่นแหละผู้กล่าวถึงประโยชน์อันสำคัญกับท่าน

กลับเป็นคนโง่ บ้าน้ำลาย

ท่านเล่าเติบโตมาด้วยหางไถ ๒-

จะรู้ประโยชน์เหมือนคนอื่นๆ ได้ละหรือ

(พระเจ้าวิเทหะด่าบริภาษมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ เมื่อจะขับไล่ จึงตรัสว่า)

[๖๑๐]

ท่านทั้งหลายจงไสคอมโหสธบัณฑิตนี้

ผู้พูดเป็นอันตรายแก่การได้รัตนะของเรา

ขับไล่ให้พ้นไปจากแคว้นของเรา

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๖๑๑]

ลำดับนั้น มโหสธบัณฑิตก็หลีกไปจากราชสำนัก

ของพระเจ้าวิเทหะ ต่อมา ก็ได้เรียกนกแขกเต้าตัวฉลาด

ที่ชื่อมาธุระ ที่เป็นทูตมาสั่งว่า

[๖๑๒]

มานี่เถิด สหายผู้มีขนปีกสีเขียว

เจ้าจงทำการขวนขวายช่วยเหลือเรา

มีนางนกสาลิกาที่เขาเลี้ยงไว้ใกล้ที่บรรทมของพระเจ้าปัญจาละ

@เชิงอรรถ :

@๑ เนื้อที่เดินไปตามทาง หมายถึงฝูงเนื้อป่าได้ยินเสียงนางเนื้อต่อที่นายพรานฝึกไว้ดีแล้วร้องขึ้น ก็จะเดิน

@เข้าไปหาด้วยความกำหนัด จะถูกนายพรานแทงถึงแก่ความตาย (ขุ.ชา.อ. ๙/๖๐๘/๓๖๒)

@๒ เติบโตมาด้วยหางไถ หมายถึงมโหสธบัณฑิตบุตรของคหบดีจับหางไถเจริญเติบโตมาตั้งแต่วัยเด็ก

@(บุตรชาวนาจะรู้เรื่องอะไร) (ขุ.ชา.อ. ๙/๖๐๙/๓๖๓)

[๖๑๓]

นางนกตัวนั้นฉลาดในสิ่งทั้งปวง เจ้าจงถามมันโดยละเอียด

มันรู้ความลับทุกอย่างทั้งของพระราชา

และเกวัฏฏพราหมณ์โกสิยโคตรนั้น

[๖๑๔]

นกแขกเต้าตัวฉลาดที่ชื่อมาธุระ ตัวมีขนปีกสีเขียว

รับคำของมโหสธบัณฑิตแล้วได้ไปยังที่อยู่ของนางนกสาลิกา

[๖๑๕]

แต่นั้น นกแขกเต้าตัวฉลาดที่ชื่อว่ามาธุระนั้น

ครั้นไปถึงแล้วก็ได้ถามนางนกสาลิกา

ตัวมีกรงงาม มีเสียงเพราะว่า

[๖๑๖]

แม่กรงงาม เธอสบายดีหรือ

แม่เพศสวย เธอผาสุกหรือ

เธอได้ข้าวตอกกับน้ำผึ้งในกรงอันงามของเธออยู่หรือ

[๖๑๗]

นางนกสาลิกาตอบว่า สุวบัณฑิตผู้สหาย

ฉันสบายดีและไม่มีโรคเบียดเบียน

อนึ่ง ฉันได้ข้าวตอกและน้ำผึ้งอยู่นะ

[๖๑๘]

ท่านมาจากที่ไหน หรือใครใช้ให้มา

สหาย ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยพบหรือเคยรู้จักท่านเลย

(นกแขกเต้าได้ฟังคำของนางนกสาลิกานั้นแล้ว จึงกล่าวว่า)

[๖๑๙]

ฉันถูกเขาเลี้ยงไว้ใกล้ที่บรรทมบนปราสาทของพระเจ้ากรุงสีพี

ต่อมา พระราชาพระองค์นั้นทรงตั้งอยู่ในธรรม

โปรดให้ปล่อยเหล่าสัตว์ที่ถูกขังไว้จากที่ขัง

(นกแขกเต้าต้องการจะฟังความลับ จึงกล่าวมุสาว่า)

[๖๒๐]

ฉันนั้นได้มีนางนกสาลิกามีเสียงหวานตัวหนึ่งเป็นภรรยาเก่า

นางได้ถูกเหยี่ยวฆ่าตายเสียในห้องบรรทม

ต่อหน้าของฉันในกรงอันงามที่เห็นอยู่

[๖๒๑]

เพราะฉันรักเธอจึงมาหาเธอ

ถ้าเธอเปิดโอกาสให้ เราทั้ง ๒ ก็จะได้อยู่ร่วมกัน

(นางนกสาลิกาได้ฟังดังนั้น ก็ดีใจ แต่ไม่ให้นกแขกเต้ารู้ว่าตัวก็รัก ทำเป็นไม่ปรารถนา แล้วกล่าวว่า)

[๖๒๒]

ก็นกแขกเต้าก็ควรรักใคร่กับนางนกแขกเต้า

ส่วนนกสาลิกาก็ควรรักใคร่กับนางนกสาลิกา

นกแขกเต้ากับนางนกสาลิกาอยู่ร่วมกันจะเป็นเช่นไร

(นกแขกเต้าได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)

[๖๒๓]

ผู้ใดใคร่อยู่ในกามแม้แต่กับหญิงจัณฑาล

ผู้นั้นก็เป็นเหมือนกันทั้งหมด

เพราะในกามไม่มีคนที่จะไม่เหมือนกัน

(นกแขกเต้าบัณฑิตครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว เมื่อจะประมวลเรื่องในอดีต มาแสดง จึงกล่าวต่อว่า)

[๖๒๔]

มีพระชนนีของพระเจ้ากรุงสีพีพระนามว่าชัมพาวดี

พระนางเป็นพระมเหสีที่โปรดปรานของพระเจ้าวาสุเทพกัณหโคตร

(นกแขกเต้าบัณฑิตยกอุทาหรณ์อย่างอื่นมากล่าวอีกว่า)

[๖๒๕]

มีกินนรีชื่อรัตนวดี แม้เธอก็ได้ร่วมรักกับวัจฉดาบส

มนุษย์ได้ร่วมรักกับนางเนื้อก็มี

ในความใคร่ มนุษย์หรือสัตว์ไม่มีต่างกัน

(นกแขกเต้าบัณฑิตเมื่อจะทดลองนางนกสาลิกา จึงกล่าวอีกว่า)

[๖๒๖]

แม่นกสาลิกาผู้มีเสียงไพเราะ เอาเถอะ ฉันจักไปละ

เพราะถ้อยคำของเธอนี้เป็นเหตุให้ฉันประจักษ์

เธอดูหมิ่นฉันแน่

(นางนกสาลิกาได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)

[๖๒๗]

มาธุรสุวบัณฑิต สิริย่อมไม่มีแก่ผู้ด่วนได้ใจเร็ว

เชิญท่านอยู่ ณ ที่นี้แหละจนกว่าจะได้เฝ้าพระราชา

จนกว่าจะได้ฟังเสียงตะโพน และเห็นอานุภาพของพระราชา

(นกแขกเต้าบัณฑิตเมื่อจะถามความลับนั้น จึงกล่าวว่า)

[๖๒๘]

เสียงดังอึกทึกนี้ฉันได้ยินมาภายนอกชนบทว่า

พระธิดาของพระเจ้าปัญจาละ

มีพระฉวีวรรณดังดาวประกายพรึก

พระเจ้าปัญจาละจักพระราชทานพระราชธิดานั้น

แก่ชาวแคว้นวิเทหะ คือ จักมีอภิเษก

ระหว่างพระเจ้าวิเทหะกับพระธิดานั้น

(นางนกสาลิกาถูกนกแขกเต้าบัณฑิตแค่นไค้นัก จึงกล่าวว่า)

[๖๒๙]

มาธุระ วิวาหมงคลเช่นนี้จงอย่ามีแก่คนผู้เป็นศัตรูกัน

เหมือนวิวาหะของพระธิดาของพระเจ้าปัญจาละ

กับพระเจ้าวิเทหะเลย

(นางนกสาลิกาครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงกล่าวอีกว่า)

[๖๓๐]

พระราชาผู้เป็นจอมทัพแห่งชาวแคว้นปัญจาละ

จักทรงนำพระเจ้าวิเทหะมา

แต่นั้นจักรับสั่งให้ปลงพระชนม์ชีพพระองค์เสีย

พระเจ้าวิเทหะไม่เป็นพระสหายของพระเจ้าปัญจาละ

(นกแขกเต้าบัณฑิตได้ฟังดังนั้น หวังจะให้นางนกสาลิกาอนุญาตให้ตนกลับไป จึงกล่าวว่า)

[๖๓๑]

เอาเถิด เธอจงอนุญาตให้ฉันไปสัก ๗ คืน

เพียงให้ฉันได้กราบทูลพระเจ้ากรุงสีพีและพระมเหสีของพระองค์ว่า

ฉันได้ที่พักในที่อยู่ของนางนกสาลิกาแล้ว

(นางนกสาลิกาได้ฟังดังนั้น เมื่อไม่สามารถจะห้ามได้ จึงกล่าวว่า)

[๖๓๒]

เอาเถิด ฉันอนุญาตให้ท่านไปได้เพียง ๗ คืน

ถ้า ๗ คืนท่านยังไม่กลับมายังที่อยู่ ฉันกำหนดวันตายไว้แล้ว

ท่านจักกลับมาได้ ก็ต่อเมื่อฉันได้ตายไปแล้ว

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๖๓๓]

ลำดับนั้นแล นกแขกเต้าตัวฉลาดชื่อมาธุระ

จึงได้บินไปบอกคำของนางนกสาลิกานี้แก่มโหสธบัณฑิต

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์เมื่อจะเปล่งอุทานด้วยกำลังปีติ จึงได้กราบทูลว่า)

[๖๓๔]

ราชบุรุษพึงได้บริโภคโภคะ

ในพระตำหนักของพระราชาพระองค์ใด

ก็ควรทำประโยชน์ให้แก่พระราชาพระองค์นั้นเท่านั้น

ข้าแต่พระราชาผู้เป็นจอมแห่งชน เอาเถิด

ข้าพระองค์จะไปสู่เมืองอันน่ารื่นรมย์ของพระเจ้าปัญจาละก่อน

เพื่อสร้างพระราชนิเวศน์ถวายแด่พระองค์

ผู้ทรงพระนามว่าวิเทหะผู้ทรงยศ

[๖๓๕]

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นกษัตริย์

ครั้นข้าพระองค์สร้างพระราชนิเวศน์ถวายแด่พระองค์

ผู้ทรงพระนามว่าวิเทหะผู้ทรงยศแล้ว

พึงส่งข่าวมาถวายพระองค์ได้เมื่อใด

ขอพระองค์เสด็จไปเมื่อนั้น

(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๖๓๖]

ลำดับนั้น มโหสธบัณฑิตได้ไปยังเมืองอันน่ารื่นรมย์

ของพระเจ้าปัญจาละก่อน เพื่อสร้างพระราชนิเวศน์

ถวายพระเจ้าวิเทหะผู้ทรงยศ

[๖๓๗]

ครั้นได้สร้างพระราชนิเวศน์ถวายแด่พระเจ้าวิเทหะ

ผู้ทรงยศ แล้วภายหลังจึงได้ส่งทูต

ไปกราบทูลพระเจ้าวิเทหะผู้ครองกรุงมิถิลาว่า

ข้าแต่มหาราช ขอเชิญพระองค์เสด็จ ณ บัดนี้เถิด

พระราชนิเวศน์ที่สร้างเพื่อพระองค์สำเร็จแล้ว

[๖๓๘]

ลำดับนั้น พระราชาเสด็จไปพร้อมด้วยจตุรงคเสนา

เพื่อทอดพระเนตรเมืองเจริญที่มโหสธบัณฑิตสร้างถวาย

ในแคว้นกปิละซึ่งมีพาหนะนับไม่ถ้วน

[๖๓๙]

แต่นั้น ท้าวเธอครั้นเสด็จไปถึงแล้ว

จึงทรงส่งพระราชสาส์นไปถวายพระเจ้าพรหมทัตว่า

ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันจะมา

เพื่อถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์

[๖๔๐]

ขอพระองค์โปรดพระราชทานพระธิดา

ผู้ทรงความงามทั่วทั้งองค์

ประดับด้วยเครื่องอลังการทำด้วยทองคำ

แห่ห้อมล้อมด้วยหมู่นางข้าหลวง

ให้เป็นมเหสีของหม่อมฉัน ณ บัดนี้เถิด

(พระเจ้าจูฬนีสดับถ้อยคำของราชทูตแล้วก็ทรงโสมนัส เมื่อจะทรงแสดงโสมนัส ให้ปรากฏเด่นชัด ประทานรางวัลแก่ราชทูตแล้ว จึงตรัสว่า)

[๖๔๑]

ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะ พระองค์เสด็จมาดีแล้ว

อนึ่ง พระองค์มิได้เสด็จมาร้าย

เชิญพระองค์ทรงหาฤกษ์ไว้เถิด หม่อมฉันจะถวายพระราชธิดา

ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทำด้วยทองคำ

แห่ห้อมล้อมด้วยหมู่นางข้าหลวงแก่พระองค์

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๖๔๒]

ลำดับนั้น พระเจ้าวิเทหะก็ได้ทรงหาฤกษ์

ครั้นแล้วจึงทรงส่งพระราชสาส์นไปถวายพระเจ้าพรหมทัตว่า

[๖๔๓]

ขอพระองค์ทรงพระราชทานพระราชธิดา

ผู้ทรงความงามทั่วทั้งองค์

ประดับด้วยเครื่องอลังการทำด้วยทองคำ

แห่ห้อมล้อมด้วยหมู่นางข้าหลวง

ให้เป็นมเหสีของหม่อมฉัน ณ บัดนี้เถิด

(ฝ่ายพระเจ้าจูฬนีตรัสตอบว่า)

[๖๔๔]

หม่อมฉันจะถวายพระราชธิดา

ผู้ทรงความงามทั่วทั้งองค์

ประดับด้วยเครื่องอลังการทำด้วยทองคำ

แห่ห้อมล้อมด้วยหมู่นางข้าหลวง

ให้เป็นมเหสีของพระองค์ ณ บัดนี้

(พระเจ้าวิเทหะเมื่อทรงปรึกษากับอาจารย์ผู้เป็นบัณฑิต จึงตรัสว่า)

[๖๔๕]

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

เป็นกองทัพที่สวมเกราะตั้งอยู่

จุดคบเพลิงสว่างไสวอยู่

บัณฑิตทั้งหลายจะเข้าใจอย่างไรหนอ

[๖๔๖]

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

เป็นกองทัพที่สวมเกราะตั้งอยู่

จุดคบเพลิงสว่างไสวอยู่

บัณฑิตทั้งหลายจักทำอย่างไรหนอ

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๖๔๗]

ข้าแต่มหาราช พระเจ้าจูฬนีพรหมทัตมีกำลังมาก

รักษาพระองค์ไว้ จะทรงประทุษร้ายพระองค์

รุ่งเช้าก็จักรับสั่งให้ปลงพระชนม์พระองค์

(พระเจ้าวิเทหะทรงกลัวต่อมรณภัย ได้ตรัสว่า)

[๖๔๘]

หทัยของเราสั่นและปากก็แห้งผาก

เราไม่ได้รับความเย็นใจเลย เป็นเสมือนถูกไฟเผาอยู่กลางแดด

[๖๔๙]

เบ้าหลอมทองของพวกช่างทองย่อมไหม้อยู่ข้างใน

หาไหม้ข้างนอกไม่ฉันใด

ใจของเราก็ฉันนั้น ไหม้อยู่ข้างใน หาไหม้ข้างนอกไม่

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ยินเสียงพระเจ้าวิเทหะคร่ำครวญ จึงกราบทูลว่า)

[๖๕๐]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ ทรงเป็นผู้ประมาท

ล่วงเลยการปรึกษา ทำลายการปรึกษา

บัดนี้ ขอชนทั้งหลายผู้เป็นบัณฑิต มีปัญญา

จงป้องกันพระองค์เถิด

[๖๕๑]

พระราชาไม่ทรงทำตามคำของข้าพระองค์ผู้เป็นอำมาตย์

ผู้ใคร่ประโยชน์และหวังดี ทรงยินดีด้วยปีติของพระองค์

จึงเหมือนเนื้อติดบ่วงนายพราน

[๖๕๒]

ปลาอยากกินเหยื่อสด กลืนขอเบ็ดที่ใช้เหยื่อปิดบังไว้

ก็ไม่รู้ว่าตนจะตายฉันใด

[๖๕๓]

ข้าแต่พระราชา พระองค์ทรงติดอยู่ในกาม

ก็ย่อมไม่ทรงทราบพระธิดาของพระเจ้าจูฬนี

เหมือนปลาไม่รู้จักตนว่าจะตายฉันนั้น

[๖๕๔]

ถ้าพระองค์เสด็จไปแคว้นปัญจาละ

ก็จักเสียพระองค์ไปทันที ภัยใหญ่จักมาถึงพระองค์

เหมือนภัยคือความตายมาถึงเนื้อตัวเดินไปตามทาง

[๖๕๕]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมชน บุรุษผู้เป็นอนารยชน

ก็เป็นเหมือนงูที่อยู่ในชายพกจะพึงกัดได้

นักปราชญ์ไม่พึงผูกไมตรีกับบุรุษผู้นั้น

เพราะการสังคมกับบุรุษชั่วนำทุกข์มาให้โดยแท้

[๖๕๖]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมชน

นักปราชญ์พึงผูกไมตรีกับบุคคลผู้มีศีล

เป็นพหูสูตที่รู้จักกันนั้นแหละ

เพราะการสมาคมกับสัตบุรุษนำสุขมาให้โดยแท้

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ข่มพระเจ้าวิเทหะยิ่งขึ้น จึงนำพระดำรัส ที่ตรัสไว้ในกาลก่อนมากราบทูลว่า)

[๖๕๗]

ข้าแต่พระราชา พระองค์ได้ตรัสถึงเหตุ

ที่จะให้ได้รัตนะอันสูงส่งในสำนักของข้าพระองค์

ทรงเป็นผู้โง่เขลา บ้าน้ำลาย

ข้าพระองค์เป็นบุตรของคหบดี เติบโตมาด้วยหางไถ

จะรู้เหตุที่จะให้ได้รัตนะอันสูงส่งเหมือนคนอื่นๆ ได้อย่างไร

[๖๕๘]

ท่านทั้งหลายจงไสคอมโหสธบัณฑิตนี้

ผู้พูดเป็นอันตรายต่อการได้รัตนะของเรา

ขับไล่ให้พ้นไปจากแคว้นของเรา

(พระเจ้าวิเทหะเมื่อจะยึดมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์เป็นที่พึ่ง จึงตรัสว่า)

[๖๕๙]

มโหสธ เหล่าบัณฑิตย่อมไม่พูดทิ่มแทงเพราะโทษที่ล่วงไปแล้ว

เพราะเหตุไร เจ้าจึงมาทิ่มแทงเรา

เหมือนม้าที่เขาล่ามไว้ถูกแทงด้วยปฏัก

[๖๖๐]

ถ้าเจ้าเห็นว่าเราจะพ้นภัยหรือปลอดภัย

เพราะเหตุไร เจ้าจึงทิ่มแทงเราเพราะโทษที่ล่วงไปแล้วเล่า

จงสั่งสอนเราโดยความสวัสดีนั้นเถิด

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๖๖๑]

ข้าแต่กษัตริย์ กรรมของมนุษย์ที่ล่วงไปแล้ว

ทำได้ยาก เกิดขึ้นได้ยากอย่างยิ่ง

ข้าพระองค์ไม่อาจจะปลดเปลื้องพระองค์ได้

ขอพระองค์ได้โปรดทรงทราบเถิด

[๖๖๒]

ช้างทั้งหลายที่มีฤทธิ์ มียศ

สามารถเหาะไปทางอากาศได้ ของพระราชาใดมีอยู่

ช้างเหล่านั้นก็จะพึงพาพระราชานั้นไปได้

[๖๖๓]

ม้าทั้งหลายที่มีฤทธิ์ มียศ

สามารถเหาะไปทางอากาศได้ ของพระราชาใดมีอยู่

ม้าเหล่านั้นก็จะพึงพาพระราชานั้นไปได้

[๖๖๔]

นกทั้งหลายที่มีฤทธิ์ มียศ

สามารถบินไปทางอากาศได้ ของพระราชาใดมีอยู่

นกเหล่านั้นจะพึงพาพระราชานั้นไปได้

[๖๖๕]

ยักษ์ทั้งหลายที่มีฤทธิ์ มียศ

สามารถเหาะไปทางอากาศได้ ของพระราชาใดมีอยู่

ยักษ์เหล่านั้นก็จะพึงพาพระราชานั้นไปได้

[๖๖๖]

ข้าแต่กษัตริย์ กรรมของมนุษย์ที่ล่วงไปแล้ว

ทำได้ยาก เกิดขึ้นได้ยากอย่างยิ่ง

ข้าพระองค์ไม่อาจปลดเปลื้องพระองค์ทางอากาศได้

(เสนกบัณฑิตเมื่อจะขอร้องมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ จึงได้กล่าวว่า)

[๖๖๗]

บุรุษผู้ยังมองไม่เห็นฝั่งในมหาสมุทร ได้ที่พำนักในที่ใด

เขาย่อมได้รับความสุขในที่นั้นฉันใด

[๖๖๘]

ท่านมโหสธ ขอท่านจงได้เป็นที่พึ่ง

ทั้งของพวกข้าพเจ้าและพระราชาฉันนั้นเถิด

ท่านเป็นผู้ประเสริฐสุดของพวกข้าพเจ้าเหล่ามนตรี

ขอท่านจงช่วยปลดเปลื้องข้าพเจ้าทั้งหลาย

ให้พ้นจากทุกข์ด้วยเถิด

(ลำดับนั้น มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์เมื่อจะข่มเสนกบัณฑิต จึงกล่าวว่า)

[๖๖๙]

ท่านอาจารย์เสนกะ กรรมของมนุษย์ที่ล่วงไปแล้ว

ทำได้ยาก เกิดขึ้นได้ยากอย่างยิ่ง

ข้าพเจ้าไม่อาจจะปลดเปลื้องท่านได้

ขอท่านจงรู้เอาเองเถิด

(พระเจ้าวิเทหะตรัสถามว่า)

[๖๗๐]

ขอท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็นภัยใหญ่นั่นหรือ

บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านอาจารย์เสนกะ

ณ ที่นี้ ท่านจะเข้าใจสิ่งที่ควรทำอย่างไร

(เสนกบัณฑิตได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๖๗๑]

พวกเราจะปิดประตูเอาไฟจุดเผา

หรือมิฉะนั้นก็จับศัสตราห้ำหั่นฆ่ากันและกัน

ชิงละชีวิตไปเสียก่อน อย่าให้พระเจ้าพรหมทัตฆ่าพวกเรา

ด้วยการทรมานเป็นเวลานานเลย

(พระเจ้าวิเทหะตรัสถามปุกกุสบัณฑิตว่า)

[๖๗๒]

ขอท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็นภัยใหญ่นั่นหรือ

บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านอาจารย์ปุกกุสะ

ณ ที่นี้ ท่านจะเข้าใจสิ่งที่ควรทำอย่างไร

(ปุกกุสบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๖๗๓]

พวกเราจะกินยาพิษฆ่าตัวตาย ชิงละชีวิตไปเสียก่อน

อย่าให้พระเจ้าพรหมทัตฆ่าพวกเรา

ด้วยการทรมานเป็นเวลานานเลย

(พระเจ้าวิเทหะตรัสถามกามินทบัณฑิตว่า)

[๖๗๔]

ขอท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็นภัยใหญ่นั่นหรือ

บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านอาจารย์กามินทะ

ณ ที่นี้ ท่านจะเข้าใจสิ่งที่ควรทำอย่างไร

(กามินทบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๖๗๕]

พวกเราจะเอาเชือกผูกคอตายหรือโดดเหวตาย

อย่าให้พระเจ้าพรหมทัตฆ่าพวกเรา

ด้วยการทรมานเป็นเวลานานเลย

(พระเจ้าวิเทหะตรัสถามเทวินทบัณฑิตว่า)

[๖๗๖]

ขอท่านจงฟังคำนี้ของข้าพเจ้า ท่านเห็นภัยใหญ่นั่นหรือ

บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านอาจารย์เทวินทะ

ณ ที่นี้ ท่านจะเข้าใจสิ่งที่ควรทำอย่างไร

(เทวินทบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๖๗๗]

พวกเราจะปิดประตูเอาไฟจุดเผา

หรือมิฉะนั้นก็จับศัสตราห้ำหั่นฆ่ากันและกัน

ชิงละชีวิตไปเสียก่อน มโหสธไม่สามารถจะช่วยปลดเปลื้องพวกเรา

ให้รอดพ้นไปได้โดยง่ายเลย

(พระเจ้าวิเทหะได้สดับดังนั้น คร่ำครวญจนมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ยิน จึงตรัสว่า)

[๖๗๘]

บุคคลแสวงหาแก่นของต้นกล้วย แต่ไม่พบฉันใด

พวกเราเมื่อค้นหาปัญหาคืออุบายที่จะพ้นทุกข์

ก็ไม่พบปัญหานั้นฉันนั้น

[๖๗๙]

บุคคลแสวงหาแก่นงิ้ว แต่ไม่พบฉันใด

พวกเราเมื่อค้นหาปัญหาคืออุบายที่จะพ้นทุกข์

ก็ไม่พบปัญหานั้นฉันนั้น

[๖๘๐]

การที่เราทั้งหลายอยู่ในสำนักหมู่พาล

ซึ่งเป็นพวกเขลา ไม่รู้อะไร

ก็เท่ากับฝูงกุญชรอยู่ในที่ไม่มีน้ำซึ่งเป็นถิ่นไม่สมควรหนอ

[๖๘๑]

หทัยของเราสั่น และปากก็แห้งผาก

เราไม่ได้รับความเย็นใจเลย เป็นเหมือนถูกไฟเผาอยู่กลางแดด

[๖๘๒]

เบ้าหลอมทองของพวกช่างทองย่อมไหม้อยู่ข้างใน

หาไหม้ข้างนอกไม่ ฉันใด

ใจของเราก็ฉันนั้น ไหม้อยู่ข้างใน หาไหม้ข้างนอกไม่

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๖๘๓]

ลำดับนั้น มโหสธบัณฑิตผู้เป็นปราชญ์มองเห็นประโยชน์นั้น

เห็นพระเจ้าวิเทหะผู้ประสบทุกข์ จึงได้กราบทูลคำนี้ว่า

[๖๘๔]

ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย

ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น

เหมือนช่วยปลดเปลื้องดวงจันทร์ที่ถูกราหูจับให้หลุดพ้น

[๖๘๕]

ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย

ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น

เหมือนช่วยปลดเปลื้องดวงอาทิตย์ที่ถูกราหูจับให้หลุดพ้น

[๖๘๖]

ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย

ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น

เหมือนช่วยปลดเปลื้องช้างเชือกจมปลักให้รอดพ้น

[๖๘๗]

ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย

ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น

เหมือนช่วยปลดเปลื้องงูที่ติดอยู่ในข้องให้รอดพ้น

[๖๘๘]

ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย

ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น

เหมือนคนช่วยปล่อยนกที่ติดอยู่ในกรงให้รอดพ้น

[๖๘๙]

ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย

ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์ให้รอดพ้น

เหมือนคนช่วยปล่อยปลาที่ติดแหให้รอดพ้น

[๖๙๐]

ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย

ข้าพระองค์จักช่วยปลดเปลื้องพระองค์

พร้อมด้วยพระราชยานหมู่พลและพาหนะให้รอดพ้น

[๖๙๑]

ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าได้ทรงกลัวไปเลย

ข้าพระองค์จักขับไล่กองทัพของพระเจ้าปัญจาละให้หนีไป

เหมือนขับไล่กาและเหยี่ยวให้หนีไป

[๖๙๒]

อำมาตย์ใดพึงปลดเปลื้องพระองค์

ผู้ตกอยู่ในที่คับขันให้พ้นจากทุกข์ไม่ได้

ปัญญาของอำมาตย์ผู้เช่นนั้นหรืออำมาตย์

ผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญาผู้เช่นนั้น จะมีประโยชน์อะไร

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์สั่งเหล่าทหารให้เปิดประตูอุโมงค์ว่า)

[๖๙๓]

มาเถิด ลุกขึ้นเถิดมาณพทั้งหลาย

จงเปิดปากอุโมงค์และประตูเรือนเถิด

พระเจ้าวิเทหะ พร้อมอำมาตย์จักเสด็จไปทางอุโมงค์

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๖๙๔]

พวกคนติดตามของมโหสธบัณฑิตฟังคำสั่งของมโหสธนั้นแล้ว

ช่วยกันเปิดประตูอุโมงค์และถอดกลอนที่ติดยนต์

[๖๙๕]

เสนกะเดินนำเสด็จไปข้างหน้า

มโหสธเดินตามเสด็จไปข้างหลัง

พระเจ้าวิเทหะมีอำมาตย์ห้อมล้อมเสด็จไปท่ามกลาง

[๖๙๖]

พระเจ้าวิเทหะเสด็จออกไปจากอุโมงค์แล้ว

เสด็จขึ้นประทับเรือพระที่นั่ง ส่วนมโหสธบัณฑิตได้ทราบว่า

พระเจ้าวิเทหะเสด็จขึ้นประทับเรือพระที่นั่งแล้ว

จึงถวายอนุสาสน์ว่า

[๖๙๗]

ขอเดชะพระองค์ผู้เป็นจอมชน ผู้นี้คือพระโอรส

แห่งพระเจ้าจูฬนีผู้เป็นพระสัสสุระ (พ่อตา) ของพระองค์

พระเทวีนี้เป็นพระสัสสุ (แม่ยาย) ของพระองค์

ขอโปรดทรงปฏิบัติต่อพระสัสสุของพระองค์

เหมือนทรงปฏิบัติต่อพระราชมารดาของพระองค์เถิด

[๖๙๘]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ

พระภาดาแท้ๆ ผู้ร่วมพระอุทร มีพระชนนีเดียวกัน

พระองค์ก็ควรทรงเอ็นดูฉันใด

พระปัญจาลจันทราชกุมารพระองค์ก็ควรเอ็นดูฉันนั้น

[๖๙๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ

พระนางปัญจาลจันทนีราชบุตรีของพระเจ้าพรหมทัตนี้

ที่พระองค์ทรงปรารถนายิ่งนัก

ขอพระองค์จงทำความรักใคร่ในพระนางของพระองค์

พระนางจะเป็นมเหสีของพระองค์

(พระเจ้าวิเทหะทรงประสงค์จะเสด็จไป จึงตรัสกับมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)

[๗๐๐]

มโหสธ ท่านจงรีบขึ้นเรือเถิด

จะยืนอยู่ที่ฝั่งทำไมหนอ พวกเราพ้นจากทุกข์ได้โดยยาก

จงรีบไป ณ บัดนี้เถิด

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ฟังพระราชดำรัสนั้นแล้ว จึงกราบทูลว่า)

[๗๐๑]

ข้าแต่มหาราช การที่ข้าพระองค์เป็นผู้นำกองทัพ

จะทอดทิ้งกองทัพแล้ว

พึงเอาตัวรอดนี้ ไม่เป็นธรรมเลย

[๗๐๒]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ

ข้าพระองค์จักนำกองทัพที่พระองค์ละทิ้งไว้ในพระราชนิเวศน์

ซึ่งพระเจ้าพรหมทัตพระราชทานแล้วนั้นกลับมา

(ลำดับนั้น พระเจ้าวิเทหะตรัสว่า)

[๗๐๓]

ท่านบัณฑิต ท่านมีเสนาน้อย

จักข่มพระเจ้าพรหมทัตผู้มีเสนามากได้อย่างไร

ท่านไม่มีกำลังจักเดือดร้อน

เพราะพระเจ้าพรหมทัตมีกำลัง

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๗๐๔]

ผู้มีปัญญา ถึงจะมีเสนาน้อย

ก็ชนะคนที่มีเสนามากแต่ไม่มีปัญญาได้

เหมือนพระราชาผู้ทรงพระปรีชา

ย่อมชนะพระราชาหลายพระองค์ผู้ไม่ทรงพระปรีชาได้

ดังดวงอาทิตย์ขึ้นมากำจัดความมืด

(พระเจ้าวิเทหะ ทรงสรรเสริญคุณของมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์แก่เสนกบัณฑิตว่า)

[๗๐๕]

ท่านอาจารย์เสนกะ การอยู่ร่วมกับบัณฑิตทั้งหลาย

เป็นสุขดีหนอ เพราะมโหสธบัณฑิตได้ช่วยปลดเปลื้องพวกเรา

ผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูให้รอดพ้นได้

เหมือนคนช่วยปล่อยนกที่ติดอยู่ในกรงให้รอดพ้น

และเหมือนคนช่วยปล่อยปลาที่ติดอยู่ในร่างแหให้พ้น

(เสนกบัณฑิตได้ฟังพระราชดำรัสนั้นแล้ว จึงสรรเสริญคุณของมโหสธบัณฑิต โพธิสัตว์ว่า)

[๗๐๖]

ข้าแต่มหาราช บัณฑิตทั้งหลาย

เป็นผู้นำความสุขมาให้โดยแท้

มโหสธบัณฑิตได้ช่วยปลดเปลื้องพวกเรา

ผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูให้รอดพ้นได้

เหมือนคนช่วยปล่อยนกที่ติดอยู่ในกรงให้รอดพ้น

และเหมือนคนช่วยปล่อยปลาที่ติดอยู่ในร่างแหให้รอดพ้น

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๐๗]

พระเจ้าจูฬนีผู้ทรงมีพระกำลังมาก

เฝ้าระวังไว้ตลอดราตรีทั้งสิ้น

ครั้นรุ่งอรุณก็เสด็จไปถึงอุปการนคร ๑-

[๗๐๘]

พระเจ้าปัญจาละพระนามว่าจูฬนีผู้ทรงมีพระกำลังมาก

เสด็จขึ้นประทับช้างพระที่นั่งตัวประเสริฐมีกำลัง

ต่อมีอายุ ๖๐ ปีจึงเสื่อมกำลัง ได้รับสั่งแล้วว่า

[๗๐๙]

พระองค์ทรงสวมเกราะแก้วมณี

มีพระหัตถ์ทรงพระแสงศร ได้ตรัสสำทับกับเหล่าทหารหาญ

ผู้เชี่ยวชาญศิลปะทุกๆ ด้าน ซึ่งมาประชุมกันอยู่

(บัดนี้เมื่อจะทรงแสดงข้อความเหล่านั้นโดยย่อ พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า)

[๗๑๐]

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ

กองพลราบ ผู้มีฝีมือ ชำนาญในศิลปะธนู

ยิงได้แม่นยำ มาประชุมกันแล้ว

(พระเจ้าจูฬนีรับสั่งใหัจับพระเจ้าวิเทหะว่า)

[๗๑๑]

พวกท่านจงไสช้างพลายงาทั้งหลายที่มีกำลัง

ต่อมีอายุ ๖๐ ปีจึงเสื่อมกำลังไป

ขอช้างทั้งหลายจงเหยียบย่ำทำลายเมือง

ที่พระเจ้าวิเทหะได้รับสั่งให้สร้างไว้ดีแล้ว

[๗๑๒]

ขอให้ลูกศรขาวด้านหน้าทำด้วยเขี้ยวลูกสัตว์

มีปลายแหลมคมแทงทะลุกระดูกที่ถูกปล่อยไปแล้ว

จงข้ามไปตกลงด้วยกำลังธนูเถิด

@เชิงอรรถ :

@๑ อุปการนคร หมายถึงนครที่มโหสธบัณฑิตให้สร้างขึ้นในเขตเมืองปัญจาลนคร(ของพระเจ้าจุฬามณี เพื่อใช้

@เป็นที่ประทับของพระเจ้าวิเทหะ เพื่อรอเวลาเข้าพิธีวิวาห์กับพระนางปัญจาลจันทนีธิดาของพระเจ้าจุฬามณี

@(ขุ.ชา.อ. ๙/๗๐๗/๔๐๙)

[๗๑๓]

พวกทหารรุ่นหนุ่มๆ สวมเกราะแกล้วกล้า

มีอาวุธมีด้ามอันงดงาม

เมื่อช้างใหญ่ทั้งหลายแล่นเข้าสงครามมาอยู่

จงหันหน้าสู้ช้างทั้งหลายเถิด

[๗๑๔]

หอกทั้งหลายที่ชโลมด้วยน้ำมันส่องแสงเป็นประกายเพลิง

โชติช่วงตั้งอยู่ดังดาวประกายพรึกซึ่งมีรัศมีตั้งร้อย

[๗๑๕]

เมื่อเหล่าทหารมีกำลังอาวุธ

สวมสังวาลรัดเกราะเช่นนี้ ไม่หนีสงคราม

พระเจ้าวิเทหะต่อให้มีปีกบินก็หนีไปไหนไม่พ้น

[๗๑๖]

เหล่าทหาร ๓๙,๐๐๐ นายทั้งหมดของเรา

แต่ละคนล้วนถูกคัดเลือกไว้แล้ว

เราเที่ยวไปทั่วแผ่นดินก็ไม่เห็นทหารผู้ทัดเทียม

[๗๑๗]

อนึ่ง ช้างพลายงาทั้งหลายที่ประดับแล้วล้วนแต่มีกำลัง

ต่อเมื่ออายุ ๖๐ ปีจึงเสื่อมกำลัง

ซึ่งมีเหล่าทหารหนุ่มๆ มีผิวพรรณดุจทองคำสง่างามอยู่บนคอ

[๗๑๘]

ทหารเหล่านั้นมีเครื่องประดับสีเหลือง

นุ่งผ้าสีเหลือง ผ้านุ่งผ้าห่มสีเหลือง

ย่อมสง่างามอยู่บนคอช้างดังเทพบุตรในอุทยานนันทวัน

[๗๑๙]

กระบี่ทั้งหลายที่มีสีเช่นเดียวกับปลาสลาด

ขัดถูด้วยน้ำมันเป็นประกายวาบวับ

ที่เหล่าทหารกล้าทำสำเร็จแล้ว

ลับเป็นอย่างดีมีคมอยู่เสมอ

[๗๒๐]

ดาบส่องแสงจ้า ปราศจากสนิม

ทำด้วยเหล็กกล้าทนทาน

ที่เหล่าทหารผู้มีกำลังชำนาญในการฟันถือไว้แล้ว

[๗๒๑]

ดาบเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ด้ามทองคำ

ประกอบด้วยฝักสีแดง กวัดแกว่งไปมางดงาม

ดังสายฟ้าที่แปลบปลาบอยู่ในระหว่างก้อนเมฆ

[๗๒๒]

เหล่าทหารดาบผู้แกล้วกล้าสวมเกราะ

สามารถตีลังกาไปในอากาศ ฉลาดในการใช้ดาบและโล่ห์

ฝึกฝนมาดีกว่าพลแม่นธนู สามารถจะตัดคอช้างให้ขาดตกลงไปได้

[๗๒๓]

พระองค์ถูกทหารทั้งหลายเช่นนี้ล้อมไว้แล้ว

พระองค์จะพ้นไปจากที่นี้ไม่ได้

ข้าพระองค์ยังไม่เห็นราชานุภาพของพระองค์

ที่จะเป็นเหตุให้เสด็จดำเนินไปถึงกรุงมิถิลาได้

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ กล่าวเย้ยหยันกับพระเจ้าจูฬนีว่า)

[๗๒๔]

พระองค์ทรงด่วนไสช้างพระที่นั่งตัวประเสริฐมาทำไมหนอ

พระองค์มีพระทัยร่าเริงเสด็จมา

พระองค์ทรงสำคัญว่า เราเป็นผู้ได้ประโยชน์

[๗๒๕]

ขอพระองค์ทรงลดแล่งธนูนั่นลงเสียเถิด

ทรงเก็บลูกศรเสียเถิด จงทรงเปลื้องเกราะอันงดงาม

ติดแผ่ไปด้วยแก้วไพฑูรย์และแก้วมณีออกเสียเถิด

(พระเจ้าจูฬนีได้สดับดังนั้น ทรงคุกคามมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)

[๗๒๖]

เจ้ามีสีหน้าผ่องใส และพูดอย่างฝืนยิ้ม

ความถึงพร้อมด้วยผิวพรรณเช่นนี้ย่อมมีในคราวใกล้ตาย

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ประกาศข้อความนี้ว่า)

[๗๒๗]

ข้าแต่ขัตติยราช พระดำรัสที่พระองค์ตรัสขู่คำราม

เป็นพระดำรัสที่เปล่าประโยชน์

พระองค์เป็นผู้มีความลับแตกเสียแล้ว

เพราะพระราชาของข้าพระองค์ยากที่พระองค์จะจับได้

เหมือนม้าขาเขยกขับม้าสินธพได้ยาก

[๗๒๘]

พระราชาของข้าพระองค์พร้อมด้วยอำมาตย์ราชบริพาร

เสด็จข้ามแม่น้ำคงคาไปแล้วแต่วานนี้

ถ้าพระองค์จักทรงติดตามไป ก็จักตกไปสู่ความลำบาก

เหมือนกาบินไล่ติดตามพญาหงส์

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ไม่พรั่นพรึงดุจพญาราชสีห์ ยกอุทาหรณ์มากราบทูลว่า)

[๗๒๙]

สุนัขจิ้งจอกทั้งหลายเป็นสัตว์ต่ำทรามกว่าเนื้อ

เห็นดอกทองกวาวบานในราตรี ก็เข้าใจว่า

เป็นชิ้นเนื้อ จึงเข้าล้อมต้นไว้

[๗๓๐]

เมื่อราตรีผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น

สุนัขจิ้งจอกที่ต่ำทรามกว่าเนื้อเหล่านั้น

ได้เห็นดอกทองกวาวที่บานแล้ว ก็หมดหวังฉันใด

[๗๓๑]

ข้าแต่พระราชา พระองค์ทรงล้อมพระเจ้าวิเทหะ

ก็จักทรงหมดหวังเสด็จกลับไป ฉันนั้นเหมือนกัน

เหมือนสุนัขจิ้งจอกล้อมต้นทองกวาว

(พระเจ้าจูฬนีได้สดับดังนั้นแล้ว ทรงสั่งลงโทษมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)

[๗๓๒]

พวกเจ้าจงตัดมือ เท้า หู และจมูก

ของมโหสธนี้ผู้ที่ปล่อยพระเจ้าวิเทหะ

ศัตรูผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเราให้รอดพ้นไป

[๗๓๓]

พวกเจ้าจงเสียบมโหสธผู้ที่ปล่อยพระเจ้าวิเทหะ

ศัตรูผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเราให้รอดพ้น

บนหลาวแล้วย่างมันเสียเหมือนย่างเนื้อนี้

[๗๓๔]

บุคคลแทงหนังวัวลงบนแผ่นดิน

หรือใช้ขอเกี่ยวหนังราชสีห์ หรือหนังเสือโคร่งฉุดมาฉันใด

[๗๓๕]

เราจักให้พวกเจ้าช่วยกันใช้หอกทิ่มแทงมโหสธนี้

ผู้ที่ปล่อยพระเจ้าวิเทหะ

ศัตรูผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเราให้รอดพ้นฉันนั้น

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ฟังพระราชดำรัสนั้น ก็หัวเราะกราบทูลว่า)

[๗๓๖]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของข้าพระองค์

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ตัดมือและเท้าเป็นต้น

ของพระปัญจาลจันทราชกุมารเช่นเดียวกัน

[๗๓๗]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของข้าพระองค์

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ตัดมือและเท้าเป็นต้น

ของพระนางปัญจาลจันทนีราชธิดาเช่นเดียวกัน

[๗๓๘]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของข้าพระองค์

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ตัดมือและเท้าเป็นต้น

ของพระนางนันทาเทวีอัครมเหสีเช่นเดียวกัน

[๗๓๙]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้ตัดมือ เท้า หู และจมูกของข้าพระองค์

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ตัดมือและเท้าเป็นต้น

ของพระโอรส และพระชายาของพระองค์เช่นเดียวกัน

[๗๔๐]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบเนื้อของข้าพระองค์บนหลาว

แล้วย่างให้สุกเหมือนย่างเนื้อ

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้เสียบพระมังสะ

ของพระปัญจาลจันทราชกุมารบนหลาวแล้วย่างให้สุกเช่นเดียวกัน

[๗๔๑]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบเนื้อของข้าพระองค์บนหลาว

แล้วย่างให้สุกเหมือนย่างเนื้อ

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้เสียบพระมังสะ

ของพระนางปัญจาลจันทนีราชธิดาบนหลาวแล้วย่างให้สุกเช่นเดียวกัน

[๗๔๒]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบเนื้อของข้าพระองค์บนหลาว

แล้วย่างให้สุกเหมือนย่างเนื้อ

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้เสียบพระมังสะ

ของพระนางนันทาเทวีอัครมเหสีแล้วย่างให้สุกเช่นเดียวกัน

[๗๔๓]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบเนื้อของข้าพระองค์บนหลาว

แล้วย่างให้สุกเหมือนย่างเนื้อ

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้เสียบพระมังสะ

ของพระโอรสและพระชายาของพระองค์แล้วย่างให้สุกเช่นเดียวกัน

[๗๔๔]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบข้าพระองค์แล้วใช้หอกทิ่มแทง

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ทิ่มแทง

พระปัญจาลจันทราชกุมารด้วยหอกเช่นเดียวกัน

[๗๔๕]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบข้าพระองค์แล้วใช้หอกทิ่มแทง

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ทิ่มแทง

พระนางปัญจาลจันทนีราชธิดาเช่นเดียวกัน

[๗๔๖]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบข้าพระองค์แล้วใช้หอกทิ่มแทง

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ใช้หอกทิ่งแทง

พระนางนันทาเทวีอัครมเหสีเช่นเดียวกัน

[๗๔๗]

ถ้าพระองค์รับสั่งให้เสียบข้าพระองค์แล้วใช้หอกทิ่มแทง

พระเจ้าวิเทหะก็จักรับสั่งให้ใช้หอกทิ่มแทง

พระโอรสและพระชายาของพระองค์เช่นเดียวกัน

ข้อความดังกราบทูลมาอย่างนี้ ข้าพระองค์กับพระเจ้าวิเทหะ

ได้ปรึกษาตกลงกันไว้แล้วในที่ลับ

[๗๔๘]

โล่หนักประมาณ ๑๐๐ ปละ ๑-

ที่ช่างหนังทำสำเร็จแล้วด้วยมีดของช่างหนัง

ย่อมช่วยป้องกันตนเพื่อห้ามลูกศรฉันใด

@เชิงอรรถ :

@๑ โล่หนักประมาณ ๑๐๐ ปละ หมายถึงโล่หนังหนักประมาณ ๑๐๐ ปละ (๑ ปละ ประมาณ ๔ ออนซ์)

@ซึ่งเขาใช้น้ำด่างจำนวนมากกัดทำให้อ่อน (ขุ.ชา.อ. ๙/๗๔๘/๔๑๙)

[๗๔๙]

ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น เป็นผู้นำสุขมาให้

บรรเทาทุกข์ถวายพระเจ้าวิเทหะผู้ทรงยศ

จึงจำกัดมติของพระองค์เสีย

ดุจกำจัดลูกศรด้วยโล่หนัก ๔๐๐ ปละ

[๗๕๐]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์ ขอพระองค์จงทอดพระเนตร

พระราชมณเฑียรของพระองค์อันว่างเปล่า

พระสนมกำนัลใน พระกุมาร และพระมารดาของพระองค์

ข้าพระองค์ให้นำออกทางอุโมงค์

นำไปถวายพระเจ้าวิเทหะแล้ว

(พระเจ้าจูฬนีเมื่อสั่งให้อำมาตย์คนหนึ่งมาเฝ้าแล้วส่งไปเพื่อให้รู้ความจริง จึงตรัสว่า)

[๗๕๑]

เชิญพวกเจ้าจงไปสู่ราชมณเฑียรของเราแล้วตรวจดู

คำของมโหสธนี้จริงหรือเท็จอย่างไร

(อำมาตย์นั้นไปแล้วกลับมา กราบทูลว่า)

[๗๕๒]

ข้าแต่มหาราช มโหสธกราบทูลว่าฉันใด

คำนั้นเป็นจริงฉันนั้น

พระราชมณเฑียรทุกแห่งว่างเปล่า

เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงกา

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์พรรณนามรรคาที่พระนางนันทาเทวีเสด็จไป จึงทูลว่า)

[๗๕๓]

ข้าแต่มหาราช

พระนางนันทาเทวีทรงพระโฉมงดงามทั่วทั้งสรรพางค์

มีพระโสณีผึ่งผายงามดุจดังแท่งทองคำธรรมชาติ

มีปกติตรัสพระสำเนียงอันอ่อนหวานประดุจดังลูกหงส์

เสด็จไปทางอุโมงค์นี้

[๗๕๔]

ข้าแต่มหาราช พระนางนันทาเทวีทรงพระโฉม

งดงามทั่วทั้งสรรพางค์ ทรงพระภูษาโกไสย

มีพระสรีระเหลืองอร่าม มีสายรัดพระองค์งดงามด้วยทองคำ

ข้าพระองค์นำออกไปแล้วจากอุโมงค์นี้

[๗๕๕]

พระนางนันทาเทวีมีพระบาทแดงสดใส

ทรงพระโฉมงดงาม มีสายรัดพระองค์เป็นแก้วมณีแกมทองคำ

มีดวงพระเนตรดังนัยน์ตานกพิราบ มีพระสรีระงดงาม

มีพระโอษฐ์แดงดังลูกตำลึงสุกสะโอดสะอง

[๗๕๖]

มีบั้นพระองค์เล็กเรียวดังเถานาคลดาที่เกิดดีแล้ว

และเหมือนกาญจนไพที มีพระเกสายาวดำ

มีปลายช้อนขึ้นเล็กน้อย

[๗๕๗]

มีดวงพระเนตรเขื่องดุจดวงตาของลูกเนื้อทรายที่เกิดดีแล้ว

และดุจเปลวเพลิงในฤดูหนาว

เหมือนแม่น้ำใกล้ภูผาอันดารดาษไปด้วยไม้ไผ่ต้นเล็กๆ

[๗๕๘]

พระนางมีพระเพลางามดังงวงอัยรา

ที่สำคัญมีพระถันยุคลดังคู่ผลมะพลับ

มีพระสัณฐานสันทัด ไม่สูงนัก ไม่ต่ำนัก

มีพระโขนงพองาม ไม่มากนัก

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ ทราบว่าพระเจ้าจูฬนีมีความเสน่หาเกิดขึ้น จึงกราบทูลต่ออีกว่า)

[๗๕๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีพาหนะที่สมบูรณ์ด้วยสิริ

พระองค์คงจะทรงยินดีกับการทิวงคต

ของพระนางนันทาเทวีเป็นแน่

ข้าพระองค์และพระนางนันทาเทวี

ก็จะพากันไปสำนักของพญายมด้วยกันแน่

(ลำดับนั้น พระเจ้าจูฬนีจึงตรัสถามมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)

[๗๖๐]

มโหสธผู้ได้ปล่อยพระเจ้าวิเทหะ

ศัตรูผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเราทำเล่ห์กลทิพย์หรือทำภาพลวงตา

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ได้ฟังพระราชดำรัสนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๗๖๑]

ข้าแต่มหาราช บัณฑิตทั้งหลายในโลกนี้

ย่อมทำเล่ห์กลอันเป็นทิพย์

ชนผู้มีปัญญามีมันสมองเหล่านั้นย่อมปลดเปลื้องตนได้

[๗๖๒]

เหล่าทหารหนุ่มผู้รับใช้เป็นคนฉลาด

เป็นผู้ขุดอุโมงค์ของข้าพระองค์ผู้ได้สร้างหนทาง

ที่พระเจ้าวิเทหะได้เสด็จไปกรุงมิถิลาไว้มีอยู่

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ทราบความประสงค์ของพระเจ้าจูฬนี จึงทูลว่า)

[๗๖๓]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทอดพระเนตรอุโมงค์

ที่สร้างไว้ดีแล้วงดงาม เรืองรองด้วยถ่องแถวแห่งกองพลช้าง

กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

ซึ่งเขาทำเป็นรูปปั้นและเป็นลวดลายไว้ที่สำเร็จดีแล้วเถิด

(พระเจ้าจูฬนีทรงเห็นอุโมงค์แล้ว ทรงยกย่องคุณของมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ว่า)

[๗๖๔]

มโหสธ เป็นลาภของชนชาวแคว้นวิเทหะหนอ

(และ)เป็นลาภของผู้ที่มีเหล่าบัณฑิตเช่นนี้

อยู่ในเรือนในแคว้นเหมือนมีเจ้า

(ลำดับนั้น พระเจ้าจูฬนีตรัสด้วยประสงค์จะให้มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์อยู่ใน สำนักของตนว่า)

[๗๖๕]

เราจะให้เครื่องดำเนินชีวิต ที่บริหาร

เบี้ยเลี้ยงและบำเหน็จเป็น ๒ เท่า

ให้โภคะอันไพบูลย์ เจ้าจงใช้สอยและรื่นรมย์ในกามเถิด

เจ้าไม่กลับไปยังแคว้นวิเทหะ พระเจ้าวิเทหะจักทรงทำอะไรได้

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์เมื่อจะปฏิเสธ จึงกราบทูลว่า)

[๗๖๖]

ข้าแต่มหาราช บุคคลผู้ที่สละท่านผู้ชุบเลี้ยงตน

เพราะเหตุแห่งทรัพย์

ย่อมถูกตนและคนอื่นทั้ง ๒ ฝ่ายติเตียนได้

ข้าพระองค์ไม่พึงอยู่ในแคว้นของผู้อื่นได้

ตราบเท่าเวลาที่พระเจ้าวิเทหะยังทรงดำรงพระชนม์อยู่

[๗๖๗]

ข้าแต่มหาราช บุคคลผู้ที่สละท่านผู้ชุบเลี้ยงตน

เพราะเหตุแห่งทรัพย์

ย่อมถูกตนและคนอื่นทั้ง ๒ ฝ่ายติเตียนได้

ข้าพระองค์ไม่พึงเป็นราชบุรุษของพระราชาองค์อื่นได้

ตราบเท่าเวลาที่พระเจ้าวิเทหะยังทรงดำรงพระชนม์อยู่

(ในเวลาที่มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์ทูลลา พระเจ้าจูฬนีตรัสว่า)

[๗๖๘]

มโหสธ เราจะให้ทอง ๑,๐๐๐ แท่ง

บ้าน ๘๐ หมู่บ้านในแคว้นกาสีแก่ท่าน

ให้ทาสี ๔๐๐ คน และภรรยา ๑๐๐ คนแก่ท่าน

ท่านจงพากองทัพทั้งปวงไปโดยสวัสดีเถิด

[๗๖๙]

ชนทั้งหลายจงให้อาหารแก่ช้างและม้าทั้งหลาย

อย่างละ ๒ เท่าเพียงใด ก็จงเลี้ยงกองพลรถและกองพลราบ

ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำเพียงนั้นเถิด

[๗๗๐]

มโหสธบัณฑิต ท่านจงพาเอากองพลช้าง กองพลม้า

กองพลรถ และกองพลราบไปเถิด

พระเจ้าวิเทหมหาราชจงทอดพระเนตร

ท่านผู้ไปถึงกรุงมิถิลาแล้วเถิด

(ฝ่ายพระเจ้าวิเทหะทรงเห็นกองทัพใหญ่ ตกพระทัยตรัสกับบัณฑิตทั้ง ๔ ว่า)

[๗๗๑]

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

ปรากฏมากมายครบทั้ง ๔ กองพลที่น่าสะพรึงกลัว

บัณฑิตทั้งหลายจะเข้าใจอย่างไรหนอ

(ลำดับนั้น เสนกบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๗๗๒]

ข้าแต่มหาราช ความยินดีอย่างสูงส่งจงปรากฏแก่พระองค์

มโหสธบัณฑิตได้พากองทัพทั้งหมดมาถึงโดยสวัสดีแล้ว

(พระเจ้าวิเทหะเสด็จลุกขึ้นสวมกอดมโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์แล้ว ทำปฏิสันถาร ตรัสว่า)

[๗๗๓]

คนทั้ง ๔ ทิ้งร่างคนตายไว้ในป่าช้าแล้วกลับไปฉันใด

เราทั้งหลายก็ทิ้งท่านไว้ในกปิลรัฐแล้วกลับมาที่นี้ฉันนั้น

[๗๗๔]

เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าปลดเปลื้องตนได้

เพราะเหตุ เพราะปัจจัย หรือเพราะประโยชน์อะไร

(ลำดับนั้น มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์จึงกราบทูลว่า)

[๗๗๕]

ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะผู้เป็นกษัตริย์

ข้าพระองค์ล้อมประโยชน์ไว้ด้วยประโยชน์

ล้อมความคิดไว้ด้วยความคิด

ล้อมพระราชาไว้เหมือนน้ำทะเลล้อมชมพูทวีปไว้

(มโหสธบัณฑิตโพธิสัตว์กราบทูลถึงบรรณาการที่พระเจ้าจูฬนีพระราชทานแก่ตน ให้ทรงทราบว่า)

[๗๗๖]

พระเจ้าพรหมทัตทรงพระราชทานทองคำ ๑,๐๐๐ แท่ง

บ้าน ๘๐ หมู่บ้านในแคว้นกาสี

ทาสี ๔๐๐ คน และภรรยา ๑๐๐ คนแก่ข้าพระองค์

ข้าพระองค์พากองทัพทั้งหมดมาที่นี้โดยสวัสดีแล้ว

(พระเจ้าวิเทหะทรงยินดี ร่าเริงอย่างยิ่ง ทรงยกย่องคุณของมโหสธบัณฑิต โพธิสัตว์ว่า)

[๗๗๗]

ท่านอาจารย์เสนกะ การอยู่ร่วมกับบัณฑิตทั้งหลาย

เป็นสุขดีหนอ เพราะมโหสธบัณฑิตปลดเปลื้องพวกเรา

ผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู

เหมือนคนช่วยปล่อยนกที่ติดอยู่ในกรงให้รอดพ้น

และเหมือนคนช่วยปล่อยปลาที่ติดอยู่ในร่างแหให้รอดพ้น

(ฝ่ายเสนกบัณฑิตรับพระราชดำรัสแล้วกราบทูลว่า)

[๗๗๘]

ข้าแต่มหาราช ข้อความนี้ก็เป็นอย่างนี้

เพราะพวกบัณฑิตเป็นผู้นำสุขมาให้

มโหสธได้ช่วยปลดเปลื้องพวกเราผู้ตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู

เหมือนคนช่วยปล่อยนกที่ติดอยู่ในกรง

และปลาที่ติดอยู่ในร่างแหให้พ้นไป

(พระเจ้าวิเทหะรับสั่งให้ชาวพระนครเที่ยวตีกลองประกาศว่า)

[๗๗๙]

ขอประชาชนทั้งหลายจงดีดพิณทุกชนิด

จงตีกลองน้อย กลองใหญ่ และมโหระทึก

จงเป่าสังข์อันมีเสียงไพเราะของชาวเมืองเถิด

(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๘๐]

พวกพระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์ และพราหมณ์

ต่างก็ได้นำข้าวน้ำเป็นอันมากมามอบให้แก่มโหสธบัณฑิต

[๗๘๑]

พวกกองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

ต่างก็นำข้าวน้ำเป็นอันมากมามอบให้แก่มโหสธบัณฑิต

[๗๘๒]

ชาวชนบทและชาวนิคมมาประชุมพร้อมกันแล้ว

ได้นำข้าวและน้ำเป็นอันมากมามอบให้แก่มโหสธบัณฑิต

[๗๘๓]

ชนเป็นอันมากได้เห็นมโหสธบัณฑิตกลับมา

ต่างก็เลื่อมใส ครั้นมโหสธบัณฑิตมาถึงแล้ว

ต่างก็โบกผ้าอยู่ไปมา

มโหสธชาดกที่ ๕ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๔๑. เนมิราชชาดกชาดกถัดไป๕๔๓. ภูริทัตชาดก