ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๑๐
  6. /
  7. ๙. มหาสติปัฏฐานสูตร

๙. มหาสติปัฏฐานสูตร

เล่มที่ ๑๐ · ข้อ ๒๗๓ · บรรทัด ๖๒๕๗

คัดจากอรรถกถาบาลี อักษรไทย ตัวบทจาก 84000.org

พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง
บนซ้าย
หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
ล่างขวา
หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
[๓๗๒]

๙. มหาสติปฏฺฐานสุตฺต. อุทฺเทสวารกถาวณฺณนา เอวมฺเม สุตนฺติ มหาสติปฏฺฐานสุตฺตํ. ตตฺรายํ อนุปุพฺพปทวณฺณนา:-

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๗๓]

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในกุรุชนบท มีนิคมของชาวกุรุ ชื่อว่า กัมมา สทัมมะ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อ วามบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงความโศกและ ปริเทวะ เพื่อความดับสูญ แห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่ง พระนิพพาน หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ ๔ ประการ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสียได้ ๑ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและ โทมนัสในโลกเสียได้ ๑ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ๑ ฯ จบอุทเทสวารกถา

[๓๗๓]

เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโคติ กสฺมา ภควา อิทํ สุตฺตมภาสิ? กุรุรฏฺฐวาสีนํ คมฺภีรเทสนาปฏิคฺคหณสมตฺถตาย. กุรุรฏฺฐวาสิโน กิร ภิกฺขุภิกฺขุนิโย อุปาสกอุปาสิกาโย จ อุตุสปฺปายาทิสมฺปนฺนตฺตา ตสฺส รฏฺฐสฺส สปฺปายอุตุปจฺจยเสวเนน นิจฺจํ กลฺลสรีรา กลฺลจิตฺตา จ โหนฺติ. เต จิตฺตสรีร- กลฺลตาย อนุคฺคหิตปญฺญาพลา คมฺภีรกถํ ปฏิคฺคเหตุํ สมตฺถา โหนฺติ. เตน เตสํ ภควา อิมํ คมฺภีรเทสนาปฏิคฺคหณสมตฺถตํ สมฺปสฺสนฺโต เอกวีสติยา ฐาเนสุ กมฺมฏฺฐานํ อรหตฺเต ปกฺขิปิตฺวา อิทํ คมฺภีรตฺถํ มหาสติปฏฺฐานสุตฺตํ อภาสิ. ยถา หิ ปุริโส สุวณฺณจงฺโกฏกํ ลภิตฺวา ตตฺถ นานาปุปฺผานิ ปกฺขิเปยฺย, สุวณฺณมญฺชุสํ วา ปน ลภิตฺวา สตฺต รตนานิ ปกฺขิเปยฺย, เอวํ ภควาปิ กุรุรฏฺฐวาสิปริสํ ลภิตฺวา คมฺภีรเทสนํ ฐเปสิ. เตเนเวตฺถ อญฺญานิปิ คมฺภีรตฺถานิ อิมสฺมึ ทีฆนิกาเย มหานิทานํ, มชฺฌิมนิกาเย สติปฏฺฐานํ, สาโรปมํ, รุกฺโขปมํ, รฏฺฐปาลํ, มาคณฺฑิยํ, อาเนญฺชสปฺปายนฺติ อญฺญานิปิ สุตฺตานิ เทเสสิ. อปิจ ตสฺมึ ชนปเท จตสฺโส ปริสา ปกติยาว สติปฏฺฐาน- ภาวนานุโยคมนุยุตฺตา วิหรนฺติ, อนฺตมโส ทาสกมฺมกราปิ สติปฏฺฐานปฏิสํยุตฺตเมว กถํ กเถนฺติ. อุทกติตฺถสุตฺตกนฺตนฏฺฐานาทีสุปิ นิรตฺถกกถา นาม นปฺปวตฺตติ. สเจ กาจิ อิตฺถี "อมฺม ตฺวํ กตรํ สติปฏฺฐานํ ๑- มนสิกโรสี"ติ ปุจฺฉิตา "น กิญฺจี"ติ วทติ, ตํ ครหนฺติ "ธิรตฺถุ ตว ชีวิตํ, ชีวมานาปิ ตฺวํ มตสทิสา"ติ. อถ นํ "มาทานิ ปุน เอวมกาสี"ติ โอวทิตฺวา อญฺญตรํ สติปฏฺฐานํ อุคฺคณฺหาเปนฺติ. ยา ปน "อหํ อสุกํ สติปฏฺฐานํ นาม มนสิกโรมี"ติ วทติ, ตสฺสา "สาธุ สาธู"ติ สาธุการํ ทตฺวา ๒- "สุชีวิตํ ตว ชีวิตํ, ตฺวํ นาม มนุสฺสตฺตํ @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม. สติปฏฺฐานภาวนํ ๒ ฉ.ม. กตฺวา ปตฺตา, ตวตฺถาย สมฺมาสมฺพุทฺโธ อุปฺปนฺโน"ติ อาทีหิ ปสํสนฺติ. น เกวลํ เจตฺถ มนุสฺสชาติกาว สติปฏฺฐานมนสิการยุตฺตา, เต นิสฺสาย วิหรนฺตา ติรจฺฉานคตาปิ. ตตฺรีทํ วตฺถุ:- เอโก กิร นฏโก สุวโปตกํ คเหตฺวา สิกฺขาเปนฺโต วิจรติ. โส ภิกฺขุนูปสฺสยํ อุปนิสฺสาย วสิตฺวา คมนกาเล สุวโปตกํ ปมฺมุสฺสิตฺวา คโต. ตํ สามเณริโย คเหตฺวา ปฏิชคฺคึสุ. พุทฺธรกฺขิโตติสฺส นามํ อกํสุ. ตํ เอกทิวสํ ปุรโต นิสินฺนํ ทิสฺวา มหาเถรี อาห "พุทฺธรกฺขิตา"ติ. กึ อยฺเยติ. อตฺถิ เต โกจิ ภาวนามนสิกาโรติ. นตฺถิ อยฺเยติ. อาวุโส ปพฺพชิตานํ สนฺติเก วสนฺเตน นาม วิสฏฺฐอตฺตภาเวน วสิตุํ น วฏฺฏติ, โกจิเทว มนสิกาโร อิจฺฉิตพฺโพ, ตฺวํ ปน อญฺญํ น สกฺขิสฺสสิ, "อฏฺฐิ อฏฺฐี"ติ สชฺฌายํ กโรหีติ. โส เถริยา โอวาเท ฐตฺวา "อฏฺฐิ อฏฺฐี"ติ สชฺฌายํ กโรนฺโต จรติ. ตํ เอกทิวสํ ปาโตว โตรณคฺเค นิสีทิตฺวา พาลาตปํ ตปฺปมานํ เอกา ๑- สกุณคฺฆี ๑- นขปญฺชเรน อคฺคเหสิ. โส "กิริ กิรี"ติ สทฺทมกาสิ. สามเณริโย สุตฺวา "อยฺเย พุทฺธรกฺขิโต สกุเณน คหิโต, โมเจม นนฺ"ติ เลฑฺฑุอาทีนิ คเหตฺวา อนุพนฺธิตฺวา โมเจสุํ. ตํ อาเนตฺวา ปุรโต ฐปิตํ เถรี อาห "พุทฺธรกฺขิต สกุเณน คหิตกาเล กึ จินฺเตสี"ติ. อยฺเย อหํ น กิญฺจิ จินฺเตมิ, ๒- อฏฺฐิปุญฺโชว อฏฺฐิปุญฺชํ คเหตฺวา คจฺฉติ, กตรสฺมึ ฐาเน วิปฺปกิริสฺสตีติ เอวํ อยฺเย อฏฺฐิปุญฺชเมว จินฺเตสินฺติ. สาธุ สาธุ พุทฺธรกฺขิต อนาคเต ภวกฺขยสฺส เต ปจฺจโย ภวิสฺสตีติ. เอวํ ตตฺถ ติรจฺฉานคตาปิ สติปฏฺฐานมนุยุตฺตา. ๔- ตสฺมา เนสํ ภควา สติปฏฺฐานวุฑฺฒิเมว ๕- ชานนฺโต อิทํ สุตฺตํ อภาสิ. ตตฺถ เอกายโนติ เอกมคฺโค. มคฺคสฺส หิ:- มคฺโค ปนฺโถ ปโถ ปชฺโช อญฺชสํ วฏุมายนํ นาวา อุตฺตรเสตุ จ กุลฺโล จ ภิสิสงฺกโมติ @เชิงอรรถ: ๑-๑ ฉ.ม. อิ. เอโก สกุโณ ๒ ฉ.ม.,อิ. จินฺเตสึ ๓ ฉ.ม. สติปฏฺฐานมนสิการยุตฺตา @๔ ฉ.ม. สติปฏฺฐานพุทฺธิเมว ชเนนฺโต พหูนิ นามานิ. สฺวายมิธ อยนนาเมน วุตฺโต, ตสฺมา เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโคติ เอตฺถ เอกมคฺโค อยํ ภิกฺขเว มคฺโค น เทฺวธา ๑- ปถภูโตติ เอวมตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ, อถวา เอเกน อยิตพฺโพติ เอกายโน. เอเกนาติ คณสงฺคณิกํ ปหาย วูปกฏฺเฐน ปวิวิตฺเตน. ๒- อยิตพฺโพติ ปฏิปชฺชิตพฺโพ, อยนฺติ วา เอเตนาติ อยโน, สํสารโต นิพฺพานํ คจฺฉนฺตีติ อตฺโถ. เอกสฺส อยโน เอกายโน. เอกสฺสาติ เสฏฺฐสฺส. สพฺพสตฺตเสฏฺโฐ จ โส ภควา, ตสฺมา ภควโตติ วุตฺตํ โหติ. กิญฺจาปิ หิ เตน อญฺเญปิ อยนฺติ, เอวํ สนฺเตปิ ภควโตว โส อยโน เตน อุปฺปาทิตตฺตา. ยถาห "โส หิ พฺราหฺมณ ภควา อนุปฺปนฺนสฺส มคฺคสฺส อุปฺปาเทตา"ติ ๓- อาทิ. อยตีติ วา อยโน, คจฺฉติ ปวตฺตตีติ อตฺโถ. เอกสฺมึ อยโนติ เอกายโน, อิมสฺมึเยว ธมฺมวินเย ปวตฺตติ, น อญฺญตฺถาติ วุตฺตํ โหติ. ยถาห "อิมสฺมึ โข สุภทฺท ธมฺมวินเย อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อุปลพฺภตี"ติ ๔- เทสนาเภโทเยว เหโส, อตฺถโต ปเนโกว. อปิจ เอกํ อยตีติ เอกายโน. ปุพฺพภาเค นานามุขภาวนานยปฺปวตฺโตปิ อปรภาเค เอกํ นิพฺพานเมว คจฺฉตีติ วุตฺตํ โหติ. ยถาห พฺรหฺมา สหมฺปติ:- เอกายนํ ชาติขยนฺตทสฺสี มคฺคํ ปชานาติ หิตานุกมฺปี เอเตน มคฺเคน ตรึสุ ปุพฺเพ ตริสฺสนฺติ ๕- เย จ ตรนฺติ โอฆนฺติ ๕- เกจิ ปน "น ปารํ ทิคุณํ ยนฺตี"ติ ๖- คาถานเยน ยสฺมา เอกวารํ นิพฺพานํ คจฺฉติ, ตสฺมา "เอกายโน"ติ วทนฺติ, ตํ น ยุชฺชติ. อิมสฺส หิ อตฺถสฺส สกึ อยโนติ อิมินา พฺยญฺชเนน ภวิตพฺพํ. ยทิ ปน เอกํ อยนมสฺส เอกา คติ ปวตฺตตีติ เอวํ อตฺถํ โยเชตฺวา วุจฺเจยฺย, พฺยญฺชนํ ยุชฺเชยฺย, อตฺโถ @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม. ทฺวิธา ๒ ฉ.ม. ปวิวิตฺตจิตฺเตน ๓ ม. อุปริ. ๑๔/๗๙ โคปกโมคฺคลฺลานสุตฺต @๔ ที.มหา. ๑๐/๒๑๔ มหาปรินิพฺพานสุตฺต ๕-๕ ก. ตริสฺสเร เจว ตรนฺติ โจฆนฺติ. @(สํ.มหา. ๑๙/๓๘๙ พฺรหฺมสุตฺต, ๑๙/๔๐๙ มคฺคสุตฺต) ๖ ขุ,สุ. ๒๕/๗๒๐ นาลกสุตฺต ปน อุภยถาปิ น ยุชฺชติ. กสฺมา? อิธ ปุพฺพภาคมคฺคสฺส อธิปฺเปตตฺตา. กายาทิจตุอารมฺมณปฺปวตฺโต หิ ปุพฺพภาคสติปฏฺฐานมคฺโค อิธ อธิปฺเปโต, น โลกุตฺตโร, โส จ อเนกวารํปิ อยติ, อเนกญฺจสฺส อยนํ โหติ. ปุพฺเพปิ จ อิมสฺมึ ปเท มหาเถรานํ สากจฺฉา อโหสิ. ติปิฏกจูฬนาคตฺเถโร ปุพฺพภาคสติปฏฺฐานมคฺโคติ อาห. อาจริโย ปนสฺส ติปิฏกจูฬสุมนตฺเถโร มิสฺสกมคฺโคติ อาห. ปุพฺพภาโค ภนฺเตติ. มิสฺสโก อาวุโสติ. อาจริเย ปน ปุนปฺปุนํ ภณนฺเต ภณนฺเต อปฏิพาหิตฺวา ตุณฺหี อโหสิ. ปญฺหํ อวินิจฺฉินิตฺวาว อุฏฺฐหึสุ. อถาจริยตฺเถโร นฺหานโกฏฺฐกํ คจฺฉนฺโต "มยา มิสฺสกมคฺโค กถิโต, จูฬนาโค ปุพฺพภาคมคฺโคติ อาทาย โวหรติ, โก นุโข เอตฺถ วินิจฺฉโย"ติ สุตฺตนฺตํ อาทิโต ปฏฺฐาย ปริวตฺเตนฺโต "โย หิ โกจิ ภิกฺขเว อิเม จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน เอวํ ภาเวยฺย สตฺต วสฺสานี"ติ อิมสฺมึ ฐาเน สลฺลกฺเขสิ. โลกุตฺตรมคฺโค อุปฺปชฺชิตฺวา สตฺต วสฺสานิ ติฏฺฐมาโน นาม นตฺถิ, มยา วุตฺโต มิสฺสกมคฺโค น ลพฺภติ. จูฬนาเคน ทิฏฺโฐ ปุพฺพภาคมคฺโค จ ลพฺภตีติ ญตฺวา อฏฺฐมิยํ ธมฺมสฺสวเน สงฺฆุฏฺเฐ อคมาสิ. โปราณกตฺเถรา กิร ปิยธมฺมสฺสวนา โหนฺติ, สทฺทํ สุตฺวา จ "อหํ ปฐมํ อหํ ปฐมนฺ"ติ เอกปฺปหาเรเนว โอสรนฺติ. ตสฺมึปิ ทิวเส จูฬนาคตฺเถรสฺส วาโร, เตน ธมฺมาสเน นิสีทิตฺวา วีชนึ คเหตฺวา ปุพฺพคาถาสุ วุตฺตาสุ เถรสฺส อาสนปิฏฺฐิยํ ฐิตสฺส เอตทโหสิ "รโห นิสีทิตฺวา น วกฺขามี"ติ. โปราณกตฺเถรา หิ อนุสุยฺยกา โหนฺติ. น อตฺตโน รุจิเมว อุจฺฉุภารํ วิย เอวํ อุกฺขิปิตฺวา วิจรนฺติ, การณเมว คณฺหนฺติ, อการณํ วิสชฺเชนฺติ. ตสฺมา เถโร "อาวุโส จูฬนาคา"ติ อาห. โส อาจริยสฺส วิย สทฺโทติ ธมฺมํ ฐเปตฺวา "กึ ภนฺเต"ติ อาห. อาวุโส จูฬนาค มยา วุตฺโต มิสฺสกมคฺโค น ลพฺภติ, ตยา วุตฺโต ปุพฺพภาคสติปฏฺฐานมคฺโคว ลพฺภตีติ. เถโร จินฺเตสิ "อมฺหากํ อาจริโย สพฺพปริยตฺติธโร เตปิฏกสุตพุทฺโธ, เอวรูปสฺสปิ นาม ภิกฺขุโน อยํ ปโญฺห อาลุเฬติ, อนาคเต ธมฺมกถิกา ๑- อิมํ ปญฺหํ อาลุเฬสฺสนฺตีติ สุตฺตํ คเหตฺวา อิมํ ปญฺหํ @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม. มม ภาติกา นิจฺจลํ กริสฺสามี"ติ ปฏิสมฺภิทามคฺคโต "เอกายโน มคฺโค วุจฺจติ ปุพฺพภาค- สติปฏฺฐานมคฺโค. มคฺคานฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ สจฺจานํ จตุโร ปทา วิราโค เสฏฺโฐ ธมฺมานํ ทิปทานญฺจ ๑- จกฺขุมา. เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ ทสฺสนสฺส วิสุทฺธิยา เอตญฺหิ ตุเมฺห ปฏิปชฺชถ มารสฺเสตํ ปโมหนํ ๒- เอตณฺหิ ตุเมฺห ปฏิปนฺนา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสถา"ติ ๓- สุตฺตํ อาหริตฺวา ฐเปสิ. มคฺโคติ เกนฏฺเฐน มคฺโค? นิพฺพานคมนฏฺเฐน นิพฺพานตฺถิเกหิ มคฺคนียฏฺเฐน จ. สตฺตานํ วิสุทฺธิยาติ ราคาทีหิ มเลหิ อภิชฺฌาวิสมโลภาทีหิ จ อุปกฺกิเลเสหิ สงฺกิลิฏฐจิตฺตานํ สตฺตานํ วิสุทฺธตฺถาย. ตถา หิ อิมินาว มคฺเคน อิโต สตสหสฺสกปฺปาธิกานํ จตุนฺนํ อสงฺเขยฺยายํ อุปริ เอกสฺมึเยว กปฺเป นิพฺพตฺเต ตณฺหงฺกรเมธงฺกรสรณงฺกรทีปงฺกรนามเก พุทฺเธ อาทึ กตฺวา สกฺยนิพฺพตฺเต ตณฺหงฺกรเมธงฺกรสรณงฺกรทีปงฺกรนามเก พุทฺเธ อาทึ กตฺวา สกฺยมุนิปริโยสานา อเนเก สมฺมาสมฺพุทฺธา อเนกสตา ปจฺเจกพุทฺธา คณนปถํ วีติวตฺตา อริยสาวกา จาติ อิเม สตฺตา สพฺเพ จิตฺตมเล ๔- ปวาเหตฺวา ปรมวิสุทฺธึ ปตฺตา. รูปมลวเสน ปน สงฺกิเลสโวทานปญฺญตฺติเยว นตฺถิ. ตถา หิ รูเปน สงฺกิลิฏฺเฐน สงฺกิลิสฺสนฺติ มาณวา รูเป สุทฺเธ วิสุชฺฌนฺติ อนกฺขาตํ มเหสินา. จิตฺเตน สงฺกิลิฏฺเฐน สงฺกิลิสฺสนฺติ มาณวา จิตฺเต สุทฺเธ วิสุชฺฌนฺติ อิติ วุตฺตํ มเหสินา. ยถาห "จิตฺตสงฺกิเลสา ภิกฺขเว สตฺตา สงฺกิลิสฺสนฺติ, จิตฺตโวทานา สตฺตา วิสุชฺฌนฺตี"ติ. ๕- ตญฺจ จิตฺตโวทานํ อิมินา สติปฏฺฐานมคฺเคน โหติ. เตนาห "สตฺตานํ วิสุทฺธิยา"ติ @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม. ทฺวิปทานญฺจ ๒ ฉ.ม.,ก. มารเสนปฺปมทฺทนํ ๓ ขุ.ธ. ๒๕/๒๗๓-๒๗๕/๖๔ @ ปญฺจสตภิกฺขุวตฺถุ ๔ ฉ.ม.,อิ. จิตฺตมลํ ๕ สํ. ขนฺธ. ๑๗/๑๐๐/๑๑๙ @ ทุติยคทฺทูลพทฺธสุตฺต โสกปริเทวานํ สมติกฺกมายาติ โสกสฺส จ ปริเทวสฺส จ สมติกฺกมาย, ปหานายาติ อตฺโถ, อยํ หิ มคฺโค ภาวิโต สนฺตติมหามตฺตาทีนํ วิย โสกสมติกฺกมาย ปฏาจาราทีนํ วิย ปริเทวสมติกฺกมาย สํวตฺตติ. เตนาห "โสกปริเทวานํ สมติกฺกมายา"ติ. กิญฺจาปิ หิ สนฺตติมหามตฺโต ยํ ปุพฺเพ ตํ วิโสเสหิ ๑- ปจฺฉา เต มาหุ กิญฺจนํ มชฺเฌ เจ โน คเหสฺสสิ อุปสนฺโต จริสฺสสีติ ๒- อิมํ คาถํ สุตฺวาว สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ ปตฺโต. ปฏาจารา น สนฺติ ปุตฺตา ตาณาย น ปิตา นปิ พนฺธวา อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส นตฺถิ ญาตีสุ ตาณตาติ ๓- อิมํ คาถํ สุตฺวา โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐิตา. ยสฺมา ปน กายเวทนาจิตฺตธมฺเมสุ กิญฺจิ ธมฺมํ อนามสิตฺวา ภาวนา นาม นตฺถิ, ตสฺมา เตปิ อิมินาว มคฺเคน โสกปริเทวสมติกฺกนฺตาติ เวทิตพฺพา. ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมายาติ กายิกทุกฺขสฺส จ เจตสิกโทมนสฺสสฺส จาติ อิเมสํ ทฺวินฺนํ อตฺถงฺคมาย, นิโรธายาติ อตฺโถ. อยํ หิ มคฺโค ภาวิโต ติสฺสตฺเถราทีนํ วิย ทุกฺขสฺส สกฺกาทีนํ วิย จ โทมนสฺสสฺส อตฺถงฺคมาย สํวตฺตติ. ตตฺรายํ อตฺถทีปนา:- สาวตฺถิยํ กิร ติสฺโส นาม กุฏุมฺพิยปุตฺโต จตฺตาลีสหิรญฺญโกฏิโย ปหาย ปพฺพชิตฺวา เอกโกว ๔- อคามเก อรญฺเญ วิหรติ. ตสฺส กนิฏฺฐาภาตุ ภริยา "คจฺฉถ. นํ ชีวิตา โวโรเปถา"ติ ปญฺจสเต โจเร เปเสสิ. เต คนฺตฺวา เถรํ ปริวารยึสุ. ๕- เถโร อาห "กสฺมา อาคตตฺถ อุปาสกา"ติ. ตํ ชีวิตา โวโรเปสฺสามาติ. ปาฏิโภคํ เม อุปาสกา คเหตฺวา อชฺเชกรตฺตึ ชีวิตํ เทถาติ. โก เต สมณ อิมสฺมึ ฐาเน ปาฏิโภโค ภวิสฺสตีติ. เถโร มหนฺตํ ปาสาณํ คเหตฺวา เทฺว อูรุฏฺฐีนิ ภินฺทิตฺวา "วฏฺฏติ อุปาสกา @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม.,ก. วิโสเธหิ ๒ ขุ.สุ. ๒๕/๙๕๖/๕๒๐ อตฺตทญฺฑสุตฺต. ๒๕/๑๑๐๖/๕๕๒ @ ชตุกณฺณีมาณวกปญฺหา ๓ ขุ.ธ. ๒๕/๒๘๘/๖๖ ปฏาจาราวตฺถุ @๔ ฉ.ม. อยํ ปาโฐ น ทิสฺสติ ๕ ฉ.ม. ปริวาเรตฺวา นิสีทึสุ ปาฏิโภโค"ติ อาห. เต อปกฺกมิตฺวา จงฺกมนสีเส อคฺคึ กตฺวา นิปชฺชึสุ. เถรสฺส เวทนํ วิกฺขมฺเภตฺวา สีลํ ปจฺจเวกฺขโต ปริสุทฺธสีลํ นิสฺสาย ปีติปาโมชฺชํ อุปฺปชฺชิ ตโต อนุกฺกเมน วิปสฺสนํ วฑฺเฒนฺโต ตีสุ ยาเมสุ รตฺตึ สมณธมฺมํ กตฺวา อรุณุคฺคมเน อรหตฺตํ ปตฺโต อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ:- อุโภ ปาทานิ ภินฺทิตฺวา สญฺญมิสฺสามิ โว อหํ อฏฺฏิยามิ หรายามิ สราคมรเณ ๑- อหํ. เอวาหํ จินฺตยิตฺวาน ยถาภูตํ วิปสฺสิสํ สมฺปตฺเต อรุณุคฺคมฺหิ อรหตฺตํ อปาปุณินฺติ. อปเรปิ ตึส ภิกฺขู ภควโต สนฺติเก กมฺมฏฺฐานํ คเหตฺวา อรญฺญวิหาเร วสฺสํ อุปคนฺตฺวา "อาวุโส ติยามรตฺตึ สมณธมฺโม จ กาตพฺโพ, น อญฺญมญฺญสฺส สนฺติกํ อาคนฺตพฺพนฺ"ติ วตฺวา วิหรึสุ. เตสํ สมณธมฺมํ กตฺวา ปจฺจูสสมเย จปลายนฺตานํ เอโก พฺยคฺโฆ อาคนฺตฺวา เอเกกํ ภิกฺขุํ คเหตฺวา คจฺฉติ. น โกจิ "พฺยคฺโฆ มํ คณฺหี"ติ วาจมฺปิ นิจฺฉาเรสิ. เอวํ ปญฺจทสสุ ภิกฺขูสุ ขาทิเตสุ อุโปสถทิวเส "อิตเร อาวุโส กุหินฺ"ติ ปุจฺฉิตฺวา ญตฺวา จ "อิทานิ คหิเตน คหิโตมฺหีติ วตฺตพฺพนฺ"ติ วตฺวา วิหรึสุ. อถ อญฺญตรํ ทหรภิกฺขุํ ปุริมนเยเนว พฺยคฺโฆ คณฺหิ. โส "พฺยคฺโฆ ภนฺเต"ติ อาห. ภิกฺขู กตฺตรทณฺเฑ จ อุกฺกาโย จ คเหตฺวา โมเจสฺสามาติ อนุพนฺธึสุ. พฺยคฺโฆ ภิกฺขูนํ อคติปถํ ฉินฺนตฏฏฺฐานํ อารุยฺห ตํ ภิกฺขุํ ปาทงฺคุฏฺฐโต ปฏฺฐาย ขาทิตุํ อารภิ. อิตเรปิ "อิทานิ สปฺปุริส อเมฺหหิ กตฺตพฺพํ นตฺถิ, ภิกฺขูนํ วิเสโส นาม เอวรูเป ฐาเน ปญฺญายตี"ติ อาหํสุ. โส พฺยคฺฆมุเข นิปนฺโนว ตํ เวทนํ วิกฺขมฺเภตฺวา วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา ๒- ยาว โคปฺผกา ขาทิตสมเย โสตาปนฺโน หุตฺวา ยาว ชนฺนุกา ขาทิตสมเย สกทาคามี หุตฺวา ยาว นาภิยา ขาทิตสมเย อนาคามี หฺตุวา หทยรูเป อขาทิเตเยว สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ ปตฺวา อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ:- @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม. สราคมรณํ ๒ ฉ.ม., อิ. วฑฺเฒนฺโต. สีลวา วตฺตสมฺปนฺโน ปญฺญวา สุสมาหิโต มุหุตฺตํ ปมาทมนฺวาย พฺยคฺเฆ โน รุทฺธมานโส. ปญฺชรสฺมึ โส คเหตฺวา สิลาย อุปรี กโต กามํ ขาทตุ มํ พฺยคฺโฆ อฏฺฐิยา จ นฺหารุสฺส จ กิเลเส เขปยิสฺสามิ ผุสิสฺสามิ วิมุตฺติยนฺติ. อปโรปิ ปีติมลฺลตฺเถโร ๑- นาม คิหิกาเล ตีสุ รชฺเชสุ ปฏากํ คเหตฺวา ตามฺพปณฺณิทีปํ อาคมฺม ราชานํ ปสฺสิตฺวา รญฺญา กตานุคฺคโห เอกทิวสํ กิลญฺชกาสนสาลทฺวาเรน ๒- คจฺฉนฺโต "รูปํ ภิกฺขเว น ตุมฺหากํ ตํ ปชหถ, ตํ โว ปหีนํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย ภวิสฺสตี"ติ ๓- นตุมฺหากวคฺคํ สุตฺวา จินฺเตสิ "เนว กิร รูปํ อตฺตโน น เวทนา"ติ. โส ตํเยว องฺกุสํ กตฺวา นิกฺขมิตฺวา มหาวิหารํ คนฺตฺวา ปพฺพชฺชํ ยาจิตฺวา ปพฺพชิโต อุปสมฺปนฺโน เทฺว มาติกา ปคุณา กตฺวา ตึส ภิกฺขู คเหตฺวา ๔- ควปรปาลิยํ องฺคณํ ๔- คนฺตฺวา สมณธมฺมํ อกาสิ. ปาเทสุ อวหนฺเตสุ ชนฺนุเกหิ จงฺกมติ. ตเมนํ รตฺตึ เอโก มิคลุทฺธโก มิโคติ มญฺญมาโน ปหริ, สตฺติ วินิวิชฺฌิตฺวา คตา. โส ตํ สตฺตึ หราเปตฺวา ปหารมุขานิ ติณวฏฺฏิยา ปูราเปตฺวา ปาสาณปิฏฺฐิยํ อตฺนานํ นิทีทาเปตฺวา โอกาสํ กาเรตฺวา วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ ปตฺวา อุกฺกาสิตสทฺเทน อาคตานํ ภิกฺขูนํ พฺยากริตฺวา อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ:- ภาสิตํ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สพฺพโลกคฺควาทิโน น ตุมฺหากมิทํ รูปํ ตํ ชเหยฺยาถ ภิกฺขโว. อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโขติ. เอวํ ตาว อยํ มคฺโค ติสฺสตฺเถราทีนํ วิย ทุกฺขสฺส อตฺถงฺคมาย สํวตฺตติ. @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม.,อิ. ปีตมลฺลตฺเถโร ๒ ฉ.ม. กิลญฺชกาปณสาล......อิ. กิลญฺชกาปณฺณสาล.... @๓ สํ.ขนฺธ. ๑๗/๓๔/๒๘ ทุติยนตุมฺหากสุตฺต ๔-๔ ฉ.ม. คพลวาลิยองฺคณํ, @ อิ. คารวการณายองฺคณํ. สกฺโก ปน เทวานมินฺโท อตฺตโน ปญฺจวิธํ ปุพฺพนิมิตฺตํ ทิสฺวา มรณภยสนฺตชฺชิโต โทมนสฺสชาโต ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺหํ ปุจฺฉิ. โส อุเปกฺขาปญฺหวิสชฺชนาวเสน ๑- อสีติสหสฺสาหิ เทวตาหิ สทฺธึ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐาสิ. สา จสฺส อุปปตฺติ ปุน ปากติกาว อโหสิ. สุพฺรหฺมาปิ เทวปุตฺโต อจฺฉราสหสฺสปริวุโต สคฺคสมฺปตฺตึ อนุโภติ. ตตฺถ ปญฺจสตา อจฺฉราโย รุกฺขโต ปุปฺผานิ โอจินนฺติโย จวิตฺวา นิรเย อุปฺปนฺนา. โส "กึ อิมา จิรายนฺตี"ติ อุปธาเรนฺโต ตาสํ นิรเย นิพฺพตฺตภาวํ ญตฺวา "กิตฺตกํ นุ โข มม อายุนฺ"ติ อุปปริกฺขนฺโต อตฺตโน อายุปริกฺขยํ วิทิตฺวา ตตฺเถว นิรเย นิพฺพตฺตนภาวํ วิทิตฺวา ภีโต อติวิย โทมนสฺสชาโต หุตฺวา "อิมํ เม โทมนสฺสํ สตฺถาว วินาเสสฺสติ, น อญฺโญ"ติ อวเสสา ปญฺจสตา อจฺฉราโย คเหตฺวา ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺหํ ปุจฺฉิ:- นิจฺจมุตฺรสฺตมิทํ จิตฺตํ นิจฺจมุพฺพิคฺคมิทํ มโน อนุปฺปนฺเนสุ กิจฺเฉสุ ๒- อโถ อุปฺปตฺติเตสุ จ สเจ อตฺถิ อนุตฺรสฺตํ ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโตอิ. ๓- ตโต นํ ภควา อาห:- นาญฺญตฺร โพชฺฌงฺคตปสา นาญฺญตฺร อินฺทฺริยสํวรา นาญฺญตฺร สพฺพนิสฺสคฺคา ๔- โสตฺถึ ปสฺสามิ ปาณินนฺติ. โส เทสนาปริโยสาเน ปญฺจหิ อจฺฉราสเตหิ สทฺธึ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐาย ตํ สมฺปตฺตึ ถาวรํ กตฺวา เทวโลกเมว อคมาสีติ. เอวมยํ มคฺโค ภาวิโต สกฺกาทีนํ วิย โทมนสฺสสฺส อตฺถงฺคมาย สํวตฺตตีติ เวทิตพฺโพ. ญายสฺส อธิคมายาติ ญาโย วุจฺจติ อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค, ตสฺส อธิคมาย, ปตฺติยาติ วุตฺตํ โหติ. อยํ หิ ปุพฺพภาเค โลกิโย สติปฏฺฐานมคฺโค ภาวิโต โลกุตฺตรมคฺคสฺส อธิคมาย สํวตฺตติ. เตนาห "ญายสฺส อธิคมายา"ติ. @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม., อิ.......วสาเน. ๒ ก. กิจฺเจสุ @๓ สํ. สคา. ๑๕/๙๘/๖๓ สุพฺรหฺมสุตฺต ๔ ก. สพฺพปฏินิสฺสคฺคา นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยายาติ ตณฺหาวานวิรหิตตฺตา นิพฺพานนฺติ ลทฺธนามสฺส อมตสฺส สจฺฉิกิริยาย, อตฺตปจฺจกฺขตายาติ วุตฺตํ โหติ. อยํ หิ มคฺโค ภาวิโต อนุปุพฺเพน นิพฺพานสจฺฉิกิริยํ สาเธติ. เตนาห "นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยายา"ติ. ตตฺถ กิญฺจาปิ "สตฺตานํ วิสุทฺธิยา"ติ วุตฺเต โสกปริเทวานํ ๑- สมติกฺกมายาติ อาทีนิ ๑- อตฺถโต สิทฺธาเนว โหนฺติ, ฐเปตฺวา ปน สาสนยุตฺติโกวิเท อญฺเญสํ น ปากฏานิ, น จ ภควา ปฐมํ สาสนยุตฺติโกวิทชนํ กตฺวา ปจฺฉา ธมฺมํ เทเสติ. เตน เตเนว ปน สุตฺเตน ตํ ตํ อตฺถํ ญาเปสิ. ตสฺมา อิธ ยํ ยํ อตฺถํ เอกายนมคฺโค สาเธติ, ตํ ตํ ปากฏํ กตฺวา เทเสนฺโต "โสกปริเทวานํ สมติกฺกมายา"ติ อาทิมาห. ยสฺมา วา ยา สตฺตานํ วิสุทฺธิ เอกายนมคฺเคน สํวตฺตติ, สา โสกปริเทวานํ สมติกฺกเมน โหติ. โสกปริเทวานํ สมติกฺกโม ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคเมน, ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคโม ญายสฺส อธิคเมน, ญายสฺส อธิคโม นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย. ตสฺมา อิมมฺปิ กมํ ทสฺเสนฺโต "สตฺตานํ วิสุทฺธิยา"ติ วตฺวา "โสกปริเทวานํ สมติกฺกมายา"ติ อาทิมาห. อปิจ วณฺณภณนเมตํ เอกายนมคฺคสฺส. ยเถว หิ ภควา "ธมฺมํ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาสิสฺสามิ ยทิทํ ฉ จกฺกานี"ติ ๒- ฉฉกฺกเทสนาย อฏฺฐหิ ปเทหิ วณฺณํ อภาสิ, ยถา จ อริยวํสเทสนาย "จตฺตาโรเม ภิกฺขเว อริยวํสา อคฺคญฺญา รตฺตญฺญา วํสญฺญา โปราณา, อสงฺกิณฺณา อสงฺกิณฺณปุพฺพา น สงฺกียนฺติ น สงฺกียิสฺสนฺติ อปฺปฏิกุฏฺฐา สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหี"ติ ๓- นวหิ ปเทหิ วณฺณํ อภาสิ, เอวํ อิมสฺสาปิ เอกายนมคฺคสฺส สตฺตานํ วิสุทฺธิยาติ อาทีหิ สตฺตหิ ปเทหิ วณฺณํ อภาสิ. กสฺมาติ เจ, เตสํ ภิกฺขูนํ อุสฺสาหชนนตฺถํ. วณฺณภาสนํ หิ สุตฺวา เต ภิกฺขู "อยํ กิร มคฺโค หทยสนฺตาปภูตํ โสกํ, วาจาวิปฺปลาปภูตํ ปริเทวํ, กายิกํ อสาตภูตํ ทุกฺขํ, @เชิงอรรถ: ๑-๑ ฉ.ม., อิ. โสกสมติกฺกมาทีนิ. ๒ ม. อุปริ. ๑๔/๔๒๐/๓๖๐ ฉฉกฺกสุตฺต @๓ อํ. จตุกฺก. ๒๑/๒๘/๓๒ อริยวํสสุตฺต เจตสิกํ อสาตภูตํ โทมนสฺสนฺติ จตฺตาโร อุปทฺทเว หรติ, ๑- วิสุทฺธึ ญายํ นิพฺพานนฺติ ตโย วิเสเส อาวหตี"ติ อุสฺสาหชาตา อิมํ ธมฺมเทสนํ อุคฺคเหตพฺพํ ปริยาปุณิตพฺพํ ธาเรตพฺพํ วาเจตพฺพํ, อิมญฺจ มคฺคํ ภาเวตพฺพํ มญฺญิสฺสนฺติ. อิติ เตสํ ภิกฺขูนํ อุสฺสาหชนนตฺถํ วณฺณํ อภาสิ, กมฺพลวาณิชาทโย กมฺพลาทีนํ วณฺณํ วิย, ยถา หิ สตสหสฺสคฺฆนิกปณฺฑุกมฺพลวาณิเชน กมฺพลํ คณฺหถาติ อุคฺโฆสิเตปิ อสุกกมฺพโลติ น ตาว มนุสฺสา ชานนฺติ. เกสกมฺพลวาลกมฺพลาทโยปิ หิ ทุคฺคนฺธา ขรสมฺผสฺสา กมฺพลาเตฺวว วุจฺจนฺติ. ยทา ปน เตน คนฺธารโก รตฺตกมฺพโล สุขุโม อุชฺชโล สุขสมฺผสฺโสติ อุคฺโฆสิตํ โหติ, ตทา เย ปโหนฺติ, เต คณฺหนฺติ. เย นปฺปโหนฺติ, เตปิ ทสฺสนกามา โหนฺติ, เอวเมว "เอกายโน ภิกฺขเว อยํ มคฺโค"ติ วุตฺเตปิ อสุกมคฺโคติ น ตาว ปากโฏ โหติ. นานปฺปการกา หิ อนิยฺยานิกมคฺคาปิ มคฺคาเตฺวว วุจฺจนฺติ. "สตฺตานํ วิสุทฺธิยา"ติ อาทิมฺหิ ปน วุตฺเต "อยํ กิร มคฺโค จตฺตาโร อุปทฺทเว หรติ, ตโย วิเสเส อาวหตี"ติ อุสฺสาหชาตา อิมํ ธมฺมเทสนํ อุคฺคเหตพฺพํ ปริยาปุณิตพฺพํ ธาเรตพฺพํ วาเจตพฺพํ, อิมญฺจ มคฺคํ ภาเวตพฺพํ มญฺญิสฺสนฺตีติ วณฺณํ ภาสนฺโต "สตฺตานํ วิสุทฺธิยา"ติ อาทิมาห. ยถา จ สตสหสฺสคฺฆนิกปณฺฑุกมฺพลวาณิชูปมา, เอวํ รตฺตชมฺพู- นทสุวณฺณอุทกปฺปสาทกมณิรตนสุวิสุทฺธมุตฺตรตนโรมกปวาฬาทิวาณิชูปมาเปตฺถ อาหริตพฺพา. ยทิทนฺติ นิปาโต, เย อิเมติ อยมสฺส อตฺโถ. จตฺตาโรติ คณนปริจฺเฉโท, เตน น ตโต เหฏฺฐา น อุทฺธนฺติ สติปฏฺฐานปริจฺเฉทํ ทีเปติ. สติปฏฺฐานาติ ตโย สติปฏฺฐานา สติโคจโรปิ ติธา ปฏิปนฺเนสุ สาวเกสุ สตฺถุโน ปฏิฆานุนยวีติวตฺตตาปิ สติปิ. "จตุนฺนํ ภิกฺขเว สติปฏฺฐานานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ เทสิสฺสามิ, ตํ สุณาถ. โก จ ภิกฺขเว กายสฺส สมุทโย, อาหารสมุทยา กายสฺส สมุทโย"ติ ๒- อาทีสุ หิ สติโคจโร สติปฏฺฐานนฺติ วุจฺจติ. ตถา "กาโย อุปฏฺฐานํ โน สติ, สติ ปน อุปฏฺฐานญฺเจว สติ จา"ติ ๓- อาทีสุปิ. ตสฺสตฺโถ:- @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม. หนติ. เอวมุปริปิ ๒ สํ. มหา. ๑๙/๔๐๘/๑๖๑ สมุทยสุตฺต @๓ ขุ. ปฏิ. ๓๑/๗๒๗/๖๒๓ (สยา) สติปฏฺฐานกถา ปติฏฺฐาติ อสฺมินฺติ ปฏฺฐานํ. กา ปติฏฺฐาติ? สติ. สติยา ปฏฺฐานํ สติปฏฐานํ, ปธานํ ฐานนฺติ วา ปฏฺฐานํ. สติยา ปฏฺฐานํ สติปฏฺฐานํ หตฺถิฏฺฐานอสฺสฏฺฐานาทีนิ วิย. "ตโย สติปฏฺฐนา ยทริโย เสวติ, ยทริโย เสวมาโน สตฺถา คณมนุสาสิตุํ อรหตี"ติ ๑- เอตฺถ ติธา ปฏิปนฺเนสุ สาวเกสุ สตฺถุโน ปฏิฆานุนยวีติวตฺตตา "สติปฏฺฐานนฺ"ติ วุจฺจติ. ๒- ตสฺสตฺโถ:- ปฏฺฐเปตพฺพโต ปฏฺฐานํ, ปวตฺตยิตพฺพโตติ อตฺโถ. เกน ปฏฺฐเปตพฺพโตติ? สติยา. สติยา ปฏฺฐานํ สติปฏฺฐานํ "จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ภาวิตา พหุลีกตา สตฺต สมฺโพชฺฌงฺเค ปริปูเรนฺตี"ติ ๓- อาทีสุ ปน สติเยว "สติปฏฺฐานนฺ"ติ วุจฺจติ. ตสฺสตฺโถ:- ปฏฺฐาตีติ ปฏฺฐานํ, อุปฏฺฐาติ โอกฺกนฺทิตฺวา ปกฺขนฺทิตฺวา ปตฺถริตฺวา ปวตฺตีติ อตฺโถ. สติเยว สติปฏฺฐานํ. อถวา สรณฏฺเฐน สติ, อุปฏฺฐานฏฺเฐน ปฏฺฐานํ. อิติ สติ จ สา ปฏฺฐานญฺจาติปิ สติปฏฺฐานํ. อิทมิธ อธิปฺเปตํ. ยทิ เอวํ กสฺมา "สติปฏฺฐานา"ติ พหุวจนํ? สติพหุตฺตา. อารมฺมณเภเทน หิ พหุกา เอตา สติโย. อถ มคฺโคติ กสฺมา เอกวจนํ? มคฺคฏฺเฐน เอกตฺตา. จตสฺโสปิ หิ เอตา สติโย มคฺคฏฺเฐน เอกตฺตํ คจฺฉนฺติ. วุตฺตํ เหตํ "มคฺโคติ เกนฏฺเฐน มคฺโค, นิพฺพานคมนฏฺเฐน, นิพฺพานตฺถิเกหิ มคฺคนียฏฺเฐน จา"ติ. จตสฺโสปิ เจตา อปรภาเค กายาทีสุ อารมฺมเณสุ กิจฺจํ สาธยมานา นิพฺพานํ คจฺฉนฺติ, อาทิโต ปฏฺฐาย จ นิพฺพานตฺถิเกหิ มคฺคิยนฺติ, ตสฺมา จตสฺโสปิ เอโก มคฺโคติ วุจฺจนฺติ. เอวญฺจ สติวจนานุสนฺธินา สานุสนฺธิกาว เทสนา โหติ, "มารเสนปฺปมทฺทนํ โว ภิกฺขเว มคฺคํ เทเสสฺสามิ, ตํ สุณาถ. กตโม จ ภิกฺขเว มารเสนปฺปมทฺทโน มคฺโค? ยทิทํ สตฺต สมฺโพชฺฌงฺคา"ติ ๔- อาทีสุ วิย. ยถา มารเสนปฺปมทฺทโนติ จ สตฺต สมฺโพชฺฌงฺคาติ จ อตฺถโต เอกํ, พฺยญฺชนเมว นานํ, เอวํ "เอกายนมคฺโค"ติ จ "จตฺตาโร สติปฏฺฐานา"ติ จ อตฺถโต เอกํ, พฺยญฺชนเมว นานํ, ตสฺมา มคฺคฏฺเฐน เอกตฺตา เอกวจนํ, อารมฺมณเภเทน สติพหุตฺตา พหุวจนํ เวทิตพฺพํ. @เชิงอรรถ: ๑ ม. อุปริ. ๑๔/๓๑๑/๒๘๔ สฬายตนวิภงฺคสุตฺต ๒ ฉ.ม. วุตฺตา, อิ. วุตฺตํ @๓ สํ. มหา. ๑๙/๙๘๙/๒๘๕ ปฐมอานนฺทสุตฺต ๔ สํ. มหา. ๑๙/๒๒๔/๘๙ มารสุตฺต กสฺมา ปน ภควตา จตฺตาโรว สติปฏฺฐานา วุตฺตา อนูนา อนธิกาติ. เวเนยฺยหิตตฺตา. ตณฺหาจริตทิฏฺฐิจริตสมถยานิกวิปสฺสนายานิเกสุ หิ มนฺทติกฺขวเสน เทฺวธา เทฺวธา ปวตฺเตสุ เวเนยฺเยสุ มนฺทสฺส ตณฺหาจริตสฺส โอฬาริกํ กายานุปสฺสนาสติปฏฺฐานํ วิสุทฺธิมคฺโค, ติกฺขสฺส สุขุมํ เวทนานุปสฺสนาสติปฏฺฐานํ. ทิฏฺฐิจริตสฺสปิ มนฺทสฺส นาติปฺปเภทคตํ จิตฺตานุปสฺสนาสติปฏฺฐานํ วิสุทฺธิมคฺโค, ติกฺขสฺส อติปฺปเภทคตํ ธมฺมานุปสฺสนาสติปฏฺฐานํ วิสุทฺธิมคฺโค. สมถยานิกสฺส จ มนฺทสฺส อกิจฺเฉน อธิคนฺตพฺพนิมิตฺตํ ปฐมํ สติปฏฺฐานํ วิสุทฺธิมคฺโค, ติกฺขสฺส โอฬาริการมฺมเณ อสณฺฐหนโต ทุติยํ. วิปสฺสนายานิกสฺสาปิ มนฺทสฺส นาติปฺปเภทคตารมฺมณํ ตติยํ, ติกฺขสฺส อติปฺปเภทคตารมฺมณํ จตุตฺถํ. อิติ จตฺตาโรว วุตฺตา อนูนา อนธิกาติ. สุภสุขนิจฺจอตฺตภาววิปลฺลาสปฺปหานตฺถํ วา. กาโย หิ อสุโภ, ตตฺถ จ สุภวิปลฺลาสวิปลฺลตฺถา สตฺตา. เตสํ ตตฺถ อสุภภาวทสฺสเนน ตสฺส วิปลฺลาสสฺส ปหานตฺถํ ปฐมํ สติปฏฺฐานํ วุตฺตํ. สุขํ นิจฺจํ อตฺตาติ คหิเตสุปิ จ เวทนาทีสุ เวทนา ทุกฺขา จิตฺตํ อนิจฺจํ ธมฺมา อนตฺตา, เอเตสุ จ สุขนิจฺจอตฺตวิปลฺลาส- วิปลฺลตฺถา สตฺตา. เตสํ ตตฺถ ทุกฺขาทิภาวทสฺสเนน เตสํ วิปลฺลาสานํ ปหานตฺถํ เสสานิ ตีณิ วุตฺตานิติ เอวํ สุภสุขนิจฺจอตฺตภาววิปลฺลาสปฺปหานตฺถํ จตฺตาโรว วุตฺตา อนูนา อนธิกาติ เวทิตพฺพา. น เกวลญฺจ วิปลฺลาสปฺปหานตฺถเมว, อถโข จตุโรฆโยคาสวคณฺฐอุปาทานอคติปฺปหานตฺถํปิ จตุพฺพิธาหารปริญฺญตฺถํ จ จตฺตาโรว วุตฺตาติ เวทิตพฺพา. อยํ ตาว ปกรณนโย. อฏฺฐกถายํ ปน สรณวเสน เจว เอกตฺตสโมสรณวเสน จ เอกเมว สติปฏฺฐานํ อารมฺมณวเสน จตฺตาโรติ เอตเทว วุตฺตํ. ยถา หิ จตุทฺวาเร นคเร ปาจีนโต อาคจฺฉนฺตา ปาจีนทิสาย อุฏฺฐานกํ ภณฺฑํ คเหตฺวา ปาจีนทฺวาเรน นครเมว ปวิสนฺติ, ทกฺขิณโต. ปจฺฉิมโต. อุตฺตรโต อาคจฺฉนฺตา อุตฺตรทิสาย อุฏฺฐานกํ ภณฺฑํ คเหตฺวา อุตฺตรทฺวาเรน นครเมว ปวิสนฺติ, เอวํ สมฺปทมิทํ เวทิตพฺพํ. นครํ วิย หิ นิพฺพานมหานครํ, ทฺวารํ วิย อฏฺฐงฺคิโก