ภิกษุทั้งหลายปรึกษากับตนอย่างนั้นแล้ว ภายหลัง เมื่อกล่าวแก่พวกคฤหัสถ์พึงทราบว่า ได้กล่าวสรรเสริญด้วยอำนาจแห่งชื่อทีเดียว อย่างนี้ว่า ภิกษุชื่อพุทธรักขิตได้ปฐมฌาน ชื่อธรรมรักขิตได้ทุติยฌานดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น ข้อว่า เอโสเยว โข อาวุโส เสยฺโย มีความว่า การช่วยอำนวยกิจการ และการนำข่าวสาส์นไปด้วยความเป็นทูต มีข้าศึกมาก มีการแข่งดีกันมาก ทั้งเป็นของไม่สมควรแก่สมณะ, ส่วนข้อที่พวกเราพากันกล่าวชมอุตริมนุสธรรมของกันและกันแก่พวกคฤหัสถ์นี้แล เป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญกว่า คือ ยอดเยี่ยมกว่าได้แก่ ดีกว่ากิจทั้งสองนั้นเป็นไหนๆ. ท่านกล่าวอธิบายไว้อย่างไร? กล่าวไว้ว่า ข้อที่พวกเราจักพากันกล่าวชมอุตริมนุสธรรมของกันและกันแก่พวกคฤหัสถ์ ผู้ถามถึงหรือผู้มิได้ถามถึงภิกษุผู้นั่งพัก อิริยาบถอยู่หรือโดยมีอาทิอย่างนี้ว่า ภิกษุชื่อโน้นนี้ได้ปฐมฌาน นี้แลประเสริฐที่สุด. [อธิบายศัพท์กิริยาอนาคต]
ก็เมื่อความสัมพันธ์ด้วยกิริยาอนาคต ไม่มี ภิกษุเหล่านั่นจักกล่าวชมคุณนั้น ในขณะนั้นไม่ได้เลย, เพราะเหตุนั้น เนื้อความที่ท่านมิได้แต่งปาฐะที่เหลือ กล่าวไว้ว่า ภาสิโต ภวิสฺสติ จึงไม่ถูก; เพราะฉะนั้น ในบทว่า ภาสิโต นี้ บัณฑิตควรทำให้มีความสัมพันธ์ด้วยกิริยาอนาคต แล้วพึงทราบอรรถอย่างนี้ว่า คุณอย่างใดจักเป็นสิ่งที่พวกเรากล่าวชมอย่างนั้น คุณอย่างนั้นต้องประเสริฐที่สุด. แต่นักศึกษาควรแสวงหาลักษณะจากคัมภีร์ศัพทศาสตร์.
สองบทว่า วณฺณวา ๑- อเสสุ ความว่า วรรณะแห่งสรีระที่ใหม่เอี่ยมอย่างอื่นนั่นแล เกิดขึ้นแก่ภิกษุเหล่านั้น, ภิกษุเหล่านั้นได้เป็นผู้มีน้ำนวลด้วยวรรณะนั้น.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที