ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ภูริทัตชาดก
ชาดกที่ ๕๔๓ · มหานิบาตชาดก

ภูริทัตชาดก

ว่าด้วยพระเจ้าภูริทัตทรงบำเพ็ญศีลบารมี

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๖๘๗ · บรรทัด ๔๓๒๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

ภาพวาดฉากหนึ่งจากภูริทัตชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๗ จาก ๑๓

เรื่องเล่า

ดูก่อนพราหมณ์ แม้อาตมาก็ไม่ดูหมิ่นท่านใน ทางศิลปศาสตร์ แต่ว่าท่านล่อลวงประชาชนนักด้วย นาคอันไม่มีพิษ ถ้าชนพึงรู้ว่านาคของท่านไม่มีพิษ เหมือนอย่างอาตมารู้แล้ว ท่านก็จะไม่ได้แกลบสักกำมือหนึ่งเลย จักได้ทรัพย์แต่ที่ไหนเล่าหมองู. ลำดับนั้น อาลัมพายน์โกรธต่อสุทัสสนะ จึงกล่าวว่า ท่านผู้นุ่งหนังเสือพร้อมทั้งเล็บ เกล้าชฎารุ่มร่าม เหมือนคนเซอะ เข้ามาในประชุมชน ดูหมิ่นนาคเช่น นี้ว่าไม่มีพิษ ท่านเข้ามาใกล้แล้ว ก็จะพึงรู้ว่านาคนั้น เต็มไปด้วยเดช เหมือนของนาคอันสูงสุด ข้าพเจ้าเข้า ใจว่านาคตัวนี้จักทำท่านให้แหลกเป็นเหมือนเถ้าไป โดยฉับพลัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รุมฺมี ความว่า ท่านนุ่งหนังเสือพร้อมทั้งเล็บ. บทว่า อวิโส อติมญฺสิ ความว่า ท่านดูหมิ่นว่าไม่มีพิษ. บทว่า อาสชฺช แปลว่า เข้ามาใกล้. บทว่า ชญฺาสิ แปลว่า ท่านพึงรู้.

ลำดับนั้น สุทัสสนะเมื่อกระทำการเย้ยหยันจึงกล่าวคาถาว่า

พิษของงูเรือน งูปลา งูเขียว พึงมี แต่พิษของ นาคมีศีรษะแดง ไม่มีเลยทีเดียว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิลุตฺตสฺส แปลว่างูเรือน. บทว่า ทุฑฺฑุภสฺส แปลว่า งูน้ำ. บทว่า สิลาภุโน แปลว่า งูเขียว.

สุทัสสนะครั้นแสดงงูไม่มีพิษดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า พิษของงูเหล่านั้นพึงมี แต่พิษของงูมีศีรษะแดงไม่มีเลย

ลำดับนั้น อาลัมพายน์ได้กล่าวกะสุทัสสนะด้วยคาถา ๒ คาถาว่า

ข้าพเจ้าได้ฟังคำของพระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้ สำรวม ผู้มีตบะ มาว่า ทายกทั้งหลายให้ทานในโลกนี้ ย่อมไปสู่สวรรค์ ท่านมีชีวิตอยู่ จงให้ทานเสียเถิด ถ้า ท่านมีสิ่งของที่จะควรให้ นาคนี้มีฤทธิ์มาก มีเดช ยากที่ใคร ๆ จะก้าวล่วงได้ เราจะให้นาคนั้นกัดท่าน มันก็จักทำท่านให้เป็นขี้เถ้าไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทาตเว ความว่า ถ้าท่านมีสิ่งไรที่จะควรให้ ท่านจงให้เถิด.

ลำดับนั้นสุทัสสนะกล่าวว่า

ดูก่อนสหาย เราแม้ก็ได้ฟังคำของพระอรหันต์ทั้ง หลาย ผู้สำรวมมีตบะมาว่า ทายกทั้งหลายให้ทานใน โลกนี้แล้ว ย่อมไปสู่สวรรค์ ท่านนั่นแหละเมื่อมีชีวิต อยู่ จงให้ทานเสีย ถ้าท่านมีสิ่งของที่ควรจะให้จงให้ ลูก เขียดชื่อว่า อัจจิมุขีนี้ เต็มด้วยเดชเหมือนของนาคอัน สูงสุด เราจักให้ลูกเขียดนั้นกัดท่าน ลูกเขียดนั้นจัก ทำท่านให้เป็นขี้เถ้าไป นางเป็นธิดาของท้าวธตรฐ เป็นน้องสาวต่างมารดาของเรา นางอัจจิมุขีผู้เต็มไป ด้วยเดช เหมือนของนาคอันสูงสุดนั้นจงกัดท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุคฺคสฺส เตชสา ความว่า เต็มไปด้วยพิษอันสูงสุด.

ก็แล สุทัสสนะ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงเหยียดมือร้องเรียกน้องหญิงในท่ามกลางมหาชนนั่นแล ด้วยคำว่า น้องหญิงอัจจิมุขี เจ้าจงออกจากภายในชฎาของพี่มายืนอยู่ในฝ่ามือของพี่.

นางอัจจิมุขีผู้นั่งอยู่ภายในชฎานั่นแล ได้ยินเสียงเรียกของสุทัสสนะพี่ชายยังฝนลูกกบให้ตกถึง ๓ ครั้งแล้ว จึงออกจากภายในชฎา นั่งอยู่ที่จะงอยบ่ากระโดดจากนั้น ยืนอยู่บนฝ่ามือของสุทัสสนะพี่ชาย แล้วทำหยาดพิษ ๓ หยาดให้ตกแล้วเข้าไปภายในชฎาของสุทัสสนะอีกตามเดิม. สุทัสสนะยืนถือพิษอยู่แล้วประกาศเสียงดังขึ้นว่า ชาวชนบทจักพินาศหนอ. เสียงของสุทัสสนะได้ดังกลบนครพาราณสีถึง ๑๒ โยชน์. ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสถามเขาว่า ชนบทจักพินาศเพื่ออะไร. สุทัสสนะทูลว่าดูก่อนมหาบพิตรอาตมาไม่เห็นที่หยดของพิษนี้. พระราชา เจ้าจงหยดพิษที่แผ่นดินใหญ่เถิด. ลำดับนั้น สุทัสสนะ เมื่อจะห้ามพระราชาว่า อาตมภาพไม่สามารถ หยดพิษบนแผ่นดินใหญ่นั้น มหาบพิตรจึงกล่าวคาถาว่า

ดูก่อนมหาบพิตร ถ้าอาตมภาพจัดหยดพิษลงบน แผ่นดินไซร้ มหาบพิตรจงทราบเถิดว่า ต้นหญ้า ลดาวัลย์ และต้นยาทั้งหลาย พึงเหี่ยวแห้งไปโดยไม่ ต้องสงสัย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติณลตานิ ความว่า หญ้า เถาวัลย์และต้นยาทั้งปวงที่อาศัยแผ่นดินก็จะพึงเหี่ยวแห้งไป เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงไม่อาจหยดพิษบนแผ่นดินได้. พระราชาตรัสว่า ดูก่อนพ่อ ถ้าเช่นนั้นท่านจงขว้างขึ้นไปบนอากาศ. สุทัสสนะ. เมื่อจะแสดงว่า ถึงในอากาศนั้น ก็ไม่อาจขว้างหยดพิษขึ้นไปได้ จึงกล่าวคาถาว่า

ดูก่อนมหาบพิตร ถ้าอาตมภาพจักขว้างพิษขึ้น บนอากาศ มหาบพิตรจงทราบเถิดว่า ฝนและน้ำค้าง จะไม่ตกลงตลอด ๗ ปี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น หิมํ ปเต ความว่า แม้เพียงหยาดน้ำค้าง ก็จักไม่ตกตลอด ๗ ปี.

พระราชาตรัสว่า ดูก่อนพ่อ ถ้าเช่นนั้นพ่อจงหยดพิษลงในน้ำ. สุทัสสนะ เมื่อจะแสดงว่า แม้ในน้ำนั้นก็หยดพิษลงไม่ได้ จึงกล่าวคาถาว่า

ดูก่อนมหาบพิตร ถ้าอาตมภาพจักหยดพิษลง ในน้ำ มหาบพิตรจงทราบเถิดว่า สัตว์น้ำมีประมาณ เท่าใด ทั้งปลาและเต่าจะพึงตายหมด.

ลำดับนั้นพระราชาตรัสกะท่านว่า ดูก่อนพ่อ ข้าพเจ้าไม่รู้อะไร ท่านจงช่วยหาอุบายที่จะไม่ให้แคว้นของเราฉิบหายด้วยเถิด. สุทัสสนะทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตร ถ้าเช่นนั้น มหาบพิตรจงรับสั่งให้คนขุดบ่อ ๓ บ่อ ต่อ ๆ กันไปในที่แห่งนี้. พระราชารับสั่งให้ขุดบ่อแล้ว. สุทัสสนะ จึงบรรจุบ่อแรกให้เต็มด้วยยาต่าง ๆ บ่อที่ ๒ ให้บรรจุโคมัย และบ่อที่ ๓ ให้บรรจุยาทิพย์. แล้วจึงใส่หยดพิษลงในบ่อที่ ๑. ขณะนั้นนั่นเองก็เกิดควันไฟลุกขึ้นเป็นเปลวแล้วเลยลามไปจับบ่อโคมัย แล้วลุกลามต่อไปถึงบ่อยาทิพย์ ไหม้ยาทิพย์หมดแล้วจึงดับ. อาลัมพายน์ยืนอยู่ใกล้บ่อนั้น. ลำดับนั้น ไอควันพิษฉาบเอาผิวร่างกายเพิกขึ้นไป. ได้กลายเป็นขี้เรือนด่าง. อาลัมพายน์ ตกใจกลัว จึงเปล่งเสียงขึ้น ๓ครั้งว่า ข้าพเจ้าปล่อยนาคราชละ พระโพธิสัตว์ได้ยินดังนั้น จึงออกจากกระโปรงแก้ว นิรมิตอัตภาพอันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง ยืนอยู่ด้วยท่าทางเหมือนเทวราช. ทั้งสุทัสสนะทั้งอัจจิมุขี ก็มายืนอยู่เหมือนพระโพธิสัตว์นั่นแล. ลำดับนั้น สุทัสสนะ จึงทูลถามพระเจ้าพาราณสีว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์ทรงรู้จักหรือ ข้าพระองค์ทั้งสามนี้ เป็นลูกใคร.

ราชา. ดูก่อนพ่อ เราไม่รู้จัก.

สุทัสสนะ. พระองค์ไม่รู้จักข้าพระองค์ทั้งสามยกไว้ก่อน แต่พระองค์ทรงทราบเรื่องที่ยกนางสมุททชาราชธิดาพระเจ้ากาสีซึ่งพระราชทานแก่ท้าวธตรฐหรือไม่เล่า.

ราชา. เออ เรารู้ นางสมุททชาเป็นน้องสาวเรา.

สุทัสสนะ. ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์ทั้งสามนี้เป็นลูกของนางสมุททชา พระองค์เป็นพระเจ้าลุงของข้าพระองค์ทั้งสาม.

พระราชาได้ฟังดังนั้น ก็ทรงสวมกอดจุมพิตหลานทั้ง ๓ ตน พลางทรงกรรแสงแล้วพาขึ้นปราสาท ทรงทำสักการะเป็นอันมากแล้ว ทรงกระทำปฎิสันถารแล้วถามว่า ดูก่อนภูริทัต พ่อมีฤทธิ์เดชสูงถึงอย่างนี้ ทำไมอาลัมพายน์จึงจับได้. พระภูริทัตนั้นจึงทูลเรื่องนั้นโดยพิศดารแล้ว เมื่อจะถวายโอวาทพระราชา จึงแสดงราชธรรมแก่พระเจ้าลุงโดยนัยมีอาทิว่า ขอพระราชทาน ธรรมเนียมพระราชาควรจะดำรงราชสมบัติโดยทำนองอย่างนี้.

ลำดับนั้น สุทัสสนะ จึงทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระเจ้าลุง มารดาของข้าพระองค์ยังไม่พบเจ้าภูริทัต ก็ยังกลัดกลุ้มอยู่ ข้าพระองค์ไม่อาจจะอยู่ช้าได้.

ราชา. ดีละพ่อ จงพากันไปก่อนเถิด แต่ว่าลุงอยากจะพบน้องของเราบ้าง ทำอย่างไรจึงจะได้พบกัน.

สุทัสสนะ. ข้าแต่พระเจ้าลุง พระเจ้ากาสิกราชผู้เป็นพระอัยกาของข้าพระองค์ เดี๋ยวนี้อยู่ที่ไหนเล่า.

ราชา. ดูก่อนพ่อ พระเจ้ากาสิกราชนั้นต้องพรากจากน้องสาวของลุงแล้วไม่สามารถจะอยู่เสวยราชสมบัติได้ ได้ละราชสมบัติทรงผนวชเสียแล้วเสด็จไปอยู่ในไพรสณฑ์แห่งโน้น.

สุทัสสนะ. ข้าแต่พระเจ้าลุง มารดาของข้าพระองค์ประสงค์จะพบพระเจ้าลุงและพระอัยกาด้วย ถึงวันโน้น พระองค์จงเสด็จไปยังสำนักพระอัยกาข้าพระองค์จักพามารดาไปยังอาศรมพระอัยกา พระเจ้าลุงจักได้พบมารดาของข้าพระองค์ในที่นั้นทีเดียว. ดังนั้นทั้ง ๓ ตน จึงกำหนดนัดหมายวันแก่พระเจ้าลุงแล้ว ออกจากพระราชนิเวศน์. พระราชาส่งราชภาคิไนยไปแล้ว ก็ทรงพระกรรแสงแล้วเสด็จกลับ. หลานทั้งสามตน ก็แทรกแผ่นดินลงไปนาคพิภพ. จบนาคคเวสนกัณฑ์

เมื่อพระมหาสัตว์ถึงนาคพิภพเสียงร่ำไรรำพันก็เกิดขึ้นพร้อมกัน ฝ่ายพระภูริทัตเหน็ดเหนื่อยเพราะเข้าอยู่ในกระโปรงถึงหนึ่งเดือน จึงเลยนอนเป็นไข้ มีพวกนาคมาเยี่ยมนับไม่ถ้วน พระภูริทัตนั้นเหน็ดเหนื่อยเพราะปราศรัยกับนาคเหล่านั้น. กาณาริฏฐะ ซึ่งยังไปเทวโลกครั้นไม่พบพระมหาสัตว์ก็กลับมาก่อน. ลำดับนั้น ญาติมิตรของพระมหาสัตว์เห็นว่ากาณาริฏฐะนั่นเป็นผู้ดุร้ายหยาบคายสามารถจะห้ามนาคบริษัทได้ จึงให้กาณาริฏฐะเป็นผู้เฝ้าประตูห้องบรรทมของพระมหาสัตว์.

ฝ่ายสุโภคะก็เที่ยวไปทั่วหิมพานต์ จากนั้นจึงตรวจตราต่อไป ตามหามหาสมุทรและแม่น้ำนอกนั้น แล้วตรวจตรามาถึงแม่น้ำยมุนา.

ฝ่ายพราหมณ์เนสาทเห็นอาลัมพายน์เป็นโรคเรื้อนจึงคิดว่า เจ้านี่ทำพระภูริทัตให้ลำบากจึงเกิดเป็นโรคเรื้อน ส่วนเราก็เป็นคนชี้พระภูริทัตผู้มีคุณแก่เรามากให้อาลัมพายน์ด้วยอยากได้แก้ว กรรมชั่วอันนั้นคงจักมาถึงเรา เราจักไปยังแม่น้ำยมุนาตลอดเวลาที่กรรมนั้นจะยังมาไม่ถึง แล้วจักกระทำพิธีลอยบาปที่ท่าปยาคะ เขาจึงไปที่ท่าน้ำปยาคะแล้วกล่าวว่า เราได้ทำกรรมประทุษร้ายมิตรในพระภูริทัต เราจักลอยบาปนั้นไปเสีย ดังนี้แล้วจึงทำพิธีลงน้ำ.

ขณะนั้น สุโภคะไปถึงที่นั้น ได้ยินคำของพราหมณ์เนสาทนั้นจึงคิดว่าได้ยินว่าตาคนนี้บาปหนา พี่ชายของเราให้ยศศักดิ์มันมากมายแล้ว กลับไปชี้ให้หมองู เพราะอยากได้แก้ว เราเอาชีวิตมันเสียเถิด ดังนี้แล้วจึงเอาหางพันเท้าพราหมณ์ทั้งสองข้าง ลากให้จมลงในน้ำ พอจวนจะขาดลมหายใจจึงหย่อนให้หน่อยหนึ่ง. พอพราหมณ์โผล่หัวขึ้นได้ก็กลับลากให้จมลงไปอีก ทรมานให้ลำบากอย่างนี้อยู่หลายครั้ง พราหมณ์เนสาทโผล่หัวขึ้นได้จึงกล่าวคาถาว่า

น้ำที่โลกสมมติว่าสามารถลอยบาปได้ มีอยู่ที่ท่า ปยาคะ ภูตผีอะไรฉุดเราลงสู่แม่น้ำยมุนาอันลึก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่าโลกฺยํ ความว่า น้ำอันโลกสมมติว่าสามารถลอบบาปได้อย่างนี้. บทว่า สชฺชนฺตํ ความว่า น้ำเห็นปานนี้ที่จัดไว้สำหรับประพรม. บทว่า ปยาคสฺมึ ได้แก่ มีอยู่ที่ท่าปยาคะ.

ลำดับนั้น สุโภคะ ได้กล่าวกะพราหมณ์เนสาทนั้นด้วยคาถาว่า

นาคราชนี้ใดเป็นใหญ่ในโลก เรืองยศ พันกรุง พาราณสีไว้โดยรอบ เราเป็นลูกของนาคราชผู้ประเสริฐนั้น ดูก่อนพราหมณ์ นาคทั้งหลายเรียกเราว่า สุโภคะ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยเทส ตัดเป็น โย เอโส แปลว่านาคราชนั้นใด. บทว่า ปกีรหรี สมนฺตโต ความว่า พันกรุงพาราณสีไว้ทั้งหมดโดยรอบปรกพังพานไว้ข้างบน โดยสามารถนำทุกข์เข้าไปแก่ผู้เป็นข้าศึก.

ลำดับนั้น พราหมณ์เนสาทจึงคิดว่า นาคนี้เป็นพี่น้องของพระภูริทัตจักไม่ไว้ชีวิตเรา อย่ากระนั้นเลย เราจะยกยอเกียรติคุณของนาคนี้ทั้งมารดาและบิดาของเขา ให้ใจอ่อนแล้วขอชีวิตเทไว้ ดังนี้แล้วจึงกล่าวคาถาว่า

ถ้าท่านเป็นโอรสของนาคราชผู้ประเสริฐ ผู้เป็น พระราชาของชนชาวกาสี เป็นอธิบดีอมร พระชนก ของท่านเป็นใหญ่คนโตผู้หนึ่ง และพระชนนีของท่าน ก็ไม่มีใครเทียบเท่าในหมู่มนุษย์ ผู้มีอานุภาพมากเช่น ท่าน ย่อมไม่สมควรจะฉุดแม่คนที่เป็นเพียงทาสของ พราหมณ์ให้จมน้ำเลย.

ในพระคาถานั้น โดยนามอีกอย่างว่า กาสี ชนทั้งหลายเรียกกันว่าพระราชาผู้เป็นอิสระในแคว้นกาสี ซึ่งมีชื่ออย่างนี้ พราหมณ์พรรณนาแคว้นกาสี ให้เป็นของพระเจ้ากาสี เพราะพระราชธิดาผู้เป็นใหญ่ในแคว้นกาสียึดเอา. บทว่า อมราธิปสฺส ความว่า ผู้เป็นใหญ่แห่งนาคทั้งหลาย กล่าวคืออมร เพราะมีอายุยืน. บทว่า มเหสกฺโข ความว่า เป็นผู้หนึ่งบรรดาผู้มีศักดิ์ใหญ่. บทว่า ทาสํปิ ความว่า จริงอยู่ผู้มีอานุภาพมากเช่นท่าน ไม่ควรเพื่อจะทำผู้ไม่มีอานุภาพ แม้เป็นทาสของพราหมณ์ให้จมน้ำ จะป่วยกล่าวไปไยถึงพราหมณ์ผู้มีอานุภาพมากเล่า.

ลำดับนั้น สุโภคะ จึงกล่าวกะพราหมณ์นั้นว่า เจ้าพราหมณ์ชั่วร้ายเจ้าสำคัญว่า จะหลอกให้เราปล่อยหรือ เราไม่ไว้ชีวิตเจ้า เมื่อจะประกาศกรรมที่พราหมณ์นั้นการทำจึงกล่าวว่า

เจ้าแอบต้นไม้ยิงเนื้อซึ่งมาเพื่อจะดื่มน้ำ เนื้อถูก ยิงแล้วรู้สึกได้ด้วยกำลังลูกศร จึงวิ่งหนีไปไกล เจ้า ไปพบมันล้มอยู่ในป่าใหญ่ จึงแล่เนื้อหามมาถึงต้นไทร ในเวลาเย็น อันกึกก้องไปด้วยเสียงร้องของนกดุเหว่า และนกสาลิกามีใบเหลือง เกลื่อนกล่นไปด้วยย่านไทร มีฝูงนกดุเหว่าร้องอยู่ระงม น่ารื่นรมย์ใจ ภูมิภาคเขียว ไปด้วยหญ้าแพรกอยู่เป็นนิตย์ พี่ชายของเราเป็นผู้รุ่ง เรืองไปด้วยฤทธิ์และยศ มีอานุภาพมาก อันนางนาค กัญญาทั้งหลายแวดล้อม ปรากฏแก่เจ้าผู้อยู่ที่ต้นไทร นั้น ท่านพาเจ้าไปเลี้ยงดู บำรุงบำเรอด้วยสิ่งที่น่าใคร่ ทุกอย่าง เป็นคนประทุษร้ายต่อท่านผู้ไม่ประทุษร้าย เวรนั้นมาถึงเจ้าในที่นี้แล้ว เจ้าจงเหยียดคอออกเร็ว ๆ เถิด เราจักไม่ไว้ชีวิตเจ้า เราระลึกถึงเวรที่เจ้าทำต่อ พี่ชายเรา จึงจักตัดศีรษะเจ้าเสีย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สายํ นิโคฺรธมุปาคมิ ความว่า ท่านเข้าไปยังต้นไทรในเวลาวิกาล. บทว่า ปิงฺคิยํ ความว่า มีใบสีเหลือง. บทว่า สณฺตายุตํ แปลว่า เกลื่อนกล่นไปด้วยย่านไทร. บทว่า โกกิลาภิรุทํ ความว่า มีฝูงนกดุเหว่าร้องอยู่ระงม. บทว่า ธุวํ หริตสทฺทลํ ความว่าภูมิภาคเขียวไปด้วยหญ้าแพรกอยู่เป็นนิตย์ เพราะเกิดในที่ใกล้น้ำ. บทว่าปาตุรหุ ความว่า พี่ชายของเรานั้นได้ปรากฏชัดแก่เจ้าผู้อยู่ที่ต้นไทรนั้น. บทว่า อิทฺธิยา แปลว่าด้วยเดชแห่งฤทธิ์. บทว่า โส เตน ความว่า ท่านนั้นอันพี่ชายของเราพาไปสู่ภพของตนแล้วเลี้ยงดู. บทว่า ปริสรํ ความว่า เราระลึกนึกถึงเวรคือกรรมชั่วที่เจ้าทำแก่พี่ชายของเรา. บทว่า เฉทยิสฺสามิ แปลว่า เราจักตัด.

ลำดับนั้นพราหมณ์เนสาทจึงคิดว่า นาคนี้เห็นจะไม่ไว้ชีวิตเราแน่ แต่ถึงกระนั้นเราก็ควรจะพยายามกล่าวอะไรๆ เพื่อให้พ้นให้จงได้ จึงกล่าวคาถาว่า

พราหมณ์ผู้ทรงเวท ๑ ผู้ประกอบในการขอ ๑ ผู้บูชาไฟ ๑ ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นพราหมณ์ที่ใคร ๆ ไม่ควรจะฆ่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอเตหิ ความว่า พราหมณ์เป็นผู้อันใครไม่ควรฆ่า คือฆ่าไม่ได้ ด้วยเหตุ ๓ ประการนี้ มีพราหมณ์ผู้ทรงเวทเป็นต้นเพราะผู้ใดฆ่าพราหมณ์ ผู้นั้นย่อมเกิดในนรก.

สุโภคะ ได้ฟังดังนั้นแล้ว ก็เกิดความลังเลใจ จึงคิดว่า เราจะพาพราหมณ์นี้ไปยังนาคพิภพ สอบถามพี่น้องดูก็จักรู้ได้ ดังนี้จึงได้กล่าวคาถา ๒คาถาว่า

เมืองของท้าวธตรฐ อยู่ภายใต้แม่น้ำยมุนา จด หิมวันตบรรพตซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลแม่น้ำยมุนา ล้วนแล้ว ไปด้วยทองคำงามรุ่งเรือง พี่น้องร่วมท้องของเรา ล้วน เป็นคนมีชื่อลือชา อยู่ในเมืองนั้น ดูก่อนพราหมณ์ พี่น้องของเราเหล่านั้นจักว่าอย่างไร เราจักต้องเป็น อย่างนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ปุรํ แปลว่า นครใด. บทว่า โอคาฬฺหํ ความว่า อยู่ลึกลงไปใต้แม่น้ำยมุนา. บทว่า คิริมาหจฺจ ยามุนํ ความว่าตั้งอยู่ไม่ไกลแต่แม่น้ำยมุนา จดหิมวันตบรรพต. บทว่า โชตเต แปลว่ารุ่งเรืองอยู่. บทว่า ตตฺถ เต ความว่า พี่ชายของเราเหล่านั้น อยู่ในนครนั้น. อธิบายว่าเมื่อเจ้าถูกนำไปในที่นั้น พี่ชายเหล่านั้นว่าอย่างใด เจ้าจักเป็นอย่างนั้น ก็ถ้าเจ้ากล่าวคำจริง ชีวิตของเจ้าก็จะมีอยู่ ถ้ากล่าวคำไม่จริง เราจะตัดศีรษะของเจ้าในที่นั้นทีเดียว.

สุโภคะครั้นกล่าวดังนั้นแล้ว จึงจับคอพราหมณ์เสือกไสไปพลางบริภาษไปพลาง จนถึงประตูปราสาทของพระโพธิสัตว์. จบสุโภคกัณฑ์

ตอนก่อนหน้าตอนที่ ๗ / ๑๓ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๔ หน้า ๒๘–๑๔๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

มหานิบาตชาดก · ๘๘ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๘๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

[๖๘๗]

ยงฺกิญฺจิ รตนมตฺถิ ธตรฏฺฐนิเวสเน สพฺพานิ เต อุปยนฺตุ ธีตรํ เทหิ ราชิโน ฯ

[๖๘๘]

น โน วิวาโห นาเคหิ กตปุพฺโพ กุทาจนํ ตํ วิวาหํ อสํยุตฺตํ กถํ อเมฺห กโรมเส ฯ

[๖๘๙]

ชีวิตํ นูน เต จตฺตํ รฏฺฐํ วา มนุชาธิป น หิ นาเค กุปฺปิตมฺหิ จิรํ ชีวนฺติ ตาทิสา ฯ โย ตฺวํ เทว มนุสฺโสสิ อิทฺธิมนฺตํ อนิทฺธิมา วรุณสฺส นิยํ ปุตฺตํ ยามุนํ อติมญฺญสิ ฯ

[๖๙๐]

นาติมญฺญามิ ราชานํ ธตรฏฺฐํ ยสสฺสินํ ธตรฏฺโฐ หิ นาคานํ พหูนมปิ อิสฺสโร ฯ อหิ มหานุภาโวปิ น เม ธีตรมารโห ขตฺติโย จ วิเทหานํ อภิชาตา สมุทฺทชา ฯ

[๖๙๑]

กมฺพลสฺสตรา อุฏฺเฐนฺตุ สพฺเพ นาเค นิเวทย พาราณสึ ปวชฺชนฺตุ มา จ กญฺจิ ๒ วิเหฐยุํ ฯ #๑ ม. อวตฺตถาติ ฯ ๒ สี. ยุ. กิญฺจิ ฯ

[๖๙๒]

นิเวสเนสุ โสพฺเภสุ รถิยา จจฺจเรสุ จ รุกฺขคฺเคสุ จ ลมฺพนฺตุ วิตตา โตรเณสุ จ ฯ อหมฺปิ สพฺพเสเตน มหตา สุมหํ ปุรํ ปริกฺขิปิสฺสํ โภเคหิ กาสีนํ ชนยํ ภยํ ฯ

[๖๙๓]

ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา อุรคาเนกวณฺณิโน พาราณสึ ปวชฺชึสุ น จ กญฺจิ วิเหฐยุํ ฯ นิเวสเนสุ โสพฺเภสุ รถิยา จจฺจเรสุ จ รุกฺขคฺเคสุ จ ลมฺพึสุ วิตตา โตรเณสุ จ ฯ เอเต ทิสฺวาน ลมฺพนฺเต ปูถู กนฺทึสุ นาริโย นาเค โสณฺฑิกเต ทิสฺวา ปสฺสสนฺเต มหุํ มหุํ ๑ ฯ พาราณสี สพฺยาธิตา ๒ อาตุรา สมปชฺชถ พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ ธีตรํ เทหิ ราชิโน ฯ

[๖๙๔]

ปุปฺผาภิหารสฺส วนสฺส มชฺเฌน โก โลหิตกฺโข วิหตนฺตรํโส ๓ กา กมฺพุกายูรธรา สุวตฺถา ติฏฺฐนฺติ นาริโย ทส วนฺทมานา ฯ โก ตฺวํ พฺรหาพาหุ วนสฺส มชฺเฌ วิโรจสิ ฆตสิตฺโต ว อคฺคิ มเหสกฺโข อญฺญตโรสิ ยกฺโข อุทาหุ นาโคสิ มหานุภาโว ฯ #๑ ม. มุหุํ มุหุํ ฯ ๒ ม. ปพฺยธิตา ฯ ๓ ม. วิตตนฺตรํโส ฯ

[๖๙๕]

นาโคหมสฺมิ อิทฺธิมา เตชสี ๑ ทุรติกฺกโม ฑํเสยฺยํ เตชสา กุทฺโธ ผีตํ ชนปทํ อปิ ฯ สมุทฺทชา หิ เม มาตา ธตรฏฺโฐ จ เม ปิตา สุทสฺสนกนิฏฺโฐสฺมิ ภูริทตฺโตติ มํ วิทู ฯ

[๖๙๖]

ยํ คมฺภีรํ สทาวฏฺฏํ รหทํ เภสฺมํ ๒ เปกฺขสิ เอโส ทิโพฺย มมาวาโส อเนกสตโปริโส ฯ มยูรโกญฺจาภิรุทํ นีโลทํ วนมชฺฌโต ยมุนํ ปวิส มา ภีโต เขมํ วตฺตวตึ ๓ สิวํ ฯ

[๖๙๗]

ตตฺถ ปตฺโต สานุจโร สห ปุตฺเตน พฺราหฺมณ ปูชิโต มยฺหํ กาเมหิ สุขํ พฺราหฺมณ วจฺฉสิ ฯ

[๖๙๘]

สมา สมนฺตปริโต ปหุตตครา ๔ มหี อินฺทโคปกสญฺฉนฺนา โสภติ หริตุตฺตมา ฯ รมฺมานิ วนเจตฺยานิ รมฺมา หํสุปกูชิตา โอปุปฺผปทุมา ติฏฺฐนฺติ โปกฺขรญฺญา ๕ สุนิมฺมิตา ฯ อฏฺฐํสา สุกตา ถมฺภา สพฺเพ เวฬุริยามยา สหสฺสถมฺภา ปาสาทา ปูรา กญฺญาหิ โชตเร ฯ วิมานํ อุปปนฺโนสิ ทิพฺพํ ปุญฺเญหิ อตฺตโน อสมฺพาธํ สิวํ รมฺมํ อจฺจนฺตสุขสญฺหิตํ ฯ มญฺเญ สหสฺสเนตฺตสฺส วิมานํ นาภิกงฺขสิ อิทฺธิ หิ ตฺยายํ วิปุลา สกฺกสฺเสว ชุตีมโต ฯ #๑ ม. เตชสฺสี ฯ ๒ ม. ภิสฺมํ ฯ ๓ ม. วตฺตวตํ ฯ ๔ ม. ปหูตตครา ฯ สี. ยุ. #พหุกา ตตฺครา ฯ ๕ ม. โปกฺขรญฺโญ ฯ

[๖๙๙]

มนสาปิ น ปตฺตพฺโพ อานุภาโว ชุตีมโต ปริจาริยมานานํ อินฺทานํ ๑ วสวตฺตินํ ฯ

[๗๐๐]

ตํ วิมานํ อภิชฺฌาย อมรานํ สุเขสินํ อุโปสถํ อุปวสนฺโต เสมิ วมฺมิกมุทฺธนิ ฯ

[๗๐๑]

อหญฺจ มิคเมสาโน สปุตฺโต ปาวิสึ วนํ เต ๒ มํ มตํ วา ชีวํ วา นาภิเวเทนฺติ ญาตกา ฯ อามนฺตเย ภูริทตฺตํ กาสิปุตฺตํ ยสสฺสินํ ตยา โน สมนุญฺญาตา อปิ ปสฺเสมุ ญาตเก ฯ

[๗๐๒]

เอโส หิ วต เม ฉนฺโท ยํ วเสสิ มมนฺติเก น หิ เอตาทิสา กามา สุลภา โหนฺติ มานุเส ฯ สเจ ตฺวํ นิจฺฉเส วตฺถุํ มม กาเมหิ ปูชิโต มยา ตฺวํ สมนุญฺญาโต โสตฺถึ ปสฺสาหิ ญาตเก ฯ

[๗๐๓]

ธารยิมํ มณึ ทิพฺยํ ปสุํ ปุตฺเต จ วินฺทสิ อโรโค สุขิโต โหหิ ๓ คจฺเฉวาทาย พฺราหฺมณ ฯ

[๗๐๔]

กุสลํ ปฏินนฺทามิ ภูริทตฺต วโจ ตว ปพฺพชิสฺสามิ ชิณฺโณสฺมิ น กาเม อภิปตฺถเย ฯ

[๗๐๕]

พฺรหฺมจริยสฺส เจ ภงฺโค โหติ โภเคหิ การิยํ อวิกปฺปมาโน เอยฺยาสิ พหุํ ทสฺสามิ เต ธนํ ฯ

[๗๐๖]

กุสลํ ปฏินนฺทามิ ภูริทตฺต วโจ ตว ปุนปิ อาคมิสฺสามิ สเจ อตฺโถ ภวิสฺสติ ฯ #๑ ม. สอินฺทานํ ฯ ๒ ม. ตํ ฯ ๓ ม. โหติ ฯ

[๗๐๗]

อิทํ วตฺวา ภูริทตฺโต เปเสสิ จตุโร ชเน เอถ คจฺฉถ อุฏฺเฐถ ขิปฺปํ ปาเปถ พฺราหฺมณํ ฯ ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา อุฏฺฐาย จตุโร ชนา เปสิตา ภูริทตฺเตน ขิปฺปํ ปาเปสุํ พฺราหฺมณํ ฯ

[๗๐๘]

มณึ ปคฺคยฺห มงฺคลฺยํ สาธุ วิตฺตํ ๑ มโนรมํ เสลํ พฺยญฺชนสมฺปนฺนํ โก อิมํ มณิมชฺฌคา ฯ

[๗๐๙]

โลหิตกฺขิสหสฺสาหิ สมนฺตา ปริวาริตํ อชฺช กาลํ ปถํ ๒ คจฺฉํ อชฺฌคาหํ มณึ อิมํ ฯ

[๗๑๐]

สุปจิณฺโณ อยํ เสโล อจฺจิโต มหิโต สทา สุธาริโต สุนิกฺขิตฺโต สพฺพตฺถมภิสาธเย ฯ อุปจารวิปนฺนสฺส นิกฺเขเป ธารณาย วา อยํ เสโล วินาสาย ปริจิณฺโณ อโยนิโส ฯ นยิมํ อกุสโล ทิพฺยํ มณึ ธาเรตุมารโห ปฏิปชฺช สตํ นิกฺขํ เทหิมํ รตนํ มม ฯ

[๗๑๑]

เนว มายํ ๓ มณิ เกยฺโย โคหิ วา รตเนหิ วา เสโล พฺยญฺชนสมฺปนฺโน เนว เกยฺโย มณิ มม ฯ

[๗๑๒]

โน เจ ตยา มณิ เกยฺโย โคหิ วา รตเนหิ วา อถ เกน มณิ เกยฺโย ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ

[๗๑๓]

โย เม สํเส มหานาคํ เตชสึ ทุรติกฺกมํ #๑ ยุ. สาธุจิตฺตํ ฯ ๒ สี. ยุ. ปทํ ฯ ๓ ม. น จ มยายํ ฯ ตสฺส ทชฺชํ อิมํ เสลํ ชลนฺตริว ๑ เตชสา ฯ

[๗๑๔]

โก นุ พฺราหฺมณวณฺเณน สุปณฺโณ ปตตํ วโร นาคํ ชิคึสมเนฺวติ ๒ อเนฺวสํ ภกฺขมตฺตโน ฯ

[๗๑๕]

นาหํ ทิชาธิโป โหมิ น ทิฏฺโฐ ครุโฬ มยา อาสีวิเสน วิตฺโตสฺมิ ๓ เวชฺโช พฺราหฺมณ มํ วิทู ฯ

[๗๑๖]

กึ นุ ตุยฺหํ พลํ อตฺถิ กึ สิปฺปํ วิชฺชเต ตว กิสฺมึ วา ตฺวํ ปรตฺถทฺโธ อุรคํ นาปจายสิ ฯ

[๗๑๗]

อารญฺญิกสฺส อิสิโน จิรํ รตฺตํ ตปสฺสิโน สุปณฺโณ โกสิยสฺสกฺขา วิสวิชฺชํ อนุตฺตรํ ฯ ตํ ภาวิตตฺตญฺญตรํ สมฺมนฺตํ ปพฺพตนฺตเร สกฺกจฺจนฺตํ อุปฏฺฐาสึ รตฺตินฺทิวมตนฺทิโต ฯ โส ตทา ปริจิณฺโณ เม วตฺตํ วา พฺรหฺมจาริยํ ๔ ทิพฺยํ ปาตุกริ มนฺตํ กามสา ภควา มมํ ฯ ตฺยาหํ มนฺเต ปรตฺถทฺโธ นาหํ ภายามิ โภคินํ อาจริโย วิสฆาตานํ อาลมฺพายโนติ ๕ มํ วิทู ฯ

[๗๑๘]

คณฺหามเส มณึ ตาต โสมทตฺต วิชานาหิ มา ทณฺเฑน สิรึ ปตฺตํ กามสา ปชหามเส ๖ ฯ

[๗๑๙]

สกํ นิเวสนํ ปตฺตํ โย ตํ พฺราหฺมณ ปูชยิ เอวํ กลฺยาณการิสฺส กึ โมหา ทุพฺภิมิจฺฉสิ ฯ #๑ ม. ชลนฺตมิว ฯ ๒ ม. ชิคี - ฯ ๓ จิตฺโตสฺมีติปิ ปาโฐ ฯ ม. วิตฺโตติ ฯ #๔ ม. วตฺตวา พฺรหฺมจริยวา ฯ ๕ ม. อลมฺปาโนติ ฯ สี. ยุ. อาลมฺพาโนติ ฯ #๖ ม. ปชหิมฺเส ฯ สเจ ตฺวํ ๑ ธนกาโมสิ ภูริทตฺโต ปทิสฺสติ ๒ ตเมว คนฺตฺวา ยาจสฺสุ พหุํ ทสฺสติ เต ธนํ ฯ

[๗๒๐]

หตฺถคตํ ปตฺตคตํ นิกฺกิณฺณํ ขาทิตุํ วรํ มา โน สนฺทิฏฺฐิโก อตฺโถ โสมทตฺต อุปจฺจคา ฯ

[๗๒๑]

ปจฺจติ นิรเย โฆเร มหิมสฺส วินฺทฺรียติ ๓ มิตฺตทุพฺภี หิตจฺจาคี ชีวเร วาปิ สุสฺสติ ๔ ฯ สเจ ตฺวํ ๑ ธนกาโมสิ ภูริทตฺโต ปทิสฺสติ มญฺเญ อตฺตกตํ เวรํ น จิรํ เวทยิสฺสสิ ฯ

[๗๒๒]

มหายญฺญํ ยชิตฺวาน เอวํ สุชฺฌนฺติ พฺราหฺมณา มหายญฺญํ ยชิสฺสาม เอวํ โมกฺขาม ปาปกา ฯ

[๗๒๓]

หนฺททานิ อปายามิ นาหํ อชฺช ตยา สห ปทเมกํ ๕ น คจฺเฉยฺยํ เอวํ กิพฺพิสการินา ฯ

[๗๒๔]

อิทํ วตฺวาน ปิตรํ โสมทตฺโต พหุสฺสุโต อุชฺฌาเปตฺวาน ภูตานิ ตมฺหา ฐานา อปกฺกมิ ฯ

[๗๒๕]

คณฺหาเหตํ มหานาคํ อาหเรตํ มณึ มม อินฺทโคปกวณฺณาภา ๖ ยสฺส โรหิตโก สิโร ฯ กปฺปาสปิจุราสีว เอโส กาโย ปทิสฺสติ ๗ วมฺมิกคฺคคโต เสติ ตํ ตฺวํ คณฺหาหิ พฺราหฺมณ ฯ

[๗๒๖]

อโถสเธหิ ทิพฺเพหิ ชปฺปํ มนฺตปทานิ จ เอวนฺตํ อสกฺขิ ผุฏฺฐุํ ๘ กตฺวา ปริตฺตมตฺตโน ฯ #๑ สี. ยุ. สเจ หิ ฯ ๒ ม. ปทสฺสติ ฯ ๓ ม. มหิสฺสมปิ วิวรติ ฯ สี. ยุ. #มหิสฺสมว ทียติ ฯ ๔ สี. ยุ. ชีวเร จาปิ สุสฺสเร ฯ ๕ ม. ปทมฺเปกํ ฯ #๖ ม. ...วณฺณาโภ ฯ ๗ สี. ยุ. กายสฺส ทิสฺสติ ฯ ๘ ม. สตฺถุํ ฯ สี. ยุ. สฏฺฐุํ ฯ

[๗๒๗]

มมํ ทิสฺวาน อายนฺตํ สพฺพกามสมิทฺธินํ อินฺทฺริยานิ อหฏฺฐานิ สาวํ ชาตํ มุขํ ตว ฯ ปทุมํ ยถา หตฺถคตํ ปาณินา ปริมทฺทิตํ สาวํ ชาตํ มุขํ ตุยฺหํ มมํ ทิสฺวาน เอทิสํ ฯ

[๗๒๘]

กจฺจิ นุ เต นาภิสฺสสิ กจฺจิ เต อตฺถิ เวทนา เยน สาวํ มุขํ ตุยฺหํ มมํ ทิสฺวาน อาคตํ ฯ

[๗๒๙]

สุปินํ ตาต อทฺทกฺขึ อิโต มาสํ อโธคตํ ทกฺขิณํ วิย เม พาหุํ เฉตฺวา รุหิรมกฺขิตํ ปุริโส อาทาย ปกฺกามิ มม โรทนฺติยา สติ ฯ ยโตหํ สุปินมทฺทกฺขึ สุทสฺสน วิชานาหิ ตโต ทิวา วา รตฺตึ วา สุขํ เม โนปลพฺภติ ฯ

[๗๓๐]

ยํ ปุพฺเพ ปริวารึสุ ๑ กญฺญา รุจิรวิคฺคหา เหมชาลปฏิจฺฉนฺนา ภูริทตฺโต น ทิสฺสติ ฯ ยํ ปุพฺเพ ปริวารึสุ ๑ เนตฺตึสวรธาริโน กณิการาว สมฺผุลฺลา ภูริทตฺโต น ทิสฺสติ ฯ หนฺททานิ คมิสฺสาม ภูริทตฺตนิเวสนํ ธมฺมฏฺฐํ สีลสมฺปนฺนํ ปสฺสาม ตว ภาตรํ ฯ

[๗๓๑]

ตญฺจ ทิสฺวาน อายนฺตํ ภูริทตฺตสฺส มาตรํ พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ ภูริทตฺตสฺส ภริยาโย ฯ ปุตฺตนฺเตยฺเย น ชานาม อิโต มาสํ อโธคตํ #๑ สี. ยุ. ปริจารึสุ ฯ มตํ วา ยทิ วา ชีวํ ภูริทตฺตํ ยสสฺสินํ ฯ

[๗๓๒]

สกุณี หตปุตฺตาว สุญฺญํ ทิสฺวา กุลาวกํ จิรํ ทุกฺเขน ฌายิสฺสํ ภูริทตฺตํ อปสฺสตี ฯ กุรุรี หตจฺฉาปาว ๑ สุญฺญํ ทิสฺวา กุลาวกํ จิรํ ทุกฺเขน ฌายิสฺสํ ภูริทตฺตํ อปสฺสตี ฯ สา นูน จกฺกวกฺกีว ปลฺลลสฺมึ อนูทเก จิรํ ทุกฺเขน ฌายิสฺสํ ภูริทตฺตํ อปสฺสตี ฯ กมฺมารานํ ยถา อุกฺกา อนฺโต ฌายติ โน พหิ เอวํ ฌายามิ โสเกน ภูริทตฺตํ อปสฺสตี ฯ

[๗๓๓]

สาลาว สมฺปมทฺทิตา ๒ มาลุเตน ปมทฺทิตา เสนฺติ ปุตฺตา จ ทารา จ ภูริทตฺตนิเวสเน ฯ

[๗๓๔]

เตสํ สุตฺวาน นิคฺโฆสํ ภูริทตฺตนิเวสเน อริฏฺโฐ จ สุโภโค ๓ จ ปธาวึสุ ๔ อนนฺตรา อมฺม อสฺสาส มา โสจิ เอวํธมฺมา หิ ปาณิโน จวนฺติ อุปปชฺชนฺติ เอสาสฺส ปริณามตา ฯ

[๗๓๕]

อหํปิ ตาต ชานามิ เอวํธมฺมา หิ ปาณิโน โสเกน จ ปเรตสฺมึ ภูริทตฺตํ อปสฺสตี อชฺช เจ เม อิมํ รตฺตึ สุทสฺสน วิชานาหิ ภูริทตฺตํ อปสฺสนฺตี มญฺเญ หิสฺสามิ ชีวิตํ ฯ

[๗๓๖]

อมฺม อสฺสาส มา โสจิ อานยิสฺสาม ภาตรํ #๑ ม. กุรรี หตฉาปาว ฯ ๒ ม. สมฺปมถิตา ฯ ๓ สี. ยุ. สุภโค ฯ ๔ สี. ยุ. #อุปธาวึสุ ฯ ทิโสทิสํ คมิสฺสาม ภาตุปริเยสนํ จรํ ปพฺพเต คิริทุคฺเคสุ คาเมสุ นิคเมสุ จ โอเรน สตฺตรตฺตสฺส ๑ ภาตรํ ปสฺส อาคตํ ฯ

[๗๓๗]

หตฺถา ปมุตฺโต อุรโค ปาเท เต นิปติ ภุสํ กจฺจิ นุ ฑํสิโต ๒ ตาต มา ภายิ สุขิโต ภว ฯ

[๗๓๘]

เนว มยฺหํ อยํ นาโค อลํ ทุกฺขาย กายจิ ยาวตตฺถิ อหิคฺคาโห มยา ภิยฺโย น วิชฺชติ ฯ

[๗๓๙]

โก นุ พฺราหฺมณวณฺเณน ทตฺโต ๓ ปริสมาคโต อวฺหายตุ ๔ สุยุทฺเธน สุณาตุ ๕ ปริสา มม ฯ

[๗๔๐]

ตฺวํ มํ นาเคน อาลมฺพ อหํ มณฺฑูกฉาปิยา โหตุ โน อพฺภุตํ ตตฺถ อา สหสฺเสหิ ปญฺจหิ ฯ

[๗๔๑]

อหญฺหิ วสุมา อฑฺโฒ ตฺวํ ทลิทฺโทสิ มาณว โก นุ เต ปาฏิโภคตฺถิ อุปชูตญฺจ กึ สิยา ฯ อุปชูตญฺจ เม อสฺส ปาฏิโภโค จ ตาทิโส โหตุ โน อพฺภุตํ ตตฺถ อา สหสฺเสหิ ปญฺจหิ ฯ

[๗๔๒]

สุโณหิ เม มหาราช วจนํ ภทฺทมตฺถุ เต ปญฺจนฺนํ เม สหสฺสานํ ปาฏิโภโค หิ กิตฺติม ฯ

[๗๔๓]

เปตฺติกํ วา อิณํ โหติ ยํ วา โหติ สยํ กตํ กึ ตฺวํ เอวํ พหุํ มยฺหํ ธนํ ยาจสิ พฺราหฺมณ ฯ

[๗๔๔]

อาลมฺพายโน ๖ หิ นาเคน มมํ อภิชิคึสติ #๑ สี. ยุ. ทสรตฺตสฺส ฯ ๒ สี. กจฺจิ ตํ นุ ฑํสี ฯ ม. กจฺจิ นุ ตํ ฑํสี ฯ #ยุ. กจฺจิตานุฑสี ฯ ๓ ม. ทิตฺโต ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๔ ม. อวฺหายนฺตุ ฯ #๕ ม. สุณนฺตุ ฯ ๖ ม. อลมฺพาโน ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ อหํ มณฺฑูกฉาปิยา ฑํสยิสฺสามิ พฺราหฺมณํ ฯ ตํ ตฺวํ ทฏฺฐุํ มหาราช อชฺช รฏฺฐาภิวฑฺฒน ขคฺค ๑ สงฺฆปริพฺยูโฬฺห นียาหิ อหิทสฺสนํ ๒ ฯ

[๗๔๕]

เนว ตํ อติมญฺญามิ สิปฺปวาเทน มาณว อติมตฺโตสิ สิปฺเปน อุรคํ นาปจายสิ ฯ

[๗๔๖]

อหมฺปิ นาติมญฺญามิ สิปฺปวาเทน พฺราหฺมณ อวิเสน จ นาเคน ภุสํ วญฺจยเส ชนํ ฯ เอวญฺเจตํ ชโน ชญฺญา ยถา ชานามิ ตํ อหํ น ตฺวํ ลภสิ อาลมฺพ ถุสมุฏฺฐึ ๓ กุโต ธนํ ฯ

[๗๔๗]

ขราชิโน ชฏี รุมฺมี ๔ ทตฺโต ปริสมาคโต โย ตฺวํ เอวํ คตํ นาคํ อวิโส อติมญฺญสิ อาปชฺช โข นํ ชญฺญาสิ ปุณฺณํ อุคฺคสฺส เตชสา ๕ มญฺเญ ตํ ภสฺมราสึว ขิปฺปเมโส กริสฺสติ ฯ

[๗๔๘]

สิยา วิสํ สิลุตฺตสฺส ทุฑฺฑุภสฺส ๖ สิลาภุโน เนว โลหิตสีสสฺส วิสํ นาคสฺส วิชฺชติ ฯ

[๗๔๙]

สุตเมตํ อรหตํ สญฺญตานํ ตปสฺสินํ อิธ ทานานิ ทตฺวาน สคฺคํ คจฺฉนฺติ ทายกา ชีวนฺโต เทหิ ทานานิ ยทิ เต อตฺถิ ทาตเว ฯ อยํ นาโค มหิทฺธิโก เตชสี ทุรติกฺกโม เตน ตํ ฑํสยิสฺสามิ โส ตํ ภสฺมํ กริสฺสติ ฯ #๑ ม. ขตฺต- ฯ ๒ สี. ยุ. อภิทสฺสนํ ฯ ๓ ม. ภุสมุฏฺฐึ ฯ สี. ยุ. สตฺตุมุฏฺฐึ ฯ #๔ ม. ทุมฺมี ฯ ๕ ม. เตชโส ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๖ ม. เทฑฺฑุภสฺส ฯ

[๗๕๐]

มยาเปตํ สุตํ สมฺม สญฺญตานํ ตปสฺสินํ อิธ ทานานิ ทตฺวาน สคฺคํ คจฺฉนฺติ ทายกา ตฺวเมว เทหิ ชีวนฺโต ยทิ เต อตฺถิ ทาตเว ฯ อยํ อจฺจิมุขี ๑ นาม ปุณฺณา อุคฺคสฺส เตชสา ตาย ตํ ฑํสยิสฺสามิ สา ตํ ภสฺมํ กริสฺสติ ฯ ยา ธีตา ธตรฏฺฐสฺส เวมาตา ภคินี มม สา ฑํสตุ อจฺจิมุขี ๒ ปุณฺณา อุคฺคสฺส เตชสา ฯ

[๗๕๑]

ฉมายญฺเจ นิสิญฺจิสฺสํ พฺรหฺมทตฺต วิชานาหิ ติณลตานิ โอสโธฺย อุสฺสุสฺเสยฺยุํ อสํสยํ ฯ

[๗๕๒]

อุทฺธญฺเจ ปาตยิสฺสามิ พฺรหฺมทตฺต วิชานาหิ สตฺต วสฺสานิ ยํ เทโว น วสฺเส น หิมํ ปเต ฯ

[๗๕๓]

อุทเก เจ นิสิญฺจิสฺสํ พฺรหฺมทตฺต วิชานาหิ ยาวนฺโตทกชา ปาณา มเรยฺยุํ มจฺฉกจฺฉปา ฯ

[๗๕๔]

โลกฺยํ สชนฺตํ อุทกํ ปยาคสฺมึ ปติฏฺฐิตํ โก มํ อชฺโฌหรี ภูโต โอคาฬฺหํ ยมุนํ นทึ ฯ

[๗๕๕]

ยเทส โลกาธิปตี ยสสฺสี พาราณสึ ปกีรหรี ๓ สมนฺตโต ตสฺสาห ปุตฺโต อุรคูสภสฺส สุโภโคติ มํ พฺราหฺมณ เวทยนฺติ ฯ

[๗๕๖]

สเจสิ ปุตฺโต อุรคูสภสฺส #๑ ม. อชมุขี ฯ ๒ ม. สา ตํ ฑํสตฺอชมุขี ฯ สี. ยุ. สา ทิสฺสตุ อจฺจิมุขี ฯ #๓ ม. ปกฺริย ฯ สี. ยุ. ปกิรปรี ฯ กาสิสฺส ๑ รญฺโญ อมราธิปสฺส มเหสกฺโข อญฺญตโร ปิตา เต มจฺเจสุ มาตา ปน เต อตุลฺยา น ตาทิโส อรหติ พฺราหฺมณสฺส ทาสํปิ โอหาริตุํ ๒ มหานุภาโว ฯ

[๗๕๗]

รุกฺขํ นิสฺสาย วิชฺฌิตฺโถ เอเณยฺยํ ปาตุมาคตํ โส วิทฺโธ ทูรมาจริ ๓ สรเวเคน เปกฺขวา ๔ ฯ ตํ ตฺวํ ปติตมทฺทกฺขิ อรญฺญสฺมึ พฺรหาวเน ส มํสกาชมาทาย สายํ นิโคฺรธุปาคมิ ฯ สุวสาลิยสงฺฆุฏฺฐํ ปิงฺคิยํ ๕ สณฺฐตายุตํ โกกิลาภิรุทํ รมฺมํ ธุวํ หริตสทฺทลํ ฯ ตตฺถ เต โส ปาตุรหุ อิทฺธิยา ยสสา ชลํ มหานุภาโว ภาตา เม กญฺญาหิ ปริวาริโต ฯ โส เตน ปริจิณฺโณ ตฺวํ สพฺพกาเมหิ ตปฺปิโต อทุฏฺฐสฺส ตุวํ ทุพฺภิ ตนฺเต เวรํ อิธาคตํ ฯ ขิปฺปํ คีวํ ปสาเรหิ น เต ทสฺสามิ ชีวิตํ ภาตุ ปริสรํ เวรํ เฉทยิสฺสามิ เต สิรํ ฯ

[๗๕๘]

อชฺฌายโก ยาจโยคี อาหุตคฺคิ จ พฺราหฺมโณ เอเตหิ ตีหิ ฐาเนหิ อวชฺโฌ ภวติ ๖ พฺราหฺมโณ ฯ

[๗๕๙]

ยํ ปุรํ ธตรฏฺฐสฺส โอคาฬฺหํ ยมุนํ นทึ #๑ สี. ยุ. กํสสฺส ฯ ๒ สี. ยุ. โอหาตุํ ฯ ๓ ม. ทูรมจริ ฯ สี. ยุ. ทูรมสรา ฯ #๔ ม. สีฆวา ฯ สี. ยุ. เสขวา ฯ ๕ ม. ปิงฺคลํ ฯ ๖ ม. โหติ ฯ โชตเต สพฺพโสวณฺณํ คิริมาหจฺจ ยามุนํ ฯ ตตฺถ เต ปุริสพฺยคฺฆา โสทริยา มม ภาตโร ยถา เต ตตฺถ วกฺขนฺติ ตถา เหสฺสสิ พฺราหฺมณ ฯ

[๗๖๐]

อนิตฺตรา อิตฺตรสมฺปยุตฺตา ยญฺญา จ เวทา จ สุโภค โลเก ตทคฺครยฺหํ หิ วินินฺทมาโน ชหาติ วิตฺตญฺจ สตญฺจ ธมฺมํ ฯ

[๗๖๑]

อชฺเฌนมริยา ปฐวึ ชนินฺทา เวสฺสา กสึ ปาริจริยญฺจ สุทฺทา อุปาคู ปจฺเจกํ ยถาปเทสํ กตาหุ เอเต วสินาติ อาหุ ฯ

[๗๖๒]

ธาตา วิธาตา วรุโณ กุเวโร โสโม ยโม จนฺทิมา วายุ สุริโย เอเตปิ ยญฺญํ ปุถุโส ยชิตฺวา อชฺฌายกานํ อถ ๑ สพฺพกาเม ฯ วิกาสิตา จาปสตานิ ปญฺจ โย อชฺชุโน พลวา ภีมเสโน สหสฺสพาหุ อสโม ปฐพฺยา โสปิ ตทา อาทหิ ๒ ชาตเวทํ ฯ

[๗๖๓]

โย พฺราหฺมเณ โภชยิ ทีฆรตฺตํ #๑ ม. อโถ ฯ ๒ ม. มาทหิ ฯ อนฺเนน ปาเนน ยถานุภาวํ ปสนฺนจิตฺโต อนุโมทมาโน สุโภค เทวญฺญตโร อโหสิ ฯ

[๗๖๔]

มหาสนํ เทวมโนมวณฺณํ โย สปฺปินา อสกฺขิ โภเชตุมคฺคึ โส ยญฺญตนฺตํ วรโต ยชิตฺวา ทิพฺพํ คตึ มุจลินฺทชฺฌคจฺฉิ ฯ

[๗๖๕]

มหานุภาโว วสฺสสหสฺสขีวี โย ปพฺพชิ ทสฺสเนยฺโย อุฬาโร หิตฺวา อปริยนฺตํ รฏฺฐํ ๑ สเสนํ ราชา ทุทีโปปชฺฌคามิ ๒ สคฺคํ ฯ

[๗๖๖]

โย สาคโร สาครนฺตํ วิชิตฺวา ยูปํ สุภํ โสวณฺณมยํ ๓ อุฬารํ อุสฺเสสิ เวสฺสานรมาทหาโน สุโภค เทวญฺญตโร อโหสิ ฯ ยสฺสานุภาเวน สุโภค คงฺคา ปวตฺตติ ๔ ทธิสนฺนินฺนํ สมุทฺทํ โส โลมปาโท ปริจริยมคฺคึ องฺโค สหสฺสกฺขปุรมชฺฌคจฺฉิ ฯ

[๗๖๗]

มหิทฺธิโก เทววโร ยสสฺสี #๑ สี. ยุ. รถํ ฯ ๒ ม. ทุทีโปปิ ชคาม ฯ ๓ ม. โสณฺณมยํ ฯ ๔ ม. ปวตฺตถ ฯ เสนาปติ ติทิเว วาสวสฺส โส โสมยาเคน มลํ วิหนฺตฺวา สุโภค เทวญฺญตโร อโหสิ ฯ

[๗๖๘]

อการยิ โลกมิมํ ปรญฺจ ภาคีรถึ หิมวนฺตญฺจ วิชฺฌํ ๑ โย อิทฺธิมา เทววโร ยสสฺสี โสปิ ตทา อาทหิ ชาตเวทํ ฯ มาลาคิริ หิมวา โย จ วิชฺฌา ๒ สุทสฺสโน นิสโภ กากเวรุ ๓ เอเต จ อญฺเญ จ นคา มหนฺตา จิตฺยา กตา ยญฺญกเรภิ มาหุ ฯ

[๗๖๙]

อชฺฌายกํ มนฺตคุณูปปนฺนํ ตปสฺสินํ ยาจโยคีติธาหุ ๔ ตีเร สมุทฺทสฺสุทกํ สชนฺตํ ตํ สาครชฺโฌหริ เตนเปยฺโย ฯ

[๗๗๐]

อายาควตฺถูนิ ปุถู ปฐพฺยา สํวิชฺชนฺติ พฺราหฺมณา วาสวสฺส ปุริมํ ทิสํ ปจฺฉิมํ ทกฺขิณุตฺตรํ สํวิชฺชมานา ชนยนฺติ เวทํ ฯ

[๗๗๑]

กลีหิ ธีราน กตํ มคานํ #๑ ม. คิชฺฌํ ฯ ๒ ม. คิชฺโฌ ฯ ๓ ม. กุเวรุ ฯ สี. ยุ. กากเนรุ ฯ ๔ ม. ... #โยโคติธาหุ ฯ สี. ยุ. ...ติจาห ฯ ภวนฺติ เวทชฺฌคตา อริฏฺฐ มรีจิธมฺมํ อสเมกฺขิตตฺตา มายาคุณา นาติวหนฺติ ปญฺญํ ฯ เวทา น ตาณาย ภวนฺติรสฺส ๑ มิตฺตทฺทุโน ภูนหุโน นรสฺส น ตายเต ปริจิณฺโณว ๒ อคฺคิ โทสนฺตรํ มจฺจมนริยกมฺมํ ฯ สพฺพญฺจ มจฺจา สธนา สโภคา ๓ อาทีปิตํ ทารุ ติเณน มิสฺสํ ทหํ น ตปฺเป อสมตฺถเตโช โก ตํ สุภิกฺขํ ทิรสญฺญุ กยิรา ฯ ยถาปิ ขีรํ วิปริณามธมฺมํ ทธิ ภวิตฺวา นวนีตํปิ โหติ เอวํปิ อคฺคิ วิปริณามธมฺโม เตโช สมารูหติ โยคยุตฺโต ฯ น ทิสฺสติ อคฺคิมนุปฺปวิฏฺโฐ สุกฺเขสุ กฏฺเฐสุ นเวสุ จาปิ นามตฺถมาโน ๔ อรณีนเรน นากมฺมุนา ชายติ ชาตเวโท ฯ สเจ หิ อคฺคิ อนฺตรโต วเสยฺย #๑ ม. ภวนฺติ ทสฺส ฯ ๒ ม. ...จ ฯ ๓ ม. สธนํ สโภคํ ฯ ๔ สี.ยุ. นามนฺถมาโน ฯ สุกฺเขสุ กฏฺเฐสุ นเวสุ จาปิ สพฺพานิ สุสฺเสยฺยุํ วนานิ โลเก สุกฺขานิ กฏฺฐานิ จ ปชฺชเลยฺยุํ ฯ กโรติ เจ ทารุติเณน ปุญฺญํ โภชํ นโร ธูมสิขึ ปตาปวํ องฺคาริกา โลณกรา จ สูทา สรีรทาหาปิ กเรยฺยุ ปุญฺญํ ฯ อถ เจ หิ เอเตปิ กโรนฺติ ปุญฺญํ อชฺเฌนมคฺคึ อิธ ตปฺปยิตฺวา น โกจิ โลกสฺมึ กโรติ ปุญฺญํ โภชํ นโร ธูมสิขึ ปตาปวํ ฯ กถํ หิ โลกาปจิโต สมาโน อมนุญฺญคนฺธํ พหูนํ อกนฺตํ ยเทว มจฺจา ปริวชฺชยนฺติ ตทปฺปสฏฺฐํ ทิรสญฺญุ ภุญฺเช ฯ สิขิญฺหิ ๑ เทเวสุ วทนฺติ เอเก อาปํ มิลกฺขู ๒ ปน เทวมาหุ สพฺเพว เอเต วิตถํ ภณนฺติ อคฺคิ น เทวญฺญตโร น อาโป ฯ อนินฺทฺริยํ สนฺตมสญฺญกายํ #๑ ม. สิขิมฺหิ ฯ ๒ สี. ยุ. มิลกฺขา ฯ เวสฺสานรํ กมฺมกรํ ปชานํ ปริจริยมคฺคึ สุคตึ กถํ วชฺเช ปาปานิ กมฺมานิ ปกฺรุพฺพมาโน ๑ ฯ สพฺพาภิภูตาหุธ ชีวิกตฺถา อคฺคิสฺส พฺรหฺมา ปริจาริโกติ สพฺพานุภาวี จ วสี กิมตฺถํ อนิมฺมิโต นิมฺมิตํ วนฺทิตสฺส ฯ หาสํ ๒ อนิชฺฌานกฺขมํ อตจฺฉํ สกฺการเหตุ ปริกรึสุ ปุพฺเพ เต ลาภสกฺกาเร อปาตุภูเต ๓ สนฺธาภิตา ๔ ชนฺตุภิ สนฺติธมฺมํ ฯ อชฺเฌนมริยา ปฐวึ ชนินฺทา เวสฺสา กสึ ปาริจริยญฺจ สุทฺทา อุปาคู ปจฺเจกํ ยถาปเทสํ กตาหุ เอเต วสินาติ อาหุ ฯ เอตญฺจ สจฺจํ วจนํ ภเวยฺย ยถา อิทํ ภาสิตํ พฺราหฺมเณหิ นาขตฺติโย ชาตุ ลเภถ รชฺชํ นาพฺราหฺมโณ มนฺตปทานิ สิกฺเข นาญฺญตฺร เวสฺสา หิ กสึ กเรยฺย #๑ ม. ปกุพฺพมาโน ฯ ๒ ม. หสฺสํ ฯ ๓ ม. อปาตุโภนฺเต ฯ ๔ ม. สนฺธาปิตา ฯ #สี. ยุ. สนฺถมฺภิตา ฯ สุทฺโท น มุญฺเจ ปรเปสนาย ๑ ฯ ยสฺมา จ เอตํ วจนํ อภูตํ มุสาวิเม โอทริยา ภณนฺติ ตทปฺปปญฺญา อภิสทฺทหนฺติ ปสฺสนฺติ ตํ ปณฺฑิตา อตฺตนาว ฯ ขตฺยา หิ เวสฺสานํ ๒ พลึ หรนฺติ อาทาย สตฺถานิ จรนฺติ พฺราหฺมณา ตํ ตาทิสํ สงฺขุภิตํ ปภินฺนํ กสฺมา พฺรหฺมา น อุชุํ กโรติ โลกํ ฯ สเจ หิ โส อิสฺสโร สพฺพโลเก พฺรหฺมาปหู ภูตปตี ๓ ปชานํ กึ สพฺพโลกํ วิทหิ อลกฺขึ กึ สพฺพโลกํ น สุขึ อกาสิ ฯ สเจ หิ โส อิสฺสโร สพฺพโลเก พฺรหฺมาปหู ภูตปตี ปชานํ มายา มุสาวชฺชมเทน จาปิ โลกํ อธมฺเมน กิมตฺถการิ ๔ ฯ สเจ หิ โส อิสฺสโร สพฺพโลเก พฺรหฺมาปหู ภูตปตี ปชานํh #๑ สี. ยุ. ปรเปสฺสิตาย ฯ ๒ สี. ยุ. ขตฺตา น เวสฺสาน ฯ ๓ ม. พฺราหฺมา็ #พหฺภูตปตี ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๔ ม. กิมตฺถมการิ ฯ สี. ยุ. กิมตฺถกาสิ ฯ อธมฺมิโก ภูตปตี อริฏฺฐ ธมฺเม สตี โส วิทหี อธมฺมํ ฯ กีฏา ปฏงฺคา อุรคา จ เภงฺคา ๑ หนฺตฺวา กิมึ สุชฺฌติ มกฺขิกา จ เอเต หิ ธมฺมา อนรียรูปา กมฺโพชกานํ วิตถา พหูนํ ฯ

[๗๗๒]

สเจ หิ โส สุชฺฌติ โย หนาติ หโตปิ โส สคฺคมุเปติ ฐานํ โภวาทิ โภวาทินมารเยยฺยุํ เย วาปิ เตสํ อภิสทฺทเหยฺยุํ ฯ เนว มิคา น ปสุโนปิ คาโว อายาจนฺติ อตฺตวธาย เกจิ วิปฺผนฺทมานา อิธ ชีวิกตฺถา ยญฺเญสุ ปาเณ ปสุมารภนฺติ ๒ ฯ ยูปสฺส เน ๓ ปสุพนฺเธ จ พาลา จิตฺเรหิ วณฺเณหิ มุขํ นยนฺติ อยนฺเต ยูโป กามทุโห ปรตฺถ ภวิสฺสติ สสฺสโต สมฺปราเย ฯ สเจ จ ยูเป มณิสงฺขมุตฺตํ #๑ ม. เภกา ฯ ๒ ปสุมาหรนฺตีติปิ ปาโฐ ฯ ๓ สี. ยูปสฺส เต ฯ ธญฺญํ ธนํ รชตํ ชาตรูปํ สุกฺเขสุ กฏฺเฐสุ นเวสุ จาปิ สเจ ทุเห ติทิเว สพฺพกาเม เตวิชฺชสงฺฆาว ปุถู ยเชยฺยุํ น พฺราหฺมณา ๑ กิญฺจิ น ยาชเยยฺยุํ ฯ กุโต จ ยูเป มณิสงฺขมุตฺตํ ธญฺญํ ธนํ รชตํ ชาตรูปํ สุกฺเขสุ กฏฺเฐสุ นเวสุ จาปิ กุโต ทุเห ติทิเว สพฺพกาเม ฯ สฐา จ ลุทฺทา จ ปลุทฺธพาลา ๒ จิเตฺรหิ ๓ วณฺเณหิ มุขํ นยนฺติ อาทาย อคฺคึ มม เทหิ วิตฺตํ ตโต สุขี โหหิสิ สพฺพกาเม ฯ ตมคฺคิหุตฺตํ สรณํ ปวิสฺส จิเตฺรหิ ๓ วณฺเณหิ มุขํ นยนฺติ โอโรปยิตฺวา เกสมสฺสุํ นขญฺจ เวเทหิ วิตฺตํ อติคาฬฺหยนฺติ ฯ กากา อุลูกํว รโห ลภิตฺวา เอกํ สมานํ พหุกา สเมจฺจ อนฺนานิ ภุตฺวา กุหกา กุหิตฺวา #๑ ม. อพฺราหฺมณํ ฯ ๒ สี. ยุ. อุปลทธพาลา ฯ ๓ ม. จิตเตหิ ฯ มุณฺฑํ กริตฺวา ยญฺญปโถสชนฺติ ๑ ฯ เอวํ หิ โส วญฺจิโต พฺราหฺมเณหิ เอโก สมาโน พหุกา สเมจฺจ เต โยคโยเคน วิลุมฺปมานา ทิฏฺฐํ อทิฏฺเฐน ธนํ หรนฺติ ฯ อกาสิยา ราชูหิ วานุสิฏฺฐา ตทสฺส อาทาย ธนํ หรนฺติ เต ตาทิสา โจรสมา อสนฺตา วชฺฌา น หญฺญนฺติ อริฏฺฐ โลเก ฯ อินฺทสฺส พาหารสิ ทกฺขิณาติ ยญฺเญสุ ฉินฺทนฺติ ปลาสยฏฺฐึ ตญฺเจปิ สจฺจํ มฆวา ฉินฺนพาหุ เกนสฺส อินฺโท อสุเร ชินาติ ฯ ตญฺเจว ตุจฺฉํ มฆวา สมงฺคี หนฺตฺวา อวชฺโฌ ปรโม สุเทโว ๒ มนฺตา อิเม พฺราหฺมณา ตุจฺฉรูปา สนฺทิฏฺฐิกา วญฺจนา เอส โลเก ฯ มาลาคิริ หิมวา โย จ วิชฺฌา สุทสฺสโน นิสโภ กากเวรุ ๓ เอเต จ อญฺเญ จ นคา มหนฺตา #๑ ม. ...ปโถสฺสชนฺติ ฯ ๒ ม. ส เทโว ฯ ๓ ม. กุเวรุ ฯ จิตฺยา กตา ยญฺญกเรภิมาหุ ฯ ยถาปการานิ หิ อิฏฺฐกานิ จิตฺยา กตา ยญฺญกเรภิมาหุ น ปพฺพตา โหนฺติ ตถาปการา อญฺญาทิสา อจลา ทิฏฺฐเสลา ฯ น อิฏฺฐกา โหนฺติ สิลา จิเรน น ตตฺถ สญฺชายติ อโย น โลหํ ยญฺญญฺจ เอตํ ปริวณฺณยนฺตา จิตฺยา กตา ยญฺญกเรภิมาหุ ฯ อชฺฌายกํ มนฺตคุณูปปนฺนํ ตปสฺสินํ ยาจโยคีติธาหุ ๑ ตีเร สมุทฺทสฺสุทกํ สชนฺตํ ตํ สาครชฺโฌหริ ๒ เตนเปยฺโย ฯ ปโรสหสฺสํปิ สมนฺตเวเท มนฺตูปปนฺเน นทิโย วหนฺติ น เตน พฺยาปนฺนรสูทกานิ กสฺมา สมุทฺโท อตุโล อเปยฺโย ฯฮ เยเกจิ กูปา อิธ ชีวโลเก โลณูทกา กูปขเณหิ ขาตา น พฺราหฺมณชฺโฌหรเณน เตสุ #๑ ม. ...โยโคติ... ฯ ๒ ม. สาคโรชฺโฌหริ ฯ อาโป อเปยฺโย ทิรสญฺญุราหุ ๑ ฯ ปุเร ปุรตฺถา กา กสฺส ภริยา มโน มนุสฺสํ อชเนสิ ปุพฺเพ เตนาปิ ธมฺเมน น โกจิ หีโน เอวมฺปิ โวสฺสคฺควิภงฺคมาหุ ฯ จณฺฑาลปุตฺโตปิ อธิจฺจ เวเท ภาเสยฺย มนฺเต กุสโล มตีมา ๒ น ตสฺส มุทฺธา วิผเลยฺย สตฺตธา มนฺตา อิเม อตฺตวธาย กตา ๓ ฯ วาจา กตา คิทฺธิ กตา คหิตา ทุมฺโมจยา กาพฺยาปถานุปนฺนา พาลาน จิตฺตํ วิสเม นิวิฏฺฐํ ตทปฺปปญฺญา อภิสทฺทหนฺติ ฯ สีหสฺส พฺยคฺฆสฺส จ ทีปิโน จ น วิชฺชตี โปริสิยํพเลน มนุสฺสภาโว จ ควํว เปกฺโข ชาตี หิ เตสํ อสมา สมานํ ๔ ฯ สเจ จ ราชา ปฐวึ วิชิตฺวา สชีววา อสฺสวา ปาริสชฺโช สยเมว โส สตฺตุสงฺฆํ วิเชยฺย #๑ ม. ทฺวรสญฺญุมาหุ ฯ ๒ สี.ยุ. มุตีมา ฯ ๓ สี.ยุ. กตฺตา ฯ ๔ ม. สมานา ฯ ตสฺสปฺปชา นิจฺจ สุขี ภเวยฺย ฯ ขตฺติยมนฺตา จ ตโย จ เวทา อตฺเถน เอเต สมกา ภวนฺติ เตสญฺจ อตฺถํ อวินิจฺฉินิตฺวา น พุชฺฌติ โอฆปถํว ฉนฺนํ ฯ ขตฺติยมนฺตา จ ตโย จ เวทา อตฺเถน เอเต สมกา ภวนฺติ ลาโภ อลาโภ ยโส อยโส จ สพฺเพว เตสํ จตุนฺนญฺจ ๑ ธมฺมา ฯ ยถาปิ อิพฺภา ธนธญฺญเหตุ กมฺมานิ กาเรนฺติ ๒ ปุถู ปฐพฺยา เตวิชฺชสงฺฆาปิ ตเถว อชฺช กมฺมานิ กาเรนฺติ ๒ ปุถู ปฐพฺยา ฯ อิพฺเภหิ เอเต สมกา ภวนฺติ นิจฺจุสฺสุกา กามคุเณสุ ยุตฺตา กมฺมานิ กาเรนฺติ ๒ ปุถู ปฐพฺยา ตทปฺปปญฺญา ทิรสญฺญุรา เต ฯ

[๗๗๓]

กสฺส เภรี มุทิงฺคา จ สงฺขา ปณวทินฺทิมา ปุรโต ปฏิปนฺนานิ หาสยนฺตา รเถสภํ ฯ๕ กสฺส กญฺจนปฏฺเฏน ปุถุนา วิชฺชุวณฺณินา #๑ สี. ยุ. สพฺเพ เต สพฺเพสํ จตุนฺน ฯ ๒ ม. กโรนฺติ ฯ ยุวา กลาปสนฺนทฺโธ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ อุกฺกามุเข ปหฏฺฐํว ขทิรงฺคารสนฺนิภํ มุขํ จารุริวาภาติ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ กสฺส ชมฺโพนทํ ฉตฺตํ สสลากํ มโนรมํ อาทิจฺจรํสาวรณํ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ กสฺส องฺคปริคฺคยฺห ๑ วาลวีชนิมุตฺตมํ อุภโต วรปญฺญสฺส ๒ มุทฺธนิ อุปรูปริ ฯ กสฺส เปกฺขุณหตฺถานิ จิตฺรานิ จ มุทูนิ จ สุวณฺณมณิทณฺฑานิ ๓ จรนฺติ อุภโตมุขํ ฯ ขทิรงฺคารวณฺณาภา อุกฺกามุขปหํสิตา กสฺเสเต กุณฺฑลา วคฺคู โสภนฺติ อุภโตมุขํ ฯ กสฺส วาเตน ฉุปิตา สินิทฺธคฺคา ทุมุ กาฬิกา ๔ โสภยนฺติ นลาตนฺตํ นภา วิชฺชุริวุคฺคตา ฯ กสฺส เอตานิ อกฺขีนิ อายตานิ ปุถูนิ จ โก โสภติ วิสาลกฺโข กสฺเสตํ อุณฺณชํ มุขํ ฯ กสฺเสเต ลปนชาตา สุทฺธา สงฺขวรูปมา ภาสมานสฺส โสภนฺติ ทนฺตา กุปฺปิลสาทิสา ฯ กสฺส ลาขารสสมา หตฺถปาทา สุเข ฐิตา โก โส พิมฺโพฏฺฐสมฺปนฺโน ทิวา สุริโยว โสภติ ฯ หิมจฺจเย หิมวโต ๕ พฺรหาสาโลว ๖ ปุปฺผิโต #๑ ม. องฺคํ ปริคฺคยฺห ฯ สี. ยุ. องฺกํ ... ฯ ๒ สี. ยุ. จรเต วรปญฺญสฺส ฯ ๓ ม. #กาญฺจนมณิทณฺฑานิ ฯ สี. ยุ. ตปญฺญมณิทณฺฑานิ ฯ ๔ ม. นิทฺธนฺตา มุทุกาฬกา ฯ #๕ ม. หิมวติ ฯ ๖ ม. มหาสาโล ว ฯ โก โส โอทาตปาวาโร ชยํ อินฺโทว โสภติ ฯ สุวณฺณปีฬกากิณฺณํ มณิทณฺฑวิจิตฺตกํ โก โส ปริสโมคฺคยฺห อํเส ๑ ขคฺคํ ปมุญฺจติ ฯ สุวณฺณวิกตา จิตฺรา สุกตา จิตฺรสิพฺพินี ๒ โก โส โอมุญฺจเต ปาทา นโม กตฺวา มเหสิโน ฯ

[๗๗๔]

ธตรฏฺฐสฺส เต นาคา ๓ อิทฺธิมนฺโต ยสสฺสิโน สมุทฺทชาย อุปฺปนฺนา เอเต นาคา มหิทฺธิกาติ ฯ ภูริทตฺตชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ

ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๖๘๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘

ดูเล่มที่ ๒๘ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๕๔๒. มโหสถชาดกชาดกถัดไป๕๔๔. จันทกุมาร