โลกุตฺตรมคฺโค, ปาจีนทิสาทโย วิย กายาทโย. ยถา หิ ปาจีนโต อาคจฺฉนฺตา ปาจีนทิสาย อุฏฺฐานกํ ภณฺฑํ คเหตฺวา ปาจีนทฺวาเรน นครเมว ปวิสนฺติ, เอวํ กายานุปสฺสนามุเขน อาคจฺฉนฺตา จุทฺทสวิเธน กายานุปสฺสนํ ภาเวตฺวา กายานุปสฺสนาภาวนานุภาวนิพฺพตฺเตน อริยมคฺเคน เอกํ นิพฺพานเมว โอสรนฺติ. ยถา ทกฺขิณฺโต อาคจฺฉนฺตา ทกฺขิณทิสาย อุฏฺฐานกํ ภณฺฑํ คเหตฺวา ทกฺขิณทฺวาเรน นครเมว ปวิสนฺติ, เอวํ เวทนานุปสฺสนามุเขน อาคจฺฉนฺตา นววิเธน เวทนานุปสฺสนํ ภาเวตฺวา เวทนานุปสฺสนาภาวนานุภาวนิพฺพตฺเตน อริยมคฺเคน เอกํ นิพฺพานเมว โอสรนฺติ. ยถา ปจฺฉิมโต อาคจฺฉนฺตา ปจฺฉิมทิสาย อุฏฺฐานกํ ภณฺฑํ คเหตฺวา ปจฺฉิมทฺวาเรน นครเมว ปวิสนฺติ, เอวํ จิตฺตานุปสฺสนามุเขน อาคจฺฉนฺตา โสฬสวิเธน จิตฺตานุปสฺสนํ ภาเวตฺวา จิตฺตานุปสฺสนาภาวนานุภาวนิพฺพตฺเตน อริยมคฺเคน เอกํ นิพฺพานเมว โอสรนฺติ. ยถา อุตฺตรโต อาคจฺฉนฺตา อุตฺตรทิสาย อุฏฺฐานกํ ภณฺฑํ คเหตฺวา อุตฺตรทฺวาเรน นครเมว ปวิสนฺติ, เอวํ ธมฺมานุปสฺสนามุเขน อาคจฺฉนฺตา ปญฺจวิเธน ธมฺมานุปสฺสนํ ภาเวตฺวา ธมฺมานุปสฺสนาภาวนานุภาวนิพฺพตฺเตน อริยมคฺเคน เอกํ นิพฺพานเมว โอสรนฺติ. เอวํ สรณวเสน เจว เอกตฺตสโมสรณวเสน จ เอกเมว สติปฏฺฐานํ อารมฺมณวเสน จตฺตาโรว วุตฺตาติ เวทิตพฺพา. กตเม จตฺตาโรติ กเถตุกมฺยตาปุจฺฉา. อิธาติ อิมสฺมึ สาสเน. ภิกฺขเวติ ธมฺมปฏิคฺคาหกปุคฺคลานมาลปนเมตํ. ภิกฺขูติ ปฏิปตฺติสมฺปาทกปุคฺคลนิทสฺสนเมตํ. อญฺเญปิ จ เทวมนุสฺสา ปฏิปตฺตึ สมฺปาเทนฺติเยว, เสฏฺฐตฺตา ปน ปฏิปตฺติยา ภิกฺขุภาวทสฺสนโต จ "ภิกฺขู"ติ อาห. ภควโต หิ อนุสาสนึ สมฺปฏิจฺฉนฺเตสุ ภิกฺขุ เสฏฺโฐ, สพฺพปฺปการาย อนุสาสนิยา ภาชนภาวโต. ตสฺมา เสฏฺฐตฺตา "ภิกฺขู"ติ อาห. ตสฺมึ คหิเต ปน เสสา คหิตาว โหนฺติ ราชคมนาทีสุ ราชคฺคหเณน เสสปริสา วิย. โย จ อิมํ ปฏิปตฺตึ ปฏิปชฺชติ, โส ภิกฺขุ นาม โหตีติ ปฏิปตฺติยา ภิกฺขุภาวทสฺสนโตปิ "ภิกฺขู"ติ อาห. ปฏิปนฺนโก หิ เทโว วา โหตุ มนุสฺโส วา ภิกฺขูติ สงฺขฺยํ คจฺฉติเยว. ยถาห:- "อลงฺกโต เจปิ สมํ จเรยฺย สนฺโต ทนฺโต นิยโต พฺรหฺมจารี สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ โส พฺราหฺมโณ โส สมโณ ส ภิกฺขู"ติ. ๑- กาเยติ รูปกาเย. รูปกาโย หิ อิธ องฺคปจฺจงฺคานํ เกสาทีนญฺจ ธมฺมานํ สมูหฏฺเฐน หตฺถิกายรถกายาทโย วิย กาโยติ อธิปฺเปโต. ยถา จ สมูหฏฺเฐน, เอวํ กุจฺฉิตานํ อายฏฺเฐน. กุจฺฉิตานํ หิ ปรมเชคุจฺฉานํ โส กาโยติปิ กาโย. อาโยติ อุปฺปตฺติเทโส. ตตฺถายํ วจนฏฺโฐ. อายนฺติ ตโตติ อาโย. เก อายนฺติ? กุจฺฉิตา เกสาทโย. อิติ กุจฺฉิตานํ อาโยติ อาโย. กายานุปสฺสีติ กาเย อนุปสฺสนสีโล กายํ วา อนุปสฺสมาโน. กาเยติ จ วตฺวาปิ ปุน กายานุปสฺสีติ ทุติยกายคฺคหณํ อสมฺมิสฺสโต ววตฺถานฆนวินิพฺโภคาทิทสฺสนตฺถํ กตนฺติ เวทิตพฺพํ. เตน น กาเย เวทนานุปสฺสี วา, จิตฺตธมฺมานุปสฺสี วา, อถโข กายานุปสฺสีเยวาติ กายสงฺขาเต วตฺถุสฺมึ กายานุปสฺสนาการสฺเสว ทสฺสเนน อสมฺมิสฺสโต ววตฺถานํ ทสฺสิตํ โหติ. ตถา น กาเย องฺคปจฺจงฺค- วินิมุตฺตเอกธมฺมานุปสฺสี, นาปิ เกสโลมาทิวินิมุตฺตอิตฺถีปุริสานุปสฺสี, โยปิ เจตฺถ เกสโลมาทิโก ภูตูปาทายสมูหสงฺขาโต กาโย, ตตฺถปิ น ภูตูปาทายวินิมุตฺต- เอกธมฺมานุปสฺสี, อถโข รถสมฺภารานุปสฺสโก วิย องฺคปจฺจงฺคสมูหานุปสฺสี, นคราวยวานุปสฺสโก วิย เกสโลมาทิสมูหานุปสฺสี, กทลิกฺขนฺธปตฺตวฏฺฏิวินิพฺภุชฺชโก วิย ริตฺตมุฏฺฐิวินิพฺเพธโก วิย จ ภูตูปาทายสมูหานุปสฺสีเยวาติ นานปฺปการโต สมูหวเสเนว กายสงฺขาตสฺส จ วตฺถุโน ทสฺสเนน ฆนวินิพฺโภโค ทสฺสิโต โหติ. น เหตฺถ ยถาวุตฺตสมูหวินิมุตฺโต กาโย วา ปุริโส วา อิตฺถี วา อญฺโญ วา โกจิ ธมฺโม ทิสฺสติ, ยถาวุตฺตธมฺมสมูหมตฺเตเยว ปน ตถา ตถา สตฺตา มิจฺฉาภินิเวสํ กโรนฺติ. เตนาหุ โปราณา:- "ยํ ปสฺสติ น ตํ ทิฏฺฐํ ยํ ทิฏฺฐํ ตํ น ปสฺสติ อปสฺสํ พชฺฌเต มุโฬฺห พชฺฌมาโน น มุจฺจตี"ติ. @เชิงอรรถ: ๑ ขุ.ธ. ๒๕/๑๔๒/๔๒ สนฺตติมหามตฺตวตฺถุ ฆนวินิพฺโภคาทิทสฺสนตฺถํ เอตํ วุตฺตํ, อาทิสทฺเทน เจตฺถ อยํปิ อตฺโถ เวทิตพฺโพ:- อยํ หิ เอตสฺมึ กาเย กายานุปสฺสีเยว. น อญฺญธมฺมานุปสฺสีติ วุตฺตํ โหติ. ยถา อนุทกภูตายปิ มรีจิยา อุทกานุปสฺสิโน โหนฺติ, น เอวํ อนิจฺจทุกฺขานตฺตา อสุภภูเตเยว อิมสฺมึ กาเย นิจฺจสุขอตฺตสุภภาวานุปสฺสี, อถโข กายานุปสฺสี อนิจฺจทุกฺขานตฺตา อสุภาการสมูหานุปสฺสีเยวาติ วุตฺตํ โหติ. อถวา ยฺวายํ ปน ปุรโต "อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา ฯเปฯ โส สโตว อสฺสสตี"ติ อาทินา นเยน อสฺสาสปสฺสาสาทิจุณฺณิกชาตอฏฺฐิกปริโยสาโน กาโย วุตฺโต, โย จ "อิเธกจฺโจ ปฐวีกายํ อนิจฺจโต อนุปสฺสติ ฯเปฯ อาโปกายํ เตโชกายํ วาโยกายํ เกสกายํ โลมกายํ ฉวิกายํ จมฺมกายํ มํสกายํ รุหิรกายํ นฺหารุกายํ อฏฺฐิกายํ อฏฺฐิมิญฺชกายนฺ"ติ ๑- ปฏิสมฺภิทายํ กาโย วุตฺโต, ตสฺส สพฺพสฺส อิมสฺมึเยว กาเย อนุปสฺสนโต กาเย กายานุปสฺสีติ เอวํปิ อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ. อถวา กาเย อหนฺติ วา มมนฺติ วา เอวํ คเหตพฺพสฺส ยสฺส กสฺสจิ อนนุปสฺสนโต, ตสฺส ตสฺเสว ปน เกสโลมาทิกสฺส นานาธมฺมสมูหสฺส อนุปสฺสนโต กาเย เกสาทิธมฺมสมูหสงฺขาตกายานุปสฺสีติ เอวํ อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ. อปิจ "อิมสฺมึ กาเย อนิจฺจโต อนุปสฺสติ, โน นิจฺจโต"ติ อาทินา ๑- อนุกฺกเมน ปฏิสมฺภิทายํ อาคตนยสฺส สพฺพสฺเสว อนิจฺจลกฺขณาทิโน อาการ- สมูหสงฺขาตสฺส กายสฺส อนุปสฺสนโตปิ กาเย กายานุปสฺสีติ เอวํปิ อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ. ตถา หิ อยํ กาเย กายานุปสฺสนาปฏิปทํ ปฏิปนฺโน ภิกฺขุ อิมํ กายํ อนิจฺจานุปสฺสนาทีนํ สตฺตนฺนํ อนุปสฺสนานํ วเสน อนิจฺจโต อนุปสฺสติ โน นิจฺจโต. ทุกฺขโต อนุปสฺสติ โน สุขโต. อนตฺตโต อนุปสฺสติ โน อตฺตโต. นิพฺพินฺทติ โน นนฺทติ. วิรชฺชติ โน รชฺชติ. นิโรเธติ โน สมุเทติ. ปฏินิสฺสชฺชติ โน อาทิยติ. โส ตํ อนิจฺจโต อนุปสฺสนฺโต นิจฺจสญฺญํ ปชหติ, ทุกฺขโต อนุปสฺสนฺโต สุขสญฺญํ ปชหติ, อนตฺตโต อนุปสฺสนฺโต อตฺตสญฺญํ ปชหติ, นิพฺพินฺทนฺโต นนฺทึ ปชหติ, วิรชฺชนฺโต ราคํ ปชหติ, นิโรเธนฺโต สมุทยํ ปชหติ, ปฏินิสฺสชฺชนฺโต อาทานํ ปชหตีติ เวทิตพฺโพ. @เชิงอรรถ: ๑ ขุ. ปฏิ. ๓๑/๗๒๗/๖๒๒-๓ สติปฏฺฐานกถา (สยา) วิหรตีติ อิริยติ. อาตาปีติ ตีสุ ภเวสุ กิเลเส อาตปฺปตีติ ๑- อาตาโป, วิริยสฺเสตํ นามํ. อาตาโป อสฺส อตฺถีติ อาตาปี. สมฺปชาโนติ สมฺปชญฺญสงฺขาเตน ญาเณน สมนฺนาคโต. สติมาติ กายปริคฺคาหิกาย สติยา สมนฺนาคโต. อยํ ปน ยสฺมา สติยา อารมฺมณํ ปริคฺคเหตฺวา ปญฺญาย อนุปสฺสติ, น หิ สติวิรหิตสฺส อนุปสฺสนา นาม อตฺถิ, เตเนวาห "สติญฺจ ขฺวาหํ ภิกฺขเว สพฺพตฺถิกํ วทามี"ติ. ๒- ตสฺมา เอตฺถ "กาเย กายานุปสฺสี วิหรตี"ติ. เอตฺตาวตา กายานุปสฺสนา- สติปฏฺฐานํ วุตฺตํ โหติ. อถวา ยสฺมา อนาตาปิโน อนฺโต สงฺเขโป อนฺตรายกโร โหติ, อสมฺปชาโน อุปายปริคฺคเห จ อนุปายปริวชฺชเน จ สมฺมุยฺหติ, มุฏฺฐสฺสติ อุปายปริคฺคเห อนุปายปริจฺจาเค จ อสมตฺโถ โหติ, เตนสฺส ตํ กมฺมฏฺฐานํ น สมฺปชฺชติ. ตสฺมา เยสํ ธมฺมานํ อานุภาเวน ตํ สมฺปชฺชติ, เตสํ ทสฺสนตฺถํ "อาตาปี สมฺปชาโน สติมา"ติ อิทํ วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํ. อิติ กายานุปสฺสนาสติปฏฺฐานํ สมฺปโยคงฺคญฺจ ทสฺเสตฺวา อิทานิ ปหานงฺคํ ทสฺเสตุํ วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสนฺติ วุตฺตํ. ตตฺถ วิเนยฺยาติ ตทงฺควินเยน วา วิกฺขมฺภนวินเยน วา วินยิตฺวา. โลเกติ ตสฺมึเยว กาเย. กาโย หิ อิธ ลุชฺชนปลุชฺชนฏฺเฐน โลโกติ อธิปฺเปโต. ยสฺมา ปนสฺส น กายมตฺเตเยว อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ปหิยฺยติ, เวทนาทีสุปิ ปหิยฺยติเยว. ตสฺมา ปญฺจปิ อุปาทานกฺขนฺธา โลโกติ ๓- วิภงฺเค วุตฺตํ. โลกสงฺขาตตฺตา วา เตสํ ธมฺมานํ อตฺถุทฺธารนเยเนตํ วุตฺตํ. ยํ ปนาห "ตตฺถ กตโม โลโก, เสฺวว กาโย โลโก"ติ, อยเมเวตฺถ อตฺโถ. ตสฺมึ โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ วิเนยฺยาติ เอวํ สมฺพนฺโธ ทฏฺฐพฺโพ. ยสฺมา ปเนตฺถ อภิชฺฌาคหเณน กามจฺฉนฺโท โทมนสฺสคฺคหเณน พฺยาปาโท สงฺคหํ คจฺฉติ, ตสฺมา นีวรณปริยาปนฺนพลวธมฺมทฺวยทสฺสเนน นีวรณปฺปหานํ วุตฺตํ โหตีติ เวทิตพฺพํ. วิเสเสน เจตฺถ อภิชฺฌาวินเยน กายสมฺปตฺติมูลกสฺส อนุโรธสฺส, โทมนสฺสวินเยน กายวิปตฺติมูลกสฺส วิโรธสฺส, อภิชฺฌาวินเยน จ กาเย อภิรติยา, โทมนสฺสวินเยน กายภาวนาย อนภิรติยา, อภิชฺฌาวินเยน กาเย อภูตานํ @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม., อิ. อาตาเปตีติ ๒ สํ. มหา. ๑๙/๒๓๔/๑๐๒ อคฺคิสุตฺต @๓ อภิ. วิ. ๓๕/๓๗๓/๒๔๑ สติปฏฺฐานวิภงฺค สุภสุขภาวาทีนํ ปกฺเขปสฺส, โทมนสฺสวินเยน กาเย ภูตานํ อสุภทุกฺขภาวาทีนํ อปนยนสฺส จ ปหานํ วุตฺตํ. เตน โยคาวจรสฺส โยคานุภาโว โยคสมตฺถตา จ ทีปิตา โหติ. โยคานุภาโว หิ เอส, ยทิทํ อนุโรธวิโรธวิปฺปมุตฺโต อรติรติสโห อภูตปกฺเขปภูตาปนยนวิรหิโต จ โหติ. อนุโรธวิโรธวิปฺปมุตฺโต เจส อรติรติสโห อภูตํ อปกฺขิปนฺโต ภูตญฺจ อนปเนนฺโต โยคสมตฺโถ โหตีติ. อปโร นโย "กาเย กายานุปสฺสี"ติ เอตฺถ อนุปสฺสนาย กมฺมฏฺฐานํ วุตฺตํ, "วิหรตี"ติ เอตฺถ วุตฺตวิหาเรน กมฺมฏฺฐานิกสฺส กายปริหรณํ, "อาตาปิ"ติ อาทีสุ ปน อาตาเปน สมฺมปฺปธานํ, สติสมฺปชญฺเญน สพฺพตฺถกกมฺมฏฺฐานํ, กมฺมฏฺฐานปริหรณูปาโย วา. สติยา วา กายานุปสฺสนาวเสน ปฏิลทฺธสมโถ, สมฺปชญฺเญน วิปสฺสนา, อภิชฺฌาโทมนสฺสวินเยน ภาวนาผลํ วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํ. วิภงฺเค ปน อนุปสฺสีติ ตตฺถ กตมา อนุปสฺสนา. ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ สมฺมาทิฏฺฐิ, อยํ วุจฺจติ อนุปสฺสนา. อิมาย อนุปสฺสนาย อุเปโต โหติ สมุเปโต อุปคโต สมุปคโต อุปปนฺโน สมุปปนฺโน ๑- สมนฺนาคโต, เตน วุจฺจติ อนุปสฺสีติ. วิหรตีติ. อิริยติ วตฺตติ ปาเลติ ยเปติ ยาเปติ จรติ วิหรติ, เตน วุจฺจติ วิหรตีติ. อาตาปีติ ตตฺถ กตมํ อาตาปํ. โย เจตสิโก วิริยารมฺโภ ฯเปฯ สมฺมาวายาโม, อิทํ วุจฺจติ อาตาปํ. อิมินา อาตาเปน อุเปโต โหติ ฯเปฯ สมนฺนาคโต, เตน วุจฺจติ อาตาปีติ. สมฺปชาโนติ ตตฺถ กตมํ สมฺปชญฺญํ. ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ สมฺมาทิฏฺฐิ, อิทํ วุจฺจติ สมฺปชญฺญํ. อิมินา สมฺปชญฺเญน อุเปโต โหติ ฯเปฯ สมนฺนาคโต, เตน วุจฺจติ สมฺปชาโนติ. สติมาติ ตตฺถ กตมา สติ. ยา สติ อนุสฺสติ ฯเปฯ สมฺมาสติ, อยํ วุจฺจติ สติ. อิมาย สติยา อุเปโต โหติ ฯเปฯ สมนฺนาคโต, เตน วุจฺจติ สติมาติ. วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสนฺติ ตตฺถ กตโม โลโก. เสฺวว กาโย โลโก. ปญฺจปิ อุปาทานกฺขนฺธา โลโก, อยํ วุจฺจติ โลโก. ตตฺถ กตมา @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม. อิ. อยํ ปาโฐ น ทิสฺสติ อภิชฺฌา. โย ราโค สาราโค อนุนโย อนุโรโธ นนฺทิ นนฺทิราโค จิตฺตสฺส สาราโค, อยํ วุจฺจติ อภิชฺฌา. ตตฺถ กตมํ โทมนสฺสํ. ยํ เจตสิกํ อสาตํ เจตสิกํ ทุกฺขํ ฯเปฯ เจโตสมฺผสฺสชา อสาตา ทุกฺขา เวทนา, อิทํ วุจฺจติ โทมนสฺสํ. อิติ อยญฺจ อภิชฺฌา, อิทญฺจ โทมนสฺสํ อิมสฺมึ โลเก วินีตา โหนฺติ ปฏิวินีตา สนฺตา สมิตา วูปสนฺตา อตฺถงฺคตา อพฺภตฺถงฺคตา อปฺปิตา พฺยปฺปิตา โสสิตา วิโสสิตา พฺยนฺตีกตา, เตน วุจฺจติ วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสนฺ"ติ. ๑- เอวเมเตสํ ปทานํ อตฺโถ วุตฺโต. เตน สห อยํ อฏฺฐกถานโย ยถา สํสนฺทติ, เอวํ เวทิตพฺโพ. อยํ ตาว กายานุปสฺสนาสติปฏฺฐานุทฺเทสสฺส อตฺถวณฺณนา. อิทานิ เวทนาสุ จิตฺเต ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ ฯเปฯ วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสนฺติ เอตฺถ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสีติ เอวมาทีสุ เวทนาทีนํ ปุน กถเน ปโยชนํ กายานุปสฺสนายํ วุตฺตนเยเนว เวทิตพฺพํ. เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี. จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี. ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสีติ เอตฺถ ปน เวทนาติ ติสฺโส เวทนา, ตา จ โลกิยาเอว. จิตฺตํปิ โลกิยํ, ตถา ธมฺมา. เตสํ วิภาโค นิทฺเทสวาเร ปากโฏ ภวิสฺสติ. เกวลํ ปนีธ ยถา เวทนา อนุปสฺสิตพฺพา, ตถา ตา อนุปสฺสนฺโต "เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี"ติ เวทิตพฺโพ. เอเสว นโย จิตฺตธมฺเมสุปิ. กถญฺจ เวทนา อนุปสฺสิตพฺพาติ. สุขา ตาว เวทนา ทุกฺขโต, ทุกฺขา สลฺลโต, อทุกฺขมสุขา อนิจฺจโต. ยถาห:- "โย สุขํ ทุกฺขโต อทฺท ทุกฺขมทฺทกฺขิ สลฺลโต อทุกฺขมสุขํ สนฺตํ อทฺทกฺขิ นํ อนิจฺจโต สเว สมฺมทฺทโส ภิกฺขุ ปริชานาติ เวทนา"ติ ๒- สพฺพาเอว เจตา ทุกฺขโตปิ ๓- อนุปสฺสิตพฺพา. วุตฺตํ เหตํ "ยํกิญฺจิ เวทยิตํ, สพฺพนฺตํ ทุกฺขสฺมินฺติ วทามี"ติ. ๔- สุขทุกฺขโตปิ จ อนุปสฺสิตพฺพา. ยถาห "สุขา เวทนา อุปฺปาทสุขา ฐิติสุขา วิปริณามทุกฺขา"ติ ๕- สพฺพํ @เชิงอรรถ: ๑ อภิ.วิ. ๓๕/๓๖๒/๒๓๒ สติปฏฺฐานวิภงฺค ๒ สํ.สฬา. ๑๘/๓๖๘/๒๕๗ ทฏฺฐพฺพสุตฺต @๓ ฉ.ม.,อิ. ทุกฺขาติปิ ๔ สํ สฬา. ๑๘/๓๙๑/๒๖๘ รโหคตสุตฺต @๕ ม.มู. ๑๒/๔๖๕/๔๑๔ จูฬเวทลฺลสุตุต วิตฺถาเรตพฺพํ. อปิจ อนิจฺจาทิสตฺตอนุปสฺสนาวเสนปิ อนุปสฺสิตพฺพา. เสสํ นิทฺเทสวาเรเยว ปากฏํ ภวิสฺสติ. จิตฺตธมฺเมสุปิ จิตฺตํ ตาว อารมฺมณาธิปติสหชาตภูมิกมฺมวิปากกิริยา- ทินานตฺตเภทานํ อนิจฺจาทิอนุปสฺสนานํ นิทฺเทสวาเร อาคตานํ สราคาทิเภทานํ จ วเสน อนุปสฺสิตพฺพํ. ธมฺมา สลกฺขณสามญฺญลกฺขณานํ สุญฺญตธมฺมสฺส อนิจฺจาทิสตฺตานุปสฺสนานํ นิทฺเทสวาเร อาคตานํ สนฺตาทิเภทานํ จ วเสน อนุปสฺสิตพฺพา. เสสํ วุตฺตนยเมว. กามญฺเจตฺถ ยสฺส กายสงฺขาเต โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ปหีนํ, ตสฺส เวทนาทิโลเกสุปิ ๑- ตํ ปหีนเมว. นานาปุคฺคลวเสน ปน นานาจิตฺตกฺขณิก- สติปฏฺฐานภาวนาวเสน จ สพฺพตฺถ วุตฺตํ. ยโต วา เอกตฺถ ปหีนํ เสเสสุปิ ปหีนํเอว โหติ, เตเนวสฺส ตตฺถ ปหานทสฺสนตฺถํปิ เอตํ วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพนฺติ. อุทฺเทสวารกถา นิฏฺฐิตา. กายานุปสฺสนา อานาปานปพฺพวณฺณนา

