คำว่า ภณิตสฺส โหติ ความว่า เมื่อกล่าวคำเท็จแล้ว บุคคลนั้นย่อมมีความรู้อย่างนี้ว่า เรากล่าวคำเท็จแล้ว. อธิบายว่า เมื่อเธอกล่าวคำที่พึงกล่าวนั้นแล้ว ย่อมมีความรู้อย่างนี้.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ภณิตสฺส ความว่า ความรู้อย่างนั้น ย่อมมีแก่บุคคลนั้น ผู้มีคำพูดอันพูดแลัว คือมีคำพูดสำเร็จแล้ว. ในองค์แห่งสัมปชานมุสาวาทนี้ ท่านแสดงอรรถไว้ดังนี้ว่า ภิกษุใด แม้ในเบื้องต้นก็รู้อย่างนี้, แม้กำลังกล่าว ก็รู้อยู่, แม้ในภายหลัง ก็รู้อยู่ว่า เรากล่าวเท็จแล้ว ภิกษุนั้น เมื่อกล่าวว่า เราเข้าปฐมฌาน ดังนี้ ย่อมต้องปาราชิก. แม้ท่านแสดงอรรถไว้แล้วก็จริง, ถึงอย่างนั้น ในองค์แห่งสัมปชานมุสาวาทนี้ ยังมีความแปลกกัน ดังนี้ :-

มีคำถามก่อนว่า เบื้องต้นว่า เราจักพูดมุสา มีอยู่. ส่วนภายหลังว่า เราพูดมุสาแล้ว ไม่มี. จริงอยู่ คนบางคนย่อมลืมคำพูดที่พอพูดออกไปทีเดียว, ภิกษุนั้นจะเป็นปาราชิกหรือไม่เป็น?

คำถามนั้น ท่านแก้ไว้แล้วในอรรถกถาทั้งหลายอย่างนี้ว่า ภิกษุคิดว่า เราจักพูดเท็จ ในชั้นต้น, และเมื่อพูดอยู่ก็รู้ว่า เรากำลังพูดเท็จ การไม่รู้ว่า เราพูดเท็จแล้ว ในชั้นหลัง ไม่อาจจะไม่มี, ถึงหากจะไม่มี, ก็เป็นปาราชิกเหมือนกัน. เพราะ ๒ องค์เบื้องต้นนั่นแลเป็นสำคัญ. แม้ภิกษุใด ในชั้นต้นไม่มีความผูกใจว่า เราจักกล่าวเท็จ แต่เมื่อกล่าว ย่อมรู้ว่า เรากล่าวเท็จ, แม้เมื่อกล่าวแล้ว ก็รู้อยู่ว่า เรากล่าวเท็จแล้ว ภิกษุนั้น พระวินัยธรไม่พึงปรับอาบัติ. เพราะส่วนเบื้องต้นสำคัญกว่า, เมื่อเบื้องต้นนั้นไม่มี ย่อมเป็นอันพูดเล่นหรือพูดพลั้งไปก็ได้ ดังนี้แล.

เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑๑,๗๑๑

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “สุทธิกะฌาน ปฐมฌาน เป็นต้น”