ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ภูริทัตชาดก
ชาดกที่ ๕๔๓ · มหานิบาตชาดก

ภูริทัตชาดก

ว่าด้วยพระเจ้าภูริทัตทรงบำเพ็ญศีลบารมี

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๖๘๗ · บรรทัด ๔๓๒๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากภูริทัตชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๗ จาก ๑๓

เรื่องเล่า

ดูก่อนพราหมณ์ แม้อาตมาก็ไม่ดูหมิ่นท่านใน ทางศิลปศาสตร์ แต่ว่าท่านล่อลวงประชาชนนักด้วย นาคอันไม่มีพิษ ถ้าชนพึงรู้ว่านาคของท่านไม่มีพิษ เหมือนอย่างอาตมารู้แล้ว ท่านก็จะไม่ได้แกลบสักกำมือหนึ่งเลย จักได้ทรัพย์แต่ที่ไหนเล่าหมองู. ลำดับนั้น อาลัมพายน์โกรธต่อสุทัสสนะ จึงกล่าวว่า ท่านผู้นุ่งหนังเสือพร้อมทั้งเล็บ เกล้าชฎารุ่มร่าม เหมือนคนเซอะ เข้ามาในประชุมชน ดูหมิ่นนาคเช่น นี้ว่าไม่มีพิษ ท่านเข้ามาใกล้แล้ว ก็จะพึงรู้ว่านาคนั้น เต็มไปด้วยเดช เหมือนของนาคอันสูงสุด ข้าพเจ้าเข้า ใจว่านาคตัวนี้จักทำท่านให้แหลกเป็นเหมือนเถ้าไป โดยฉับพลัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รุมฺมี ความว่า ท่านนุ่งหนังเสือพร้อมทั้งเล็บ. บทว่า อวิโส อติมญฺสิ ความว่า ท่านดูหมิ่นว่าไม่มีพิษ. บทว่า อาสชฺช แปลว่า เข้ามาใกล้. บทว่า ชญฺาสิ แปลว่า ท่านพึงรู้.

ลำดับนั้น สุทัสสนะเมื่อกระทำการเย้ยหยันจึงกล่าวคาถาว่า

พิษของงูเรือน งูปลา งูเขียว พึงมี แต่พิษของ นาคมีศีรษะแดง ไม่มีเลยทีเดียว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิลุตฺตสฺส แปลว่างูเรือน. บทว่า ทุฑฺฑุภสฺส แปลว่า งูน้ำ. บทว่า สิลาภุโน แปลว่า งูเขียว.

สุทัสสนะครั้นแสดงงูไม่มีพิษดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า พิษของงูเหล่านั้นพึงมี แต่พิษของงูมีศีรษะแดงไม่มีเลย

ลำดับนั้น อาลัมพายน์ได้กล่าวกะสุทัสสนะด้วยคาถา ๒ คาถาว่า

ข้าพเจ้าได้ฟังคำของพระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้ สำรวม ผู้มีตบะ มาว่า ทายกทั้งหลายให้ทานในโลกนี้ ย่อมไปสู่สวรรค์ ท่านมีชีวิตอยู่ จงให้ทานเสียเถิด ถ้า ท่านมีสิ่งของที่จะควรให้ นาคนี้มีฤทธิ์มาก มีเดช ยากที่ใคร ๆ จะก้าวล่วงได้ เราจะให้นาคนั้นกัดท่าน มันก็จักทำท่านให้เป็นขี้เถ้าไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทาตเว ความว่า ถ้าท่านมีสิ่งไรที่จะควรให้ ท่านจงให้เถิด.

ลำดับนั้นสุทัสสนะกล่าวว่า

ดูก่อนสหาย เราแม้ก็ได้ฟังคำของพระอรหันต์ทั้ง หลาย ผู้สำรวมมีตบะมาว่า ทายกทั้งหลายให้ทานใน โลกนี้แล้ว ย่อมไปสู่สวรรค์ ท่านนั่นแหละเมื่อมีชีวิต อยู่ จงให้ทานเสีย ถ้าท่านมีสิ่งของที่ควรจะให้จงให้ ลูก เขียดชื่อว่า อัจจิมุขีนี้ เต็มด้วยเดชเหมือนของนาคอัน สูงสุด เราจักให้ลูกเขียดนั้นกัดท่าน ลูกเขียดนั้นจัก ทำท่านให้เป็นขี้เถ้าไป นางเป็นธิดาของท้าวธตรฐ เป็นน้องสาวต่างมารดาของเรา นางอัจจิมุขีผู้เต็มไป ด้วยเดช เหมือนของนาคอันสูงสุดนั้นจงกัดท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุคฺคสฺส เตชสา ความว่า เต็มไปด้วยพิษอันสูงสุด.

ก็แล สุทัสสนะ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงเหยียดมือร้องเรียกน้องหญิงในท่ามกลางมหาชนนั่นแล ด้วยคำว่า น้องหญิงอัจจิมุขี เจ้าจงออกจากภายในชฎาของพี่มายืนอยู่ในฝ่ามือของพี่.

นางอัจจิมุขีผู้นั่งอยู่ภายในชฎานั่นแล ได้ยินเสียงเรียกของสุทัสสนะพี่ชายยังฝนลูกกบให้ตกถึง ๓ ครั้งแล้ว จึงออกจากภายในชฎา นั่งอยู่ที่จะงอยบ่ากระโดดจากนั้น ยืนอยู่บนฝ่ามือของสุทัสสนะพี่ชาย แล้วทำหยาดพิษ ๓ หยาดให้ตกแล้วเข้าไปภายในชฎาของสุทัสสนะอีกตามเดิม. สุทัสสนะยืนถือพิษอยู่แล้วประกาศเสียงดังขึ้นว่า ชาวชนบทจักพินาศหนอ. เสียงของสุทัสสนะได้ดังกลบนครพาราณสีถึง ๑๒ โยชน์. ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสถามเขาว่า ชนบทจักพินาศเพื่ออะไร. สุทัสสนะทูลว่าดูก่อนมหาบพิตรอาตมาไม่เห็นที่หยดของพิษนี้. พระราชา เจ้าจงหยดพิษที่แผ่นดินใหญ่เถิด. ลำดับนั้น สุทัสสนะ เมื่อจะห้ามพระราชาว่า อาตมภาพไม่สามารถ หยดพิษบนแผ่นดินใหญ่นั้น มหาบพิตรจึงกล่าวคาถาว่า

ดูก่อนมหาบพิตร ถ้าอาตมภาพจัดหยดพิษลงบน แผ่นดินไซร้ มหาบพิตรจงทราบเถิดว่า ต้นหญ้า ลดาวัลย์ และต้นยาทั้งหลาย พึงเหี่ยวแห้งไปโดยไม่ ต้องสงสัย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติณลตานิ ความว่า หญ้า เถาวัลย์และต้นยาทั้งปวงที่อาศัยแผ่นดินก็จะพึงเหี่ยวแห้งไป เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงไม่อาจหยดพิษบนแผ่นดินได้. พระราชาตรัสว่า ดูก่อนพ่อ ถ้าเช่นนั้นท่านจงขว้างขึ้นไปบนอากาศ. สุทัสสนะ. เมื่อจะแสดงว่า ถึงในอากาศนั้น ก็ไม่อาจขว้างหยดพิษขึ้นไปได้ จึงกล่าวคาถาว่า

ดูก่อนมหาบพิตร ถ้าอาตมภาพจักขว้างพิษขึ้น บนอากาศ มหาบพิตรจงทราบเถิดว่า ฝนและน้ำค้าง จะไม่ตกลงตลอด ๗ ปี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น หิมํ ปเต ความว่า แม้เพียงหยาดน้ำค้าง ก็จักไม่ตกตลอด ๗ ปี.

พระราชาตรัสว่า ดูก่อนพ่อ ถ้าเช่นนั้นพ่อจงหยดพิษลงในน้ำ. สุทัสสนะ เมื่อจะแสดงว่า แม้ในน้ำนั้นก็หยดพิษลงไม่ได้ จึงกล่าวคาถาว่า

ดูก่อนมหาบพิตร ถ้าอาตมภาพจักหยดพิษลง ในน้ำ มหาบพิตรจงทราบเถิดว่า สัตว์น้ำมีประมาณ เท่าใด ทั้งปลาและเต่าจะพึงตายหมด.

ลำดับนั้นพระราชาตรัสกะท่านว่า ดูก่อนพ่อ ข้าพเจ้าไม่รู้อะไร ท่านจงช่วยหาอุบายที่จะไม่ให้แคว้นของเราฉิบหายด้วยเถิด. สุทัสสนะทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตร ถ้าเช่นนั้น มหาบพิตรจงรับสั่งให้คนขุดบ่อ ๓ บ่อ ต่อ ๆ กันไปในที่แห่งนี้. พระราชารับสั่งให้ขุดบ่อแล้ว. สุทัสสนะ จึงบรรจุบ่อแรกให้เต็มด้วยยาต่าง ๆ บ่อที่ ๒ ให้บรรจุโคมัย และบ่อที่ ๓ ให้บรรจุยาทิพย์. แล้วจึงใส่หยดพิษลงในบ่อที่ ๑. ขณะนั้นนั่นเองก็เกิดควันไฟลุกขึ้นเป็นเปลวแล้วเลยลามไปจับบ่อโคมัย แล้วลุกลามต่อไปถึงบ่อยาทิพย์ ไหม้ยาทิพย์หมดแล้วจึงดับ. อาลัมพายน์ยืนอยู่ใกล้บ่อนั้น. ลำดับนั้น ไอควันพิษฉาบเอาผิวร่างกายเพิกขึ้นไป. ได้กลายเป็นขี้เรือนด่าง. อาลัมพายน์ ตกใจกลัว จึงเปล่งเสียงขึ้น ๓ครั้งว่า ข้าพเจ้าปล่อยนาคราชละ พระโพธิสัตว์ได้ยินดังนั้น จึงออกจากกระโปรงแก้ว นิรมิตอัตภาพอันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง ยืนอยู่ด้วยท่าทางเหมือนเทวราช. ทั้งสุทัสสนะทั้งอัจจิมุขี ก็มายืนอยู่เหมือนพระโพธิสัตว์นั่นแล. ลำดับนั้น สุทัสสนะ จึงทูลถามพระเจ้าพาราณสีว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์ทรงรู้จักหรือ ข้าพระองค์ทั้งสามนี้ เป็นลูกใคร.

ราชา. ดูก่อนพ่อ เราไม่รู้จัก.

สุทัสสนะ. พระองค์ไม่รู้จักข้าพระองค์ทั้งสามยกไว้ก่อน แต่พระองค์ทรงทราบเรื่องที่ยกนางสมุททชาราชธิดาพระเจ้ากาสีซึ่งพระราชทานแก่ท้าวธตรฐหรือไม่เล่า.

ราชา. เออ เรารู้ นางสมุททชาเป็นน้องสาวเรา.

สุทัสสนะ. ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์ทั้งสามนี้เป็นลูกของนางสมุททชา พระองค์เป็นพระเจ้าลุงของข้าพระองค์ทั้งสาม.

พระราชาได้ฟังดังนั้น ก็ทรงสวมกอดจุมพิตหลานทั้ง ๓ ตน พลางทรงกรรแสงแล้วพาขึ้นปราสาท ทรงทำสักการะเป็นอันมากแล้ว ทรงกระทำปฎิสันถารแล้วถามว่า ดูก่อนภูริทัต พ่อมีฤทธิ์เดชสูงถึงอย่างนี้ ทำไมอาลัมพายน์จึงจับได้. พระภูริทัตนั้นจึงทูลเรื่องนั้นโดยพิศดารแล้ว เมื่อจะถวายโอวาทพระราชา จึงแสดงราชธรรมแก่พระเจ้าลุงโดยนัยมีอาทิว่า ขอพระราชทาน ธรรมเนียมพระราชาควรจะดำรงราชสมบัติโดยทำนองอย่างนี้.

ลำดับนั้น สุทัสสนะ จึงทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระเจ้าลุง มารดาของข้าพระองค์ยังไม่พบเจ้าภูริทัต ก็ยังกลัดกลุ้มอยู่ ข้าพระองค์ไม่อาจจะอยู่ช้าได้.

ราชา. ดีละพ่อ จงพากันไปก่อนเถิด แต่ว่าลุงอยากจะพบน้องของเราบ้าง ทำอย่างไรจึงจะได้พบกัน.

สุทัสสนะ. ข้าแต่พระเจ้าลุง พระเจ้ากาสิกราชผู้เป็นพระอัยกาของข้าพระองค์ เดี๋ยวนี้อยู่ที่ไหนเล่า.

ราชา. ดูก่อนพ่อ พระเจ้ากาสิกราชนั้นต้องพรากจากน้องสาวของลุงแล้วไม่สามารถจะอยู่เสวยราชสมบัติได้ ได้ละราชสมบัติทรงผนวชเสียแล้วเสด็จไปอยู่ในไพรสณฑ์แห่งโน้น.

สุทัสสนะ. ข้าแต่พระเจ้าลุง มารดาของข้าพระองค์ประสงค์จะพบพระเจ้าลุงและพระอัยกาด้วย ถึงวันโน้น พระองค์จงเสด็จไปยังสำนักพระอัยกาข้าพระองค์จักพามารดาไปยังอาศรมพระอัยกา พระเจ้าลุงจักได้พบมารดาของข้าพระองค์ในที่นั้นทีเดียว. ดังนั้นทั้ง ๓ ตน จึงกำหนดนัดหมายวันแก่พระเจ้าลุงแล้ว ออกจากพระราชนิเวศน์. พระราชาส่งราชภาคิไนยไปแล้ว ก็ทรงพระกรรแสงแล้วเสด็จกลับ. หลานทั้งสามตน ก็แทรกแผ่นดินลงไปนาคพิภพ. จบนาคคเวสนกัณฑ์

เมื่อพระมหาสัตว์ถึงนาคพิภพเสียงร่ำไรรำพันก็เกิดขึ้นพร้อมกัน ฝ่ายพระภูริทัตเหน็ดเหนื่อยเพราะเข้าอยู่ในกระโปรงถึงหนึ่งเดือน จึงเลยนอนเป็นไข้ มีพวกนาคมาเยี่ยมนับไม่ถ้วน พระภูริทัตนั้นเหน็ดเหนื่อยเพราะปราศรัยกับนาคเหล่านั้น. กาณาริฏฐะ ซึ่งยังไปเทวโลกครั้นไม่พบพระมหาสัตว์ก็กลับมาก่อน. ลำดับนั้น ญาติมิตรของพระมหาสัตว์เห็นว่ากาณาริฏฐะนั่นเป็นผู้ดุร้ายหยาบคายสามารถจะห้ามนาคบริษัทได้ จึงให้กาณาริฏฐะเป็นผู้เฝ้าประตูห้องบรรทมของพระมหาสัตว์.

ฝ่ายสุโภคะก็เที่ยวไปทั่วหิมพานต์ จากนั้นจึงตรวจตราต่อไป ตามหามหาสมุทรและแม่น้ำนอกนั้น แล้วตรวจตรามาถึงแม่น้ำยมุนา.

ฝ่ายพราหมณ์เนสาทเห็นอาลัมพายน์เป็นโรคเรื้อนจึงคิดว่า เจ้านี่ทำพระภูริทัตให้ลำบากจึงเกิดเป็นโรคเรื้อน ส่วนเราก็เป็นคนชี้พระภูริทัตผู้มีคุณแก่เรามากให้อาลัมพายน์ด้วยอยากได้แก้ว กรรมชั่วอันนั้นคงจักมาถึงเรา เราจักไปยังแม่น้ำยมุนาตลอดเวลาที่กรรมนั้นจะยังมาไม่ถึง แล้วจักกระทำพิธีลอยบาปที่ท่าปยาคะ เขาจึงไปที่ท่าน้ำปยาคะแล้วกล่าวว่า เราได้ทำกรรมประทุษร้ายมิตรในพระภูริทัต เราจักลอยบาปนั้นไปเสีย ดังนี้แล้วจึงทำพิธีลงน้ำ.

ขณะนั้น สุโภคะไปถึงที่นั้น ได้ยินคำของพราหมณ์เนสาทนั้นจึงคิดว่าได้ยินว่าตาคนนี้บาปหนา พี่ชายของเราให้ยศศักดิ์มันมากมายแล้ว กลับไปชี้ให้หมองู เพราะอยากได้แก้ว เราเอาชีวิตมันเสียเถิด ดังนี้แล้วจึงเอาหางพันเท้าพราหมณ์ทั้งสองข้าง ลากให้จมลงในน้ำ พอจวนจะขาดลมหายใจจึงหย่อนให้หน่อยหนึ่ง. พอพราหมณ์โผล่หัวขึ้นได้ก็กลับลากให้จมลงไปอีก ทรมานให้ลำบากอย่างนี้อยู่หลายครั้ง พราหมณ์เนสาทโผล่หัวขึ้นได้จึงกล่าวคาถาว่า

น้ำที่โลกสมมติว่าสามารถลอยบาปได้ มีอยู่ที่ท่า ปยาคะ ภูตผีอะไรฉุดเราลงสู่แม่น้ำยมุนาอันลึก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่าโลกฺยํ ความว่า น้ำอันโลกสมมติว่าสามารถลอบบาปได้อย่างนี้. บทว่า สชฺชนฺตํ ความว่า น้ำเห็นปานนี้ที่จัดไว้สำหรับประพรม. บทว่า ปยาคสฺมึ ได้แก่ มีอยู่ที่ท่าปยาคะ.

ลำดับนั้น สุโภคะ ได้กล่าวกะพราหมณ์เนสาทนั้นด้วยคาถาว่า

นาคราชนี้ใดเป็นใหญ่ในโลก เรืองยศ พันกรุง พาราณสีไว้โดยรอบ เราเป็นลูกของนาคราชผู้ประเสริฐนั้น ดูก่อนพราหมณ์ นาคทั้งหลายเรียกเราว่า สุโภคะ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยเทส ตัดเป็น โย เอโส แปลว่านาคราชนั้นใด. บทว่า ปกีรหรี สมนฺตโต ความว่า พันกรุงพาราณสีไว้ทั้งหมดโดยรอบปรกพังพานไว้ข้างบน โดยสามารถนำทุกข์เข้าไปแก่ผู้เป็นข้าศึก.

ลำดับนั้น พราหมณ์เนสาทจึงคิดว่า นาคนี้เป็นพี่น้องของพระภูริทัตจักไม่ไว้ชีวิตเรา อย่ากระนั้นเลย เราจะยกยอเกียรติคุณของนาคนี้ทั้งมารดาและบิดาของเขา ให้ใจอ่อนแล้วขอชีวิตเทไว้ ดังนี้แล้วจึงกล่าวคาถาว่า

ถ้าท่านเป็นโอรสของนาคราชผู้ประเสริฐ ผู้เป็น พระราชาของชนชาวกาสี เป็นอธิบดีอมร พระชนก ของท่านเป็นใหญ่คนโตผู้หนึ่ง และพระชนนีของท่าน ก็ไม่มีใครเทียบเท่าในหมู่มนุษย์ ผู้มีอานุภาพมากเช่น ท่าน ย่อมไม่สมควรจะฉุดแม่คนที่เป็นเพียงทาสของ พราหมณ์ให้จมน้ำเลย.

ในพระคาถานั้น โดยนามอีกอย่างว่า กาสี ชนทั้งหลายเรียกกันว่าพระราชาผู้เป็นอิสระในแคว้นกาสี ซึ่งมีชื่ออย่างนี้ พราหมณ์พรรณนาแคว้นกาสี ให้เป็นของพระเจ้ากาสี เพราะพระราชธิดาผู้เป็นใหญ่ในแคว้นกาสียึดเอา. บทว่า อมราธิปสฺส ความว่า ผู้เป็นใหญ่แห่งนาคทั้งหลาย กล่าวคืออมร เพราะมีอายุยืน. บทว่า มเหสกฺโข ความว่า เป็นผู้หนึ่งบรรดาผู้มีศักดิ์ใหญ่. บทว่า ทาสํปิ ความว่า จริงอยู่ผู้มีอานุภาพมากเช่นท่าน ไม่ควรเพื่อจะทำผู้ไม่มีอานุภาพ แม้เป็นทาสของพราหมณ์ให้จมน้ำ จะป่วยกล่าวไปไยถึงพราหมณ์ผู้มีอานุภาพมากเล่า.

ลำดับนั้น สุโภคะ จึงกล่าวกะพราหมณ์นั้นว่า เจ้าพราหมณ์ชั่วร้ายเจ้าสำคัญว่า จะหลอกให้เราปล่อยหรือ เราไม่ไว้ชีวิตเจ้า เมื่อจะประกาศกรรมที่พราหมณ์นั้นการทำจึงกล่าวว่า

เจ้าแอบต้นไม้ยิงเนื้อซึ่งมาเพื่อจะดื่มน้ำ เนื้อถูก ยิงแล้วรู้สึกได้ด้วยกำลังลูกศร จึงวิ่งหนีไปไกล เจ้า ไปพบมันล้มอยู่ในป่าใหญ่ จึงแล่เนื้อหามมาถึงต้นไทร ในเวลาเย็น อันกึกก้องไปด้วยเสียงร้องของนกดุเหว่า และนกสาลิกามีใบเหลือง เกลื่อนกล่นไปด้วยย่านไทร มีฝูงนกดุเหว่าร้องอยู่ระงม น่ารื่นรมย์ใจ ภูมิภาคเขียว ไปด้วยหญ้าแพรกอยู่เป็นนิตย์ พี่ชายของเราเป็นผู้รุ่ง เรืองไปด้วยฤทธิ์และยศ มีอานุภาพมาก อันนางนาค กัญญาทั้งหลายแวดล้อม ปรากฏแก่เจ้าผู้อยู่ที่ต้นไทร นั้น ท่านพาเจ้าไปเลี้ยงดู บำรุงบำเรอด้วยสิ่งที่น่าใคร่ ทุกอย่าง เป็นคนประทุษร้ายต่อท่านผู้ไม่ประทุษร้าย เวรนั้นมาถึงเจ้าในที่นี้แล้ว เจ้าจงเหยียดคอออกเร็ว ๆ เถิด เราจักไม่ไว้ชีวิตเจ้า เราระลึกถึงเวรที่เจ้าทำต่อ พี่ชายเรา จึงจักตัดศีรษะเจ้าเสีย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สายํ นิโคฺรธมุปาคมิ ความว่า ท่านเข้าไปยังต้นไทรในเวลาวิกาล. บทว่า ปิงฺคิยํ ความว่า มีใบสีเหลือง. บทว่า สณฺตายุตํ แปลว่า เกลื่อนกล่นไปด้วยย่านไทร. บทว่า โกกิลาภิรุทํ ความว่า มีฝูงนกดุเหว่าร้องอยู่ระงม. บทว่า ธุวํ หริตสทฺทลํ ความว่าภูมิภาคเขียวไปด้วยหญ้าแพรกอยู่เป็นนิตย์ เพราะเกิดในที่ใกล้น้ำ. บทว่าปาตุรหุ ความว่า พี่ชายของเรานั้นได้ปรากฏชัดแก่เจ้าผู้อยู่ที่ต้นไทรนั้น. บทว่า อิทฺธิยา แปลว่าด้วยเดชแห่งฤทธิ์. บทว่า โส เตน ความว่า ท่านนั้นอันพี่ชายของเราพาไปสู่ภพของตนแล้วเลี้ยงดู. บทว่า ปริสรํ ความว่า เราระลึกนึกถึงเวรคือกรรมชั่วที่เจ้าทำแก่พี่ชายของเรา. บทว่า เฉทยิสฺสามิ แปลว่า เราจักตัด.

ลำดับนั้นพราหมณ์เนสาทจึงคิดว่า นาคนี้เห็นจะไม่ไว้ชีวิตเราแน่ แต่ถึงกระนั้นเราก็ควรจะพยายามกล่าวอะไรๆ เพื่อให้พ้นให้จงได้ จึงกล่าวคาถาว่า

พราหมณ์ผู้ทรงเวท ๑ ผู้ประกอบในการขอ ๑ ผู้บูชาไฟ ๑ ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นพราหมณ์ที่ใคร ๆ ไม่ควรจะฆ่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอเตหิ ความว่า พราหมณ์เป็นผู้อันใครไม่ควรฆ่า คือฆ่าไม่ได้ ด้วยเหตุ ๓ ประการนี้ มีพราหมณ์ผู้ทรงเวทเป็นต้นเพราะผู้ใดฆ่าพราหมณ์ ผู้นั้นย่อมเกิดในนรก.

สุโภคะ ได้ฟังดังนั้นแล้ว ก็เกิดความลังเลใจ จึงคิดว่า เราจะพาพราหมณ์นี้ไปยังนาคพิภพ สอบถามพี่น้องดูก็จักรู้ได้ ดังนี้จึงได้กล่าวคาถา ๒คาถาว่า

เมืองของท้าวธตรฐ อยู่ภายใต้แม่น้ำยมุนา จด หิมวันตบรรพตซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลแม่น้ำยมุนา ล้วนแล้ว ไปด้วยทองคำงามรุ่งเรือง พี่น้องร่วมท้องของเรา ล้วน เป็นคนมีชื่อลือชา อยู่ในเมืองนั้น ดูก่อนพราหมณ์ พี่น้องของเราเหล่านั้นจักว่าอย่างไร เราจักต้องเป็น อย่างนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ปุรํ แปลว่า นครใด. บทว่า โอคาฬฺหํ ความว่า อยู่ลึกลงไปใต้แม่น้ำยมุนา. บทว่า คิริมาหจฺจ ยามุนํ ความว่าตั้งอยู่ไม่ไกลแต่แม่น้ำยมุนา จดหิมวันตบรรพต. บทว่า โชตเต แปลว่ารุ่งเรืองอยู่. บทว่า ตตฺถ เต ความว่า พี่ชายของเราเหล่านั้น อยู่ในนครนั้น. อธิบายว่าเมื่อเจ้าถูกนำไปในที่นั้น พี่ชายเหล่านั้นว่าอย่างใด เจ้าจักเป็นอย่างนั้น ก็ถ้าเจ้ากล่าวคำจริง ชีวิตของเจ้าก็จะมีอยู่ ถ้ากล่าวคำไม่จริง เราจะตัดศีรษะของเจ้าในที่นั้นทีเดียว.

สุโภคะครั้นกล่าวดังนั้นแล้ว จึงจับคอพราหมณ์เสือกไสไปพลางบริภาษไปพลาง จนถึงประตูปราสาทของพระโพธิสัตว์. จบสุโภคกัณฑ์

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๗ / ๑๓ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๔ หน้า ๒๘–๑๔๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

มหานิบาตชาดก · ๗๕๗ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๗๕๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๖. ภูริทัตตชาดก ๑- (๕๔๓)

ว่าด้วยพระเจ้าภูริทัต

(เหล่านาคมาณพเมื่อจะประกาศข้อความนี้ จึงกราบทูลพระราชาว่า)

[๗๘๔]

รัตนะอย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่ในนิเวศน์ของท้าวธตรัฏฐะ

รัตนะทั้งหมดจงมาสู่พระราชนิเวศน์ของพระองค์

ขอพระองค์จงพระราชทานพระราชธิดาแก่พระราชา

(พระเจ้าพรหมทัตครั้นได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๘๕]

ไม่ว่ากาลไหนๆ พวกเราไม่เคยทำการวิวาห์กับพวกนาคเลย

พวกเราจะทำการวิวาห์อันไม่สมควรนั้นได้อย่างไร

(เหล่านาคมาณพได้ฟังพระดำรัสนั้น จึงขู่พระราชาว่า)

[๗๘๖]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งมนุษย์

พระองค์จำต้องเสียสละพระชนมชีพ

หรือแคว้นเป็นแน่ เพราะเมื่อนาคโกรธแล้ว

คนเช่นพระองค์จะมีชีวิตอยู่ไม่ได้นาน

[๗๘๗]

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์เป็นมนุษย์ไม่มีฤทธิ์

แต่มาดูหมิ่นพญานาคธตรัฏฐะผู้มีฤทธิ์

ซึ่งเป็นลูกในอกของท้าววรุณนาคราชที่เกิดอยู่ใต้แม่น้ำยมุนา

(พระเจ้าพรหมทัตตรัสว่า)

[๗๘๘]

เราไม่ได้ดูหมิ่นท้าวธตรัฏฐะผู้ทรงยศ

เพราะท้าวธตรัฏฐะเป็นใหญ่แม้แห่งนาคเป็นอันมาก

@เชิงอรรถ :

@๑ พระศาสดาเมื่อเสด็จเข้าไปอาศัยกรุงสาวัตถี ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภอุบาสก อุบาสิกา

@ผู้รักษาอุโบสถศีล ตรัสภูริทัตตชาดกนี้ ซึ่งมีคำเริ่มต้นว่า รัตนะอย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่ ดังนี้ เป็นต้น

@(ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑)

[๗๘๙]

ถึงจะเป็นพญานาคผู้มีอานุภาพมาก

ก็ไม่สมควรกับธิดาของเรา

ส่วนเราเป็นกษัตริย์ของชาวแคว้นวิเทหะ

และนางสมุททชาธิดาของเราก็เป็นอภิชาตบุตร

(ท้าวธตรัฏฐะเมื่อทรงสั่งให้ประชุมบริษัท จึงตรัสว่า)

[๗๙๐]

พวกนาคกัมพลอัสสดร ๑- จงเตรียมตัว

จงไปประกาศให้นาคทั้งปวงรู้กัน

จงพากันไปกรุงพาราณสี แต่อย่าได้เบียดเบียนใครๆ

(ท้าวธตรัฏฐะตรัสบอกนาคมาณพเหล่านั้นว่า)

[๗๙๑]

นาคทั้งหลายจงแผ่พังพานห้อยอยู่ที่นิเวศน์

บึง ถนน ทาง ๔ แพร่ง ยอดไม้ และเสาระเนียด

[๗๙๒]

แม้เราก็จะนิรมิตตัวให้ใหญ่ ขาวล้วน

วงล้อมเมืองใหญ่ด้วยขนดหาง

ทำความกลัวให้เกิดแก่ชาวกาสี

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๙๓]

นาคทั้งหลายได้ฟังคำของท้าวธตรัฏฐะแล้ว

ต่างก็แปลงเพศเป็นหลายอย่าง

พากันเข้าไปยังกรุงพาราณสี แต่มิได้เบียดเบียนใครเลย

[๗๙๔]

นาคเหล่านั้นต่างพากันแผ่พังพานห้อยอยู่ที่นิเวศน์

บึง ถนน ทาง ๔ แพร่ง ยอดไม้ และเสาระเนียด

[๗๙๕]

พวกหญิงสาวจำนวนมากได้เห็นนาคเหล่านั้น

แผ่พังพานห้อยอยู่ตามที่ต่างๆ

หายใจฟู่ๆ อยู่ ต่างก็พากันร้องคร่ำครวญ

@เชิงอรรถ :

@๑ นาคกัมพลอัสสดร หมายถึงพวกนาคที่อาศัยอยู่ที่เชิงเขาสิเนรุและเป็นญาติฝ่ายพระมารดาของท้าวธตรัฏฐะ

@(ขุ.ชา.อ. ๑๐/๗๙๐/๑๑)

[๗๙๖]

ชาวกรุงพาราณสีต่างก็สะดุ้ง ตกใจ กลัว เดือดร้อน

พากันไปประชุมกอดอกร้องทุกข์ว่า

ขอพระองค์จงทรงพระราชทานพระราชธิดาแก่พระราชาเถิด

(พราหมณ์เนสาทะไปยังสำนักพระโพธิสัตว์ถามว่า)

[๗๙๗]

ท่านชื่ออะไร มีนัยน์ตาแดง มีอกผึ่งผาย

นั่งอยู่ในท่ามกลางป่าอันเต็มไปด้วยดอกไม้

นารี ๑๐ คนทรงเครื่องประดับสร้อยสังวาลทองคำ

นุ่งผ้าสวยงาม ยืนไหว้อยู่เป็นใคร

[๗๙๘]

ท่านเป็นใคร มีแขนใหญ่ รุ่งเรืองอยู่ในท่ามกลางป่า

เหมือนไฟอันลุกโชนด้วยเปรียง

ท่านคงจะเป็นผู้มีศักดิ์ใหญ่คนใดคนหนึ่ง

เป็นยักษ์หรือเป็นนาคผู้มีอานุภาพมาก

(พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น ตรัสบอกว่าตนเป็นพญานาคว่า)

[๗๙๙]

เราเป็นนาคผู้มีฤทธิ์เดช ยากที่ใครๆ จะล่วงล้ำได้

ถ้าแม้ว่าเราโกรธแล้ว จะพึงขบกัดชนบทที่เจริญ

ให้แหลกลาญไปได้ด้วยเดช

[๘๐๐]

เรามีมารดาชื่อสมุททชาและบิดาชื่อธตรัฏฐะ

เราเป็นน้องคนเล็กของสุทัศนะ คนทั้งหลายรู้จักเราว่า ภูริทัต

(พระโพธิสัตว์ตรัสบอกที่อยู่ของตนว่า)

[๘๐๑]

ท่านจงมองดูห้วงน้ำลึกน่ากลัวไหลวนอยู่ทุกเมื่อ

นั่นเป็นที่อยู่อันดีเลิศของเรา ลึกหลายร้อยชั่วคน

[๘๐๒]

ท่านอย่ากลัวเลย จงเข้าไปยังแม่น้ำยมุนาที่มีน้ำสีเขียว

ไหลมาจากกลางป่า จอแจไปด้วยเสียงนกยูงและนกกระเรียน

เป็นที่อยู่อันเกษมสำราญของพวกผู้มีอาจารวัตร

(พระโพธิสัตว์พาพราหมณ์กับบุตรทั้ง ๒ ไปยังฝั่งแม่น้ำยมุนา ยืนอยู่ที่ริมฝั่ง แล้วกล่าวว่า)

[๘๐๓]

พราหมณ์ ท่านพร้อมด้วยบุตร

และภรรยาไปถึงนาคพิภพแล้ว

เราจะบูชาท่านด้วยกามทั้งหลาย

ท่านจักได้ความสุขในนาคพิภพนั้น

(พราหมณ์เนสาทะพรรณนาสมบัติของพระโพธิสัตว์ว่า)

[๘๐๔]

แผ่นดินมีพื้นราบเรียบรอบด้าน

มีกฤษณาเป็นอันมาก

ดารดาษไปด้วยหมู่แมลงค่อมทอง

มีหญ้าสีเขียวชะอุ่มอุดมสวยงาม

[๘๐๕]

แนวป่าไม้อันน่ารื่นรมย์

สระโบกขรณีที่นิรมิตขึ้นด้วยดีน่ารื่นรมย์ใจ

มีดอกปทุมบานสะพรั่งร่วงหล่นลงดารดาษ

[๘๐๖]

มีเสา ๘ เหลี่ยมที่ทำไว้ดีแล้ว

ทุกต้นล้วนสำเร็จด้วยแก้วไพฑูรย์

ปราสาทมีเสา ๑,๐๐๐ ต้น ส่องแสงแวววาว

เต็มไปด้วยนางนาคกัญญา

[๘๐๗]

พระองค์เป็นผู้เข้าถึงทิพยวิมานอันกว้างขวาง

เกษมสำราญรื่นรมย์

ประกอบไปด้วยความสุขอย่างเลอเลิศด้วยบุญของตน

[๘๐๘]

พระองค์เห็นจะไม่ทรงหวังวิมานของท้าวสหัสสนัยน์

เพราะฤทธิ์อันยิ่งให้ไพบูลย์ของพระองค์นี้

ก็เหมือนของท้าวสักกะผู้รุ่งเรือง

(พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)

[๘๐๙]

อานุภาพของท้าวสักกะผู้รุ่งเรือง

ใครๆ ไม่พึงบรรลุได้แม้ด้วยใจ

ยศของเราทั้งหลายย่อมไม่ถึงเสี้ยว

ของท้าววสวัตดีผู้รับใช้พระอินทร์

(พระโพธิสัตว์ตรัสบอกความปรารถนาของตนว่า)

[๘๑๐]

เราปรารถนาวิมานของเหล่าเทวดาผู้ดำรงอยู่ในความสุขนั้น

จึงเข้าไปจำอุโบสถศีล นอนอยู่บนจอมปลวก

(พราหมณ์เมื่อจะลากลับ จึงกล่าวว่า)

[๘๑๑]

ข้าพระองค์พร้อมด้วยบุตรเข้าไปป่าแสวงหาเนื้อ

พวกญาติๆ ก็ยังไม่ทราบว่า

ข้าพระองค์นั้นตายแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่

[๘๑๒]

ข้าพระองค์ขอทูลลาพระภูริทัตผู้ทรงยศ

ผู้เป็นพระโอรสของพระธิดาแคว้นกาสี

พระองค์ทรงอนุญาตแล้วก็จะได้ไปเยี่ยมญาติๆ

(ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๘๑๓]

แท้จริง นั่นเป็นความพอใจของเราหนอ

ที่ให้ท่านอยู่ในสำนักของเรา

เพราะว่ากามทั้งหลายเช่นนี้จะหาได้ไม่ง่ายในหมู่มนุษย์

[๘๑๔]

ถ้าท่านไม่ปรารถนาจะอยู่ เราจะบูชาท่านด้วยกามารมณ์

เราอนุญาตให้ท่านไปเยี่ยมญาติๆ ได้โดยความสวัสดี

(พระโพธิสัตว์ทรงให้แก้วมณีแก่พราหมณ์แล้วตรัสว่า)

[๘๑๕]

เมื่อท่านทรงทิพยมณีนี้อยู่

ย่อมจะได้ทั้งปศุสัตว์และลูกๆ

ขอท่านจงถือเอาทิพยมณีนี้ไปเถิด

จงปราศจากโรคภัย ประสบสุขเถิด พราหมณ์

(พราหมณ์จึงกล่าวว่า)

[๘๑๖]

ข้าแต่พระภูริทัต พระดำรัสของพระองค์เป็นกุศล

ข้าพระองค์ยินดียิ่งนัก

ข้าพระองค์แก่แล้วจักบวช ไม่ปรารถนากามทั้งหลาย

(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๘๑๗]

หากพรหมจรรย์มีการแตกทำลาย

กิจที่ต้องทำด้วยโภคทรัพย์ทั้งหลายจะเกิดขึ้น

ท่านอย่าได้มีความหวั่นใจ ควรมาหาเรา

เราจะให้ทรัพย์แก่ท่านมากๆ

(พราหมณ์เนสาทะกล่าวว่า)

[๘๑๘]

ข้าแต่พระภูริทัต พระดำรัสของพระองค์เป็นกุศล

ข้าพระองค์ยินดียิ่งนัก

ข้าพระองค์จักกลับมาอีก ถ้ามีความต้องการ

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๘๑๙]

พระภูริทัตได้ฟังคำนี้แล้วจึงใช้ให้ชน ๔ คนไปส่งว่า

ท่านทั้งหลายจงลุกขึ้นมาไปเถิด

จงเตรียมตัวพาพราหมณ์ไปส่งโดยเร็ว

[๘๒๐]

ชนทั้ง ๔ ที่พระภูริทัตใช้ให้ไปส่ง

ฟังพระดำรัสของพระภูริทัตแล้ว

ลุกขึ้นพาพราหมณ์ไปส่งจนถึงโดยเร็ว

(พราหมณ์เนสาทะกล่าวกับพราหมณ์อลัมปายนะว่า)

[๘๒๑]

แก้วมณีที่สมมติกันว่าเป็นมงคล เป็นของดี

เป็นเครื่องปลื้มใจ น่ารื่นรมย์ใจ เกิดแต่หิน

สมบูรณ์ด้วยลักษณะที่ท่านถืออยู่นี้ ใครให้มา

(ลำดับนั้น พราหมณ์อลัมปายนะกล่าวว่า)

[๘๒๒]

แก้วมณีนี้พวกนางนาคมาณวิกาประมาณ ๑,๐๐๐

ล้วนแต่มีนัยน์ตาแดง วงล้อมไว้โดยรอบ

เราเดินทางไปได้แก้วมณีนี้มาในวันนี้

(พราหมณ์เนสาทะประสงค์จะลวงพราหมณ์อลัมปายนะ ประกาศโทษ ของแก้วมณี ประสงค์จะรับเป็นของตน จึงได้กล่าวว่า)

[๘๒๓]

แก้วมณีอันเกิดแต่หินนี้ที่หามาได้ด้วยดี

ที่บุคคลบูชานับถือ วางไว้ เก็บไว้เป็นอย่างดีทุกเมื่อ

พึงทำประโยชน์ทุกอย่างให้สำเร็จได้

[๘๒๔]

เมื่อบุคคลปราศจากการระมัดระวังในการเก็บรักษา

หรือในการวางไว้ เก็บไว้

แก้วมณีที่เกิดแต่หินนี้ที่บุคคลหามาได้แล้วไม่ใส่ใจ

ย่อมนำมาซึ่งความพินาศ

[๘๒๕]

คนผู้ไม่มีกุศลไม่ควรประดับแก้วมณีทิพย์นี้

เราจักให้ทองคำ ๑๐๐ แท่งแก่ท่าน

ท่านจงให้แก้วมณีนี้แก่เราเถิด

(ลำดับนั้น พราหมณ์อลัมปายนะกล่าวว่า)

[๘๒๖]

แก้วมณีของเรานี้ไม่ควรแลกเปลี่ยนด้วยโคหรือรัตนะ

เพราะแก้วมณีอันเกิดแต่หินนี้สมบูรณ์ด้วยลักษณะ

ฉะนั้น เราไม่ควรแลกเปลี่ยนเลย

(พราหมณ์เนสาทะกล่าวว่า)

[๘๒๗]

ถ้าท่านไม่แลกเปลี่ยนแก้วมณีด้วยโคหรือรัตนะ

เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านจะแลกเปลี่ยนแก้วมณีด้วยอะไร

เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกข้อนั้นแก่เรา

(พราหมณ์อลัมปายนะกล่าวว่า)

[๘๒๘]

ผู้ใดบอกนาคใหญ่ผู้มีเดชยากที่บุคคลจะล่วงเกินได้แก่เรา

เราจะให้แก้วมณีอันเกิดแต่หินนี้

อันเป็นเหมือนรุ่งเรืองด้วยเดชแก่ผู้นั้นไป

(พราหมณ์เนสาทะกล่าวว่า)

[๘๒๙]

ครุฑตัวประเสริฐหรืออะไรหนอ

แปลงเพศเป็นพราหมณ์มาแสวงหานาค

ประสงค์จะนำไปเป็นภักษาของตน

(พราหมณ์อลัมปายนะกล่าวว่า)

[๘๓๐]

ท่านพราหมณ์ เรามิได้เป็นพญาครุฑ

เราไม่เคยเห็นครุฑ เราเป็นผู้สนใจด้วยงูพิษ

ชนทั้งหลายรู้จักเราว่า เป็นหมองู

(พราหมณ์เนสาทะกล่าวว่า)

[๘๓๑]

ท่านมีกำลังอะไร มีศิลปะอะไร

ท่านเป็นผู้ได้รับการสนับสนุนในเรื่องอะไร

จึงไม่ยำเกรงนาค

(พราหมณ์อลัมปายนะนั้นเมื่อจะแสดงพลังของตน จึงกล่าวว่า)

[๘๓๒]

ครุฑมาบอกวิชาหมองูอย่างยอดเยี่ยม

แก่ฤๅษีโกสิยโคตรผู้อยู่ป่าประจำ

ประพฤติตบะมาเป็นเวลานาน

[๘๓๓]

เราเข้าไปหาฤๅษีตนหนึ่งบรรดาฤๅษี

ผู้บำเพ็ญตนอยู่ในระหว่างภูเขา

ได้บำรุงท่านด้วยความเคารพ

มิได้เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน

[๘๓๔]

ในกาลนั้น ท่านบำเพ็ญวัตรและพรหมจรรย์

เป็นผู้มีโชค เมื่อได้สมาคมกับเรา

จึงสอนมนต์ทิพย์ให้แก่เราด้วยความรัก

[๘๓๕]

เราได้รับการสนับสนุนในมนต์นั้น จึงไม่กลัวนาค

เราเป็นอาจารย์ของพวกหมอขจัดพิษ

ชนทั้งหลายรู้จักเราว่า อลัมปายนะ

(พราหมณ์เนสาทะได้ฟังดังนั้น เมื่อปรึกษากับบุตร จึงกล่าวว่า)

[๘๓๖]

พ่อโสมทัต พวกเรารับแก้วมณีไว้สิ เจ้าจงเข้าใจ

เราทั้ง ๒ อย่าละสิริที่มาถึงตนด้วยอาชญาตามความชอบใจสิ

(โสมทัตผู้เป็นบุตรของพราหมณ์เนสาทะกล่าวว่า)

[๘๓๗]

พ่อพราหมณ์ ภูริทัตนาคราชบูชาคุณพ่อผู้ไปถึงที่อยู่ของตน

เพราะเหตุไร คุณพ่อจึงปรารถนาที่จะประทุษร้าย

ต่อมิตรผู้ทำความดีเพราะความหลงอย่างนี้เล่า

[๘๓๘]

ถ้าคุณพ่อต้องการทรัพย์ พระภูริทัตก็คงจะให้

คุณพ่อจงไปขอเถิด พระภูริทัตคงจะให้ทรัพย์เป็นอันมากแก่คุณพ่อ

(พราหมณ์เนสาทะกล่าวว่า)

[๘๓๙]

โสมทัต การกินของที่ถึงมือถึงภาชนะ

หรือตั้งอยู่เบื้องหน้าเป็นความประเสริฐ

ประโยชน์ที่เห็นประจักษ์อย่าได้ล่วงเลยเราไปเลย

(โสมทัตกล่าวว่า)

[๘๔๐]

คนผู้ประทุษร้ายมิตรสละความเกื้อกูล

จะต้องหมกไหม้อยู่ในนรกอันร้ายแรง

แผ่นดินย่อมสูบผู้นั้น หรือถึงมีชีวิตอยู่ก็ซูบซีด

[๘๔๑]

ถ้าพ่อต้องการทรัพย์ ลูกเข้าใจว่า

พ่อจักต้องประสบเวรที่ตนได้ทำไว้ในไม่ช้า

(พราหมณ์เนสาทะกล่าวว่า)

[๘๔๒]

พราหมณ์ทั้งหลายบูชามหายัญอย่างนี้แล้วย่อมบริสุทธิ์ได้

เราจักบูชามหายัญ ก็จักพ้นจากบาปได้อย่างนี้

(โสมทัตกล่าวว่า)

[๘๔๓]

เชิญเถิด บัดนี้ ลูกจะขอแยกทางไป

วันนี้ ลูกจะไม่ขออยู่ร่วมกับพ่อ จะไม่ขอเดินทาง

ร่วมกับพ่อผู้ทำกรรมหยาบช้าอย่างนี้สักก้าวเดียว

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๘๔๔]

โสมทัตผู้เป็นพหูสูตครั้นกล่าวคำนี้กับบิดา

ประกาศกับเทวดาทั้งหลายแล้ว ได้หลีกไปจากที่นั้น

(พราหมณ์เนสาทะพาพราหมณ์อลัมปายนะไป เห็นพญานาคภูริทัตนอนขนด อยู่บนจอมปลวกจึงชี้มือบอกว่า)

[๘๔๕]

ท่านจงจับนาคใหญ่นั้น จงส่งแก้วมณีนี้มาให้แก่เรา

นาคใหญ่นี้มีผิวพรรณดังสีแมลงค่อมทอง ศีรษะแดง

[๘๔๖]

กายนั้นปรากฏดั่งกองปุยฝ้ายนอนอยู่บนจอมปลวกนั่น

ท่านจงจับเอาเถิด พราหมณ์

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๘๔๗]

ลำดับนั้น พราหมณ์อลัมปายนะเอาทิพยโอสถลูบทาตัว

และร่ายมนต์ป้องกันตัวอย่างนี้ จึงสามารถจับพญานาคนั้นได้

(ลำดับนั้น นาคสุทัศนะพระโอรสองค์โตของพระนางสมุททชา ทูลถามมารดาว่า)

[๘๔๘]

เพราะได้ทอดพระเนตรเห็นข้าพระองค์

ผู้ให้สำเร็จสิ่งที่น่าใคร่ทั้งปวงมาเฝ้าแล้ว

อินทรีย์ของพระแม่เจ้าจึงไม่ผ่องใส

พระพักตร์ของพระแม่เจ้าก็เกรียมดำ

[๘๔๙]

เพราะได้ทอดพระเนตรเห็นข้าพระองค์เช่นนี้

พระพักตร์ของพระแม่เจ้าก็เกรียมดำ

เหมือนดอกบัวที่ถูกขยี้อยู่ในมือ

[๘๕๐]

ใครด่าทอท่านหรือ พระแม่เจ้ามีเวทนาอะไรหรือ

เพราะได้ทอดพระเนตรเห็นข้าพระองค์ผู้มาเฝ้า

พระพักตร์ของพระแม่เจ้าเกรียมดำเพราะเหตุไร

(พระนางสมุททชาตรัสบอกแก่สุทัศนะว่า)

[๘๕๑]

ลูกรัก แม่ได้ฝันล่วงมาได้หนึ่งเดือนแล้วว่า

มีชายมาตัดแขนของแม่ดูเหมือนจะเป็นข้างขวา

ถือเอาไปทั้งที่ยังเปื้อนเลือด เมื่อแม่กำลังร้องไห้อยู่

[๘๕๒]

ตั้งแต่แม่ได้ฝันเห็นแล้ว พ่อสุทัศนะ เจ้าจงรู้เถิดว่า

แม่ไม่ได้ความสุขทั้งกลางวันทั้งกลางคืน

(พระนางสมุททชาครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็คร่ำครวญอยู่ว่า)

[๘๕๓]

เมื่อก่อน พระภูริทัตผู้ที่นางนาคกัญญา

ผู้มีร่างกายสวยงาม คลุมด้วยข่ายทองคำพากันบำเรอ

ยังไม่ปรากฏตัว

[๘๕๔]

เมื่อก่อน พระภูริทัตผู้ซึ่งเสนาทั้งหลายถือดาบอันคมกล้า

แวดล้อมดังดอกกรรณิการ์บานสะพรั่งยังไม่ปรากฏตัว

[๘๕๕]

เอาละ บัดนี้ เราจักไปที่อยู่ของพระภูริทัต

จะไปเยี่ยมเยือนน้องชายของเจ้า

ผู้ดำรงอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๘๕๖]

ภรรยาทั้งหลายของนาคภูริทัต

ครั้นได้เห็นพระมารดาของนาคภูริทัตกำลังเสด็จมา

จึงพากันเข้าประคองแขนคร่ำครวญว่า

[๘๕๗]

ข้าแต่พระแม่เจ้า ตลอดหนึ่งเดือนล่วงไปแต่วันนี้

พวกหม่อมฉันยังไม่ทราบว่า

พระภูริทัตผู้ทรงยศพระโอรสของพระแม่เจ้าสิ้นชีพแล้ว

หรือว่ายังดำรงพระชนม์อยู่

[๘๕๘]

เมื่อพวกเราไม่เห็นพระภูริทัตก็จักระทมทุกข์สิ้นกาลนาน

เหมือนแม่นกที่ลูกถูกฆ่าตายเห็นแต่รังที่ว่างเปล่า

[๘๕๙]

เมื่อพวกเราไม่เห็นพระภูริทัตก็จักระทมทุกข์สิ้นกาลนาน

เหมือนแม่นกเขาที่ลูกถูกฆ่าตายเห็นแต่รังที่ว่างเปล่า

[๘๖๐]

เมื่อพวกเราไม่เห็นพระภูริทัต

ก็จักหม่นไหม้ไปด้วยทุกข์สิ้นกาลนาน

เหมือนนางนกจักรพากบนเปือกตมที่ปราศจากน้ำเป็นแน่

[๘๖๑]

เหมือนเบ้าหลอมทองของพวกช่างทอง

ย่อมไหม้อยู่ข้างในหาไหม้ข้างนอกไม่ฉันใด

พวกเราเมื่อไม่เห็นพระภูริทัตก็ย่อมหม่นไหม้ด้วยความโศกฉันนั้น

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๘๖๒]

บุตรและภรรยาในที่อยู่ของพระภูริทัต

ต่างพากันล้มนอนระเกะระกะ

เหมือนต้นรังที่ถูกลมพัดทำให้ย่อยยับไป

[๘๖๓]

ครั้นได้ยินเสียงกึกก้องของบุตรและภรรยาเหล่านั้น

ในที่อยู่ของพระภูริทัตแล้ว

นาคอริฏฐะและสุโภคะต่างก็วิ่งวุ่นไปในระหว่างพูดขึ้นว่า

[๘๖๔]

ข้าแต่พระแม่เจ้า จงเบาพระทัยเถิด อย่าเศร้าโศกเลย

เพราะสัตว์ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา

คือ ย่อมเกิด ย่อมตาย

การตายและการเกิดนี้เป็นความแปรผันของสัตว์นั้น

(พระนางสมุททชามารดากล่าวว่า)

[๘๖๕]

ลูกรัก ถึงแม่จะทราบว่า

สัตว์ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา

แต่ว่าเมื่อไม่เห็นพระภูริทัต แม่ก็ได้รับความเศร้าโศก

[๘๖๖]

พ่อสุทัศนะ เจ้าจงรู้ไว้เถิด

ถ้าคืนวันนี้ เมื่อยังไม่เห็นพระภูริทัต

แม่เข้าใจว่าจักต้องตายแน่

(สุทัศนกุมารกล่าวว่า)

[๘๖๗]

ข้าแต่พระแม่เจ้า จงเบาพระทัยเถิด อย่าเศร้าโศกเลย

ลูกทั้งหลายจักนำท่านพี่ภูริทัตมา

จักเที่ยวไปตามหาท่านพี่ภูริทัตตามทิศน้อยใหญ่

[๘๖๘]

ที่ภูเขา ซอกเขา บ้าน และนิคม

พระแม่เจ้าจะได้ทรงเห็นท่านพี่กลับมาภายใน ๗ วัน

(พราหมณ์อลัมปายนะกล่าวว่า)

[๘๖๙]

นาคหลุดจากมือเลื้อยไปฟุบลงที่เท้าโดยกะทันหัน

ข้าแต่พ่อ คุณพ่อถูกมันกัดเอากระมังหนอ

คุณพ่ออย่ากลัวเลย จงได้รับความสุขเถิด

(สุทัศนกุมารผู้ปลอมตัวเป็นดาบสตามหานาคภูริทัตพี่ชายกล่าวว่า)

[๘๗๐]

นาคตัวนี้ไม่สามารถจะทำความทุกข์อะไรให้เราได้เลย

หมองูเท่าที่มีอยู่ก็ไม่มีคนไหนจะดียิ่งกว่าเรา

(พราหมณ์อลัมปายนะกล่าวว่า)

[๘๗๑]

ใครกันหนอ เงอะงะ แปลงเพศเป็นพราหมณ์

มายังสำนักบริษัท อวดอ้างยุทธการที่ดี

ขอบริษัทจงฟังข้าพเจ้า

(สุทัศนกุมารกล่าวว่า)

[๘๗๒]

หมองู ท่านจงต่อสู้กับเราด้วยนาค

เราจักต่อสู้กับท่านด้วยลูกเขียด ในการรบของเรานั้น

เราทั้ง ๒ จงพนันกันด้วยทรัพย์เพียง ๕,๐๐๐

(พราหมณ์อลัมปายนะกล่าวว่า)

[๘๗๓]

มาณพ เราเท่านั้นเป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์

ท่านเป็นคนจน ใครหนอจะเป็นคนค้ำประกันท่าน

และอะไรเป็นเดิมพันของท่านเล่า

[๘๗๔]

ส่วนข้าพเจ้ามีทั้งเดิมพัน และมีทั้งคนค้ำประกันเช่นนั้น

ในการขันสู้ของเราทั้ง ๒ นั้น

เราทั้ง ๒ จงพนันกันด้วยทรัพย์เพียง ๕,๐๐๐

(สุทัศนกุมารเข้าไปเฝ้าพระราชากราบทูลว่า)

[๘๗๕]

มหาบพิตร ขอพระองค์โปรดสดับคำของอาตมภาพ

ขอมหาบพิตรจงทรงพระเจริญ ขอมหาบพิตรผู้ทรงเกียรติ

จงทรงค้ำประกันทรัพย์ ๕,๐๐๐ ให้อาตมภาพเถิด

(พระราชาตรัสว่า)

[๘๗๖]

หนี้เป็นของตกค้างมาแต่บิดา หรือท่านก่อมันขึ้นมาเอง

ท่านพราหมณ์ เพราะเหตุไร

ท่านจึงขอทรัพย์ข้าพเจ้ามากมายอย่างนี้

(สุทัศนกุมารกราบทูลว่า)

[๘๗๗]

พราหมณ์อลัมปายนะปรารถนาจะต่อสู้กับอาตมภาพด้วยนาค

อาตมภาพจะให้ลูกเขียดกัดพราหมณ์อลัมปายนะ

[๘๗๘]

มหาบพิตรผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญ

ขอเชิญพระองค์ผู้ทรงคับคั่งไปด้วยหมู่กษัตริย์

เสด็จออกไปทอดพระเนตรนาคในวันนี้เถิด

(พราหมณ์อลัมปายนะกล่าวว่า)

[๘๗๙]

มาณพ เรามิได้ดูหมิ่นท่านด้วยวาทศิลป์เลย

แต่ท่านมัวเมาศิลปะเกินไป จึงไม่ยำเกรงนาค

(สุทัศนกุมารกล่าวว่า)

[๘๘๐]

ท่านพราหมณ์ แม้อาตมาก็มิได้ดูหมิ่นท่านด้วยวาทศิลป์

แต่ท่านกล้าลวงประชาชนด้วยนาคที่ปราศจากพิษ

[๘๘๑]

ประชาชนจะพึงรู้เรื่องนี้เหมือนอาตมภาพรู้จักท่าน

ท่านจักไม่ได้แกลบสักกำมือหนึ่งเลย

ท่านจะได้ทรัพย์แต่ที่ไหนเล่า อลัมปายนะ

(พราหมณ์อลัมปายนะกล่าวว่า)

[๘๘๒]

ท่านคนสกปรก ม้วนชฎา รุ่มร่าม

นุ่งห่มหนังสัตว์ขรุขระ เหมือนคนเงอะงะเข้ามายังบริษัท

ซึ่งดูหมิ่นนาคผู้มีพิษถึงอย่างนี้ว่าไม่มีพิษ

[๘๘๓]

ท่านเข้ามาใกล้แล้วนั่นแหละ จึงจะรู้นาคนั้นได้ว่า

เต็มไปด้วยเดชร้ายแรง ๑- ข้าพเจ้าแน่ใจว่า

นาคตัวนี้จักทำท่านให้เป็นเหมือนกองเถ้าไปทันที

(สุทัศนกุมารกล่าวว่า)

[๘๘๔]

งูเรือน งูปลา งูเขียวต่างหากมีพิษ

แต่นาคหัวแดงไม่มีพิษเลย

(พราหมณ์อลัมปายนะกล่าวว่า)

[๘๘๕]

ข้าพเจ้าได้ยินมาจากเหล่าพระอรหันต์

ผู้สำรวม ผู้บำเพ็ญตบะอย่างนี้ว่า

ทายกทั้งหลายให้ทานในโลกนี้แล้วย่อมไปสวรรค์

ท่านจงให้ทานเสียแต่ยังมีชีวิตเถิด ถ้าท่านมีความประสงค์จะให้

@เชิงอรรถ :

@๑ เต็มไปด้วยเดชร้ายแรง หมายถึงเต็มไปด้วยพิษร้ายแรง (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๘๘๘/๕๔)

[๘๘๖]

นาคนี้มีฤทธิ์มาก มีเดชยากที่ใครจะล่วงเกินได้

ข้าพเจ้าจะให้มันฉกท่าน มันจักทำท่านให้เป็นเถ้าไปได้

(สุทัศนกุมารกล่าวว่า)

[๘๘๗]

สหาย แม้เราก็ได้ยินมาจากเหล่าพระอรหันต์

ผู้สำรวม ผู้บำเพ็ญตบะอย่างนี้ว่า

ทายกทั้งหลายให้ทานในโลกนี้แล้วย่อมไปสวรรค์

ท่านนั่นแหละเมื่อยังมีชีวิตอยู่จงให้ทาน

ถ้าท่านมีความประสงค์จะให้

[๘๘๘]

ลูกเขียดชื่อว่าอัจจิมุขีนี้เต็มไปด้วยเดชร้ายแรง

เราจะให้ลูกเขียดนั้นกัดท่าน มันจักทำท่านให้เป็นเถ้าไปได้

[๘๘๙]

นางเป็นธิดาของท้าวธตรัฏฐะเป็นน้องสาวต่างมารดาของเรา

นางอัจจิมุขีเต็มไปด้วยเดชร้ายแรงจงกัดท่าน

[๘๙๐]

พรหมทัตมหาบพิตร

ขอพระองค์ได้โปรดทราบไว้เถิด

หากอาตมภาพหยดพิษลงบนแผ่นดิน

ต้นหญ้าลดาวัลย์และรุกขชาติที่เป็นยาทั้งหลาย

ก็จะพึงเฉาแห้งไปโดยไม่ต้องสงสัย

[๘๙๑]

พรหมทัตมหาบพิตร

ขอพระองค์ได้โปรดทราบไว้เถิด

หากอาตมภาพจักขว้างพิษขึ้นไปบนอากาศ

ฝนก็จะไม่ตก หิมะก็จะไม่ตกตลอด ๗ ปี

[๘๙๒]

พรหมทัตมหาบพิตร

ขอพระองค์ได้โปรดทราบไว้เถิด

หากอาตมภาพจักหยดพิษลงไปในแม่น้ำ

ฝูงสัตว์คือปลาและเต่าที่เกิดในน้ำ

ต่างก็จะพึงล้มตายไปทั้งหมด

(พราหมณ์เนสาทะกล่าวว่า)

[๘๙๓]

เมื่อเรากำลังอาบน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ของโลก ๑-

ซึ่งขังอยู่ที่ท่าน้ำปยาคะ

มีภูตอะไรมาฉุดเราลงสู่แม่น้ำยมุนาอันลึก

(สุโภคกุมารน้องชายนาคภูริทัตกล่าวว่า)

[๘๙๔]

พญานาคตัวประเสริฐใดที่เป็นใหญ่ในโลก

เรืองยศ ปกคลุมกรุงพาราณสีไว้โดยรอบ

เราเป็นลูกของพญานาคตัวประเสริฐนั้น

พราหมณ์ นาคทั้งหลายเรียกเราว่า สุโภคะ

(พราหมณ์เนสาทะกล่าวว่า)

[๘๙๕]

ถ้าท่านเป็นโอรสของพญานาคผู้ประเสริฐ

เป็นเจ้าแห่งชาวกาสี เป็นใหญ่แห่งเทวดา

พระบิดาของท่านมีศักดามากผู้หนึ่ง

และพระมารดาของท่านก็ไม่มีใครเทียมเท่าได้ในหมู่มนุษย์

ผู้มีอานุภาพมากเช่นท่าน

ไม่สมควรฉุดแม้เพียงแต่ทาสของพราหมณ์ให้จมน้ำเลย

(สุโภคกุมารกล่าวว่า)

[๘๙๖]

เจ้าแอบแฝงต้นไม้ ยิงเนื้อละมั่งที่มาเพื่อจะดื่มน้ำ

เจ้าเนื้อมายาตัวนั้นถูกยิงแล้ว

ยังวิ่งไปได้ไกลด้วยกำลังศร

[๘๙๗]

เจ้าได้เห็นมันล้มลงในป่าใหญ่

เจ้านั้นจึงหาบเนื้อของมันเข้าไปหาต้นไทรในเวลาเย็น

เป็นต้นไม้มีใบเหลือง ระเกะระกะไปด้วยราก

@เชิงอรรถ :

@๑ น้ำอันศักดิ์สิทธิ์ของโลก หมายถึงน้ำที่โลกสมมติว่าสามารลอยบาปได้อย่างนี้ (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๘๙๓/๕๙)

[๘๙๘]

กึกก้องไปด้วยเสียงร้องของนกแขกเต้าและนกสาลิกา

มีฝูงนกดุเหว่าส่งเสียงร้องระงม น่ารื่นรมย์ใจ

มีหญ้าแพรกเขียวอยู่เป็นประจำ

[๘๙๙]

พี่ชายของเรานั้นมีอานุภาพมาก รุ่งเรืองด้วยฤทธิ์และยศ

แวดล้อมไปด้วยนางนาคกัญญาทั้งหลาย

ปรากฏตัวต่อท่านผู้อยู่ที่ต้นไทรนั้น

[๙๐๐]

เขาบำเรอเจ้านั้นให้เอิบอิ่มด้วยสิ่งที่น่าใคร่ทุกอย่าง

เจ้ายังประทุษร้ายต่อเขาผู้มิได้ประทุษร้าย

เวรของเจ้านั้นมาถึงที่นี้แล้ว

[๙๐๑]

เจ้าจงรีบยื่นคอออกมา เราจักไม่ให้ชีวิตแก่เจ้า

เมื่อระลึกถึงเวรที่เจ้าก่อไว้ต่อพี่ชายของเรา

เราจักตัดศีรษะของเจ้า

(พราหมณ์เนสาทะกล่าวว่า)

[๙๐๒]

พราหมณ์ถือการสาธยาย(เวท)

เป็นผู้ประกอบในการอ้อนวอน และเป็นผู้บูชาไฟ

จึงไม่ควรถูกฆ่าด้วยเหตุ ๓ ประการนี้ ๑-

(สุโภคกุมารกล่าวว่า)

[๙๐๓]

เมืองของท้าวธตรัฏฐะอยู่ภายใต้แม่น้ำยมุนา

จรดภูเขาหิมพานต์ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากแม่น้ำยมุนา

ล้วนไปด้วยทองคำงามรุ่งเรือง

[๙๐๔]

พี่น้องร่วมอุทรของเราล้วนแต่เป็นคนขึ้นชื่อลือชา

พี่น้องของเราเหล่านั้นในเมืองนั้นจักว่าอย่างใด

เจ้าก็จักต้องเป็นอย่างนั้น

@เชิงอรรถ :

@๑ ด้วยเหตุ ๓ ประการนี้ หมายถึงพราหมณ์ไม่สมควรถูกฆ่าคือใครๆ จะฆ่าพราหมณ์ไม่ได้ด้วยเหตุ ๓ ประการ

@มีความเป็นผู้ควรถูกฆ่าเป็นต้นเหล่านี้ เพราะผู้ที่ฆ่าพราหมณ์ย่อมเกิดในนรก (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๙๐๒/๖๑)

(นาคกาณาริฏฐะ กล่าวถ้อยคำที่ผิดว่า)

[๙๐๕]

พี่สุโภคะ ยัญและพระเวททั้งหลายในโลก

ที่พวกพราหมณ์ประกอบขึ้น มิใช่ของเล็กน้อย ๑-

เพราะฉะนั้น ผู้ติเตียนพราหมณ์ผู้ที่ไม่ควรติเตียน

ชื่อว่าย่อมละเลยทรัพย์เครื่องปลื้มใจและธรรมของสัตบุรุษ

[๙๐๖]

พวกพราหมณ์ถือการสาธยาย(เวท)

พวกกษัตริย์ปกครองแผ่นดิน

พวกแพศย์ยึดเกษตรกรรมและพวกศูทรยึดการรับใช้

วรรณะทั้ง ๔ นี้เข้าถึงการงานตามที่อ้างมาแต่ละอย่าง

กล่าวกันว่า มหาพรหมผู้มีอำนาจสร้างขึ้นไว้

[๙๐๗]

แม้พวกเทพเจ้าเหล่านี้ คือ ท้าวธาดา วิธาดา

วรุณ กุเวร โสมะ พระยม พระจันทร์ พระวายุ

และพระอาทิตย์ ต่างก็บูชายัญโดยวิธีการต่างๆ

และให้สิ่งที่น่าใคร่ทุกอย่างแก่พวกพราหมณ์ผู้สาธยาย

[๙๐๘]

ท้าวอัชชุนะและภีมเสนผู้มีกำลังมาก

มีแขนตั้งพัน ไม่มีใครเสมอเหมือนในแผ่นดิน

ยกธนูขึ้นได้ถึง ๕๐๐ คัน ก็ได้ทรงบูชาไฟในครั้งนั้น

[๙๐๙]

พี่สุโภคะ ผู้เลี้ยงดูพวกพราหมณ์มาเป็นเวลานาน

ด้วยข้าวและน้ำตามกำลังความสามารถ

มีจิตเลื่อมใสอนุโมทนาอยู่ ได้เป็นเทพเจ้าองค์หนึ่ง

[๙๑๐]

พระเจ้ามุจลินท์สามารถบูชาเทวดาคือไฟผู้กินมาก

มีรัศมีไม่ต่ำทรามให้อิ่มหนำด้วยเนยใส

ทรงบูชายัญวิธีแก่เทวดาคือไฟผู้ประเสริฐแล้ว

ได้ไปบังเกิดในทิพยคติ

@เชิงอรรถ :

@๑ มิใช่ของเล็กน้อย หมายถึงยัญและเวททั้งหลายในโลกนี้มิใช่ของเล็กน้อย คือ ไม่ต่ำต้อย มีอานุภาพมาก

@(ขุ.ชา.อ. ๑๐/๙๐๕/๖๓)

[๙๑๑]

พระเจ้าทุทีปะผู้มีอานุภาพมาก

มีพระชนมายุยืนถึง ๑,๐๐๐ ปี มีพระรูปงามน่าดูยิ่ง

ทรงละแคว้นอันไม่มีที่สุดพร้อมทั้งเสนา

เสด็จออกผนวชแล้ว ได้เสด็จไปสู่สวรรค์

[๙๑๒]

พี่สุโภคะ พระเจ้าสาคระทรงปราบแผ่นดินอันมีสาครเป็นที่สุด

รับสั่งให้ตั้งเสาเจว็ดอันงามยิ่ง ล้วนแล้วด้วยทองคำ

ทรงบูชาไฟแล้ว ได้เป็นเทพเจ้าองค์หนึ่ง

[๙๑๓]

พี่สุโภคะ แม่น้ำคงคาที่ไหลไปสู่มหาสมุทรเป็นที่สั่งสมนมส้ม

ย่อมเป็นไปด้วยอานุภาพของผู้ใด

ผู้นั้นคือพระเจ้าอังคโลมบาท ทรงบูชาไฟแล้ว

เสด็จไปเกิดในพระนครของท้าวสหัสสนัยน์

[๙๑๔]

เทวดาผู้ประเสริฐมีฤทธ์มาก เรืองยศ

เป็นเสนาบดีของท้าววาสวะในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

กำจัดมลทินด้วยวิธีโสมยาคะ ได้เป็นเทพเจ้าองค์หนึ่ง

[๙๑๕]

เทพผู้ประเสริฐมีฤทธิ์มียศองค์ใดได้ทรงสร้างโลกนี้

โลกหน้า แม่น้ำภาคีรถี ภูเขาหิมพานต์ และภูเขาวิชฌะ

แม้เทพองค์นั้นก็ทรงได้บำเรอไฟในกาลนั้น

[๙๑๖]

ภูเขามาลาคีรีก็ดี ภูเขาหิมพานต์ก็ดี ภูเขาคิชฌกูฏก็ดี

ภูเขาสุทัศนะก็ดี ภูเขานิสภะก็ดี ภูเขากากเวรุก็ดี

ภูเขาเหล่านี้และภูเขาใหญ่อื่นๆ ว่ากันว่า

พวกพราหมณ์ผู้บูชายัญสร้างขึ้นไว้

[๙๑๗]

ชนทั้งหลายเรียกพราหมณ์ถือการสาธยาย(เวท)

ผู้เข้าถึงคุณแห่งมนต์ ผู้มีตบะในโลกนี้ว่า

ผู้ประกอบการอ้อนวอนมหาสมุทรซัดท่วมพราหมณ์นั้น

ผู้กำลังตระเตรียมน้ำอยู่ที่ฝั่งสมุทร

เพราะฉะนั้น น้ำในสมุทรจึงดื่มไม่ได้

[๙๑๘]

วัตถุที่ควรบูชาทั้งหลาย คือ พวกพราหมณ์

มีอยู่มากในแผ่นดินของท้าววาสวะ

พราหมณ์เหล่านั้นมีอยู่ทั้งในทิศตะวันออก ทิศตะวันตก

ทิศใต้ และทิศเหนือย่อมทำความรู้ให้เกิด

(พระโพธิสัตว์กล่าวเฉลยว่า)

[๙๑๙]

พ่ออริฏฐะ แท้จริง การเรียนรู้พระเวท

เป็นโทษของเหล่านักปราชญ์

แต่เป็นการกระทำของพวกคนพาล

เหมือนอาการของพยับแดด

เพราะเป็นของมองเห็นไม่ได้เสมอไป

มีคุณทางหลอกลวง พาเอาคนผู้มีปัญญาไปไม่ได้

[๙๒๐]

เวททั้งหลายมิได้มีเพื่อป้องกันคนผู้ประทุษร้ายมิตร

ผู้ล้างผลาญความเจริญ เหมือนไฟที่บุคคลบำเรอแล้ว

ย่อมป้องกันคนโทสจริตให้ทำกรรมชั่วไม่ได้

[๙๒๑]

ถ้าคนทั้งหลายจะนำเอาไม้ที่มีอยู่ในโลกทั้งหมด

พร้อมทั้งทรัพย์สมบัติของตนผสมกับหญ้าให้ไฟเผา

ไฟที่มีเดชอันไม่มีใครเทียมเผาสิ่งทั้งหมด

แนะพ่อลิ้นสองแฉก ใครเล่าจะพึงทำให้ไฟนั้นอิ่มได้

[๙๒๒]

นมสดแปรไปได้เป็นธรรมดา คือ

เป็นนมส้มแล้วก็กลับกลายไปเป็นเนยข้นฉันใด

ไฟก็มีความแปรไปเป็นธรรมดาได้ฉันนั้น

ไฟที่ประกอบด้วยความเพียรในการสีไฟจึงเกิดไฟได้

[๙๒๓]

ไม่ปรากฏว่าไฟเข้าไปอยู่ในไม้แห้งและไม้สด

เมื่อคนไม่สีไฟ ไฟก็ไม่เกิด

ไฟย่อมไม่เกิดเพราะไม่มีคนทำให้เกิด

[๙๒๔]

ก็ถ้าไฟจะพึงเข้าไปอยู่ภายในไม้แห้งและไม้สด

ป่าทั้งหมดในโลกก็จะพึงแห้งไป

และไม้แห้งก็จะพึงลุกโพลงขึ้นเองได้

[๙๒๕]

ถ้าคนเลี้ยงดูไฟที่มีเปลวควันกำลังส่องแสงอยู่

ให้เผา(กิน)ไม้และหญ้า ชื่อว่าได้ทำบุญ

คนเผาถ่าน คนต้มเกลือ พ่อครัว และคนเผาศพ

ก็ชื่อว่าพึงได้ทำบุญด้วย

[๙๒๖]

ถ้าหากพราหมณ์เหล่านี้ทำบุญได้เพราะเลี้ยงไฟ

ด้วยการเรียนมนต์ เพราะเลี้ยงไฟให้อิ่มหนำ

คนบางคนในโลกนี้ผู้เอาเชื้อไฟให้ไฟเผาไหม้

จะไม่ชื่อว่าได้ทำบุญอย่างไรเล่า

[๙๒๗]

แนะพ่อลิ้นสองแฉก เพราะเหตุไร

เพราะไฟเป็นสิ่งที่โลกยำเกรง

พึงกินได้ทั้งของที่มีกลิ่นไม่น่าพอใจ คนเป็นอันมากไม่ชอบ

และของที่พวกมนุษย์หลีกเลี่ยงไม่ประเสริฐนั้น

[๙๒๘]

ความจริง คนบางพวกนับถือไฟเป็นเทวดา

ส่วนพวกมิลักขะนับถือน้ำเป็นเทวดา

คนทั้งหมดนี้กล่าวเท็จ ไฟและน้ำไม่ใช่เทพเจ้าตนใดตนหนึ่ง

[๙๒๙]

ชาวโลกบำเรอไฟที่ไม่มีอินทรีย์ ไม่มีกายที่จะรับรู้สึกได้

ส่องแสงสว่าง เป็นเครื่องทำการงานของประชาชน

เมื่อยังทำบาปกรรมอยู่ จะพึงถึงสุคติได้อย่างไร

[๙๓๐]

พวกพราหมณ์ผู้ต้องการเลี้ยงชีวิตของตนในโลกนี้กล่าวว่า

พระพรหมครอบงำได้ทั้งหมด และว่าพระพรหมบำเรอไฟ

เมื่อพระพรหมมีอานุภาพและมีอำนาจทุกสิ่ง

ทำไมจึงไม่สร้างตนเอง แต่กลับมาไหว้ไฟที่ตนสร้างขึ้น

[๙๓๑]

คำของพวกพราหมณ์น่าหัวเราะเยาะ ๑-

ไม่ควรสวด ไม่เป็นความจริง

พราหมณ์เหล่านั้นได้กล่าวคำเท็จไว้ก่อน

เพราะเหตุแห่งสักการะ พราหมณ์เหล่านั้น

เมื่อลาภสักการะยังไม่ปรากฏขึ้น ก็ร้อยกรองยัญที่ชื่อว่า

“สันติธรรม” โยงเข้ากับการฆ่าสัตว์ ๒- (บูชายัญ)

[๙๓๒]

พวกพราหมณ์ถือการสาธยาย (มนต์)

พวกกษัตริย์ปกครองแผ่นดิน

พวกแพศย์ยึดเกษตรกรรม และพวกศูทรยึดการรับใช้

วรรณทั้ง ๔ นี้เข้าถึงการงานตามที่อ้างมาแต่ละอย่าง

กล่าวกันว่า มหาพรหมผู้มีอำนาจได้สร้างขึ้นไว้

[๙๓๓]

ถ้าคำนี้จะพึงเป็นคำจริงเหมือนที่พวกพราหมณ์ได้กล่าวไว้

ผู้ที่มิใช่กษัตริย์ก็ไม่พึงได้ราชสมบัติ

ผู้ที่มิใช่พราหมณ์ก็ไม่พึงศึกษามนต์

คนนอกจากแพศย์ก็ไม่พึงทำเกษตรกรรม

และพวกศูทรก็ไม่พึงพ้นจากการรับใช้ผู้อื่น

[๙๓๔]

แต่เพราะคำนี้ไม่จริง เป็นคำเท็จ

ฉะนั้น พวกคนเหล่านี้จึงกล่าวเท็จทั้งนั้นเพราะเห็นแก่ท้อง ๓-

พวกคนมีปัญญาน้อยย่อมเชื่อถือคำนั้น

พวกบัณฑิตย่อมพิจารณาเห็นคำนั้นด้วยตนเอง

@เชิงอรรถ :

@๑ น่าหัวเราะเยาะ หมายความว่า ขึ้นชื่อว่า คำของพวกพราหมณ์ สมควรต้องหัวเราะเยาะ เพราะอด

@ทนต่อความเพ่งพินิจ(ตรวจสอบ)ของบัณฑิตไม่ได้ (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๙๓๑/๗๘)

@๒ โยงเข้ากับการฆ่าสัตว์ หมายถึงพวกพราหมณ์โยงลาภสักการะซึ่งไม่ปรากฏประมาณเท่านี้เข้ากับหมู่สัตว์

@แล้วเชื่อมสันติธรรม กล่าวคือ ลัทธิธรรมของตนอันประกอบด้วยการฆ่าสัตว์แล้วร้อยกรองคัมภีร์ชื่อ

@ยัญญสูตรขึ้นไว้ (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๙๓๑/๗๘)

@๓ เพราะเห็นแก่ท้อง หมายถึงผู้อาศัยท้องเลี้ยงชีวิตหรือเพราะเหตุต้องการจะบรรจุให้เต็มท้อง

@(ขุ.ชา.อ. ๑๐/๙๓๔/๗๘)

[๙๓๕]

เพราะพวกกษัตริย์ย่อมเก็บภาษีอากรจากพวกแพศย์

พวกพราหมณ์ก็ถือศัสตราเที่ยวฆ่าสัตว์

เพราะเหตุไร พระพรหมจึงไม่บันดาล

โลกที่ปั่นป่วนแตกต่างกันเช่นนั้นให้เที่ยงตรงเสียเล่า

[๙๓๖]

เพราะถ้าพระพรหมเป็นใหญ่ในโลกทั้งปวง

เป็นเจ้าชีวิตของหมู่สัตว์

เพราะเหตุไร จึงทำโลกทั้งปวงให้มีทุกข์

เพราะเหตุไร จึงไม่บันดาลโลกทั้งปวงให้มีแต่ความสุข

[๙๓๗]

เพราะถ้าพระพรหมนั้นเป็นใหญ่ในโลกทั้งปวง

เป็นเจ้าชีวิตของหมู่สัตว์

เพราะเหตุไร จึงชักจูงให้โลกทำแต่ความพินาศโดยไม่เป็นธรรม

เช่น มีมายา พูดเท็จ และมัวเมาเล่า

[๙๓๘]

อริฏฐะ เพราะถ้าพระพรหมนั้นเป็นใหญ่ในโลกทั้งปวง

เป็นเจ้าชีวิตของหมู่สัตว์ แต่เป็นเจ้าชีวิตที่ไม่ชอบธรรม

เมื่อธรรมมีอยู่ ก็ไม่จัดตั้งธรรม กลับจัดตั้งอธรรม

[๙๓๙]

ตั๊กแตน ผีเสื้อ งู แมลงภู่ หนอน

และแมลงวัน ใครฆ่าแล้วย่อมบริสุทธิ์

ธรรมเหล่านี้เป็นธรรมของอนารยชน

ซึ่งเป็นธรรมที่ผิดของชาวกัมโพชะจำนวนมาก

[๙๔๐]

ก็ถ้าคนฆ่าผู้อื่นจะบริสุทธิ์ได้

แม้คนผู้ถูกฆ่าก็เข้าถึงแดนสวรรค์ได้

พวกพราหมณ์ก็ควรฆ่าพวกพราหมณ์

และพวกคนที่เชื่อพราหมณ์เหล่านั้นด้วย

[๙๔๑]

พวกเนื้อ ปศุสัตว์ และโคแต่ละพวก

ไม่ได้อ้อนวอนเพื่อให้ฆ่าตนเองเลย

ล้วนแต่ดิ้นรนต้องการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้

คนทั้งหลายย่อมนำสัตว์และปศุสัตว์เข้าผูกไว้ที่เสายัญ

[๙๔๒]

พวกคนพาลยื่นหน้าพูดนำไปที่เสาบูชายัญซึ่งเป็นที่ผูกสัตว์

ด้วยการพรรณนาอย่างวิจิตรว่า เสายัญนี้จักให้

สิ่งที่น่าใคร่แก่เจ้าในโลกอื่นในสัมปรายภพแน่นอน

[๙๔๓]

ถ้าบุคคลจะพึงได้แก้วมณี สังข์ แก้วมุกดา ข้าวเปลือก

ทรัพย์ เงิน ทอง ที่เสายัญทั้งที่ไม้แห้งและไม้สด

ถ้าเสายัญจะพึงให้สิ่งที่น่าใคร่ทุกอย่างในไตรทิพย์ได้

หมู่พราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญในไตรเพทเท่านั้นจึงควรบูชายัญ

ผู้ไม่ใช่พราหมณ์ก็ไม่ควรให้พราหมณ์บูชายัญให้เลย

[๙๔๔]

แก้วมณี สังข์ แก้วมุกดา ข้าวเปลือก ทรัพย์ เงิน ทอง

จักมีที่เสายัญ ที่ไม้แห้ง และไม้สดที่ไหน

เสายัญจะพึงให้สิ่งที่น่าใคร่ทั้งปวงในไตรทิพย์ที่ไหนเล่า

[๙๔๕]

พราหมณ์เหล่านี้เป็นผู้โอ้อวด หยาบช้า

โง่เขลา โลภจัด ยื่นปากพูดนำไป

ด้วยการพรรณนาอย่างหยดย้อยต่างๆ ว่า

จงรับเอาไฟไป จงให้ทรัพย์แก่เรา

แต่นั้น ท่านจักมีความสุขในสิ่งที่น่าปรารถนาทั้งปวง

[๙๔๖]

พวกพราหมณ์พาคนเข้าไปโรงบูชาไฟแล้ว

ต่างก็ยื่นหน้าพูดนำไปด้วยการพรรณนาอย่างวิจิตรต่างๆ

ให้เขาโกนผม โกนหนวด และตัดเล็บ

ยังทรัพย์ของเขาให้สิ้นไปด้วยเวททั้งหลาย

[๙๔๗]

พวกพราหมณ์ผู้หลอกลวง แอบหลอกลวงได้คนหนึ่ง

ก็มาประชุมกินกันเป็นอันมาก เหมือนฝูงกาตอมนกเค้า

หลอกเอาจนเกลี้ยงแล้วเก็บไว้ที่บริเวณบูชายัญ

[๙๔๘]

พวกพราหมณ์ลวงผู้นั้นได้คนหนึ่งอย่างนี้แล้ว

ก็พากันมาเป็นอันมาก ใช้ความพยายามแล้วพยายามอีก

ล่อหลอกพรรณนาสิ่งที่มองไม่เห็น ปล้นเอาทรัพย์ที่มองเห็นไป

[๙๔๙]

เหมือนพวกราชบุรุษที่พระราชาสอนสั่งให้เก็บส่วย

ถือเอาทรัพย์ของพระราชาไป

อริฏฐะ พราหมณ์เหล่านั้นเป็นเหมือนโจร มิใช่สัตบุรุษ

เป็นผู้ควรจะฆ่าเสีย แต่ไม่มีใครฆ่าในโลก

[๙๕๐]

พวกพราหมณ์กล่าวว่า

ไม้ทองหลางเป็นแขนขวาของพระอินทร์

จึงตัดเอาไม้ทองหลางมาใช้ในยัญนี้

หากคำนั้นเป็นจริง พระอินทร์ก็แขนขาด

เพราะเหตุไร พระอินทร์ชนะพวกอสูรด้วยกำลังแขนนั้นได้

[๙๕๑]

หากคำนั้นแหละเป็นเท็จ

พระอินทร์ก็ยังมีอวัยวะสมบูรณ์

เป็นเทวดาชั้นดีเยี่ยม ไม่มีใครฆ่า แต่กำจัดพวกอสูรได้

มนต์ของพราหมณ์เหล่านี้เปล่าประโยชน์

นี้เป็นการลวงกันที่เห็นอยู่ในโลกนี้

[๙๕๒]

ภูเขามาลาคีรีก็ดี ภูเขาหิมพานต์ก็ดี ภูเขาคิชฌกูฏก็ดี

ภูเขาสุทัศนะก็ดี ภูเขานิสภะก็ดี ภูเขากากเวรุก็ดี

ภูเขาเหล่านี้ และภูเขาใหญ่อื่นๆ กล่าวกันว่า

พวกพราหมณ์ผู้บูชายัญได้สร้างไว้

[๙๕๓]

ชนทั้งหลายกล่าวกันว่า

พวกพราหมณ์ผู้บูชายัญเอาอิฐเช่นใดมาสร้างภูเขา

อิฐเช่นนั้นมิใช่ภูเขา ภูเขาเป็นอย่างหนึ่ง

ไม่หวั่นไหว เห็นได้ชัดว่าเป็นหิน

[๙๕๔]

ภูเขามิใช่อิฐแต่เป็นหินมานานแล้ว

เหล็กและโลหะย่อมไม่เกิดในอิฐนั้น

แต่เขาจะพรรณนาถึงยัญนี้ จึงกล่าวว่า

พวกพราหมณ์ผู้บูชายัญได้สร้างไว้

[๙๕๕]

ชนทั้งหลายเรียกพราหมณ์ถือการสาธยาย(เวท)

ผู้เข้าถึงคุณแห่งมนต์ ผู้มีตบะในโลกนี้ว่า

“ผู้ประกอบในการอ้อนวอน”

มหาสมุทรซัดท่วมพราหมณ์นั้น

ผู้กำลังตระเตรียมน้ำอยู่ที่ฝั่งสมุทร

เพราะฉะนั้น น้ำในสมุทรจึงดื่มไม่ได้

[๙๕๖]

แม่น้ำพัดพาเอาพราหมณ์ผู้จบพระเวท

ทรงมนต์เกินกว่าพันคนไป น้ำมีรสไม่เสียมิใช่หรือ

เพราะเหตุไร มหาสมุทรที่กว้างใหญ่จึงดื่มไม่ได้

[๙๕๗]

บ่อน้ำเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกมนุษย์นี้

ที่พวกขุดบ่อขุดไว้ เกิดเป็นน้ำเค็มได้

แต่มิใช่เค็มเพราะท่วมพราหมณ์ตาย

น้ำในบ่อเหล่านั้นดื่มไม่ได้ นะพ่อลิ้นสองแฉก

[๙๕๘]

เมื่อก่อนครั้งต้นกัป ใครเป็นภรรยาของใคร

ใจให้มนุษย์เกิดก่อน ๑- แม้โดยธรรมดานั้น

ไม่มีใครเลวกว่าใครมาแต่กำเนิด

ท่านกล่าวจำแนกส่วนของสัตว์ไว้แม้อย่างนี้

[๙๕๙]

แม้บุตรของคนจัณฑาลก็เรียนพระเวท

สวดมนต์ได้ เป็นคนฉลาด มีความคิด

ศีรษะของเขาจะไม่พึงแตก ๗ เสี่ยง

มนต์เหล่านี้พวกพราหมณ์แต่งขึ้นไว้ฆ่าตน

@เชิงอรรถ :

@๑ ใครเป็นภรรยาของใคร หมายความว่า ใครจะชื่อว่าเป็นภรรยาของใคร เพราะในเวลานั้นยังไม่มีเพศชาย

@เพศหญิง ภายหลังเกิดชื่อว่ามารดาบิดา เพราะอำนาจเมถุนธรรม ใจให้มนุษย์เกิดก่อน หมายความว่า

@แท้จริง เวลานั้นใจเท่านั้นทำให้เกิดเป็นมนุษย์ คือ สัตว์ทั้งหลายบังเกิดขึ้นด้วยใจเท่านั้น

@(ขุ.ชา.อ. ๑๐/๙๕๘/๘๗)

[๙๖๐]

มนต์เหล่านี้พวกพราหมณ์แต่งขึ้นด้วยวาจา

แต่งขึ้น (และ) ยึดถือไว้ด้วยความโลภ

เข้าถึงท่วงทำนองของพวกพราหมณ์นักแต่งกาพย์

ยากที่จะปลดเปลื้องได้

จิตของพวกคนโง่ตั้งอยู่ด้วยอาการที่ไม่สม่ำเสมอ

คนไม่มีปัญญาจึงหลงเชื่อคำนั้น

[๙๖๑]

พราหมณ์หามีกำลังเยี่ยงลูกผู้ชาย

ดุจกำลังของราชสีห์ เสือโคร่ง และเสือเหลืองไม่

ความเป็นมนุษย์ของพราหมณ์เหล่านั้นพึงเห็นเหมือนของโค ๑-

แต่ชาติพราหมณ์เหล่านั้นมีลักษณะไม่เสมอ

[๙๖๒]

ก็ถ้าพระราชาปกครองแผ่นดิน พร้อมทั้งอำมาตย์คู่ชีพ

และราชบริษัทผู้รับพระราชโองการ

ทรงชำนะหมู่ศัตรูลำพังพระองค์เอง

ประชาราษฎร์ของพระองค์นั้นก็จะพึงมีสุขอยู่เป็นนิตย์

[๙๖๓]

มนต์ของกษัตริย์และไตรเพทเหล่านี้มีความหมายเท่ากัน

ถ้าไม่วินิจฉัยความแห่งมนต์และไตรเพทนั้น ก็ไม่รู้ได้

เหมือนทางที่ถูกน้ำท่วม

[๙๖๔]

มนต์ของกษัตริย์และไตรเพทเหล่านี้มีความหมายเท่ากัน

มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ

ทั้งหมดทีเดียวเป็นธรรมดาของวรรณะ ๔ นั้น

[๙๖๕]

พวกคหบดีใช้คนเป็นจำนวนมากให้ทำงานบนแผ่นดิน

เพราะเหตุแห่งทรัพย์และข้าวเปลือกฉันใด

แม้หมู่พราหมณ์ผู้ทรงไตรเพทก็ฉันนั้น

ย่อมใช้คนเป็นจำนวนมากให้ทำงานบนแผ่นดินในวันนี้

@เชิงอรรถ :

@๑ พึงเห็นเหมือนของโค อธิบายว่า ชาติพราหมณ์เหล่านั้นนั่นแหละเหมือนกับของโค เพราะมีปัญญาทราม

@แต่มีลักษณะไม่เสมอ เพราะมีรูปร่างสัณฐานต่างกับโค (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๙๖๑/๘๘)

[๙๖๖]

พราหมณ์เหล่านี้ก็เหมือนกับพวกคหบดี

ต่างมีความขวนขวายประกอบในกามคุณเป็นนิตย์

ย่อมใช้คนเป็นจำนวนมากให้ทำการงานบนแผ่นดิน

แนะพ่อลิ้นสองแฉก เพราะฉะนั้น พราหมณ์เหล่านั้นจึงไร้ปัญญา

(พระเจ้าสาครพรหมทัตทูลถามพระบิดาผู้เป็นดาบสว่า)

[๙๖๗]

กระบวนกลอง ตะโพน สังข์ บัณเฑาะว์

และมโหระทึกนำหน้าใครมา ยังพระราชาผู้จอมทัพให้ทรงร่าเริง

[๙๖๘]

ใครมีหน้าสีสุกใสด้วยกรอบอุณหิสทอง

ที่ติดอยู่ชายหน้าผากอันหนา มีประกายดังสายฟ้า

ใครยังหนุ่มแน่นสวมสอดแล่งธนู รุ่งเรืองด้วยสิริเดินมา

[๙๖๙]

ใครมีพักตร์เปล่งปลั่งดังทอง

เหมือนถ่านเพลิงไม้ตะเคียนที่ลุกโชนอยู่ที่ปากเบ้า

รุ่งเรืองไปด้วยสิริมาอยู่

[๙๗๐]

ใครมีฉัตรทองชมพูนุทพร้อมทั้งซี่ที่น่าพึงใจ

สำหรับใช้กันแสงดวงอาทิตย์ ใครรุ่งเรืองไปด้วยสิริมาอยู่

[๙๗๑]

ใครมีปัญญาประเสริฐ มีพัดวาลวีชนีอย่างดีเยี่ยม

ที่บุคคลประคองไว้บนเศียรทั้ง ๒ ข้าง

[๙๗๒]

ใครถือกำหางนกยูงอันวิจิตรอ่อนสลวย

มีด้ามล้วนแล้วด้วยทองและแก้วมณี

เที่ยวไปมาผ่านหน้าทั้ง ๒ ข้าง

[๙๗๓]

ใครมีตุ้มหูอันกลมเกลี้ยงเหล่านี้

ซึ่งมีประกายดังสีถ่านเพลิงไม้ตะเคียน

ซึ่งลุกโชนอยู่ที่ปากเบ้างดงามข้างหน้าทั้ง ๒ ข้าง

[๙๗๔]

ใครมีปลายผมอ่อนสลวยดำสนิทเห็นปานนี้

ถูกลมพัดสบัดพลิ้วอยู่เหมือนสายฟ้าพุ่งขึ้นจากท้องฟ้า

ทำให้ชายหน้าผากงดงามอยู่

[๙๗๕]

ใครมีนัยน์ตาทั้ง ๒ ข้างกว้างและใหญ่

มีเนตรกว้างงดงาม มีพักตร์ผ่องใสดุจคันฉ่องทอง

[๙๗๖]

ใครมีฟันเหล่านี้เกิดที่ปาก

งามหมดจดดุจสังข์อันขาวผ่อง

เมื่อพูด ย่อมงามดังดอกมณฑาลกตูม

[๙๗๗]

ใครมีมือและเท้าทั้ง ๒ ข้าง

มีสีเหมือนน้ำครั่ง รักษาได้ง่าย

มีริมฝีปากแดงดังผลตำลึงสุก

เปล่งปลั่งดังดวงอาทิตย์ในเวลากลางวัน

[๙๗๘]

เขาเป็นใครห่มผ้าปาวารขนสัตว์ขาวสะอาด

ดังต้นสาละใหญ่มีดอกบานสะพรั่งข้างหิมวันตบรรพต

ในฤดูหิมะตก งามดังดวงจันทร์ได้ชัยชนะ

[๙๗๙]

เขาเป็นใครนั่งอยู่ในท่ามกลางบริษัท

สะพายดาบอันวิจิตรด้วยด้ามแก้วมณี

ล้อมสะพรั่งไปด้วยลายทอง

[๙๘๐]

เขาเป็นใครสวมรองเท้าที่ขลิบด้วยทองงดงาม

เย็บวิจิตรสำเร็จเรียบร้อยดี

ข้าพเจ้านมัสการแด่พระมเหสี

(พระดาบสกล่าวว่า)

[๙๘๑]

นาคที่มาเหล่านั้นเป็นนาคที่มีฤทธิ์

มียศ เป็นลูกของท้าวธตรัฏฐะ

เกิดจากนางสมุททชา

นาคเหล่านี้ต่างก็มีฤทธิ์มาก

ภูริทัตตชาดกที่ ๖ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๔๒. มโหสถชาดกชาดกถัดไป๕๔๔. จันทกุมาร