อนึ่ง เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว พระเจ้าอชาตศัตรูเสวยราชย์ได้ ๒๔ ปี. ส่วนพระเจ้าอุทัยภัทท์เสวยราชย์ได้ ๑๖ ปี. (ต่อจากนั้น) พระเจ้าอนุรุทธะและพระเจ้ามุณฑะเสวยราชย์ได้ ๘ ปี. พระเจ้านาคทัสสกะเสวยราชย์ได้ ๒๔ ปี. พระเจ้าสุสูนาคะเสวยราชย์ได้ ๑๘ ปี. พระเจ้าอโศก ๑- พระราชโอรสของพระเจ้าสุสูนาคะนั้นนั่นแล เสวยราชย์ได้ ๒๘ ปี. พระราชาผู้เป็นพระเจ้าพี่น้องกัน ๑๐ พระองค์ ๒- ซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอโศก ๔- เสวยราชย์ได้ ๒๒ ปี. ภายหลังแต่กาลแห่งพระราชาผู้เป็นพระเจ้าพี่น้องกัน ๑๐ องค์นั้น มีพระราชา ๙ พระองค์ ๓- ทรงมีพระนามว่า นันทะ (ต่อสร้อยพระนามทุกๆ พระองค์) เสวยราชย์ได้ ๒๒ ปี เท่านั้น พระเจ้าจันทรคุตเสวยราชย์ได้ ๒๔ ปี. พระเจ้าวินทุสารเสวยราชย์ได้ ๒๘ ปี.

ในที่สุด (รัชกาล) แห่งพระเจ้าวินทุสารนั้น พระเจ้าอโศกก็ขึ้นครองราชย์. ในกาลก่อนแต่ทรงอภิเษก พระเจ้าอโศกนั้นครองราชย์อยู่ ๔ ปี. ในปีที่ ๑๘ จากเวลาที่พระเจ้าอโศกทรงอภิเษกแล้ว พระมหินทเถระก็มายืนอยู่ที่เกาะนี้.

คำนี้ว่า พระมหินทเถระมายืนอยู่ที่เกาะนี้ ในปีที่ ๒๓๖ พรรษา นับมาแต่ปีที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน ดังนี้ บัณฑิตพึงทราบตามสายราชวงศ์ (ของพระราชาในชมพูทวีป) นั่น ดังพรรณนามาฉะนี้. ____________________________ #- สารตฺถทีปนี. ๑/๒๔๐. ๑- พระนามว่า พระเจ้าอโศก ทั้ง ๒ แห่งนี้ ฏีภาสารัตถทีปนี และอรรถโยชนา ๑- แก้ไว้ว่า ได้แก่ พระเจ้ากาฬาโศก หรือกาลาโศกนั่นเอง. ๒- พระราชาผู้เป็นพระเจ้าพี่น้องกัน ๑๐ องค์ นั้นคือ ภัททเสน ๑ โกรัณวรรณะ ๑ ๒- มังคุวะ ๑ สัพพัญชนะ ๑ ชาลิกะ ๑ อุภกะ ๑ สญชัย ๑ โกรัพพะ ๑ นันวัฒนะ ๑ ๒- และปัญจมกะ ๑. ๓- พระราชา ๙ พระองค์ที่มีสร้อยพระนามว่านันทะ นั่นคือ อุคคเสนนันทะ ๑ ๓- ปัณฑุกนันทะ ๑ ปัณฑุคตินันทะ ๑ ภูศปาลนันทะ ๑ โควิสาณกนันทะ ๑ ๓- ทสสีฏิฐกนันทะ ๑ เกวัฏฏกนันทะ ๑ และธนนันทะ ๑ นัยสารัตถทิปนี ๑/๒๔๔. ๔- พระนามว่าพระเจ้าอโศกองค์นี้ คือ พระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งเป็นพระราช ๔- โอรสของพระเจ้าวินทุสารหรือพินทุสารนั่นเอง. พึงดูบาลีในสมันต์ฯ นี้

๔- หน้า ๔๐ และ ๔๔. [พระเจ้าเทวานัมปิยดิสทรงพบพระมหินทเถระ]

เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑๒๓๔

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “เรื่องเวรัญชพราหมณ์”