ไม่ดับ ดวงหลังก็ยังไม่เกิดขึ้น ดังนี้แล.

ก็แล ข้าพเจ้าจักกล่าวคำ ที่ถัดจากนี้ต่อไป :-

บุคคลนี้ใดย่อมกล่าวสัมปชานมุสาวาทว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌาน บุคคลนั้นย่อมเป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า ปฐมฌานของเราย่อมไม่มี. จริงอยู่ ลัทธินี้ของบุคคลนั้น มีอยู่แท้. อนึ่ง ลัทธิอย่างนี้ว่า ปฐมฌานของเราย่อมไม่มี ดังนี้ ย่อมพอใจและชอบใจแก่บุคคลนั้น, และบุคคลนั้นมีจิตมีสภาพอย่างนี้นั่นเทียวว่า ปฐมฌานของเราย่อมไม่มี, ก็แล ในกาลใด ตนเป็นผู้ใคร่จะกล่าวเท็จ, ในกาลนั้น บุคคลนั้นละ คือทิ้ง ปิดบังความเห็นนั้นหรือความพอใจกับความเห็น ความพอใจกับความเห็นและความพอใจ หรือความเป็นกับความเห็นความพอใจและความชอบใจ แล้วกล่าวทำให้เป็นคำเท็จ; เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า จตูหิ อากาเรหิ เป็นอาทิ เพื่อแสดงความต่างแห่งองค์ด้วยอำนาจความเห็นเป็นต้นแม้เหล่านั้น. ก็เพราะในคัมภีร์ปริวาร ท่านกล่าวว่า มุสาวาทมีองค์ ๘ ในอธิการนี้ จึงควรประกอบนัยอันหนึ่งว่า อฏฺฐหากาเรหิ เป็นอีกนัยหนึ่งผสมกับสัญญาที่ท่านประสงค์ ในคัมภีร์ปริวารนั้น.

ก็แล บรรดาบทเหล่านี้ บทว่า วินิธายทิฏฺฐึ ตรัสด้วยอำนาจการละธรรมอันมีกำลังเสีย.

เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑๑,๗๑๕

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “สุทธิกะฌาน ปฐมฌาน เป็นต้น”