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๗๔]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างไรเล่า ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติ ไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า เมื่อ หายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจ ออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เรา หายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เรา หายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้า สั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้ กำหนดรู้ตลอด กองลมหายใจทั้งปวงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกอง ลมหายใจทั้งปวงหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจออก ย่อม สำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายช่างกลึงหรือลูกมือของ นายช่างกลึงผู้ขยัน เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า เราชักยาว เมื่อชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่า เราชักสั้น แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจ เข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น ย่อมสำเนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลม ทั้งปวงหายใจออก ย่อมสำเนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดกองลมทั้งปวงหายใจเข้า ย่อม สำเนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เรา จักระงับกายสังขารหายใจ เข้า ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายใน กายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกาย ภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้ง ภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความ เกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็น ธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิด ขึ้นทั้งความเสื่อม ในกายบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียง สักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัย อยู่แล้ว และ ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ จบอานาปานบรรพ

[๓๗๔]

อิทานิ เสยฺยถาปิ นาม เฉโก วิสิพฺพการโก ๒- ถูลกิลญฺช- สณฺหกิลญฺชจงฺโกฏกเปฬาปุฏาทีนิ อุปกรณานิ กตฺตุกาโม เอกํ มหาเวฬุํ ๓- ลภิตฺวา จตุธา ภินฺทิตฺวา ตโต เอเกกํ เวฬุกฺขนฺธํ คเหตฺวา ผาเลตฺวา ตํ ตํ อุปกรณํ กเรยฺย, เอวเมว ภควา สติปฏฺฐานเทสนาย สตฺตานํ นานปฺปการํ ๔- วิเสสาธิคมํ กตฺตุกาโม เอกเมว สมฺมาสตึ "จตฺตาโร สติปฏฺฐานา. กตเม จตฺตาโร. อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรตี"ติ อาทินา นเยน อารมฺมณวเสน จตุธา ภินฺทิตฺวา ตโต เอเกกํ สติปฏฺฐานํ คเหตฺวา กายํ วิภชนฺโต "กถญฺจ ภิกฺขเว"ติ อาทินา นเยน นิทฺเทสวารํ วตฺตุมารทฺโธ. @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม.,อิ. เวทนาทีสุปิ ๒ ฉ.ม.,อิ. วิลีวการโก. ๓ ฉ.ม. มหาเวณุํ @๔ ฉ.ม. อเนกปฺปการํ ตตฺถ กถญฺจาติ อาทิ วิตฺถาเรตุกมฺยตาปุจฺฉา. อยํ ปเนตฺถ สงฺเขปตฺโถ:- ภิกฺขเว เกน จ ปกาเรน ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรตีติ. เอส นโย สพฺพตฺถ ปุจฺฉาวาเรสุ. อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขูติ ภิกฺขเว อิมสฺมึ สาสเน ภิกฺขุ. อยํ เหตฺถ อิธสทฺโท สพฺพปฺปการกายานุปสฺสนานิพฺพตฺตกสฺส ปุคฺคลสฺส สนฺนิสฺสยภูตสาสนปริทีปโน อญฺญสาสนสฺส ตถาภาวปฏิเสธโน จ. วุตฺตํ เหตํ "อิเธว ภิกฺขเว สมโณ ฯเปฯ สุญฺญา ปรปฺปวาทา สมเณหิ อญฺเญภี"ติ. ๑- เตน วุตฺตํ "อิมสฺมึ สาสเน ภิกฺขู"ติ. อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วาติ อิทมสฺส สติปฏฺฐานภาวนานุรูปเสนาสนปริคฺคหปริทีปนํ. อิมสฺส หิ ภิกฺขุโน ทีฆรตฺตํ รูปาทีสุ อารมฺมเณสุ อนุวิสฏํ จิตฺตํ กมฺมฏฺฐานวีถึ โอตริตุํ น อิจฺฉติ, กูฏโคณยุตฺตรโถ วิย อุปฺปถเมว ธาวติ. ตสฺมา เสยฺยถาปิ นาม โคโป กูฏฺเธนุยา สพฺพํ ขีรํ ปิวิตฺวา วฑฺฒิตํ กูฏวจฺฉํ ทเมตุกาโม เธนุโต อปเนตฺวา เอกมนฺเต มหนฺตํ ถมฺภํ นิกฺขณิตฺวา ตตฺถ โยตฺเตน พนฺเธยฺย. อถสฺส โส วจฺโฉ อิโต จิโต จ ปริผนฺทิตฺวา ปลายิตุํ อสกฺโกนฺโต ตเมว ถมฺภํ อุปนิสีเทยฺย วา อุปนิปชฺเชยฺย วา, เอวเมว อิมินา ภิกฺขุนา ทีฆรตฺตํ รูปารมฺมณาทิรสปานวฑฺฒิตํ ทุฏฺฐจิตฺตํ ทเมตุกาเมน รูปาทิอารมฺมณโต อปเนตฺวา อรญฺญํ วา รุกฺขมูลํ วา สุญฺญาคารํ วา ปวิสิตฺวา ตตฺถ สติปฏฺฐานารมฺมณตฺถมฺเภ สติโยตฺเตน พนฺธิตพฺพํ. เอวมสฺส ตํ จิตฺตํ อิโต จิโต จ วิปฺผนฺทิตฺวาปิ ปุพฺเพ อาจิณฺณารมฺมณํ อลภมานํ สติโยตฺตํ ฉินฺทิตฺวา ปลายิตุํ อสกฺโกนฺตํ ตเมวารมฺมณํ อุปจารปฺปนาวเสน อุปนิสีทติ เจว อุปนิปชฺชติ จ. เตนาหุ โปราณา:- "ยถา ถมฺเภ นิพนฺเธยฺย วจฺฉํ ทมํ นโร อิธ พนฺเธยฺเยวํ สกํ จิตฺตํ สติยารมฺมเณ ทฬฺหนฺ"ติ. เอวมสฺเสตํ เสนาสนํ ภาวนานุรูปํ โหติ. เตน วุตฺตํ "อิทมสฺส สติปฏฺฐานภาวนานุรูปเสนาสนปริคฺคหปริทีปนนฺ"ติ. @เชิงอรรถ: ๑ ม.มู. ๑๒/๑๓๙/๙๘ จูฬสีหนาทสุตฺต อปิจ ยสฺมา อิทํ กายานุปสฺสนาย มุทฺธภูตํ สพฺพพุทฺธปจฺเจกพุทฺธ- สาวกานํ วิเสสาธิคมทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารปทฏฺฐานํ อานาปานสติกมฺมฏฺฐานํ อิตฺถีปุริสหตฺถิอสฺสาทิสทฺทสมากุลํ คามนฺตํ อปริจฺจชิตฺวา น สุกรํ สมฺปาเทตุํ สทฺทกณฺฏกตฺตา ฌานสฺส. อคามเก ปน อรญฺเญ สุกรํ โยคาวจเรน อิทํ กมฺมฏฺฐานํ ปริคฺคเหตฺวา อานาปานจตุตฺถชฺฌานํ นิพฺพตฺเตตฺวา ตเทว ฌานํ ปาทกํ กตฺวา สงฺขาเร สมฺมสิตฺวา อคฺคผลํ อรหตฺตํ ปาปุณิตุํ, ตสฺมา อสฺส ภิกฺขุโน อนุรูปเสนาสนํ ทสฺเสนฺโต ภควา "อรญฺญคโต วา"ติ อาทิมาห. วตฺถุวิชฺชาจริโย วิย หิ ภควา. โส ยถา วตฺถุวิชฺชาจริโย นครภูมึ ปสฺสิตฺวา สุฏฺฐุ อุปปริกฺขิตฺวา "เอตฺถ นครํ มาเปเถา"ติ อุปทิสติ, โส โสตฺถินา จ นคเร นิฏฺฐิเต ราชกุลโต มหาสกฺการํ ลภติ, เอวเมว โยคาวจรสฺส อนุรูปํ เสนาสนํ อุปปริกฺขิตฺวา "เอตฺถ กมฺมฏฺฐานํ อนุยุญฺชิตพฺพนฺ"ติ อุปทิสติ, ตโต ตตฺถ กมฺมฏฺฐานมนุยุญฺชนฺเตน โยคินา อนุกฺกเมน อรหตฺเต ปตฺเต "สมฺมาสมฺพุทฺโธ วต โส ภควา"ติ มหนฺตํ สกฺการํ ลภติ. อยํ หิ ภิกฺขุ ทีปิสทิโสติ วุจฺจติ. ยถา หิ มหาทีปิราชา อรญฺเญ ติณฺคหนํ วา วนคหนํ วา ปพฺพตคหนํ วา นิสฺสาย นิลียิตฺวา วนมหิสโคกณฺณสูกราทโย มิเค คณฺหาติ, เอวเมว อยํ อรญฺญาทีสุ กมมฏฺฐานํ อนุยุญฺชนฺโต ภิกฺขุ ยถากฺกเมน จตฺตาโร มคฺเค เจว จตฺตาริ อริยผลานิ จ คณฺหาติ. เตนาหุ โปราณา:- "ยถา ทีปิโก นาม นิลียิตฺวา คณฺหตี มิเค ตเถวายํ พุทฺธปุตฺโต ยุตฺตโยโค วิปสฺสโก อรญฺญํ ปวิสิตฺวาน คณฺหติ ผลมุตฺตมนฺ"ติ. เตนสฺส ปรกฺกมชวโยคฺคภูมึ อรญฺญเสนาสนํ ทสฺเสนฺโต ภควา "อรญฺญคโต วา"ติ อาทิมาห. อิโต ปรํ อิมสฺมึ ตาว อานาปานปพฺเพ ยํ วตฺตพฺพํ สิยา, ตํ วิสุทฺธิมคฺเค วุตฺตเมว. เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ทกฺโข ภมกาโร วาติ อิทํ หิ อุปมามตฺตเมว. อิติ อชฺฌตฺตํ วา กาเยติ อิทํ อปฺปนามตฺตเมว. ตตฺถ อนาคตํ, เสสํ อาคตเมว. ยํ ปน อนาคตํ, ตตฺถ ทกฺโขติ เฉโก. ทีฆํ วา อญฺฉนฺโตติ มหนฺตานํ เภริโปกฺขราทีนํ วิลิขนกาเล หตฺเถ จ ปาเท จ ปสาเรตฺวา ทีฆํ กฑฺฒนฺโต. รสฺสํ วา อญฺฉนฺโตติ ขุทฺทกานํ ทนฺตสูจิเวธกาทีนํ วิเลขนกาเล มนฺทมนฺทํ รสฺสํ กฑฺฒนฺโต. เอวเมว โขติ เอวํ อยํปิ ภิกฺขุ อทฺธานวเสน อิตฺตรวเสน จ ปวตฺตานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ วเสน ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต ทีฆํ อสฺสสามีติ ปชานาติ ฯเปฯ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขตีติ. ตสฺเสวํ สิกฺขโต อสฺสาสปสฺสาสนิมิตฺเต จตฺตาริ ฌานานิ อุปฺปชฺชนฺติ, โส ฌานา วุฏฺฐหิตฺวา อสฺสาสปสฺสาเส วา ปริคฺคณฺหติ ฌานงฺคานิ วา. ตตฺถ อสฺสาสปสฺสาสกมฺมิโก "อิเม อสฺสาสปสฺสาสา กึนิสฺสิตา, วตฺถุนิสฺสิตา, วตฺถุ นาม กรชกาโย, กรชกาโย นาม จตฺตาริ จ มหาภูตานิ อุปาทารูปญฺจา"ติ เอวํ รูปํ ปริคฺคณฺหติ. ตโต ตทารมฺมเณ ผสฺสปญฺจมเก นามนฺติ. เอวํ นามรูปํ ปริคฺคเหตฺวา ตสฺส ปจฺจยํ ปริเยสนฺโต อวิชฺชาทิปฏิจฺจสมุปฺปาทํ ทิสฺวา "ปจฺจยปจฺจยุปฺปนฺนธมฺมมตฺตเมเวตํ, อญฺโญ สตฺโต วา ปุคฺคโล วา นตฺถี"ติ วิติณฺณกงฺโข สปจฺจยนามรูเป ติลกฺขณํ อาโรเปตฺวา วิปสฺสนํ วฑฺเฒนฺโต อนุกฺกเมน อรหตฺตํ ปาปุณาติ. อิทเมกสฺส ภิกฺขุโน ยาว อรหตฺตา นิยฺยานมุขํ. ฌานกมฺมิโกปิ "อิมานิ ฌานงฺคานิ กึนิสฺสิตานิ, วตฺถุนิสฺสิตานิ, วตฺถุ นาม กรชกาโย, ฌานงฺคานิ นามํ กรชกาโย รูปนฺ"ติ นามรูปํ ววตฺถเปตฺวา ตสฺส ปจฺจยํ ปริเยสนฺโต อวิชฺชาทิปจฺจยาการํ ทิสฺวา "ปจฺจยปจฺจยุปฺปนฺนธมฺมมตฺตเมเวตํ, อญฺโญ สตฺโต วา ปุคฺคโล วา นตฺถี"ติ วิติณฺณกงฺโข สปจฺจยนามรูเป ติลกฺขณํ อาโรเปตฺวา วิปสฺสนํ วฑฺเฒนฺโต อนุกฺกเมน อรหตฺตํ ปาปุณาติ. อิทเมกสฺส ภิกฺขุโน ยาว อรหตฺตา นิยฺยานมุขํ. อิติ อชฺฌตฺตํ วาติ เอวํ อตฺตโน วา อสฺสาสปสฺสาสกาเย กายานุปสฺสี วิหรติ. พหิทฺธา วาติ ปรสฺส วา อสฺสาสปสฺสาสกาเย. อชฺฌตฺตพหิทฺธา วาติ กาเลน อตฺตโน, กาเลน ปรสฺส อสฺสาสปสฺสาสกาเย. เอเตนสฺส ปคุณกมฺมฏฺฐานํ อฏฺฐเปตฺวา อปราปรํ สญฺจรณกาโล กถิโต. เอกกาเล ปน อิทํ อุภยํ น ลพฺภติ. สมุทยธมฺมานุปสฺสี วาติ ยถา นาม กมฺมารสฺส ภสฺตญฺจ คคฺครนาฬิญฺจ ตชฺชญฺจ วายามํ ปฏิจฺจ วาโต อปราปรํ สญฺจรติ, เอวํ ภิกฺขุโน กรชากายญฺจ นาสปุฏญฺจ จิตฺตญฺจ ปฏิจฺจ อสฺสาสปสฺสาสกาโย อปราปรํ สญฺจรติ. กายาทโย ธมฺมา สมุทยธมฺมา เต ปสฺสนฺโต "สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรตี"ติ วุจฺจติ. วยธมฺมานฺปสฺสี วาติ ยถา ภสฺตาย อปนีตาย คคฺครนาฬิยา ภินฺนาย ตชฺเช จ วายาเม อสติ โส วาโต นปฺปวตฺตติ, เอวเมว กาเย ภินฺเน นาสปุเฏ วิทฺธเสฺต จิตฺเต จ นิรุทฺเธ อสฺสาสปสฺสาสกาโย นาม นปฺปวตฺตีติ. กายาทินิโรธา อสฺสาสปสฺสาสนิโรโธติ เอวํ ปสฺสนฺโต "วยธมฺมานุปสฺสี วา กายสฺมึ วิหรตี"ติ วุจฺจติ. สมุทยวยธมฺมานุปสุสี วาติ กาเลน สมุทยํ กาเลน วยํ อนุปสฺสนฺโต. อตฺถิ กาโยติ วา ปนสฺสาสีติ กาโยว อตฺถิ, น สตฺโต น ปุคฺคโล น อิตฺถี น ปุริโส น อตฺตา น อตฺตนียํ นาหํ น มม น โกจิ น กสฺสจีติ เอวมสฺส สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ. ยาวเทวาติ ปโยชนปริจฺเฉทววตฺถปนเมตํ. อิทํ วุตฺตํ โหติ:- ยา สา สติ ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ, สา น อญฺญตฺถาย. ๑- อถโข ยาวเทว ญาณมตฺตาย อปราปรํ อุตฺตรุตฺตริญาณปมาณตฺตาย เจว สติปมาณตฺตาย จ, สติสมฺปชญฺญานํ วฑฺฒตฺตายาติ อตฺโถ. อนิสฺสิโต จ วิหรตีติ ตณฺหานิสฺสยทิฏฺฐินิสฺสยานํ วเสน อนิสฺสิโต วิหรติ. น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยตีติ โลกสฺมึ กิญฺจิ รูปํ วา ฯเปฯ วิญฺญาณํ วา "อยํ เม อตฺตา วา อตฺตนียํ วา"ติ น คณฺหาติ. เอวมฺปีติ. อุปริ อตฺถํ อุปาทาย สมฺปิณฺฑนฏฺเฐ ๒- ปิกาโร. อิมินา ปน ปเทน ภควา อานาปานปพฺพเทสนํ นิยฺยาเตตฺวา ทสฺเสติ. ตตฺถ อสฺสาสปสฺสาสปริคฺคาทิกา สติ ทุกฺขสจฺจํ, ตสฺสา สมุฏฺฐาปิกา ปุริมตณฺหา สมุทยสจฺจํ, อุภินฺนํ อปฺปวตฺติ นิโรธสจฺจํ, ทุกฺขปริชานโน @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม. อญฺญทตฺถาย ๒ ฉ.ม. สมฺปิณฺฑนฏฺโฐ สมุทยปชหโน นิโรธารมฺมโณ อริยมคฺโค มคฺคสจฺจํ. เอวํ จตุสจฺจวเสน อุสฺสกฺกิตฺวา นิพฺพุตึ ปาปุณาตีติ. อิทเมกสฺส อสฺสาสปสฺสาสานํ วเสน อภิวินิฏฺฐภิกฺขุโน ยาว อรหตฺตา นิยฺยานมุขนฺติ. กายานุปสฺสนาวณฺณนา นิฏฺฐิตา. อิริยาปถปพฺพวณฺณนา

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๗๕]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเมื่อเดิน ก็รู้ชัดว่าเราเดิน เมื่อยืน ก็รู้ชัดว่าเรายืน เมื่อนั่ง ก็รู้ชัดว่าเรานั่ง เมื่อนอนก็รู้ชัดว่าเรานอน หรือ เธอตั้งกายไว้ด้วยอาการ อย่างใดๆ ก็รู้ชัดอาการอย่างนั้นๆ ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายใน บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิด ขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือ ทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอ ที่ตั้งมั่น อยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อัน ตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ จบอิริยาปถบรรพ

[๓๗๕]

เอวํ อสฺสาสปสฺสาสานํ วเสน กายานุปสฺสนํ วิภชิตฺวา อิทานิ อิริยาปถวเสน วิภชิตุํ ปุน จปรนฺติ อาทิมาห. ตตฺถ กามํ โสณสิคาลาทโยปิ คจฺฉนฺตา "คจฺฉามา"ติ ชานนฺติ, น ปเนตํ เอวรูปํ ชานนํ สนฺธาย วุตฺตํ. เอวรูปํ หิ ชานนํ สตฺตุปลทฺธึ น ปชหติ, สตฺตสญฺญํ ๑- น อุคฺฆาเตติ, กมฺมฏฺฐานํ วา สติปฏฺฐานภาวนา วา น โหติ. อิมสฺส ปน ภิกฺขุโน ชานนํ สตฺตูปลทฺธึ ปชหติ, สตฺตสญฺญํ อุคฺฆาเตติ, กมฺมฏฺฐานญฺเจว สติปฏฺฐานภาวนา จ โหติ. อิทํ หิ "โก คจฺฉติ, กสฺส คมนํ, กึการณา คจฺฉตี"ติ เอวรูปํ ปชานนํ สนฺธาย วุตฺตํ. ฐานาทีสุปิ เอเสว นโย. ตตฺถ โก คจฺฉตีติ น โกจิ สตฺโต วา ปุคฺคโล วา คจฺฉติ. กสฺส คมนนฺติ น กสฺสจิ สตฺตสฺส วา ปุคฺคลสฺส วา คมนํ. กึการณา คจฺฉตีติ จิตฺตกิริยาวาโยธาตุวิปฺผาเรน คจฺฉติ. ตสฺมา เอส เอวํ ปชานาติ:- "คจฺฉามี"ติ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ, ตํ วายํ ชเนติ, วาโย วิญฺญตฺตึ ชเนติ, จิตฺตกิริยาวาโยธาตุวิปฺผาเรน สกลกายสฺส ปุรโต อภินีหาโร คมนนฺติ วุจฺจติ. ฐานาทีสุปิ เอเสว นโย. ตตฺราปิ หิ "ติฏฺฐามี"ติ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ, ตํ วายํ ชเนติ, วาโย วิญฺญตฺตึ ชเนติ, จิตฺตกิริยาวาโยธาตุวิปฺผาเรน สกลกายสฺส โกฏิโต ปฏฺฐาย อุสฺสิตภาโว ฐานนฺติ วุจฺจติ. "นิสีทามี"ติ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ, ตํ วายํ ชเนติ, วาโย วิญฺญตฺตึ ชเนติ, จิตฺตกิริยาวาโยธาตุวิปฺผาเรน เหฏฺฐิมกายสฺส สมฺมิญฺชนํ @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม. อตฺตสญฺญํ เอวมุปริปิ อุปริมกายสฺส อุสฺสิตภาโว นิสชฺชาติ วุจฺจติ. "สยามี"ติ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ, ตํ วายํ ชเนติ, วาโย วิญฺญตฺตึ ชเนติ, จิตฺตกิริยาวาโยธาตุวิปฺผาเรน สกลสรีรสฺส ติริยโต ปสารณํ สยนนฺติ วุจฺจตีติ. เอตสฺส เอวํ ปชานโต เอวํ โหติ "สตฺโต คจฺฉติ, สตฺโต ติฏฺฐตี"ติ วุจฺจติ, อตฺถโต ปน โกจิ สตฺโต คนฺตา วา ฐาตา วา นตฺถิ. ยถา ปน "สกฏํ คจฺฉติ, สกฏํ ติฏฺฐตี"ติ วุจฺจติ, น จ กิญฺจ สกฏํ นาม คจฺฉนฺตํ วา ติฏฺฐนฺตํ วา อตฺถิ, จตฺตาโร ปน โคเณ โยเชตฺวา เฉกสฺมึ สารถิมฺหิ ปาเชนฺเต "สกฏํ คจฺฉติ, สกฏํ ติฏฺฐตี"ติ โวหารมตฺตํ โหติ, เอวเมว อชานนฏฺเฐน สกฏํ วิย กาโย โคณา วิย จิตฺตชวาตา สารถี วิย จิตฺตํ. "คจฺฉามิ ติฏฺฐามี"ติ จิตฺเต อุปฺปนฺเน วาโยธาตุ วิญฺญตฺตึ ชนยมานา อุปฺปชฺชติ, จิตฺตกิริยาวาโยธาตุวิปฺผาเรน คมนาทีนิ ปวตฺตนฺติ, ตโต "สตฺโต คจฺฉติ, สตฺโต ติฏฺฐติ, อหํ คจฺฉามิ, อหํ ติฏฺฐามี"ติ โวหารมตฺตํ โหติ. เตนาห;- "นาวา มาลุตเวเคน ชิยาเวเคน เตชนํ ยถา ยาติ ตถา กาโย ยาติ วาตาหโต อยํ. ยนฺตํ สุตฺตวเสเนว จิตฺตสุตฺตวเสนิทํ ปยุตฺตํ กายยนฺตมฺปิ ยาติ ฐาติ นิสีทติ โก นาม เอตฺถ โส สตฺโต โย วินา เหตุปจฺจเย อตฺตโน อานุภาเวน ติฏฺเฐ วา ยทิ วา วเช"ติ. ตสฺมา เอวํ เหตุปจฺจยวเสเนว ปวตฺตานิ คมนาทีนิ สลฺลกฺเขนฺโต เอส "คจฺฉนฺโต วา คจฺฉามีติ ปชานาติ, ฐิโต วา นิสินฺโน วา สยาโน วา สยาโนมฺหีติ ปชานาตี"ติ เวทิตพฺโพ. ยถา ยถา วา ปนสฺส กาโย ปณิหิโต โหติ, ตถา ตถา นมฺปชานาตีติ สพฺพสงฺคาหิกวจนเมตํ. อิทิ วุตฺตํ โหติ:- เยน เยน วา อากาเรนสฺส กาโย ฐิโต โหติ, เตน เตน นํ ปชานาติ. คมนากาเรน ฐิตํ คจฺฉามีติ ๑- ปชานาติ. ฐานนิสชฺชาสยนากาเรน ๒- ฐิตํ สยาโนมฺหีติ ๓- ปชานาตีติ. @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม. คจฺฉตีติ. ๒ ฉ.ม. ฐานนิสชฺชสยนากาเรน. ๓ ฉ.ม. สยาโนติ. อิติ อชฺฌตฺตํ วาติ เอวํ อตฺตโน วา จตุอิริยาปถปริคฺคณฺหเณน กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ. พหิทฺธา วาติ ปรสฺส วา จตุอิริยาปถปริคฺคณฺหเณน. อชฺฌตฺตพหิทฺธา วาติ กาเลน อตฺตโน กาเลน ปรสฺส จตุอิริยาปถปริคฺคณฺหเณน กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ. สมุทยธมฺมานุปสฺสี วาติ อาทีสุ ปน อวิชฺชาสมุทยา รูปสมุทโยติ อาทินา นเยน ปญฺจหากาเรหิ รูปกฺขนฺธสฺส สมุทโย จ วโย จ นีหริตพฺโพ. ตํ หิ สนฺธาย อิธ "สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา"ติ อาทิ วุตฺตํ. อตฺถิ กาโยติ วา ปนสฺสาติ อาทิ วุตฺตสทิสเมว. อิธาปิ จตุอิริยาปถปริคฺคาหิกา สติ ทุกฺขสจฺจํ, ตสฺสา สมุฏฺฐาปิกา ปุริมตณฺหา สมุทยสจฺจํ, อุภินฺนํ อปฺปวตฺติ นิโรธสจฺจํ, ทุกฺขปริชานโน สมุทยปชหโน นิโรธารมฺมโณ อริยมคฺโค มคฺคสจฺจํ. เอวํ จตุสจฺจวเสน อุสฺสกฺกิตฺวา นิพฺพุตึ ปาปุณาตีติ อิทเมกสฺส จตุอิริยาปถปริคฺคาหิกสฺส ภิกฺขุโน ยาว อรหตฺตา นิยฺยานมุขนฺติ. อิริยาปถปพฺพวณฺณนา นิฏฺฐิตา. จตุสมฺปชญฺญปพฺพวณฺณนา

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๗๖]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุย่อมทำความรู้สึกตัวในการ ก้าว ในการ ถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงผ้าสังฆาฏิบาตรและ จีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ใน การถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึก ตัว ในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็น กายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกาย ในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรม คือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้ง ความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมี อยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึก เท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิ ไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ จบสัมปชัญญบรรพ

[๓๗๖]

เอวํ อิริยาปถวเสน กายานุปสฺสนํ วิภชิตฺวา อิทานิ จตุสมฺปชญฺญวเสน วิภชิตุํ ปุน จปรนฺติ อาทิมาห. ตตฺถ อภิกฺกนฺเตติ อาทีนิ สามญฺญผเล วณฺณิตานิ. อิติ อชฺฌตฺตํ วาติ เอวํ จตุสมฺปชญฺญปริคฺคณฺหเณน อตฺตโน วา กาเย ปรสฺส วา กาเย กาเลน วา อตฺตโน กาเลน วา ปรสฺส กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ. อิธาปิ สมุทยธมฺมานุปสฺสีติ อาทีสุ รูปกฺขนฺธสฺเสว สมุทโย จ วโย จ นีหริตพฺโพ. เสสํ วุตฺตสทิสเมว. อิธ จตุสมฺปชญฺญปริคฺคาหิกา สติ ทุกฺขสจฺจํ, ตสฺสา สมุฏฺฐาปิกา ปุริมตณฺหา สมุทยสจฺจํ, อุภินฺนํ อปฺปวตฺติ นิโรธสจฺจํ, วุตฺตปฺปกาโร อริยมคฺโค มคฺคสจฺจํ. เอวํ จตุสจฺจวเสน อุสฺสกฺกิตฺวา นิพฺพุตึ ปาปุณาตีติ. อิทเมกสฺส จตุสมฺปชญฺญปริคฺคาหิกสฺส ภิกฺขุโน วเสน ยาว อรหตฺตา นิยฺยานมุขนฺติ. จตุสมฺปชญฺญปพฺพวณฺณนา นิฏฺฐิตา. ปฏิกูลมนสิการปพฺพวณฺณนา

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๗๗]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้ แหละ แต่พื้น เท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนังเป็นที่สุดรอบ เต็มด้วยของ ไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า มี อยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ ผังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้ทบ อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนไถ้มี ปาก สองข้าง เต็มด้วยธัญชาติต่างชนิดคือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วเหลือง งา ข้าว สาร บุรุษผู้มีนัยน์ตาดีแก้ไถ้นั้นแล้ว พึงเห็นได้ว่า นี้ข้าวสาลี นี้ข้าว เปลือก นี้ถั่วเขียว นี้ถั่ว เหลือง นี้งา นี้ข้าวสาร ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือน กัน ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ แต่ พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนัง เป็นที่สุดรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ ผังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้ทบ อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร ดังพรรณนามา ฉะนี้ ภิกษุย่อม พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภาย นอกบ้าง พิจารณาเห็นกาย ในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือ ความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็น ธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของ เธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึก เท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ จบปฏิกูลมนสิการบรรพ

[๓๗๗]

เอวํ จตุสมฺปชญฺญวเสน กายานุปสฺสนํ วิภชิตฺวา อิทานิ ปฏิกูลมนสิการวเสน วิภชิตุํ ปุน จปรนฺติ อาทิมาห. ตตฺถ อิมเมว กายนฺติ อาทีสุ ยํ วตฺตพฺพํ สิยา, ตํ สพฺพํ สพฺพากาเรน วิตฺถารโต วิสุทฺธิมคฺเค กายคตาสติกมฺมฏฺฐาเน วุตฺตํ. อุภโตมุขาติ เหฏฺฐา จ อุปริ จาติ ทฺวีหิ มุเขหิ ยุตฺตา, นานาวิหิตสฺสาติ นานาวิธสฺส. อิทํ ปเนตฺถ โอปมฺมสํสนฺทนํ:- อุภโตมุขา ปุโตฬี ๑- วิย หิ จาตุมฺมหาภูติโก กาโย, ตตฺถ มิสฺเสตฺวา ปกฺขิตฺตนานาวิธธญฺญํ วิย เกสาทโย ทฺวตฺตึสาการา, จกฺขุมา ปุริโส วิย โยคาวจโร, ตสฺส ตํ ปุโตฬึ มุญฺจิตฺวา ปจฺจเวกฺขโต นานาวิธธญฺญสฺส ปากฏกาโล วิย โยคิโน ทฺวตฺตึสาการสฺส วิภูตากาโร ๒- เวทิตพฺโพ, อิติ อชฺฌตฺตํ วาติ เอวํ เกสาทิปริคฺคณฺหเณน อตฺตโน วา กาเย ปรสฺส วา กาเย กาเลน วา อตฺตโน กาเลน วา ปรสฺส กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ. อิโต ปรํ วุตฺตนยเมว. เกวลํ หิ อิธ ทฺวตฺตึสาการปริคฺคาหิกา สติ ทุกฺขสจฺจนฺติ เอวํ โยชนํ กตฺวา นิยฺยานมุขนฺติ เวทิตพฺพํ, เสสํ ปุริมสทิสเมวาติ. ปฏิกูลมนสิการปพฺพวณฺณนา นิฏฺฐิตา. ธาตุมนสิการปพฺพวณฺณนา

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๗๘]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้ แหละ ซึ่งตั้งอยู่ ตามที่ ตั้งอยู่ตามปรกติ โดยความเป็นธาตุว่า มีอยู่ในกายนี้ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม คนฆ่าโคหรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ขยัน ฆ่าโค แล้ว แบ่งออกเป็นส่วน นั่งอยู่ที่หนทางใหญ่สี่ แพร่ง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น เหมือนกัน ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ ซึ่งตั้งอยู่ตามที่ ตั้งอยู่ ตามปรกติ โดย ความเป็นธาตุว่า มีอยู่ในกายนี้ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ดังพรรณนา มาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง ฯลฯ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า พิจารณา เห็นกายในกายอยู่ ฯ จบธาตุมนสิการบรรพ

[๓๗๘]

เอวํ ปฏิกูลมนสิการวเสน กายานุปสฺสนํ วิภชิตฺวา อิทานิ ธาตุมนสิการวเสน วิภชิตุํ ปุน จปรนฺติ อาทิมาห. ตตฺรายํ ๓- โอปมฺมสํสนฺทเนน สทฺธึ อตฺถวณฺณนา:- ยถา โกจิ ๔- โคฆาตโก วา ตสฺเสว ภตฺตเวตฺตนภโฏ อนฺเตวาสิโก วา คาวึ วธิตฺวา วินิวิชฺฌิตฺวา จตสฺโส ทิสา คตานํ มหาปถานํ @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม. ปุโตฬิ, ม.มู ๑๒/๑๑๐/๗๙ มูโตฬี ๒ ฉ.ม. วิภูตกาโล. @๓ ฉ.ม. ตตฺถายํ ๔ ม. เอโก เวมชฺฌฏฺฐานสงฺขาเต จาตุมฺมหาปเถ ๑- โกฏฺฐาสํ โกฏฺฐาสํ กตฺวา นิสินฺโน อสฺส, เอวเมว ภิกฺขุ จตุนฺนํ อิริยาปถานํ เยน เกนจิ อากาเรน ฐิตตฺตา ยถาฐิตํ ยถาฐิตตฺตา จ ยถาปณิหิตํ กายํ "อตฺถิ อิมสฺมึ กาเย ปฐวีธาตุ ฯเปฯ วาโยธาตู"ติ เอวํ ปจฺจเวกฺขติ. กึ วุตฺตํ โหติ:- ยถา โคฆาตกสฺส คาวึ โปสนฺตสฺสาปิ อาฆาตนํ อาหรนฺตสฺสาปิ อาหริตฺวา ตตฺถ พนฺธิตฺวา ฐเปนฺตสฺสาปิ วเธนฺตสฺสาปิ วธิตํ มตํ ปสฺสนฺตสฺสาปิ ตาวเทว คาวีติ สญฺญา น อนฺตรธายติ, ยาว นํ ปทาเลตฺวา พีลโส ๒- น วิภชติ. วิภชิตฺวา นิสินฺนสฺส ๓- ปน คาวีสญฺญา ๓- อนฺตรธายติ, มํสสญฺญาว ปวตฺตติ. นาสฺส เอวํ โหติ "อหํ คาวึ วิกฺกิณามิ. อิเม คาวึ หรนฺตี"ติ. อถขฺวสฺส "อหํ มํสํ วิกฺกิณามิ, อิเม มํสํ หรนฺติ"จฺเจวํ โหติ, เอวเมว อิมสฺสาปิ ภิกฺขุโน ปุพฺเพ พาลปุถุชฺชนกาเล คิหีภูตสฺสาปิ ปพฺพชิตสฺสาปิ ตาวเทว สตฺโตติ วา ปุคฺคโลติ วา สญฺญา น อนฺตรธายติ, ยาว อิมเมว กายํ ยถาฐิตํ ยถาปณิหิตํ ฆนวินิพฺโภคํ กตฺวา ธาตุโส น ปจฺจเวกฺขติ. ธาตุโส ปจฺจเวกฺขโต ปนสฺส สตฺตสญฺญา อนฺตรธายติ, ธาตุวเสเนว จิตฺตํ สนฺติฏฺฐาติ. เตนาห ภควา "อิมเมว กายํ ยถาฐิตํ ยถาปณิหิตํ ธาตุโส ปจฺจเวกฺขติ `อตฺถิ อิมสฺมึ กาเย ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตู'ติ. เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ทกฺโข โคฆาตโก วา ฯเปฯ วาโยธาตู"ติ โคฆาตโก วิย หิ โยคี, คาวีสญฺญา วิย สตฺตสญฺญา, จาตุมฺมหาปโถ วิย จตุอิริยาปโถ. พีลโส วิภชิตฺวา นิสินฺนภาโว วิย ธาตุโส ปจฺจเวกฺขณนฺติ อยเมตฺถ ปาลิวณฺณนา. กมฺมฏฺฐานกถา ปน วิสุทฺธิมคฺเค วิตฺถาริตา. อิติ อชฺเตฺตํ วาติ เอวํ จตุธาตุปริคฺคณฺหเณน อตฺตโน วา กาเย ปรสฺส วา กาเย กาเลน วา อตฺตโน กาเลน วา ปรสฺส กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ. อิโต ปรํ วุตฺตนยเมว. เกวลํ หิ อิธ จตุธาตุปริคฺคาหิกา สติ ทุกฺขสจฺจนฺติ เอวํ โยชนํ กตฺวา จตุธาตุปริคฺคาหิกสฺส ๔- ภิกฺขุโน ๔- นิยฺยานมุขนฺติ เวทิตพฺพํ, เสสํ ปุริมสทิสเมวาติ. ธาตุมนสิการปพฺพวณฺณนา นิฏฺฐิตา. @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม. จตุมหาปเถ เอวมุปริปิ ๒ ฉ.ม. พิสโส เอวมุปริปิ @๓-๓ ฉ.ม. ปนสฺส คาวีติสญฺญา ๔-๔ ฉ.ม. อิเม ปาฐา น ทิสฺสนฺติ นวสีวถิกาปพฺพวณฺณนา

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๗๙]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ใน ป่าช้า ตายแล้ววันหนึ่งบ้าง สองวันบ้าง สามวันบ้าง ที่ขึ้นพอง มี สีเขียวน่าเกลียด มีน้ำเหลือง ไหลน่าเกลียด เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้แหละว่า ถึงร่างกายอันนี้เล่า ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คง เป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่าง นี้ไปได้ ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายใน กายภายในบ้าง ฯลฯ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ

[๓๗๙]

เอวํ ธาตุมนสิการวเสน กายานุปสฺสนํ วิภชิตฺวา อิทานิ นวหิ สิวฏฺฐิกาปพฺเพหิ วิภชิตุํ ปุน จปรนฺติ อาทิมาห. ตตฺถ เสยฺยถาปิ ปสฺเสยยาติ ยถาปิ ปสฺเสยฺย. สรีรนฺติ มตสรีรํ. สีวถิกาย ๑- ฉทฺฑิตนฺติ สุสาเน อปวิทฺธํ. เอกาหํ มตํ ๒- อสฺสาติ เอกาหมตํ. ทฺวีหํ มตํ อสฺสาติ ทฺวีหมตํ. ตีหํ มตํ ๒- อสฺสาติ ตีหมตํ. กมฺมารภสฺตา วิย วายุนา อุทฺธํ ชีวิตปริยาทานา ยถานุกฺกมํ สมุคฺคเตน สูนภาเวน อุทฺธุมาตตฺตา อุทฺธุมาตํ, อุทฺธุมาตเมว อุทฺธุมาตกํ. ปฏิกูลตฺตา วา กุจฺฉิตํ อุทฺธุมาตนฺติ อุทฺธุมาตกํ. วินีลํ วุจฺจติ วิปริภินฺนวณฺณํ, วินีลเมว วินีลกํ. ปฏิกูลตฺตา วา กุจฺฉิตํ วินีลนฺติ วินีลกํ. มํสุสฺสทฏฺฐาเนสุ รตฺตวณฺณสฺส ปุพฺพสนฺนิจยฏฺฐาเนสุ เสตวณฺณสฺส เยภุยฺเยน จ นีลวณฺณสฺส นีลฏฺฐาเนสุ นีลสาฏกปารุตสฺเสว ฉวสรีรสฺเสตํ อธิวจนํ. ปริภินฺนฏฺฐาเนหิ นวหิ วา วณมุเขหิ วิสฺสนฺทมานปุพฺพํ วิปุพฺพํ, วิปุพฺพเมว วิปุพฺพกํ. ปฏิกูลตฺตา วา กุจฺฉิตํ วิปุพฺพนฺติ วิปุพฺพกํ. วิปุพฺพกํ ชาตํ ตถาภาวํ คตนฺติ วิปุพฺพกชาตํ. โส อิมเมว กายนฺติ โส ภิกฺขุ อิมํ อตฺตโน กายํ เตน กาเยน สทฺธึ ญาเณเนว ๓- อุปสํหรติ อุปเนติ. กถํ? อยมฺปิ โข กาโย เอวํธมฺโม เอวํภาวี เอวํอนตีโตติ. อิทํ วุตฺตํ โหติ:- อายุ อุสฺมา วิญฺญาณนฺติ อิเมสํ ติณฺณํ ธมฺมานํ อตฺถิตาย อยํ กาโย ฐานคมนาทิขโม โหติ, อิเมสํ ปน วิคมา อยํ กาโยปิ เอวํธมฺโมติ ๔- เอวํปูติกสภาโวเยว. เอวํภาวีติ ๕- เอวเมว อุทฺธุมาตาทิเภโท ภวิสฺสติ, เอวํ อนตีโตติ ๖- เอวํ อุทฺธุมาตาทิภาวํ อนติกฺกนฺโต. ๗- อิติ อชฺฌตฺตํ วาติ เอวํ อุทฺธุมาตาทิปริคฺคณฺหเณน อตฺตโน วา กาเย ปรสฺส วา กาเย กาเลน วา อตฺตโน กาเลน วา ปรสฺส กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ. ขชฺชมานนฺติ อุทราทีสุ นิสีทิตฺวา อุทรมํสโอฏฺฐมํสอกฺขิกูฏาทีนิ ลุญฺจิตฺวา ลุญฺจิตฺวา ขาทิยมานํ. สมํสโลหิตนฺติ สาวเสสมํสโลหิตยุตฺตํ. @เชิงอรรถ: ๑ ก. สิวฏฺฐิกาย ฉ.ม. สิวถิกาย ๒-๒ ฉ.ม. มตสฺส เอวมุปริปิ ๓ ฉ.ม. ญาเณน @๔ ฉ.ม. เอวํธมฺโม ๕ ฉ.ม. เอวํภาวี ๖ ฉ.ม. เอวํอนตีโต ๗ ฉ.ม. อนติกฺกนฺโตติ นิมฺมํสโลหิตมกฺขิตนฺติ มํเส ขีเณปิ โลหิตํ น สุสฺสติ, ตํ สนฺธาย วุตฺตํ "นิมฺมํสโลหิตมกฺขิตนฺ"ติ. อญฺเญนาติ อญฺเญน ทิสาภาเคน. หตฺถฏฺฐิกนฺติ จตุสฏฺฐิเภทํปิ หตฺถฏฺฐิกํ ปาฏิเยกฺกํ วิปฺปกิณฺณํ. ปาทฏฺฐิกาทีสุปิ เอเสว นโย. เตโรวสฺสิกานีติ อติกฺกนฺตสํวจฺฉรานิ. ปูตีนีติ อพฺโภกาเส ฐิตานิ วาตาตปวุฏฺฐิสมฺผสฺเสน เตโรวสฺสิกานิ ปูตีนิ โหนฺติ, อนฺโตภูมิคตานิ ปน จิรตรํ ติฏฺฐนฺติ. จุณฺณกชาตานีติ จุณฺณจุณฺณํ หุตฺวา วิปฺปกิณฺณานิ. สพฺพตฺถ โส อิมเมวาติ วุตฺตนเยเนว ขชฺชมานาทีนํ วเสน โยชนา กาตพฺพา. อิติ อชฺฌตฺตํ วาติ เอวํ ขชฺชมานาทิปริคฺคณฺหเณน ยาว จุณฺณกภาวา อตฺตโน วา กาเย ปรสฺส วา กาเย กาเลน วา อตฺตโน กาเลน วา ปรสฺส กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ. อิธ ปน ฐตฺวา นว สีวถิกา สโมธาเนตพฺพา. เอกาหมตํ วาติ อาทินา นเยน วุตฺตา สพฺพาปิ เอกา, กาเกหิ วา ขชฺชมานนฺติ อาทิกา เอกา, อฏฺฐิกสงฺขลิกํ สมํสโลหิตํ นฺหารุสมฺพนฺธนฺติ เอกา, นิมฺมํสโลหิตมกฺขิตํ นฺหารุสมฺพนฺธนฺติ นฺหารุสมฺพนฺธนฺติ เอกา, อฏฺฐิกานิ อปคตสมฺพนฺธานีติ อาทิกา เอกา, อฏฺฐิกานิ เสตานิ สงฺขวณฺณปฏิภาคานีติ เอกา, ปุญฺชกิตานิ เตโรวสฺสิกานีติ เอกา, ปูตีนิ จุณฺณกชาตานีติ เอกา. ๑- เอวมฺปิ โข ภิกฺขเวติ อิทํ นว สีวถิกา ทสฺเสตฺวา กายานุปสฺสนํ นิฏฺฐเปนฺโต อาห. ตตฺถ นวสีวถิกาปริคฺคาหิกา สติ ทุกฺขสจฺจํ, ตสฺสา สมุฏฺฐาปิกา ปุริมตณฺหา สมุทยสจฺจํ, อุภินฺนํ อปฺปวตฺติ นิโรธสจฺจํ, ทุกฺขปริชานโน สมุทยปชหโน นิโรธารมฺมโณ อริยมคฺโค มคฺคสจฺจํ. เอวํ จตุสจฺจวเสน อุสฺสกฺกิตฺวา นิพฺพุตึ ปาปุณาตีติ อิทํ นวสีวถิกาปริคฺคาหิกานํ ภิกฺขูนํ ยาว อรหตฺตา นิยฺยานมุขนฺติ. นวสีวถิกาปพฺพวณฺณนา นิฏฺฐิตา. เอตฺตาวตา จ อานาปานปพฺพํ อิริยาปถปพฺพํ จตุสมฺปชญฺญปพฺพํ ปฏิกูลมนสิการปพฺพํ ธาตุมนสิการปพฺพํ นว สีวถิกาปพฺพานีติ จุทฺทสปพฺพา @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม. เอกาติ กายานุปสฺสนา นิฏฺฐิตา โหติ. ตตฺถ อานาปานปพฺพํ ปฏิกูลมนสิการปพฺพนฺติ อิมาเนว เทฺว อปฺปนากมฺมฏฺฐานานิ, สีวถิกานํ ปน อาทีนวานุปสฺสนาวเสน วุตฺตตฺตา เสสานิ ทฺวาทสาปิ อุปจารกมฺมฏฺฐานาเนวาติ. กายานุปสฺสนา นิฏฺฐิตา. เวทนานุปสฺสนาวณฺณนา

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๘๐]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ใน ป่าช้า อันฝูงกาจิกกินอยู่บ้าง ฝูงนกตะกรุมจิกกินอยู่บ้าง ฝูงแร้งจิก กินอยู่บ้าง หมู่สุนัขกัดกิน อยู่บ้าง หมู่สุนัขจิ้งจอกกัดกินอยู่บ้าง หมู่สัตว์ตัวเล็กๆ ต่างๆ กัดกินอยู่บ้าง เธอย่อมน้อม เข้ามาสู่กายนี้แหละว่า ถึงร่างกายอันนี้เล่าก็มี อย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความ เป็นอย่างนี้ไปได้ ดังพรรณนามา ฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็น กายในกายภาย นอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็น ธรรมคือทั้ง ความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของ เธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหา และทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่น อะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่าง นี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ

[๓๘๐]

เอวํ ภควา จุทฺทสวิเธน กายานุปสฺสนาสติปฏฺฐานํ กเถตฺวา อิทานิ นววิเธน เวทนานุปสฺสนํ กเถตุํ กถญฺจ ภิกฺขเวติ อาทิมาห. ตตฺถ สุขํ เวทนนฺติ กายิกํ วา เจตสิกํ วา สุขํ เวทนํ เวทิยมาโน "อหํ สุขํ เวทนํ เวทิยามี"ติ ปชานาตีติ อตฺโถ. ตตฺถ กามํ อุตฺตานเสยฺยกาปิ ทารกา ถญฺญปิวนาทิกาเล สุขํ เวทิยมานา "สุขํ เวทนํ เวทิยามา"ติ ปชานนฺติ, น ปเนตํ เอวรูปํ ปชานนํ ๑- สนฺธาย วุตฺตํ. เอวรูปํ หิ ปชานนํ สตฺตูปลทฺธึ น ปชหติ, ๒- สตฺตสญฺญํ น อุคฆาเตติ, กมฺมฏฺฐานํ วา สติปฏฺฐานภาวนา วา น โหติ. อิมสฺส ปน ภิกฺขุโน ปชานนํ สตฺตูปลทฺธึ ปชหติ, สตฺตสญฺญํ อุคฺฆาเตติ, กมฺมฏฺฐานญฺเจว สติปฏฺฐานภาวนา จ โหติ. อิทํ หิ "โก เวทิยติ, กสฺส เวทนา, กึการณา เวทนา"ติ เอวํ สมฺปชานเวทิยนํ สนฺธาย วุตฺตํ. ตตฺถ โก เวทิยตีติ น โกจิ สตฺโต วา ปุคฺคโล วา เวทิยติ. กสฺส เวทนาติ น กสฺสจิ สตฺตสฺส วา ปุคฺคลสฺส วา เวทนา. กึการณา เวทนาติ วตฺถุอารมฺมณาว ปนสฺส เวทนา, ตสฺมา เอส เอวํ ปชานาติ "ตํ ตํ สุขาทีนํ วตฺถุํ อารมฺมณํ กตฺวา เวทนาว เวทิยติ ตํ ปน เวทนาปวตฺตึ อุปาทาย `อหํ เวทนํ เวทิยามี'ติ โวหารมตฺตํ โหตี"ติ. เอวํ วตฺถุํ อารมฺมณํ กตฺวา เวทนาว เวทิยตีติ สลฺลกฺเขนฺโต เอส "สุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาตี"ติ เวทิตพฺโพ จิตฺตลปพฺพเต อญฺญตโร เถโร วิย. @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม. ชานนํ. เอวมุปริปิ ๒ ฉ.ม. ชหติ. เอวมุปริปิ เถโร กิร อผาสุกกาเล พลวเวทนาย นิตฺถุนนฺโต อปราปรํ ปริวตฺตติ, ตเมโก ทหโร อาห "กตรํ โว ภนฺเต ฐานํ รุชฺชตี"ติ. อาวุโส ปาฏิเยกฺกํ รุชฺชนฏฺฐานํ นาม นตฺถิ, วตฺถุํ อารมฺมณํ กตฺวา เวทนาว เวทิยตีติ. เอวํ ปชานนกาลโต ๑- ปฏฺฐาย อธิวาเสตุํ วฏฺฏติ โน ภนฺเตติ. อธิวาเสมิ อาวุโสติ. อธิวาสนา ภนฺเต เสยฺโยติ. เถโร อธิวาเสติ. วาโต ยาว หทยํ ๒- ผาเลสิ, มญจเก อนฺตานิ ราสิกตานิ อเหสุํ. เถโร ทหรสฺส ทสฺเสสิ "วฏฺฏตาวุโส เอตฺตกา อธิวาสนา"ติ. ทหโร ตุณฺหี อโหสิ. เถโร วิริยสมตํ โยเชตฺวา สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ ปาปุณิตฺวา สมสีสี หุตฺวา ปรินิพฺพายิ. ยถา จ สุขํ, เอวํ ทุกฺขํ ฯเปฯ นิรามิสํ วา ๓- อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยมาโน "นิรามิสํ อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวทิยามี"ติ ปชานาติ. อิติ ภควา รูปกมฺมฏฺฐานํ กเถตฺวา อรูปกมฺมฏฺฐานํ กเถนฺโต ยสฺมา ผสฺสวเสน จิตฺตวเสน วา กถิยมานํ น ปากฏํ โหติ, อนฺธการํ วิย ขายติ, เวทนานํ ปน อุปฺปตฺติ ๔- ปากฏา ๔- เวทนาวเสน ปากฏํ โหติ, ตสฺมา สกฺกปเญฺห วิย อิธาปิ เวทนาวเสน อรูปกมฺมฏฺฐานํ กเถสิ. ตตฺถ "ทุวิธํ หิ กมฺมฏฺฐานํ รูปกมฺมฏฺฐานํ อรูปกมฺมฏฺฐานญฺจา"ติ อาทิ กถามคฺโค สกฺกปเญฺห วุตฺตนเยเนว เวทิตพฺโพ. ตตฺถ สุขํ เวทนนฺติอาทีสุ อยํ อปโรปิ ปชานนปริยาโย, สุขํ เวทนํ เวทิยามีติ ปชานาตีติ สุขเวทนากฺขเณ ทุกฺขาย เวทนาย อภาวโต สุขํ เวทนํ เวทิยมาโน "สุขํ เวทนํ ๕- เวทิยามี"ติ ปชานาติ. เตน ยา ปุพฺเพ ภูตปุพฺพา ทุกฺขา เวทนา, ตสฺสา ๖- อิทานิ อภาวโต อิมิสฺสา จ สุขาย เวทนาย อิโต ปฐมํ อภาวโต เวทนา นาม อนิจฺจา อทฺธุวา วิปริณามธมฺมา, อิติ ๖- ตตฺถ สมฺปชาโน โหติ. วุตฺตมฺปิ เจตํ ภควตา:- "ยสฺมึ อคฺคิเวสฺสน สมเย สุขํ เวทนํ เวเทติ, เนว ตสฺมึ สมเย ทุกฺขํ เวทนํ เวเทติ, น อทุกฺขมสุขํ เวทนํ เวเทติ, สุขํเยว ตสฺมึ สมเย เวทนํ เวเทติ. ยสฺมึ อคฺคิเวสฺสน สมเย ทุกฺขํ ฯเปฯ อทุกฺขมสุขํ เวทนํ @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม. ชานนกาลโต. ๒ ฉ.ม. หทยา ๓ ฉ.ม. วา สทฺโท น ทิสฺสติ @๔-๔ ฉ.ม. อุปฺปตฺติปากฏตาย. ๕ ฉ.ม. เวทนํเยว ๖ ฉ.ม. ตสฺส. ๗ ฉ.ม. อิติห. เวเทติ, เนว ตสฺมึ สมเย สุขํ เวทนํ เวเทติ, น ทุกฺขํ เวทนํ เวเทติ, อทุกฺขมสุขํเยว ตสฺมึ สมเย เวทนํ เวเทติ. สุขาปิ โข อคฺคิเวสฺสน เวทนา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺมา, ทุกฺขาปิ โข ฯเปฯ อทุกฺขมสุขาปิ โข อคฺคิเวสฺสน เวทนา อนิจฺจา ฯเปฯ นิโรธธมฺมา. เอวํ ปสฺสํ อคฺคิเวสฺสน สุตฺวา อริยสาวโก สุขายปิ เวทนาย นิพฺพินฺทติ, ทุกฺขายปิ เวทนาย นิพฺพินฺทติ, อทุกฺขมสุขายปิ เวทนาย นิพฺพินฺทติ, นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ, วิราคา วิมุจฺจติ, วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ ญาณํ โหติ, `ขีณา ชาติ, วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ, กตํ กรณียํ, นาปรํ อิตฺถตฺตายา'ติ ปชานาตี"ติ. ๑- สามิสํ วา สุขนฺติ อาทีสุ สามิสา สุขา นาม ปญฺจกามคุณามิสสนฺนิสฺสิตา ฉ เคหสิตา โสมนสฺสเวทนา. นิรามิสา สุขา นาม ฉ เนกฺขมฺมสิตา โสมนสฺสเวทนา. สามิสา ทุกฺขา นาม ฉ เคหสิตา โทมนสฺสเวทนา. นิรามิสา ทุกฺขา นาม ฉ เนกฺขมฺมสิตา โทมนสฺสเวทนา. สามิสา อทุกฺขมสุขา นาม ฉ เคหสิตา อุเปกฺขา เวทนา. นิรามิสา อทุกฺขมสุขา นาม ฉ เนกฺขมฺมสิตา อุเปกฺขา เวทนา. ตาสํปิ ๒- วิภาโค สกฺกปเญฺห วุตฺโตเยว. อิติ อชฺฌตฺตํ วาติ เอวํ สุขเวทนาทิปริคฺคณฺหเณน อตฺตโน วา เวทนาสุ, ปรสฺส วา เวทนาสุ, กาเลน วา อตฺตโน กาเลน วา ปรสฺส เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ. สมุทยธมฺมานุปสฺสี วาติ เอตฺถ ปน อวิชฺชาสมุทยา เวทนาสมุทโยติ อาทีหิ ปญฺจหิ ปญฺจหิ อากาเรหิ เวทนานํ สมุทยญฺจ วยญฺจ ปสฺสนฺโต "สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา เวทนาสุ วิหรติ, วยธมฺมานุปสฺสี วา เวทนาสุ วิหรติ, กาเลน สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา เวทนาสุ วิหรติ, กาเลน วยธมฺมานุปสฺสี วา เวทนาสุ วิหรตี"ติ เวทิตพฺโพ. อิโต ปรํ กายานุปสฺสนาย วุตฺตนยเมว. เกวลํ หิ อิธ เวทนาปริคฺคาหิกา สติ ทุกฺขสจฺจนฺติ เอวํ โยชนํ กตฺวา เวทนาปริคฺคาหกสฺส ภิกฺขุโน นิยฺยานมุขนฺติ เวทิตพฺพํ, เสสํ ตาทิสเมวาติ. เวทนานุปสฺสนาวณฺณนา นิฏฺฐิตา. @เชิงอรรถ: ๑ ม.ม. ๑๓/๒๐๕/๑๘๒ ทีฆนขสุตฺต ๒ ฉ.ม. ตาสํ. จิตฺตานุปสฺสนาวณฺณนา

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๘๑]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ใน ป่าช้า เป็นร่างกระดูก ยังมีเนื้อและเลือด ยังมีเส้นเอ็นผูกรัดอยู่ ฯลฯ

[๓๘๑]

เอวํ นววิเธน เวทนานุปสฺสนาสติปฏฺฐานํ กเถตฺวา อิทานิ โสฬสวิเธน จิตฺตานุปสฺสนํ กเถตุํ กถญฺจ ภิกฺขเวติ อาทิมาห. ตตฺถ สราคนฺติ อฏฺฐวิธํ โลภสหคตํ. วีตราคนฺติ โลกิยกุสลาพฺยากตํ. อิทํ ปน ยสฺมา สมฺมสนํ น ธมฺมสโมธานํ, ตสฺมา อิธ เอกปเทปิ โลกุตฺตรํ น ลพฺภติ. เสสาติ จตฺตาริ อกุสลจิตฺตานิ เนว ปุริมปทํ น ปจฺฉิมปทํ ภชนฺติ. สโทสนฺติ ทุวิธํ โทมนสฺสสหคตํ. วีตโทสนฺติ โลกิยกุสลาพฺยากตํ. เสสานิ ทส อกุสลจิตฺตาติ เนว ปุริมปทํ น ปจฺฉิมปทํ ภชนฺติ. สโมหนฺติ วิจิกิจฺฉาสหคตญฺเจว อุทฺธจฺจสหคตญฺจาติ ทุวิธํ. ยสฺมา ปน โมโห สพฺพากุสเลสุ อุปฺปชฺชติ, ตสฺมา เสสานิปิ อิธ วฏฺฏนฺติเยว. อิมสฺมึเยว หิ ทุกฺเก ๑- ทฺวาทสากุสลจิตฺตานิ ปริยาทินฺนานีติ. วีตโมหนฺติ โลกิยกุสลาพฺยากตํ. สงฺขิตฺตนฺติ ถีนมิทฺธานุปติตํ. เอตํ หิ สงฺกุจิตจิตฺตํ นาม. วิกฺขิตฺตนฺติ อุทฺธจฺจสหคตํ, เอตํ หิ ปสฏจิตฺตํ นาม มหคฺคตนฺติ รูปารูปาวจรํ. อมหคฺคตนฺติ กามาวจรํ. สอุตฺตรนฺติ กามาวจรํ. อนุตฺตรนฺติ รูปาวจรญฺจ อรูปาวจรญฺจ. ตตฺราปิ สอุตฺตรํ รูปาวจรํ, อนุตฺตรํ อรูปาวจรเมว. สมาหิตนฺติ ยสฺส อปฺปนาสมาธิ วา อุปจารสมาธิ วา อตฺถิ. อสมาหิตนฺติ อุภยสมาธิวิรหิตํ. วิมุตฺตนฺติ ตทงฺควิกฺขมฺภนวิมุตฺตีหิ วิมุตตํ. อวิมุตฺตนฺติ อุภยวิมุตฺติวิรหิตํ. สมุจฺเฉทปฏิปสฺสทฺธินิสฺสรณวิมุตฺตีนํ ปน อิธ โอกาโสว นตฺถิ. อิติ อชฺฌตฺตํ วาติ เอวํ สราคาทิปริคฺคณฺหเณน ยสฺมึ ยสฺมึ ขเณ ยํ ยํ จิตฺตํ ปวตฺตติ, ตํ ตํ สลฺลกฺเขนฺโต อตฺตโน วา จิตฺเต, ปรสฺส วา จิตฺเต, กาเลน วา อตฺตโน, กาเลน วา ปรสฺส จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ. สมุทยธมฺมานุปสฺสีติ เอตฺถ ปน อวิชฺชาสมุทยา วิญฺญาณสมุทโยติ เอวํ ปญฺจหิ ปญฺจหิ อากาเรหิ วิญฺญาณสฺส สมุทโย จ วโย จ นีหริตพฺโพ. อิโต ปรํ @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม. ทุเก วุตฺตนยเมว. เกวลํ หิ อิธ จิตฺตปริคฺคาหิกา สติ ทุกฺขสจฺจนฺติ เอวํ โยชนํ ๑- กตฺวา จิตฺตปริคฺคาหกสฺส ภิกฺขุโน นิยฺยานมุขนฺติ ๒- เวทิตพฺพํ, เสสํ ตาทิสเมวาติ. จิตฺตานุปสฺสนาวณฺณนา นิฏฺฐิตา. ธมฺมานุปสฺสนา นีวรณปพฺพวณฺณนา

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๘๒]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ใน ป่าช้า เป็นร่างกระดูก ปราศจากเนื้อ แต่ยังเปื้อนเลือด ยังมีเส้นเอ็น ผูกรัดอยู่ ฯลฯ

[๓๘๒]

เอวํ โสฬสวิเธน จิตฺตานุปสฺสนาสติปฏฺฐานํ กเถตฺวา อิทานิ ปญฺจวิเธน ธมฺมานุปสฺสนํ กเถตุํ กถญฺจ ภิกฺขเวติ อาทิมาห. อปิจ ภควตา กายานุปสฺสนาย สุทฺธรูปปริคฺคโห กถิโต, เวทนาจิตฺตานุปสฺสนาหิ สุทฺธอรูปปริคฺคโห. อิทานิ รูปารูปมิสฺสกํ ปริคฺคหํ กเถตุํ "กถญฺจ ภิกฺขเว"ติ อาทิมาห. กายานุปสฺสนาย วา รูปกฺขนฺธปริคฺคโหว กถิโต, เวทนานุปสฺสนาย เวทนากฺขนฺธปริคฺคโหว, จิตฺตานุปสฺสนาย วิญฺญาณกฺขนฺธปริคฺคโหว. อิทานิ สญฺญากฺขนฺธสงฺขารกฺขนฺธปริคฺคหํปิ กเถตุํ "กถญฺจ ภิกฺขเว"ติ อาทิมาห. ตตฺถ สนฺตนฺติ อภิณฺหสมุทาจารวเสน สํวิชฺชมานํ. อสนฺตนฺติ อสมุทาจารวเสน วา ปหีนตฺตา วา อสํวิชฺชมานํ. ยถา จาติ เยน การเณน กามจฺฉนฺทสฺส อุปฺปาโท โหติ. ตญฺจ ปชานาตีติ ตญฺจ การณํ ปชานาติ. อิติ อิมินาว นเยน สพฺพปเทสุ อตฺโถ เวทิตพฺโพ. ตตฺถ สุภนิมิตฺเต อโยนิโสมนสิกาเรน กามจฺฉนฺทสฺส อุปฺปาโท โหติ. สุภนิมิตฺตํ นาม ๓- สุภํปิ สุภารมฺมณํปิ. ๓- อโยนิโสมนสิกาโร นาม อนุปายมนสิกาโร อุปฺปถมนสิกาโร อนิจฺเจ นิจฺจนฺติ วา, ทุกฺเข สุขนฺติ วา, อนตฺตนิ อตฺตาติ วา, อสุเภ สุภนฺติ วา มนสิกาโร. ตํ ตตฺถ พหุลํ ปวตฺตยโต กามจฺฉนฺโท อุปฺปชฺชติ. เตนาห ภควา "อตฺถิ ภิกฺขเว สุภนิมิตฺตํ, ตตฺถ อโยนิโสมนสิการพหุลีกาโร, อยมาหาโร อนุปฺปนฺนสฺส วา กามจฺฉนฺทสฺส อุปฺปาทาย อุปฺปนฺนสฺส วา กามจฺฉนฺทสฺส ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลายา"ติ. ๔- @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม. ปทโยชนํ ๒ ฉ.ม. นิยฺยานมุขํ ๓-๓ ฉ.ม. สุภมฺปิ สุภนิมิตฺตํ, @ สุภารมฺมณมฺปิ สุภนิมิตฺตํ ๔ สํ. มหา. ๑๙/๒๓๒/๙๑ อาหารสุตฺต อสุภนิมิตฺเต ปน โยนิโสมนสิกาเรนสฺส ปหานํ โหติ. อสุภนิมิตฺตํ นาม อสุภํปิ อสุภารมฺมณํปิ. โยนิโสมนสิกาโร นาม อุปายมนสิกาโร ปถมนสิกาโร อนิจฺเจ อนิจฺจนฺติ วา, ทุกฺเข ทุกฺขนฺติ วา, อนตฺตนิ อนตฺตาติ วา, อสุเภ อสุภนฺติ วา มนสิกาโร. ตํ ตตฺถ พหุลํ ปวตฺตยโต กามจฺฉนฺโท ปหิยฺยติ. เตนาห ภควา "อตฺถิ ภิกฺขเว อสุภนิมิตฺตํ, ตตฺถ โยนิโสมนสิการพหุลีกาโร, อยมาหาโร อนุปฺปนฺนสฺส วา กามจฺฉนฺทสฺส อนุปฺปาทาย อุปฺปนฺนสฺส วา กามจฺฉนฺทสฺส ปหานายา"ติ. ๑- อปิจ ฉ ธมฺมา กามจฺฉนฺทสฺส ปหานาย สํวตฺตนฺติ อสุภนิมิตฺตสฺส อุคฺคโห อสุภภาวนานุโยโค อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารตา โภชเน มตฺตญฺญุตา กลฺยาณมิตฺตตา สปฺปายกถาติ. ทสวิธํ หิ อสุภนิมิตฺตํ อุคฺคณฺหนฺตสฺสาปิ กามจฺฉนฺโท ปหิยฺยติ. ภเวนฺตสฺสาปิ อินฺทฺริเยสุ ปิหิตทฺวารสฺสาปิ จตุนฺนํ ปญฺจนฺนํ อาโลปานํ โอกาเส สติ อุทกํ ปิวิตฺวา ยาปนสีลตาย โภชเน มตฺตญฺญุโนปิ. เตน วุตฺตํ:- จตฺตาโร ปญฺจ อาโลเป อภุตฺวา อุทกํ ปิเว อลํ ผาสุวิหาราย ปหิตตฺตสฺส ภิกฺขุโนติ. ๒- อสุภกมฺมิกติสฺสตฺเถรสทิเส อสุภภาวนารเต กลฺยาณมิตฺเต เสวนฺตสฺสาปิ กามจฺฉนฺโท ปหิยฺยติ, ฐานนิสชฺชาทีสุ ทสอสุภนิสฺสิตสปฺปายกถายปิ กามจฺฉนฺโท ปหิยฺยติ, เตน วุตฺตํ "ฉ ธมฺมา กามจฺฉนฺทสฺส ปหานาย สํวตฺตนฺตี"ติ. อิเมหิ ปน ฉหิ ธมฺเมหิ ปหีนสฺส กามจฺฉนฺทสฺส อรหตฺตมคฺเคน อายตึ อนุปฺปาโท โหตีติ ปชานาติ. ปฏิฆนิมิตฺเต อโยนิโสมนสิกาเรน ปน พฺยาปาทสฺส อุปฺปาโท โหติ. ตตฺถ ปฏิฆนิมิตฺตํ ๓- นาม ปฏิฆํปิ ปฏิฆารมฺมณํปิ. ๓- อโยนิโสมนสิกาโร สพฺพตฺถ เอกลกฺขโณว. ตํ ตสฺมึ นิมิตฺเต พหุลํ ปวตฺตยโต พฺยาปาโท อุปฺปชฺชติ. เตนาห ภควา "อตฺถิ ภิกฺขเว ปฏิฆนิมิตฺตํ, ตตฺถ อโยนิโสมนสิการพหุลีกาโร, อยมาหาโร อนุปฺปนฺนสฺส วา พฺยาปาทสฺส อุปฺปาทาย อุปฺปนฺนสฺส วา พฺยาปาทสฺส ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลายา"ติ ๑-:- @เชิงอรรถ: ๑-๑ สํ. มหา. ๑๙/๒๓๒/๙๔ อาหารสุตฺต (ปาลินโย) ๒ ขุ. เถร ๒๖/๙๘๓/๓๙๕ @สาริปุตฺตตฺเถรคาถา ๓-๓ ฉ.ม. ปฏิฆมฺปิ ปฏิฆนิมิตฺตํ, ปฏิฆารมฺมณมฺปิ ปฏิฆนิมิตฺตํ เมตฺตาย ปน เจโตวิมุตฺติยา โยนิโสมนสิกาเรนสฺส ปหานํ โหติ. ตตฺถ เมตฺตาติ วุตฺเต อปฺปนาปิ อุปจาโรปิ วฏฺฏติ. เจโตวิมุตฺตีติ อปฺปนาว. โยนิโสมนสิกาโร, วุตฺตลกฺขโณว. ตํ ตตฺถ พหุลํ ปวตฺตยโต พฺยาปาโท ปหิยฺยติ. เตนาห ภควา "อตฺถิ ภิกฺขเว เมตฺตาเจโตวิมุตฺติ, ตตฺถ โยนิโสมมนสิการพหุลีกาโร, อยมาหาโร อนุปฺปนฺนสฺส วา พฺยาปาทสฺส อนุปฺปาทาย อุปฺปนฺสฺส วา พฺยาปาทสฺส ปหานายา"ติ. ๑- อปิจ ฉ ธมฺมา พฺยาปาทสฺส ปหานาย สํวตฺตนฺติ เมตฺตานิมิตฺตสฺส อุคฺคโห เมตฺตาภาวนานุโยโค กมฺมสฺสกตาปจฺจเวกฺขณา ปฏิสงฺขานพหุลีกตา ๒- กลฺยาณมิตฺตตา สปฺปายกถาติ. โอทิสฺสกอโนทิสฺสกทิสาผรณานญฺหิ อญฺญตรวเสน เมตฺตํ อุคฺคณฺหนฺตสฺสาปิ พฺยาปาโท ปหิยฺยติ, โอทิโส อโนทิโส ทิสาผรณวเสน ๓- เมตฺตํ ภาเวนฺตสฺสาปิ. "ตฺวํ เอตสฺส กุทฺโธ กึ กริสฺสสิ, กึ ตสฺส สีลาทีนิ วินาเสตุํ สกฺขิสฺสสิ, นนุ ตฺวํ อตฺตโน กมฺเมน อาคนฺตฺวา อตฺตโน กมฺเมเนว คมิสฺสสิ, ปรสฺส กุชฌนํ นาม วีตจฺจิตงฺคารตตฺตอยสลากคูถาทีนิ คเหตฺวา ปรํ ปหริตุกามตาย สทิสํ โหติ. เอโสปิ ตว กุทฺโธ กึ กริสฺสติ, กึ เต สีลาทีนิ วินาเสตุํ สกฺขิสฺสติ, เอส อตฺตโน กมฺเมน อาคนฺตฺวา อตฺตโน กมฺเมเนว คมิสฺสติ, อปฏิจฺฉิตปหรณกํ ๔- วิย ปฏิวาเต ๕- ขิตฺตรชมุฏฺฐิ วิย จ เอตสฺเสเวส โกโธ มตฺถเก ปติสฺสตี"ติ เอวํ อตฺตโน จ ปรสฺส จ กมฺมสฺสกตํ ปจฺจเวกฺขนฺตสฺสปิ, อุภยํ กมฺมสสกตํ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปฏิสงฺขาเน ฐิตสฺสาปิ, อสฺสคุตฺตตฺเถรสทิเส เมตฺตาภาวนารเต กลฺยาณมิตฺเต เสวนฺตสฺสาปิ พฺยาปาโท ปหิยฺยติ. ฐานนิสชฺชาทีสุ เมตฺตานิสฺสิตสปฺปายกถายปิ ปหิยฺยติ. เตน วุตฺตํ "ฉ ธมฺมา พฺยาปาทสฺส ปหานาย สํวตฺตนฺตี"ติ. อิเมหิ ปน ฉหิ ธมฺเมหิ ปหีนสฺส พฺยาปาทสฺส อนาคามิมคฺเคน อายตึ อนุปฺปาโท โหตีติ ปชานาติ. อรติอาทีสุ อโยนิโสมนสิกาเรน ถีนมิทฺธสฺส อุปฺปาโท โหติ. อรติ นาม อุกฺกณฺฐิตา. ตนฺที นาม กายาลสิยตา. วิชมฺภิตา นาม กายวินมนา. ภตฺตสมฺมโท นาม ภตฺตมุจฺฉา ภตฺตปริฬาโห. เจตโส ลีนตฺตํ นาม จิตฺตสฺส @เชิงอรรถ: ๑ สํ. มหา ๑๙/๒๓๒/๙๔ อาหารสุตฺต (ปาลินโย) ๒ ฉ.ม. ปฏิสงฺขานพหุลตา @๓ ฉ.ม. ผรณวเสน ๔ ฉ.ม. อปฺปฏิจฺฉิตปเหณกํ ๕ ฉ.ม. ปฏิวาตํ ลีนากาโร. อิเมสุ อรติอาทีสุ อโยนิโสมนสิการํ พหุลํ ปวตฺตยโต ถีนมิทฺธํ อุปฺปชฺชติ. เตนาห "อตฺถิ ภิกฺขเว อรติ ตนฺทิ วิชมฺภิกา ๑- ภตฺตสมฺมโท เจตโส จ ลีนตฺตํ, ตตฺถ อโยนิโสมนสิการพหุลีกาโร, อยมาหาโร อนุปฺปนฺนสฺส วา ถีนมิทฺธสฺส อุปฺปาทาย อุปฺปนฺนสฺส วา ถีนมิทฺธสฺส ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลายา"ติ ๒- อารภธาตุอาทีสุ ปน โยนิโสมนสิกาเรนสฺส ปหานํ โหติ. อารมฺภธาตุ นาม ปฐมารภวิริยํ. นิกฺกมธาตุ นาม โกสชฺชโต นิกฺขนฺตตาย ตโต พลวตรํ. ปรกฺกมธาตุ นาม ปรํ ปรํ ฐานํ อกฺกมนโต ตโตปิ พลวตรํ. อิมสฺมึ ติปฺปเภเท วิริเย โยนิโสมนสิการํ พหุลํ ปวตฺตยโต ถีนมิทฺธํ ปหิยฺยติ. เตนาห "อตฺถิ ภิกฺขเว อารมฺภธาตุ นิกฺกมธาตุ ปรกฺกมธาตุ, ตตฺถ โยนิโสมนสิการพหุลีกาโร, อยมาหาโร อนุปฺปนฺนสฺส วา ถีนมิทฺธสฺส อนุปฺปาทาย อุปฺปนฺนสฺส วา ถีนมิทฺธสฺส ปหานายา"ติ. อปิจ ฉ ธมฺมา ถีนมิทฺธสฺส ปหานาย สํวตฺตนฺติ อติโภชเน นิมิตฺตคฺคาโห อิริยาปถสมฺปริวตฺตนตา อาโลกสญฺญามนสิกาโร อพฺโภกาสวาโส กลฺยาณมิตฺตตา สปฺปายกถาติ. อาหรหตฺถก ตตฺรวฏฺฏก อลํสาฏก กากมาสก ภุตฺตวมิตกโภชนํ ภุญฺชิตฺวา รตฺติฏฺฐานทิวาฏฺฐาเน นิสินฺนสฺส หิ สมณธมฺมํ กโรโต ถีนมิทฺธํ มหาหตฺถี วิย โอตฺถรนฺตํ อาคจฺฉติ จตุปญฺจาโลปโอกาสํ ปน ฐเปตฺวา ปานียํ ปิวิตฺวา ยาปนสีลสฺส ภิกฺขุโน ตํ น โหตีติ เอวํ อติโภชเน นิมิตฺตํ คณฺหนฺตสฺสาปิ ถีนมิทฺธํ ปหิยฺยติ. ยสฺมึ อิริยาปเถ ถีนมิทฺธํ โอกฺกมติ, ตโต อญฺญํ ปริวตฺเตนฺตสฺสาปิ, รตฺตึ จนฺทาโลกํ ทีปาโลกํ อุกฺกาโลกํ ทิวา สุริยาโลกํ มนสิกโรนฺตสฺสาปิ, อพฺโภกาเส วสนฺตสฺสาปิ, มหากสฺสปตฺเถรสทิเส ปหีนถีนมิทฺเธ กลฺยาณมิตฺเต เสวนฺตสฺสาปิ ถีนมิทฺธํ ปหิยฺยติ. ฐานนิสชฺชาทีสุ ธุตงฺคนิสฺสิตสปฺปายกถายปิ ปหิยฺยติ. เตน วุตฺตํ "ฉ ธมฺมา ถีนมิทฺธสฺส ปหานาย สํวตฺตนฺตี"ติ. อิเมหิ ปน ฉหิ ธมฺเมหิ ปหีนสฺส ถีนมิทฺธสฺส อรหตฺตมคฺเคน อายตึ อนุปฺปาโท โหตีติ ปชานาติ. @เชิงอรรถ: ๑ ก. ฉ.ม. วิชมฺภิตา ๒ สํ. มหา. ๑๙/๒๓๒/๙๒ อาหารสุตฺต เจตโส อวูปสเม อโยนิโสมนสิกาเรน อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจสฺส อุปฺปาโท โหติ. อวูปสโม นาม อวูปสนฺตากาโร, อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจเมเวตํ อตฺถโต. ตตฺถ อโยนิโสมนสิการํ พหุลํ ปวตฺตยโต อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ อุปฺปชฺชติ. เตนาห "อตฺถิ ภิกฺขเว เจตโส อวูปสโม, ตตฺถ อโยนิโสมนสิการพหุลีกาโร, อยมาหาโร อนุปฺป- นฺนสฺส วา อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจสฺส อุปฺปาทาย อุปฺปนฺนสฺส วา อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจสฺส ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลายา"ติ. ๑- สมาธิสงฺขาเต ปน เจตโส วูปสเม โยนิโสมนสิกาเรนสฺส ปหานํ โหติ. เตนาห "อตฺถิ ภิกฺขเว เจตโส วูปสโม, ตตฺถ โยนิโสมนสิการพหุลีกาโร, อยมาหาโร อนุปฺปนฺนสฺส วา อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจสฺส อนุปฺปาทาย อุปฺปนฺนสฺส วา อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจสฺส ปหานายา"ติ. ๒- อปิจ จ ธมฺมา อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจสฺส ปหานาย สํวตฺตนฺติ พหุสฺสุตฺตา ปริปุจฺฉกตา วินเย ปกตญฺญุตา วุฑฺฒเสวิตา กลฺยาณมิตฺตตา สปฺปายกถาติ. พาหุสจฺเจนปิ หิ เอกํ วา เทฺว วา ตโย วา จตฺตาโร วา ปญฺจ วา นิกาเย ปาลิวเสน จ อตฺถวเสน จ อุคฺคณฺหนฺตสฺสาปิ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ ปหิยฺยติ. กปฺปิยากปฺปิยปริปุจฺฉาพหุลสฺสาปิ, วินยปญฺญตฺติยํ จิณฺณวสิภาวตาย ปกตญฺญุโนปิ, วุฑฺเฒ มหลฺลกตฺเถเร อุปสงฺกมนฺตสฺสาปิ, อุปาลิตฺเถรสทิเส วินยธเร กลฺยาณมิตฺเต เสวนฺตสฺสาปิ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ ปหิยฺยติ. ฐานนิสชฺชาทีสุ กปฺปิยากปฺปิยนิสฺสิตสปฺปายกถายปิ ปหิยฺยติ. เตน วุตฺตํ "ฉ ธมฺมา อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจสฺส ปหานาย สํวตฺตนฺตี"ติ. อิเมหิ ปน ฉหิ ธมฺเมหิ ปหีเน อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺเจ อุทฺธจฺจสฺส อรหตฺตมคฺเคน กุกฺกุจฺจสฺส อนาคามิมคฺเคน อายตึ อนุปฺปาโท โหตีติ ปชานาติ. วิจิกิจฺฉาฐานีเยสุ ธมฺเมสุ อโยนิโสมนสิกาเรน วิจิกิจฺฉาย อุปฺปาโท โหติ. วิจิกิจฺฉาฐานียา ธมฺมา นาม ปุนปฺปุนํ วิจิกิจฺฉาย การณตฺตา วิจิกิจฺฉาว. ตตฺถ อโยนิโสมนสิการํ พหุลํ ปวตฺตยโต วิจิกิจฺฉา อุปฺปชฺชติ. เตนาห "อตฺถิ ภิกฺขเว วิจิกิจฺฉฏฺฐานียา ธมฺมา, ตตฺถ อโยนิโสมนสิการพหุลีกาโร, อยมาหาโร อนุปฺปนฺนาย วา วิจิกิจฺฉาย อุปฺปาทาย อุปฺปนฺนาย วา วิจิกิจฺฉาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลายา"ติ. ๑- @เชิงอรรถ: ๑ สํ. มหา ๑๙/๓๒๓/๙๒ อาหารสุตฺต ๒ สํ. มหา. ๑๙/๓๒๓/๙๔, ๒๐๕/๗๗ (ปาลินโย) กุสลาทิธมฺเมสุ ๑- โยนิโสมนสิกาเรน ปนสฺสา ปหานํ โหติ. เตนาห "อตฺถิ ภิกฺขเว กุสลากุสลา ธมฺมา สาวชฺชานวชฺชา ธมฺมา เสวิตพฺพาเสวิตพฺพา ธมฺมา หีนปณีตา ธมฺมา กณฺหสุกฺกสปฺปฏิภาคา ธมฺมา, ตตฺถ โยนิโสมนสิการพหุลีกาโร, อยมาหาโร อนุปฺปนฺนาย วา วิจิกิจฺฉาย อนุปฺปาทาย อุปฺปนฺนาย วา วิจิกิจฺฉาย ปหานายา"ติ. ๒- อปิจ ฉ ธมฺมา วิจิกิจฺฉาย ปหานาย สํวตฺตนฺติ พหุสฺสุตตา ปริปุจฺฉกตา วินเย ปกตญฺญุตา อธิโมกฺขพหุลตา กลฺยาณมิตฺตตา สปฺปายกถาติ. พาหุสจฺเจน หิ เอกํ วา ฯเปฯ ปญฺจ วา นิกาเย ปาลิวเสน จ อตฺถวเสน จ อุคฺคณฺหนฺตสฺสาปิ วิจิกิจฺฉา ปหิยฺยติ. ตีณิ รตนานิ อารพฺภ ปริปุจฺฉาพหุลสฺสาปิ, วินเย จิณฺณวสิภาวสฺสาปิ, ตีสุ รตเนสุ โอกปฺปนิยสทฺธาสงฺขาตอธิโมกฺขพหุลสฺสาปิ, สทฺธาธิมุตฺเต วกฺกลิตฺเถรสทิเส กลฺยาณมิตฺเต เสวนฺตสฺสาปิ วิจิกิจฺฉา ปหิยฺยติ. ฐานนิสชฺชาทีสุ ติณฺณํ รตนานํ คุณนิสฺสิตสปฺปายกถายปิ ปหิยฺยติ. เตน วุตฺตํ "ฉ ธมฺมา วิจิกิจฺฉาย ปหานาย สํวตฺตนฺตี"ติ. อิเมหิ ปน ฉหิ ธมฺเมหิ ปหีนาย วิจิกิจฺฉาย โสตาปตฺติมคฺเคน อายตึ อนุปฺปาโท โหตีติ ปชานาติ. อิติ อชฺฌตฺตํ วาติ เอวํ ปญฺจนีวรณปริคฺคณฺหเณน อตฺตโน วา ธมฺเมสุ ปรสฺส วา ธมฺเมสุ กาเลน วา อตฺตโน กาเลน วา ปรสฺส ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ. สมุทยวยา ปเนตฺถ สุภนิมิตฺตอสุภนิมิตฺตาทีสุ อโยนิโสมนสิการโยนิโสมนสิการวเสน ปญฺจสุ นีวรเณสุ วุตฺตาเยว ๓- นีหริตพฺพา. อิโต ปรํ วุตฺตนยเมว. เกวลํ หิ อิธ นีวรณปริคฺคาหิกา สติ ทุกฺขสจฺจนฺติ เอวํ โยชนํ กตฺวา นีวรณปริคฺคาหกสฺส ภิกฺขุโน นิยฺยานมุขนฺติ เวทิตพฺพํ. เสสํ ตาทิสเมวาติ. นีวรณปพฺพวณฺณนา นิฏฺฐิตา. @เชิงอรรถ: ๑ อิ. กุสเลสุ ๒ สํ.มหา. ๑๙/๒๓๒/๙๒ (ปาลินโย) อาหารสุตฺต @๓ ฉ.ม., อิ. วุตฺตนเยน ขนฺธปพฺพวณฺณนา

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๘๓]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ ในป่าช้า เป็นร่างกระดูก ปราศจากเนื้อและเลือดแล้ว ยังมีเส้นเอ็น ผูกรัดอยู่ ฯลฯ

[๓๘๓]

