แม้ในคำสั่งเป็นต้นว่า ทฺวีหิ ปหาเรหิ ก็พึงทราบว่า เป็นปาราชิก ฉันนั้น.

ก็เมื่อภิกษุสั่งว่า ทฺวีหิ ดังนี้ แม้เมื่อนักโทษถูกนายเพชฌฆาตฆ่าตาย ด้วยการประหารครั้งเดียว ชื่อว่าเป็นปาราชิก เพราะหยั่งลงสู่เขตแล้วนั่นเอง. แต่เมื่อนักโทษถูกนายเพชฌฆาตฆ่าตาย ด้วยการประหาร ๓ ครั้ง เป็นผิดที่หมาย. เมื่อถูกฆ่าตาย ในเขตตามที่กำหนดไว้ หรือในร่วมในที่กำหนดไว้ ย่อมไม่ผิดที่หมาย ด้วยประการฉะนี้. แต่ (เมื่อถูกฆ่าตาย) ในเมื่อล่วงเลยที่กำหนดไว้ ย่อมลักลั่น ในที่ทุกแห่ง, ภิกษุผู้สั่งย่อมพ้น เพชฌฆาตผู้ฆ่าเท่านั้นมีโทษ. เหมือนอย่างว่านัยที่กล่าวไว้แล้ว ในการประหารหลายครั้ง เป็นฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้น

บัณฑิตพึงทราบว่า เมื่อภิกษุสั่งว่า แม้บรรดาบุรุษทั้งหลาย บุรุษนายหนึ่งจงฆ่าบุคคลคนหนึ่งให้ตายดังนี้, เมื่อบุคคลนั้นถูกบุรุษนายหนึ่งนั่นเองฆ่าตาย ภิกษุต้องปาราชิก, เมื่อบุคคลนั้นถูกบุรุษสองนายฆ่าตาย เป็นผิดสังเกต. เมื่อภิกษุสั่งว่า บุรุษสองคนจงพากันฆ่าบุรุษคนหนึ่งให้ตาย ดังนี้ เมื่อบุคคลนั้นถูกบุรุษนายหนึ่งหรือสองนายฆ่าตาย ภิกษุต้องปาราชิก, เมื่อถูกบุรุษสามนายฆ่าตาย เป็นผิดสังเกต.

เมื่อมีผู้ถามกล่าวว่า ภิกษุรูปหนึ่งเอาดาบตัดศีรษะของบุรุษผู้วิ่งไป โดยเร็วในสนามรบขาด, ตัวกพันธ์ไม่มีศีรษะ ย่อมวิ่งพล่านไป, ภิกษุรูปอื่นจึงประหารตัวกพันธุ์ไม่มีศีรษะนั้นให้ตกไป, ภิกษุรูปไหนเล่าเป็นปาราชิกดังนี้,

เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑๑,๖๖๖

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “อนาปัตติวาร”