เหมือนอย่างว่า การย่อมปรากฏว่า สงฆ์ทำแล้วแก่อริฏฐภิกษุ เพราะบาลีที่มาในคัมภีร์ปริวารว่า อริฏฐภิกษุมีบรรพบุรุษเป็นคนฆ่าแร้ง ไม่ยอมสละด้วยสมนุภาสน์ จนถึงครั้งที่ ๓ ทรงปรารภอริฏฐภิกษุในเพราะเรื่องนั้น ดังนี้ ฉันใด, กรรมจะได้ปรากฏว่า สงฆ์ทำแก่พระเทวทัต ฉันนั้น หามิได้. แม้ถ้าใครๆ จะพึงกล่าวด้วยเหตุสักว่าความชอบใจของตนเท่านั้นว่า กรรมอันสงฆ์ทำแล้วแก่พระเทวทัตนั้น จะพึงมีไซร้ แม้อย่างนั้น ขึ้นชื่อว่าอาบัติ ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ในเพราะไม่สละเสีย.

จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่า อนาบัติ ย่อมไม่ปรากฏแก่ภิกษุผู้ล่วงสิกขาบทที่ทรงบัญญัติแล้ว นอกจากสิกขาบทที่ทรงอนุญาตไว้โดยเฉพาะ.

แม้คำว่า อาทิกมฺมิกสฺส ในอนาปัตติวารแห่งอริฏฐสิกขาบทที่ท่านลิขิตไว้ในคัมภีร์ทั้งหลาย ก็ลิขิตไว้ด้วยความพลั้งเผลอ. ก็แลข้อที่คำนั้น เป็นคำที่ท่านลิขิตไว้ด้วยความพลั้งเผลอ พึงทราบโดยพระบาลี สำหรับยกอาบัติในกรรมขันธกะอย่างนี้ว่า อริฏฐภิกษุอันสงฆ์พึงโจทก่อน, ครั้นโจทแล้วพึงให้เธอให้การ, ครั้นให้เธอให้การแล้ว พึงยกอาบัติขึ้นปรับ. กรรมนั้นสงฆ์ไม่ได้ทำแก่พระเทวทัตผู้เป็นอาทิกัมมิกะในเพราะพยายามเพื่อทำลายสงฆ์ ด้วยประการฉะนี้ เพราะเหตุนั้น อาบัตินั่นแล ชื่อว่า ยังไม่เกิด, แต่พระเทวทัตนั้นถูกเรียกว่า ผู้เป็นต้นบัญญัติ เพราะทำความเข้าใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภท่านบัญญัติสิกขาบท. อนาบัติ ท่านกล่าวแล้วสำหรับพระเทวทัตนั้น เพราะไม่มีอาบัตินั่นเองด้วยประการฉะนี้.

ก็แลอนาบัตินี้นั้น สำเร็จด้วยบทนี้เทียวว่า อสมนุภาสนฺตสฺส แม้โดยแท้, ถึงกระนั้น สงฆ์ไม่ได้ทำสมนุภาสนกรรมอย่างเดียวแก่ภิกษุใด ภิกษุนั้น ท่านเรียกชื่อว่าผู้ไม่ถูกสวดสมนุภาส, ไม่เรียกว่า ผู้เป็นต้นบัญญัติ. ส่วนพระเทวทัตนี้คงเป็นต้นบัญญัติแท้, เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวบทว่า อาทิกมฺมิกสฺส ไว้.

เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑๒,๑๖๐

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “เรื่องพระเทวทัตต์”