อนึ่ง ถ้าอลัชชีภิกษุโจทอลัชชีภิกษุด้วยกัน, พระวินัยธรควรพูดแนะโจทก์นั้นว่า แน่ะคุณ ผู้นี้ใครๆ ไม่อาจว่ากล่าวอะไร ตามคำของคุณได้, กล่าวอย่างนั้นเหมือนกันกะฝ่ายจำเลยนอกนี้ แล้วส่งไปด้วยคำว่า พวกเธอทั้งสองจงร่วมสมโภคบริโภคกันอยู่เถิด, ไม่พึงทำการวินิจฉัยแก่อลัชชีทั้งสองนั้น เพื่อประโยชน์แก่ศีล, แต่เพื่อประโยชน์แก่บาตรและจีวร และบริเวณเป็นต้น ได้พยานสมควรแล้วจึงควรทำ.
ถ้าลัชชีภิกษุโจทลัชชีภิกษุด้วยกัน และการวิวาทของพวกเธอมีเพียงเล็กน้อย ในเรื่องบางเรื่องเท่านั้น, พระวินัยธรพึงให้รอมชอมตกลงกัน ให้แสดงโทษล่วงเกินแล้วส่งไปด้วยคำว่า พวกเธอจงอย่าทำอย่างนี้. ก็ถ้าในโจทก์และจำเลยนั้น จำเลยพูดพลั้งพลาดผิดไป, ตั้งแต่ต้น จำเลยยังไม่ชื่อว่าเป็นอลัชชี. และจำเลยนั้นไม่ให้ปฏิญญาเพื่อต้องการรักษาพรรคพวก. พวกมากลุกขึ้นด้วยกล่าวว่า พวกเราไม่เชื่อ พวกเราไม่เชื่อ. จำเลยนั้นจะเป็นผู้บริสุทธิ์ครั้งเดียว หรือ ๒ ครั้ง ตามปฏิญญาของพวกมากนั้นเถิด. แต่ถ้าเธอไม่ตั้งอยู่ในฐาน (เป็นลัชชี) จำเดิมแต่เวลาพูดผิดไป. พึงให้การวินิจฉัย. ๑- ____________________________ ๑- สารัตถทีปนี ๓/๔๔, มี น ปฏิเสธ เป็น วินิจฺฉโย น ทาตพฺโพติ ๑- อลชฺชิภาวาปนฺนตฺตา ทาตพฺโพ แปลว่า ข้อว่า ไม่พึงให้วินิจฉัย คือ
๑- พึงให้วินิจฉัย เพราะถึงความเป็นอลัชชี. [ว่าด้วยองค์ของโจทก์และจำเลย]
เมื่อเรื่องถูกนำมาเสนอในที่ประชุมท่ามกลางสงฆ์ ด้วยอำนาจแห่งการโจทอย่างใดอย่างหนึ่งเช่นนี้ พระวินัยธรทราบการปฏิบัติในจำเลยและโจทก์แล้ว พึงทราบวินิจฉัยด้วยสามารถแห่งเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดเป็นต้น เพื่อรู้จักสมบัติและวิบัติแห่งการโจทนั้นนั่นเอง. คืออย่างไร? คือการโจทมีอะไรเป็นเบื้องต้น มีอะไรเป็นท่ามกลาง มีอะไรเป็นที่สุด?
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที