บทว่า รชฺชํ วา มีความว่า ภิกษุมีความประสงค์จะให้ผู้อื่นเข้าใจว่า นานี้เป็นของเรา ขึงเชือกก็ตาม ทอดไม้เท้าลงก็ตาม ต้องทุกกฏ. เมื่อเธอทำในใจว่า บัดนี้เราจักทำให้เป็นของๆ ตนด้วย ๒ ประโยค เป็นถุลลัจจัยในประโยคที่หนึ่งแห่ง ๒ ประโยคนั้น เป็นปาราชิกในประโยคที่ ๒.
บทว่า วติ วา มีความว่า ภิกษุมีความประสงค์จะทำนาของผู้อื่นให้เป็นของๆ ตน ด้วยอำนาจแห่งการล้อม จึงปักหลักกระทู้ลง ต้องทุกกฏทุกๆ ประโยค, เมื่อประโยคหนึ่งยังไม่สำเร็จ เป็นถุลลัจจัย เมื่อประโยคนั้นสำเร็จแล้ว เป็นปาราชิก. ถ้าเธอไม่อาจทำด้วยประโยคมีประมาณเท่านั้น แต่อาจทำให้เป็นของๆ ตนได้ ด้วยล้อมไว้ด้วยกิ่งไม้เท่านั้น แม้ในการทอดกิ่งไม้ลงก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ภิกษุอาจเพื่อจะล้อมด้วยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้เป็นของๆ ตนได้ ด้วยประการอย่างนี้, ในวัตถุนั้นๆ พึงทราบว่า เป็นทุกกฏด้วยประโยคต้นๆ, เป็นถุลลัจจัยด้วยประโยคอันหนึ่ง แห่งสองประโยคในที่สุด, เป็นปาราชิกด้วยประโยคนอกจากนี้.
บทว่า ปริยาทํ วา มีความว่า ภิกษุมีความประสงค์จะให้ผู้อื่นเข้าใจนาของผู้อื่นว่า นี้เป็นนาของเรา จึงรุกคันนาของตนเข้าไป โดยประการที่แนวนา (ของตน) จะล้ำนาของผู้อื่น หรือเอาดินร่วนและดินเหนียวเป็นต้น เสริมทำให้กว้างออกไปหรือว่าตั้งคันนาที่ยังไม่ได้ทำขึ้น ต้องทุกกฏในประโยคต้นๆ, เป็นถุลลัจจัยด้วยประโยคอันหนึ่งแห่งสองประโยคหลัง เป็นปาราชิกด้วยประโยคนอกจากนี้ ฉะนี้แล. จบกถาว่าด้วยทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในนา
กถาว่าด้วยทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที