ถัดจาก ๑๔ บทนั้นไป ในบทว่า คิหีติ มํ ธาเรหิ นี้ มีวินิจฉัยดังนี้ :-

ถ้าว่าภิกษุผู้กระสันนั้นกล่าวว่า คิหี ภวิสฺสามิ ข้าพเจ้าจักเป็นคฤหัสถ์ ดังนี้ก็ดี คิหี โหมิ ข้าพเจ้าจะเป็นคฤหัสถ์ ดังนี้ก็ดี คิหี ชาโตมฺหิ ข้าพเจ้าเกิดเป็นคฤหัสถ์แล้ว ดังนี้ก็ดี คิหิมฺหิ ข้าพเจ้าย่อมเป็นคฤหัสถ์ ดังนี้ก็ดี สิกขาย่อมเป็นอันไม่บอกลา.

ก็ถ้ากล่าวว่า อชฺช ปฏฺฐาย คิหีติ มํ ธาเรหิตั้งแต่วันนี้ไป ขอท่านจงทรงจำข้าพเจ้าว่าเป็นคฤหัสถ์ ดังนี้ก็ดี อชฺช ปฏฺฐาย คิหีติ มํ ชานาหิตั้งแต่วันนี้ไป ขอท่านจงรู้ ข้าพเจ้าว่าเป็นคฤหัสถ์ ดังนี้ก็ดี อชฺช ปฏฺฐาย คิหีติ มํ สญฺชานาหิตั้งแต่วันนี้ไป ขอท่านจงจำหมายข้าพเจ้าว่าเป็นคฤหัสถ์ ดังนี้ก็ดี อชฺช ปฏฺฐาย คิหีติ มํ มนสิกโรหิตั้งแต่วันนี้ไป ขอท่านจงใฝ่ใจ ข้าพเจ้าว่าเป็นคฤหัสถ์ ดังนี้ก็ดี หรือกล่าวโดยโวหารของชาวอริยกะหรือโวหารของชาวมิลักขะก็ดี เมื่อเธอกล่าวเนื้อความนั้นอย่างนี้แล้ว ถ้าผู้ที่ตนบอกเข้าใจ, สิกขาก็ย่อมเป็นอันบอกลา.

ใน ๗ บท มีว่า อุปาสโก เป็นต้นแม้ที่เหลือ ก็นัยนั่น.

เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑๘๕๘

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “ลักษณะสิกขาที่ไม่เป็นอันบอกคืน [๑๖๐ บท]”