ภิกษุวางภัณฑะมีหนังเป็นต้น ในหม้อเปล่าของผู้อื่น เพื่อต้องการจะเก็บซ่อนไว้ เมื่อเขาใส่น้ำมันลงในหม้อนั้นแล้ว (เธอ) กลัวว่า ถ้าผู้นี้จักทราบ เขาจักจับเรา จึงยกภัณฑะที่ดื่มน้ำมันไว้แล้วได้ราคาบาทหนึ่งขึ้นด้วยไถยจิต ต้องปาราชิก. ยกขึ้นด้วยจิตบริสุทธิ์ เมื่อผู้อื่นเอาไปเสีย เป็นภัณฑไทย.

อธิบายว่า สิ่งของใดของผู้อื่นหายไป ต้องใช้ราคาสิ่งของนั้น หรือใช้สิ่งของนั้นนั่นเอง ชื่อว่าภัณฑไทย. ถ้าไม่ใช่ให้ ต้องปาราชิกในเมื่อเจ้าของทอดธุระ. แต่ถ้าผู้อื่นใส่เนยใสหรือน้ำมันลงในหม้อของภิกษุนั้น ภิกษุผู้เจ้าของหม้อนี้ก็ใส่ภัณฑะที่จะดื่มน้ำมันได้ลงแม้ในหม้อนั้นด้วยไถยจิต เป็นปาราชิกตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.

ภิกษุรู้ว่าเนยใสหรือน้ำมันที่ผู้อื่นใส่ไว้ในหม้อเปล่าของตน จึงใส่ภัณฑะลงไปด้วยไถยจิต เป็นปาราชิกในขณะที่ยกขึ้น ตามนัยก่อนเหมือนกัน. มีจิตบริสุทธิ์ใส่ลงไป ภายหลังจึงยกขึ้นด้วยไถยจิต เป็นปาราชิกเหมือนกัน. มีจิตบริสุทธิ์แท้ ยกขึ้นไม่เป็นอวหาร ไม่เป็นสินใช้. แต่ในมหาปัจจรีกล่าวไว้แต่เพียงอนาบัติเท่านั้น. ในกุรุนที ท่านกล่าวไว้ว่า ภิกษุเคืองขัดใจว่า ท่านใส่น้ำมันลงในหม้อของเราทำไม ดังนี้แล้วยกภัณฑะขึ้นเททิ้งเสีย ไม่เป็นภัณฑไทย.

ภิกษุใคร่จะให้น้ำมันไหล จึงจับที่ขอบปากเอียงหม้อด้วยไถยจิต เมื่อน้ำมันไหลไปได้ราคาถึงบาท ต้องปาราชิก. ภิกษุมีไถยจิตแท้ ทำหม้อให้ร้าวด้วยคิดว่า น้ำมันจะไหลไปเสีย เมื่อน้ำมันไหลไปได้ราคาถึงบาท ต้องปาราชิก. ภิกษุมีไถยจิตนั้นแล กระทำหม้อให้เป็นช่องทะลุ คว่ำหงายหรือตะแคง.

เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑๑,๒๓๒

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “บทภาชนีย์ มาติกา”