เอวํ ปญฺจนีวรณวเสน ธมฺมานุปสฺสนํ วิภาชิตฺวา อิทานิ ปญฺจกฺขนฺธวเสน วิภชิตุํ ปุน จปรนฺติ อาทิมาห. ตตฺถ ปญฺจสุ อุปาทานกฺขนฺเธสูติ อุปาทานสฺส ขนฺธา อุปาทานกฺขนฺธา, อุปาทานสฺส ปจฺจยภูตา ธมฺมปุญฺชา ธมฺมราสโยติ อตฺโถ. อยเมตฺถ สงฺเขโป, วิตฺถาโร ปน วิสุทฺธิมคฺเค ขนฺธกถาย วุตฺโต. อิติ รูปนฺติ อิทํ รูปํ, เอตฺตกํ รูปํ, น อิโต ปรํ รูปํ อตฺถีติ สภาวโต รูปํ ปชานาติ. เวทนาทีสุปิ เอเสว นโย. อยเมตฺถ สงฺเขโป, วิตฺถาเรน ปน รูปาทีนิ วิสุทฺธิมคฺเค ขนฺธกถายเมว วุตฺตานิ. อิติ รูปสฺส สมุทโยติ เอวํ อวิชฺชาสมุทยาทิวเสน ปญฺจหากาเรหิ รูปสฺส สมุทโย. อิติ รูปสฺส อตฺถงฺคโมติ เอวํ อวิชฺชานิโรธาทิวเสน ปญฺจหากาเรหิ รูปสฺส อตฺถงฺคโม. เวทนาทีสุปิ เอเสว นโย. อยเมตฺถ สงฺเขโป, วิตฺถาโร ปน วิสุทฺธิมคฺเค อุทยพฺพยญาณกถาย วุตฺโต. อิติ อชฺฌตฺตํ วาติ เอวํ ปญฺจกฺขนฺธปริคฺคณฺหเณน อตฺตโน วา ธมฺเมสุ ปรสฺส วา ธมฺเมสุ กาเลน วา อตฺตโน กาเลน วา ปรสฺส ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ. สมุทยวยา ปเนตฺถ "อวิชฺชาสมุทยา รูปสมุทโย"ติ อาทีนํ ปญฺจสุ ขนฺเธสุ วุตฺตานํ ปญฺญาสาย ลกฺขณานํ วเสน นีหริตพฺพา. อิโต ปรํ วุตฺตนยเมว. เกวลํ หิ อิธ ขนฺธปริคฺคาหิกา สติ ทุกฺขสจฺจนฺติ เอวํ โยชนํ กตฺวา ขนฺธปริคฺคาหกสฺส ภิกฺขุโน นิยฺยานมุขนฺติ เวทิตพฺพํ. เสสํ ตาทิสเมวาติ. ขนฺธปพฺพวณฺณนา นิฏฺฐิตา. อายตนปพฺพวณฺณนา

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๘๔]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ใน ป่าช้า คือ เป็นกระดูก ปราศจากเส้นเอ็นผูกรัดแล้ว เรี่ยรายไปใน ทิศใหญ่ทิศน้อย คือ กระดูก มือไปทางหนึ่ง กระดูกเท้าไปทางหนึ่ง กระดูกแข้ง ไปทางหนึ่ง กระดูกขาไปทางหนึ่ง กระดูก สะเอวไปทางหนึ่ง กระดูกหลังไปทาง หนึ่ง กระดูกสันหลังไปทางหนึ่ง กระดูกสีข้างไปทางหนึ่ง กระดูกหน้าอกไปทาง หนึ่ง กระดูกไหล่ไปทางหนึ่ง กระดูกแขนไปทางหนึ่ง กระดูกคอไปทาง หนึ่ง กระดูกคางไปทางหนึ่ง กระดูกฟันไปทางหนึ่ง กระโหลกศีรษะไปทางหนึ่ง เธอย่อมน้อม เข้ามาสู่กายนี้แหละว่า ถึงร่างกายอันนี้เล่า ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความ เป็นอย่างนี้ไปได้ ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณา เห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็น กายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกาย ในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้ง ความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและ ทิฐิไม่อาศัยอยู่ แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้ แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกาย ในกายอยู่ ฯ

[๓๘๔]

เอวํ ปญฺจกฺขนฺธวเสน ธมฺมานุปสฺสนํ วิภชิตฺวา อิทานิ อายตนวเสน วิภชิตุํ ปุน จปรนฺติ อาทิมาห. ตตฺถ ฉสุ อชฺฌตฺติกพาหิเรสุ อายตเนสูติ จกฺขุํ โสตํ ฆานํ ชิวฺหา กาโย มโนติ อิเมสุ ฉสุ อชฺฌตฺติเกสุ, รูปํ สทฺโท คนฺโธ รโส โผฏฺฐพฺโพ ธมฺโมติ อิเมสุ ฉสุ พาหิเรสุ. จกฺขุญฺจ ปชานาตีติ จกฺขุปสาทํ ยาถาวสรสลกฺขณวเสน ปชานาติ. รูเป จ ปชานาตีติ พหิทฺธา จตุสมุฏฺฐานิกรูเป จ ยาถาวสรสลกฺขณวเสน ปชานาติ. ยญฺจ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สญฺโญชนนฺติ ๑- ยํ จ ตํ จกฺขุญฺเจว รูเป จาติ อุภยํ ปฏิจฺจ กามราคสญฺโญชนํปฏิฆมานทิฏฺฐิวิจิกิจฺฉาสีลพฺพตปรามาสภวราคอิสฺสามจฺฉริย- อวิชฺชาสญฺโญชนนฺติ ทสวิธํ สญฺโญชนํ อุปฺปชฺชติ, ตญฺจ ยาถาวสรสลกฺขณวเสน ปชานาติ. กถํ ปเนตํ อุปฺปชฺชตีติ? จกฺขุทฺวาเร ตาว อาปาถคตํ อิฏฺฐารมฺมณํ กามสฺสาทวเสน อสฺสาทยโต อภินนฺทโต กามราคสญฺโญชนํ อุปฺปชฺชติ. อนิฏฺฐารมฺมเณ กุชฺฌโต ปฏิฆสญฺโญชนํ อุปฺปชฺชติ. "ฐเปตฺวา มํ น ๒- อญฺโญ โกจิ เอตํ อารมฺมณํ วิภาเวตุํ สมตฺโถ อตฺถี"ติ มญฺญโต มานสญฺโญชนํ อุปฺปชฺชติ. เอตํ รูปารมฺมณํ นิจฺจํ ธุวนฺติ คณฺหโต ทิฏฺฐิสญฺโญชนํ อุปฺปชฺชติ. "เอตํ รูปารมฺมณํ สตฺโต นุ โข, สตฺตสฺส นุ โข"ติ วิจิกิจฺฉโต วิจิกิจฺฉาสญฺโญชนํ อุปฺปชฺชติ. "สมฺปตฺติภเว วต โน อิทํ สุลภํ ชาตนฺ"ติ ภวํ ปตฺเถนฺตสฺส ภวราคสญฺโญชนํ อุปฺปชฺชติ. "อายตึปิ เอวรูปํ สีลพฺพตํ สมาทิยิตฺวา สกฺกา ลทฺธุนฺ"ติ สีลพฺพตํ สมาทิยนฺตสฺส สีลพฺพตปรามาสสญฺโญชนํ อุปฺปชฺชติ. "อโห วเตตํ รูปารมฺมณํ อญฺเญ น ลเภยฺยุนฺ"ติ อุสฺสุยฺยโต อิสฺสาสญฺโญชนํ อุปฺปชฺชติ. อตฺตนา ลทฺธํ รูปารมฺมณํ อญฺญสฺส มจฺฉรายโต มจฺฉริยสญฺโญชนํ อุปฺปชฺชติ. สพฺเพเหว สหชาตอญฺญาณวเสน อวิชฺชานโต ๓- อวิชฺชาสญฺโญชนํ อุปฺปชฺชติ. ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺสาติ เยน การเณน อสมุทาจารวเสน อนุปฺปนฺนสฺส ตสฺส ทสวิธสฺสาปิ สญฺโญชนสฺส อุปฺปาโท โหติ, ตญฺจ การณํ ปชานาติ. ยถา จ อุปฺปนฺนสฺสาติ อปฺปหีนฏฺเฐน ปน สมุทาจารวเสน วา อุปฺปนฺนสฺส ตสฺส ทสวิธสฺสาปิ สญฺโญชนสฺส เยน การเณน ปหานํ โหติ, ตญฺจ การณํ @เชิงอรรถ: ๑ ก.,ฉ.ม. สํโยชนนฺติ ๒ ฉ.ม. ฐเปตฺวา มํ โก อญฺโญ เอตํ.... @๓ ฉ.ม.,อิ. อยํ สทฺโท น ทิสฺสติ ปชานาติ. ยถา จ ปหีนสฺสาติ ตทงฺควิกฺขมฺภนปฺปหานวเสน ปหีนสฺสาปิ ตสฺส ทสวิธสฺส สญฺโญชนสฺส เยน การเณน อายตึ อนุปฺปาโท โหติ, ตญฺจ การณํ ปชานาติ. เกน การเณน ปนสฺส อายตึ อนุปฺปาโท โหติ? ทิฏฺฐิวิจิกิจฺฉา- สีลพฺพตปรามาสอิสฺสามจฺฉริยเภทสฺส ตาว ปญฺจวิธสฺส สญฺโญชนสฺส โสตาปตฺติมคฺเคน อายตึ อนุปฺปาโท โหติ. กามราคปฏิฆสญฺโญชนทฺวยสฺส โอฬาริกสฺส สกทาคามิมคฺเคน, อณุสหคตสฺส อนาคามิมคฺเคน, มานภวราคอวิชฺชาสญฺโญชน- ตฺตยสฺส อรหตฺตมคฺเคน อายตึ อนุปฺปาโท โหติ. โสตญฺจ ปชานาติ, สทฺเท จาติ อาทีสุปิ เอเสว นโย. อปิเจตฺถ อายตนกถา วิตฺถารโต วิสุทฺธิมคฺเค อายตนนิทฺเทเส วุตฺตนเยเนว เวทิตพฺพา. อิติ อชฺฌตฺตํ วาติ เอวํ อชฺฌตฺติกายตนปริคฺคณฺหเณน อตฺตโน วา ธมฺเมสุ พาหิรายตนปริคฺคณฺหเณน ปรสฺส วา ธมฺเมสุ กาเลน วา อตฺตโน กาเลน วา ปรสฺส ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ. สมุทยวยา ปเนตฺถ "อวิชฺชาสมุทยา จกฺขุสมุทโย"ติ รูปายตนสฺส รูปกฺขนฺเธ, อรูปายตเนสุ มนายตนสฺส วิญฺญาณกฺขนฺเธ, ธมฺมายตนสฺส เสสกฺขนฺเธสุ วุตฺตนเยน นีหริตพฺพา. โลกุตฺตรธมฺมา น คเหตพฺพา. อิโต ปรํ วุตฺตนยเมว. เกวลํ หิ อิธ อายตนปริคฺคาหิกา สติ ทุกฺขสจฺจนฺติ เอวํ โยชนํ กตฺวา อายตนปริคฺคาหกสฺส ภิกฺขุโน นิยฺยานมุขนฺติ เวทิตพฺพํ. เสสํ ตาทิสเมวาติ. อายตนปพฺพวณฺณนา นิฏฺฐิตา. โพชฺฌงฺคปพฺพวณฺณนา

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๘๕]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ใน ป่าช้า คือ เป็นกระดูกมีสีขาว เปรียบด้วยสีสังข์ ฯลฯ

[๓๘๕]

เอวํ ฉอชฺฌตฺติกพาหิรายตนวเสน ธมฺมานุปสฺสนํ วิภชิตฺวา อิทานิ โพชฺฌงฺควเสน วิภชิตุํ ปุน จปรนฺติ อาทิมาห. ตตฺถ โพชฺฌงฺเคสูติ พุชฺฌนกสตฺตสฺส องฺเคสุ. สนฺตนฺติ ปฏิลาภวเสน สํวิชฺชนานํ. สติสมฺโพชฺฌงฺคนฺติ สติสงฺขาตํ สมฺโพชฺฌงฺคํ. เอตฺถ ๑- หิ สมฺโพชฺฌงฺคนฺติ อารทฺธวิปสฺสกโต ปฏฺฐาย โยคาวจโร สมฺโพธิ. ๑- ยาย วา โส สติอาทิกาย สตฺตธมฺมสามคฺคิยา สมฺพุชฺฌติ กิเลสนิทฺทาโต อุฏฺฐาติ, สจฺจานิ วา ปฏิวิชฺฌติ, สา ธมฺมสามคฺคี สมฺโพธิ. ตสฺส สมฺโพธิสฺส, ตสฺสา วา สมฺโพธิยา องฺคนฺติ สมฺโพชฺฌงฺคํ. เตน วุตฺตํ "สติสงฺขาตํ สมฺโพชฺฌงฺคนฺ"ติ. เสสสมฺโพชฺฌงฺเคสุปิ อิมินาว นเยน วจนฏฺโฐ เวทิตพฺโพ. อสนฺตนฺติ อปฏิลาภวเสน อวิชฺชมานํ. ยถา จ อนุปฺปนฺนสฺสาติ อาทีสุ ปน สติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ตาว "อตฺถิ ภิกฺขเว สติสมฺโพชฺฌงฺคฏฺฐานียา ธมฺมา, ตตฺถ โยนิโสมนสิการพหุลีกาโร, อยมาหาโร อนุปฺปนฺนสฺส วา สติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฺปาทาย อุปฺปนฺนสฺส วา สติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สํวตฺตตี"ติ ๒- เอวํ อุปฺปาโท โหติ. ตตฺถ สติเยว สติสมฺโพชฺฌงฺคฏฺฐานียา ธมฺมา. โยนิโสมนสิกาโร วุตฺตลกฺขโณเยว. ตํ ตตฺถ พหุลํ ปวตฺตยโต สติสมฺโพชฺฌงฺโค อุปฺปชฺชติ. อปิจ จตฺตาโร ธมฺมา สติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฺปาทาย สํวตฺตนฺติ สติสมฺปชญฺญํ มุฏฺฐสฺสติปุคฺคลปริวชฺชนตา อุปฏฺฐิตสฺสติปุคฺคลเสวนตา ตทธิมุตฺตตาติ. อภิกฺกนฺตาทีสุ หิ สตฺตสุ ฐาเนสุ สติสมฺปชญฺเญน ภตฺตนิกฺขิตฺตกากสทิเส มุฏฺฐสฺสติปุคฺคเล ปริวชฺชเนน ติสฺสทตฺตตฺเถรอภยตฺเถราทิสทิเส ๓- อุปฏฺฐิตสฺสติปุคฺคเล เสวเนน ฐานนิสชฺชาทีสุ สติสมุฏฺฐาปนตฺถํ นินฺนโปณปพฺ- ภารจิตฺตตาย จ สติสมฺโพชฺฌงฺโค อุปฺปชฺชติ. เอวํ จตูหิ การเณหิ อุปฺปนฺนสฺส ปนสฺส อรหตฺตมคฺเคน ภาวนาปาริปูริ โหตีติ ปชานาติ. ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ปน "อตฺถิ ภิกฺขเว กุสลากุสลา ธมฺมา ฯเปฯ กณฺหสุกฺกสปฺปฏิภาคา ธมฺมา, ตตฺถ โยนิโสมนสิการพหุลีกาโร, อยมาหาโร อนุปฺปนฺนสฺส วา ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฺปาทาย อุปฺปนฺนสฺส วา ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สํวตฺตตี"ติ ๒- เอวํ อุปฺปาโท โหติ. @เชิงอรรถ: ๑-๑ ฉ.ม. เอตฺถ หิ สมฺพุชฺฌติ อารทฺธวิปสฺสกโต ปฏฺฐาย โยคาวจโรติ สมฺโพธิ. @๒ สํ. มหา. ๑๙/๒๓๒/๙๒ อาหารสุตฺต ๓ ฉ.ม., อิ. ติสฺสทตฺตตฺเถรอภยตฺเถรสทิเส อปิจ สตฺต ธมฺมา ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฺปาทาย สํวตฺตนฺติ ปริปุจฺฉกตา วตฺถุวิสทกิริยา อินฺทฺริยสมตฺตปฏิปาทนา ทุปฺปญฺญปุคคลปริวชฺชนา ปญฺญวนฺตปุคฺคลเสวนา คมฺภีรญาณจริยปจฺจเวกฺขณา ตทธิมุตฺตตาติ. ตตฺถ ปริปุจฺฉกตาติ ขนฺธธาตุอายตนอินฺทฺริยพลโพชฺฌงฺคมคฺคงฺคฌานงฺคสมถวิปสฺสนานํ อตฺถสนฺนิสฺสิตปริปุจฺฉาพหุลตา. วตฺถุวิสทกิริยาติ อชฺฌตฺติกพาหิรานํ วตฺถูนํ วิสทภาวกรณํ. ยทา หิสฺส เกสนขโลมานิ อติทีฆานิ โหนฺติ, สรีรํ วา อุสฺสนฺนโทสญฺเจว เสทมลมกฺขิตํ จ. ตทา อชฺฌตฺติกวตฺถุ อวิสทํ โหติ อปริสุทฺธํ. ยทา ปน จีวรํ ชิณฺณํ กิลิฏฺฐํ ทุคฺคนฺธํ โหติ, เสนาสนํ วา อุกฺกลาปํ, ตทา พาหิรวตฺถุ อวิสทํ โหติ อปริสุทฺธํ. ตสฺมา เกสาทิจฺเฉทเนน อุทฺธวิเรจนอโธ- วิเรจนาทีหิ สรีรสลฺลหุกภาวกรเณน อุจฺฉาทนนฺหานทุคฺคนฺธวิโนทเนน ๑- จ อชฺฌตฺติกวตฺถุ วิสทํ กาตพฺพํ. สูจิกมฺมโธวนรชนปริภณฺฑกรณาทีหิ พาหิรวตฺถุ วิสทํ กาตพฺพํ. เอตสฺมึ หิ อชฺฌตฺติกพาหิเร วตฺถุมฺหิ อวิสเท อุปฺปนฺเนสุ จิตฺตเจตสิเกสุ ญาณํปิ อวิสทํ โหติ อปริสุทฺธานิ ทีปกปลฺลิกวฏฺฏิเตลานิ นิสฺสาย อุปฺปนฺนทีปสิขาย โอภาโส วิย. วิสเท ปน อชฺฌตฺติกพาหิเร วตฺถุมฺหิ อุปฺปนฺเนสุ จิตฺตเจตสิเกสุ ญาณํปิ วิสทํ โหติ สุปริสุทฺธานิ ทีปกปลฺลิกวฏฺฏิเตลานิ นิสฺสาย อุปฺปนฺนทีปสิขาย โอภาโส วิย. เตน วุตฺตํ "วตฺถุวิสทกิริยตา ๒- ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฺปาทาย สํวตฺตตี"ติ. อินฺทฺริยสมตฺตปฏิปาทนา นาม สทฺธาทีนํ อินฺทฺริยานํ สมภาวกรณํ. สเจ หิสฺส สทฺธินฺทฺริยํ พลวํ โหติ, อิตรานิ มนฺทานิ, ตโต วิริยินฺทฺริยํ ปคฺคหกิจฺจํ สตินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานกิจฺจํ สมาธินฺทฺริยํ อวิกฺเขปกิจฺจํ ปญฺญินฺทฺริยํ ทสฺสนกิจฺจํ กาตุํ น สกฺโกติ. ตสฺมา ตํ ธมฺมสภาวปจฺจเวกฺขเณน วา ยถา วา มนสิกโรโต พลวํ ชาตํ, ตถา อมนสิกาเรน หาเปตพฺพํ. วกฺกลิตฺเถรวตฺถุ เจตฺถ นิทสฺสนํ. สเจ ปน วิริยินฺทฺริยํ พลวํ โหติ, อถ สทฺธินฺทฺริยํ อธิโมกฺขกิจฺจํ กาตุํ น สกฺโกติ, น อิตรานิ อิตรกิจฺจเภทํ. ตสฺมา ตํ ปสฺสทฺธาทิภาวนาย หาเปตพฺพํ. ตตฺราปิ โสณตฺเถรสฺส วตถุํ ทสฺเสตพฺพํ. เอวํ เสเสสุปิ เอกสฺส พลวภาเว สติ อิตเรสํ อตฺตโน กิจฺเจสุ อสมตฺถตา เวทิตพฺพา. @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม. อุจฺฉาทนนฺหาปเนน ๒ ฉ.ม. วตฺถุวิสทกิริยา วิเสสโต ปเนตฺถ สทฺธาปญฺญานํ สมาธิวิริยานํ จ สมตํ ปสํสนฺติ. พลวสทฺโธ หิ มนฺทปญฺโญ มุทฺธปฺปสนฺโน ๑- โหติ, อวตฺถุสฺมึ ปสีทติ. พลวปญฺโญ มนฺทสทฺโธ เกราฏิกปกฺขํ ภชติ, เภสชฺชสมุฏฺฐิโต วิย โรโค อเตกิจฺโฉ โหติ. จิตฺตุปฺปาทมตฺเตเนว กุสลํ โหตีติ อติธาวิตฺวา ทานาทีนิ อกโรนฺโต นิรเย อุปฺปชฺชติ. อุภินฺนํ สมตาย วตฺถุสฺมึเยว ปสีทติ. พลวสมาธึ ปน มนฺทวิริยํ สมาธิสฺส โกสชฺชปกฺขตฺตา โกสชฺชํ อภิภวติ. พลววิริยํ มนฺทสมาธึ วิริยสฺส อุทฺธจฺจปกฺขตฺตา อุทฺธจฺจํ อภิภวติ. สมาธิ ปน วิริเยน สญฺโญชิโต โกสชฺเช ปติตุํ น ลภติ, วิริยํ สมาธินา สญฺโญชิตํ อุทฺธจฺเจ ปติตุํ น ลภติ. ตสฺมา ตทุภยํ สมํ กาตพฺพํ. อุภยสมตาย หิ อปฺปนา โหติ. อปิจ สมาธิกมฺมิกสฺส พลวตีปิ สทฺธา วฏฺฏติ. เอวํ หิ สทฺทหนฺโต โอกปฺปนฺโต อปฺปนํ ปาปุณิสฺสติ. สมาธิปญฺญาสุ ปน สมาธิกมฺมิกสฺส เอกคฺคตา พลวตี วฏฺฏติ. เอวํ หิ โส อปฺปนํ ปาปุณาติ. วิปสฺสนากมฺมิกสฺส ปญฺญา พลวตี วฏฺฏติ. เอวํ หิ โส ลกฺขณปฏิเวธํ ปาปุณาติ. อุภินฺนํ ปน สมตายปิ อปฺปนา โหติเยว. สติ ปน สพฺพตฺถ พลวตี วฏฺฏติ. สติ หิ จิตฺตํ อุทฺธจฺจปกฺขิกานํ สทฺธาวิริยปญฺญานํ วเสน อุทฺธจฺจปาตโต โกสชฺชปกฺขิเกน จ สมาธินา โกสชฺชปาตโต รกฺขติ. ตสฺมา สา โลณธูปนา ๒- วิย สพฺพพฺยญฺชเนสุ สพฺพกมฺมิกอมจฺโจ วิย จ สพฺพราชกิจฺเจสุ สพฺพตฺถ อิจฺฉิตพฺพา. เตนาห "สติ จ ปน สพฺพตฺถิกา วุตฺตา ภควตา, กึการณา? จิตฺตํ หิ สติปฏิสรณํ, อารกฺขปจฺจุปฏฺฐานา จ สติ, น วินา สติยา จิตฺตสฺส ปคฺคหนิคฺคโห โหตี"ติ. ทุปฺปญฺญปุคฺคลปริวชฺชนา นาม ขนฺธาทิเภเท อโนคาฬฺหปญฺญานํ ทุมฺเมธปุคฺคลานํ อารกา ปริวชฺชนํ. ปญฺญวนฺตปุคฺคลเสวนา นาม สมปญฺญาสลกฺขณปริคฺคาหิกาย อุทยวยปญฺญาย สมนฺนาคตปุคฺคลเสวนา. คมฺภีรญาณจริย- ปจฺจเวกฺขณา นาม คมฺภีเรสุ ขนฺธาทีสุ ปวตฺตาย คมฺภีรปญฺญาย ปเภทปจฺจเวกฺขณา. ตทธิมุตฺตตา นาม ฐานนิสชฺชาทีสุ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคสมุฏฺฐาปนตฺถํ นินฺนโปณปพฺภารจิตฺตตา. เอวํ อุปฺปนฺนสฺส ปนสฺส อรหตฺตมคฺเคน ภาวนาปาริปูริ โหตีติ ปชานาติ. @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม. มุธปฺปสนฺโน ๒ ฉ.ม. โลณธูปนํ วิริยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส "อตฺถิ ภิกฺขเว อารมฺภธาตุ นิกฺกมธาตุ ปรกฺกมธาตุ, ตตฺถ โยนิโสมนสิการพหุลีกาโร, อยมาหาโร อนุปฺปนฺนสฺส วา วิริยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฺปาทาย อุปฺปนฺนสฺส วา วิริยสมฺโพชฺคงฺคสฺส ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สํวตฺตตี"ติ ๑- เอวํ อุปฺปาโท โหติ. อปิจ เอกาทส ธมฺมา วิริยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฺปาทาย สํวตฺตนฺติ อปายภยปจฺจเวกฺขณตา อานิสํสทสฺสาวิตา คมนวีถิปจฺจเวกฺขณตา ปิณฺฑปาตาปจายนตา ทายชฺชมหตฺตปจฺจเวกฺขณตา สตฺถุมหตฺตปจฺจเวกฺขณตา ชาติมหตฺตปจฺจเวกฺขณตา สพฺรหฺมจาริมหตฺตปจฺจเวกฺขณตา กุสีตปุคฺคลปริวชฺชนตา อารทฺธวิริยปุคฺคลเสวนตา ตทธิมุตฺตตาติ. ตตฺถ นิรเยสุ ปญฺจวิธพนฺธนกมฺมกรณโต ปฏฺฐาย มหาทุกฺขํ อนุภวนกาเลปิ ติรจฺฉานโยนิยํ ชาลขิปนกุมินาทีหิ คหิตกาเลปิ ปาชนกณฺฏกาทิปฺปหารตุนฺนสฺส สกฏวหนกาเลปิ ๒- ปิตฺติวิสเย อเนกานิปิ วสฺสสหสฺสานิ เอกํ พุทฺธนฺตรํปิ ขุปฺปิปาสาหิ อาตุรีภูตกาเลปิ กาลกญฺชิกอสุเรสุ สฏฺฐิหตฺถอสีติหตฺถปฺปมาเณน อฏฺฐิจมฺมมตฺเตเนว อตฺตภาเวน วาตาตปาทิทุกฺขานุภวนกาเลปิ น สกฺกา วิริยสมฺโพชฺฌงฺคํ อุปฺปาเทตุํ, อยเมว เต ภิกฺขุ กาโล วิริยกรณายาติ เอวํ อปายภยํ ปจฺจเวกฺขนฺตสฺสาปิ วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค อุปฺปชฺชติ. น สกฺกา กุสีเตน นวโลกุตฺตรธมฺมํ ลทฺธุํ, อารทฺธวิริเยเนว สกฺกา อยมานิสํโส วิริยสฺสาติ เอวํ อานิสํสทสฺสาวิโนปิ อุปฺปชฺชติ. สพฺพพุทฺธปจฺเจก- พุทฺธมหาสาวเกเหว คตมคฺโค คนฺตพฺโพ. โส จ น สกฺกา กุสีเตน คนฺตุนฺติ เอวํ คมนวีถึ ปจฺจเวกฺขนฺตสฺสาปิ อุปฺปชฺชติ. เย ตํ ปิณฺฑปาตาทีหิ อุปฏฺฐหนฺติ, อิเม เต มนุสฺสา เนว ญาตกา น ทาสกมฺมกรา, นาปิ ตํ นิสฺสาย ชีวิสฺสามาติ เต ปณีตานิ จีวราทีนิ เทนฺติ. อถโข อตฺตโน การานํ มหปฺผลตํ ปจฺจาสึสมานา เทนฺติ. สตฺถาราปิ "อยํ อิเม ปจฺจเย ปริภุญฺชิตฺวา กายทฬฺหีพหุโล สุขํ วิหริสฺสตี"ติ น เอวํ สมฺปสฺสตา ตุยฺหํ ปจฺจยา อนุญฺญาตา. อถโข "อยํ อิเม ปริภุญฺชมาโน สมณธมฺมํ กตฺวา วฏฺฏทุกฺขโต มุจฺจิสฺสตี"ติ เตน ปจฺจยา @เชิงอรรถ: ๑ สํ. มหา. ๑๙/๒๓๒ อาหารสุตฺต ๒ ฉ.ม. สกฏวหนาทิกาเลปิ ๓ ฉ.ม. เต อนุญฺญาตา, โสทานิ ตฺวํ กุสีโต วิหรนฺโต น ตํ ปิณฺฑํ อปจายิสฺสสิ. ๑- อารทฺธวิริยสฺเสว หิ ปิณฺฑาปจายนา นาม โหตีติ เอวํ ปิณฺฑปาตาปจายนํ ปจฺจเวกฺขนฺตสฺสาปิ อุปฺปชฺชติ อยฺยมิตฺตตฺเถรสฺส วิย. เถโร กิร กสกเลเณ นาม ปฏิวสติ. ตสฺส จ โคจรคาเม เอกา มหาอุปาสิกา เถรํ ปุตฺตํ กตฺวา ปฏิชคฺคติ. สา เอกทิวสํ อรญฺญํ คจฺฉนฺตี ธีตรํ อาห "อมฺม อสุกสฺมึ ฐาเน ปุราณตณฺฑุลา, อสุกสฺมึ ขีรํ, อสุกสฺมึ สปฺปิ, อสุกสฺมึ ผาณิตํ, ตว ภาติกสฺส อยฺยมิตฺตสฺส อาคตกาเล ภตฺตํ ปจิตฺวา ขีรสปฺปิผาณิเตหิ สทฺธึ เทหีติ. "ตฺวํ จ กึ ภุญฺเชยฺยาสี"ติ "อหํ ปน หิยฺโย ปกฺกํ ปาริวาสิกภตฺตํ กญฺชิเยเนว ภุตฺตามฺหี"ติ. "ทิวา กึ ภุญฺชิสฺสสิ อมฺมาติ. "สากปณฺณํ ปกฺขิปิตฺวา กณฺตณฺฑุเลหิ อมฺพิลยาคุํ ปจิตฺวา ฐเปหิ อมฺมาติ. เถโร จีวรํ ปารุปิตฺวา ปตฺตํ นีหรนฺโตว ตํ สทฺทํ สุตฺวา อตฺตานํ โอวทิ "มหาอุปาสิกา กิร กญฺชิเยน ปาริวาสิกภตฺตํ ปริภุญฺชิ, ทิวาปิ สากปณฺณมฺพิลยาคุํ ๒- ภุญฺชิสฺสติ, ตุยฺหํ อตฺถาย ปน ปุราณตณฺฑุลาทีนิ อาจิกฺขติ, ตํ นิสฺสาย โข ปเนสา เนว เขตฺตํ น วตฺถุํ น ภตฺตํ น วตฺถํ ปจฺจาสึสติ, ติสฺโส ปน สมฺปตฺติโย ปตฺถยมานา เทติ, ตฺวํ เอติสฺสา ตา สมฺปตฺติโย ทาตุํ สกฺขิสฺสสิ โน สกฺขิสฺสสีติ, อยํ โข ปน ปิณฺฑปาโต ตยา สราเคน สโทเสน สโมเหน น สกฺกา คณฺหิตุนฺ"ติ ปตฺตํ ถวิกาย ปกฺขิปิตฺวา คณฺฐิกํ มุญฺจิตฺวา นิวตฺติตฺวา กสกเลณเมว คนฺตฺวา ปตฺตํ เหฏฺฐามญฺเจ จีวรํ จีวรวํเส ฐเปตฺวา "อรหตฺตํ อปาปุณิตฺวา น นิกฺขมิสฺสามี"ติ วิริยํ อธิฏฺฐหิตฺวา นิสีทิ. ทีฆรตฺตํ อปฺปมตฺโต หุตฺวา นิวุฏฺฐภิกฺขุ วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา ปุเรภตฺตเมว อรหตฺตํ ปตฺวา วิกสมานมิว ปทุมํ มหาขีณาสโว สิตํ กโรนฺโตว นิสีทิ. เลณทฺวาเร รุกฺขมฺปิ อธิวฏฺฐา เทวตา นโม เต ปุริสาชญฺญ นโม เต ปุริสุตฺตม ยสฺส เต อาสวา ขีณา ทกฺขิเณยฺโยสิ มาริสาติ. @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม. อปจายิสฺสติ ๒ ฉ.ม. กณปณฺณมฺพิลยาคุํ อุทานํ อุทาเนตฺวา "ภนฺเต ปิณฺฑาย ปวิฏฺฐานํ ตุมฺหาทิสานํ อรหนฺตานํ ภิกฺขํ ทตฺวา มหลฺลกิตฺถิโย ทุกฺขา มุจฺจิสฺสนฺตี"ติ อาห. เถโร อุฏฺฐหิตฺวา ทฺวารํ วิวริตฺวา กาลํ โอโลเกนฺโต "ปาโตเยวา"ติ ญตฺวา ปตฺตจีวรํ อาทาย คามํ ปาวิสิ. ทาริกาปิ ภตฺตํ สมฺปาเทตฺวา "อิทานิ เม ภาตา อาคมิสฺสติ อิทานิ อาคมิสฺสตี"ติ ทฺวารํ โอโลกยมานา นิสีทิ. สา เถเร ฆรทฺวารํ สมฺปตฺเต ปตฺตํ คเหตฺวา สปฺปิผาณิตโยชิตสฺส ขีรปิณฺฑปาตสฺส ปูเรตฺวา หตฺเถ ฐเปสิ. เถโร "สุขํ โหตู"ติ อนุโมทนํ กตฺวา ปกฺกามิ. สา ตํ โอโลกยมานาว อฏฺฐาสิ. เถรสฺส หิ ตทา อติวิย ปริสุทฺโธ ฉวิวณฺโณ อโหสิ, วิปฺปสนฺนานิ อินฺทฺริยานิ, มุขํ พนฺธนา มุตฺตตาลปกฺกํ วิย อติวิย วิโรจิตฺถ. มหาอุปาสิกา อรญฺญา อาคนฺตฺวา "กึ อมฺม ภาติโก เต อาคโต"ติ ปุจฺฉิ. สา สพฺพํ ตํ ปวตฺตึ อาโรเจสิ. อุปาสิกา "อชฺช มม ปุตฺตสฺส ปพฺพชิตกิจฺจํ มตฺถกํ ปตฺตนฺ"ติ ญตฺวา "อภิรมติ เต อมฺม ภาตา พุทฺธสาสเน, น อุกฺกณฺฐตี"ติ อาห. มหนฺตํ โข ปเนตํ สตฺถุ ทายชฺชํ ยทิทํ สตฺตอริยธนานิ นาม, ตํ น สกฺกา กุสีเตน คเหตุํ. ยถา หิ วิปฺปฏิปนฺนํ ปุตฺตํ มาตาปิตโร "อยํ อมฺหากํ อปุตฺโต"ติ ปริพาหิรํ กโรนฺติ, โส เตสํ อจฺจเยน ทายชฺชํ น ลภติ, เอวํ กุสีโตปิ อิทํ อริยธนทายชฺชํ น ลภติ, อารทฺธวิริโยว ลภตีติ ทายชฺชมหตฺตํ ปจฺจเวกฺขโตปิ อุปฺปชฺชติ. มหา โข ปน เต สตฺถา, สตฺถุโน หิ เต มาตุ กุจฺฉิมฺมึ ปฏิสนฺธิคฺคหณกาเลปิ อภินิกฺขมเนปิ อภิสมฺโพธิยํปิ ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนยมกปาฏิหาริย- เทโวโรหณอายุสงฺขารโวสฺสชฺชเนสุปิ ปรินิพฺพานกาเลปิ ทสสหสฺสีโลกธาตุ อกมฺปิตฺถ, ยุตฺตํ นุ เต เอวรูปสฺส สุตฺถุ สาสเน ปพฺพชิตฺวา กุสีเตน ภวิตุนฺติ เอวํ สตฺถุมหตฺตํ ปจฺจเวกฺขโตปิ อุปฺปชฺชติ. ชาติยาปิ ตฺวํ อิทานิ น ลามกชาติโก, อสมฺภินฺนาย มหาสมฺมตปเวณิยา อาคเต อุกฺกากราชวํเส ชาโตสิ, สุทฺโธทนมหาราชสฺส จ มหามายาเทวิยา จ นตฺตา ราหุลภทฺทสฺส กนิฏฺโฐ, ตยา นาม เอวรูเปน ชินปุตฺเตน หุตฺวา น ยุตฺตํ กุสีเตน วิหริตุนฺติ เอวํ ชาติมหตฺตํ ปจฺจเวกฺขโตปิ อุปฺปชฺชติ. สาริปุตฺตมหาโมคฺคลฺลานา เจว อสีติมหาสาวกา จ วิริเยเนว โลกุตฺตรธมฺมํ ปฏิวิชฺฌึสุ, ตฺวํ เอเตสํ สพฺรหฺมจารีนํ มคฺคํ ปฏิปชฺชสิ น ปฏิปชฺชสีติ เอวํ สพฺรหฺมจาริมหตฺตํ ปจฺจเวกฺขโตปิ อุปฺปชฺชติ. กุจฺฉึ ปูเรตฺวา ฐิตอชครสทิเส วิสฏฺฐกายิกเจตสิกวิริเย กุสีตปุคฺคเล ปริวชฺเชนฺตสฺสาปิ อารทฺธวิริเย ปหิตตฺเต ปุคฺคเล เสวนฺตสฺสาปิ ฐานนิสชฺชาทีสุ วิริยุปฺปาทนตฺถํ นินฺนโปณปพฺภารจิตฺตสฺสาปิ อุปฺปชฺชติ. เอวํ อุปฺปนฺนสฺส ปนสฺส อรหตฺตมคฺเคน ภาวนาปาริปูริ โหตีติ ปชานาติ. ปีติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส "อตฺถิ ภิกฺขเว ปีติสมฺโพชฺฌงฺคฏฺฐานิยา ธมฺมา, ตตฺถ โยนิโสมนสิการพหุลีกาโร, อยมาหาโร อนุปฺปนฺนสฺส วา ปีติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฺปาทาย อุปฺปนฺนสฺส วา ปีติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สํวตฺตตี"ติ ๑- เอวํ อุปฺปาโท โหติ. ตตฺถ ปีติเยว ปีติสมฺโพชฺฌงฺคฏฺฐานิยา ธมฺมา นาม. ตสฺสา อุปฺปาทกมนสิกาโร โยนิโสมนสิกาโร นาม. อปิจ เอกาทส ธมฺมา ปีติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฺปาทาย สํวตฺตนฺติ พุทฺธานุสฺสติ ธมฺมานุสฺสติ สํฆานุสฺสติ สีลานุสฺสติ จาคานุสฺสติ เทวตานุสฺสติ อุปสมานุสฺสติ ลูขปุคฺคลปริวชฺชนตา สินิทฺธปุคฺคลเสวนตา ปสาทนียสุตฺตนฺตปจฺจเวกฺขณตา ตทธิมุตฺตตาติ. พุทฺธคุเณ อนุสฺสรนฺตสฺสาปิ หิ ยาว อุปจารา สกลสรีรํ ผรมาโน ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค อุปฺปชฺชติ. ธมฺมสํฆคุเณ อนุสฺสรนฺตสฺสาปิ, ทีฆรตฺตํ อขณฺฑํ กตฺวา รกฺขิตํ จตุปาริสุทฺธิสีลํ ปจฺจเวกฺขนฺตสฺสาปิ, คิหิโนปิ ทสสีลปญฺจสีลํ ปจฺจเวกฺขนฺตสฺสาปิ, ทุพฺภิกฺขภยาทีสุ ปณีตโภชนํ สพฺรหฺมจารีนํ ทตฺวา "เอวํ นาม อทมฺหา"ติ จาคํ ปจฺจเวกฺขนฺตสฺสาปิ, คิหิโนปิ เอวรูเป กาเล สีลวนฺตานํ ทินฺนทานํ ปจฺจเวกฺขนฺตสฺสาปิ, เยหิปิ คุเณหิ สมนฺนาคตา เทวตา เทวตฺตํ ปตฺตา, ตถารูปานํ คุณานํ อตฺตนิ อตฺถิตํ ปจฺจเวกฺขนฺตสฺสาปิ, สมาปตฺติยาปิ @เชิงอรรถ: ๑ สํ. มหา. ๑๙/๒๓๒/๙๕ อาหารสุตฺต วิกฺขมฺภิตา กิเลสา สฏฺฐีปิ สตฺตติปิ วสฺสานิ น สมุทาจรนฺตีติ ปจฺจเวกฺขนฺตสฺ- สาปิ, เจติยทสฺสนโพธิทสฺสนเถรทสฺสเนสุ อสกฺกจฺจกิริยาย สํสุจิตลูขภาเว พุทฺธาทีสุ ปสาทสิเนหาภาเวน คทฺรภปิฏฺเฐ รชสทิเส ลูขปุคฺคเล ปริวชฺชนฺตสฺสาปิ, พุทฺธาทีสุ ปสาทพหุเล มุทุจิตฺเต สินิทฺธปุคฺคเล เสวนฺตสฺสาปิ, รตนตฺตยคุณปริทีปเก ปสาทนียสุตฺตนฺเต ปจฺจเวกฺขนฺตสฺสาปิ, ฐานนิสชฺชาทีสุ ปีติอุปฺปาทนตฺถํ นินฺนโปณปพฺภารจิตฺตสฺสาปิ อุปฺปชฺชติ. เอวํ อุปฺปนฺนสฺส ปนสฺส อรหตฺตมคฺเคน ภาวนาปาริปูริ โหตีติ ปชานาติ. ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส "อตฺถิ ภิกฺขเว กายปสฺสทฺธิ จิตฺตปสฺสทฺธิ, ตตฺถ โยนิโสมนสิการพหุลีกาโร, อยมาหาโร อนุปฺปนฺนสฺส วา ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฺปาทาย อุปฺปนฺนสฺส วา ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สํวตฺตตี"ติ ๑- เอวํ อุปฺปาโท โหติ. อปิจ สตฺต ธมฺมา ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฺปาทาย สํวตฺตนฺติ ปณีตโภชนเสวนตา อุตุสุขเสวนตา อิริยาปถสุขเสวนตา มชฺฌตตปโยคตา สารทฺธกายปุคฺคลปริวชฺชนตา ปสฺสทฺธกายปุคฺคลเสวนตา ตทธิมุตฺตตาติ. ปณีตํ หิ สินิทฺธํ สปฺปายโภชนํ ภุญฺชนฺตสฺสาปิ สีตุเณฺหสุ จ อุตูสุ ฐานาทีสุ จ อิริยาปเถสุ สปฺปายํ อุตุญฺจ อิริยาปถญฺจ เสวนฺตสฺสาปิ ปสฺสทฺธิ อุปฺปชฺชติ. โย ปน มหาปุริสชาติโก สุขอุตุอิริยาปถกฺขโม ๒- โหติ, น ตํ สนฺธาเยตํ วุตฺตํ. ยสฺส สภาควิสภาคตา อตฺถิ, ตสฺเสว วิสภาเค อุตุอิริยาปเถ วชฺเชตฺวา สภาเค เสวนฺตสฺสาปิ อุปฺปชฺชติ. มชฺฌตฺตปโยโค วุจฺจติ อตฺตโน จ ปรสฺส จ กมฺมสฺสกตา- ปจฺจเวกฺขณา. อิมินา มชฺฌตฺตปโยเคน อุปฺปชฺชติ. โย เลฑฺฑุทณฺฑาทีหิ ปรํ วิเหฐยมาโนว วิจรติ, เอวรูปํ สารทฺธกายปุคฺคลํ ปริวชฺเชนฺตสฺสาปิ, สํยตปาทปาณึ ปสฺสทฺธกายปุคฺคลํ เสวนฺตสฺสาปิ, ฐานนิสชฺชาทีสุ ปสฺสทฺธิอุปฺปาทนตฺถาย นินฺนโปณปพฺภารจิตฺตสฺสาปิ อุปฺปชฺชติ. เอวํ อุปฺปนฺนสฺส ปนสฺส อรหตฺตมคฺเคน ภาวนาปาริปูริ โหตีติ ปชานาติ. @เชิงอรรถ: ๑. สํ. มหา. ๑๙/๒๓๒/๙๕ อาหารสุตฺต ๒ ฉ.ม. สพฺพอุตุอิริยาปถกฺขโม สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส "อตฺถิ ภิกฺขเว สมถนิมิตฺตํ อพฺยคฺคนิมิตฺตํ, ตตฺถ โยนิโสมนสิการพหุลีกาโร, อยมาหาโร อนุปฺปนฺนสฺส วา สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฺปาทาย อุปฺปนฺนสฺส วา สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สํวตฺตตี"ติ ๑- เอวํ อุปฺปาโท โหติ. ตตฺถ สมโถว สมถนิมิตฺตํ อวิกฺเขปฏฺเฐน จ อพฺยคฺคนิมิตฺตนฺติ. อปิจ เอกาทส ธมฺมา สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฺปาทาย สํวตฺตนฺติ วตฺถุวิสทกิริยตา อินฺทฺริยสมตฺตปฏิปาทนตา นิมิตฺตกุสลตา สมเย จิตฺตสฺส ปคฺคณฺหณตา สมเย จิตฺตสฺส นิคฺคณฺหณตา สมเย สมฺปหํสนตา สมเย อชฺฌุเปกฺขนตา อสมาหิตปุคฺคลปริวชฺชนตา สมาหิตปุคฺคลเสวนตา ฌานวิโมกฺขปจฺจเวกฺขณตา ตทธิมุตฺตตาติ. ตตฺถ วตฺถุวิสทกิริยา จ อินฺทฺริยสมตฺตปฏิปาทนตา จ วุตฺตนเยเนว เวทิตพฺพา. นิมิตฺตกุสลตา นาม กสิณนิมิตฺตสฺส อุคฺคณฺหณกุสลตา. สมเย จิตฺตสฺส ปคฺคณฺหณตาติ ยสฺมึ สมเย อติสิถิลวิริยตาทีหิ ลีนจิตฺตํ โหติ, ตสฺมึ สมเย ธมฺมวิจยวิริยปีติสมฺโพชฺฌงฺคสมุฏฺฐาปเนน ตสฺส ปคฺคณฺหณํ. สมเย จิตฺตสฺส นิคฺคณฺหณตาติ ยสฺมึ สมเย อจฺจารทฺธวิริยตาทีหิ อุทฺธตจิตฺตํ โหติ, ตสฺมึ สมเย ปสฺสทฺธิสมาธิอุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคสมุฏฺฐาปเนน ตสฺส นิคฺคณฺหณํ. สมเย สมฺปหํสนตาติ ยสฺมึ สมเย จิตฺตํ ปญฺญาปโยคมนฺทตาย วา อุปสมสุขานธิคเมน วา นิรสฺสาทํ โหติ, ตสฺมึ สมเย อฏฺฐสํเวควตฺถุปจฺจเวกฺขเณน สํเวเชติ. อฏฺฐ สํเวควตฺถูนิ นาม ชาติชราพยาธิมรณานิ จตฺตาริ, อปายทุกฺขํ ปญฺจมํ, อตีเต วฏฺฏมูลกํ ทุกฺขํ, อนาคเต วฏฺฏมูลกํ ทุกฺขํ, ปจฺจุปฺปนฺเน อาหารปริเยฏฺฐิมูลกํ ทุกขนฺติ. รตนตฺตยคุณานุสฺสรเณน จ ปสาทํ ชเนติ, อยํ วุจฺจติ "สมเย สมฺปหํสนตา"ติ. สมเย อชฺฌุเปกฺขนตา นาม ยสฺมึ สมเย สมฺมาปฏิปตฺตึ อาคมฺม อลีนํ อนุทฺธตํ อนิรสฺสาทํ อารมฺมเณ สมปฺปวตฺตํ สมถวีถิปฏิปนฺนํ จิตฺตํ โหติ, ตทาสฺส ปคฺคหนิคฺคหสมฺปหํสเนสุ น พฺยาปารํ อาปชฺชติ สารถี วิย สมปฺปวตฺเตสุ @เชิงอรรถ: ๑ สํ. มหา. ๑๙/๒๓๒/๙๖ อาหารสุตฺต (ปาลินโย) อสฺเสสุ. อยํ วุจฺจติ "สมเย อชฺฌุเปกฺขนตา"ติ. อสมาหิตปุคฺคลปริวชฺชนตา นาม อุปจารํ วา อปฺปนํ วา อปฺปตฺตานํ วิกฺขิตฺตจิตฺตานํ ปุคฺคลานํ อารกา ปริวชฺชนํ. สมาหิตปุคฺคลเสวนา นาม อุปจาเรน วา อปฺปนาย วา สมาหิตจิตฺตานํ เสวนา ภชนา ปยิรุปาสนา. ตทธิมุตฺตตา นาม ฐานนิสชฺชาทีสุ สมาธิอุปฺปาทนตฺถํเยว นินฺนโปณปพฺภารจิตฺตตา. เอวํ หิ ปฏิปชฺชโต เอส อุปฺปชฺชติ. เอวํ อุปฺปนฺนสฺส ปนสฺส อรหตฺตมคฺเคน ภาวนาปาริปูริ โหตีติ ปชานาติ. อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคสฺส "อตฺถิ ภิกฺขเว อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคฏฺฐานียา ธมฺมา, ตตฺถ โยนิโสมนสิการพหุลีกาโร, อยมาหาโร อนุปฺปนฺนสฺส วา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฺปาทาย อุปฺปนฺนสฺส วา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สํวตฺตตี"ติ ๑- เอวํ อุปฺปาโท โหติ. ตตฺถ จ อุเปกฺขาว อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคฏฺฐานียา ธมฺมา นาม. อปิจ ปญฺจ ธมฺมา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฺปาทาย สํวตฺตนฺติ สตฺตมชฺฌตฺตตา สงฺขารมชฺฌตฺตตา สตฺตสงฺขารเกลายนปุคฺคลปริวชฺชนตา สตฺต- สงฺขารมชฺฌตฺตปุคฺคลเสวนตา ตทธิมุตฺตตาติ. ตตฺถ ทฺวีหากาเรหิ สตฺตมชฺฌตฺตตํ สมุฏฺฐาเปติ "ตฺวํ อตฺตโน กมฺเมน อาคนฺตฺวา อตฺตโนว กมฺเมน คมิสฺสสิ, เอโสปิ อตฺตโน กมฺเมน อาคนฺตฺวา อตฺตโนว กมฺเมน คมิสฺสติ, ตฺวํ กํ เกลายสี"ติ เอวํ กมฺมสฺสกตาปจฺจเวกฺขเณน จ "ปรมตฺถโต สตฺโตเยว นตฺถิ, โส ตฺวํ กํ เกลายสี"ติ เอวํ นิสฺสตฺตปจฺจเวกฺขเณน จาติ. ทฺวีเหวากาเรหิ สงฺขารมชฺฌตฺตตํ สมุฏฺฐาเปติ "อิทํ จีวรํ อนุปุพฺเพน วณฺณวิการตญฺเจว ชิณฺณภาวญฺจ อุปคนฺตฺวา ปาทปุญฺฉนโจลกํ หุตฺวา ยฏฺฐิโกฏิยา ฉฑฺฑนียํ ภวิสฺสติ, สเจ ปนสฺส สามิโก ภเวยฺย, นาสฺส เอวํ วินสฺสิตุํ ทเทยฺยา"ติ เอวํ อสฺสามิกภาวปจฺจเวกฺขเณน จ "อนทฺธนิยํ อิทํ ตาวกาลิกนฺ"ติ เอวํ ตาวกาลิกภาวปจฺจเวกฺขเณน จาติ. ยถา จ จีวเร, เอวํ ปตฺตาทีสุปิ โยชนา กาตพฺพา. @เชิงอรรถ: ๑ สํ. มหา. ๑๙/๒๓๒/๙๖ อาหารสุตฺต (ปาลินโย) สตฺตสงฺขารเกลายนปุคฺคลปริวชฺชนตาติ เอตฺถ โย ปุคฺคโล คิหี วา อตฺตโน ปุตฺตธีตาทิเก ปพฺพชิโต วา อตฺตโน อนฺเตวาสิกสมานูปชฺฌายกาทิเก มมายติ, สหตฺเถเนว เนสํ เกสจฺเฉทนสูจิกมฺมจีวรโธวนรชนปตฺตปจนาทีนิ กโรติ, มุหุตฺตํปิ อปสฺสนฺโต "อสุโก สามเณโร กุหึ คโต อสุโก ทหโร กุหินฺ"ติ ภนฺตมิโค วิย อิโต จิโต จ โอโลเกติ, อญฺเญน เกสจฺเฉทนาทีนํ อตฺถาย "มุหุตฺตํ อสุกํ เปเสถา"ติ ยาจิยมาโนปิ "อเมฺหปิ ตํ อตฺตโน กมฺมํ น กาเรม, ตุเมฺห นํ คเหตฺวา กิลมิสฺสถา"ติ น เทติ, อยํ สตฺตเกลายโน นาม. โย ปน จีวรปตฺตถาลกกตฺตรยฏฺฐิอาทีนิ มมายติ, อญฺญสฺส หตฺเถน ปรามสิตุํปิ น เทติ, ตาวกาลิกํ ยาจิโตปิ "มยํปิ อิมํ มมายนฺตา น ปริภุญฺชาม, ตุมฺหากํ กึ ทสฺสามา"ติ วทติ, อยํ สงฺขารเกลายโน นาม. โย ปน เตสุ ทฺวีสุปิ วตฺถูสุ มชฺฌตฺโต อุทาสิโน, อยํ สตฺตสงฺขารมชฺฌตฺโต นาม. อิติ อยํ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค เอวรูปํ สตฺตสงฺขารเกลายนปุคฺคลํ อารกา ปริวชฺเชนฺตสฺสาปิ สตฺตสงฺขารมชฺฌตฺตปุคฺคลํ เสวนฺตสฺสาปิ ฐานนิสชฺชาทีสุ ตทุปฺปาทนตฺถํ นินฺนโปณปพฺภารจิตฺตสฺสาปิ อุปฺปชฺชติ. เอวํ อุปฺปนฺนสฺส ปนสฺส อรหตฺตมคฺเคน ภาวนาปาริปูริ โหตีติ ปชานาติ. อิติ อชฺฌตฺตํ วาติ เอวํ อตฺตโน วา สตฺตสมฺโพชฺฌงฺเค ปริคฺคณฺหิตฺวา ปรสฺส วา กาเลน วา อตฺตโน กาเลน วา ปรสฺส สตฺต สมฺโพชฺฌงฺเค ปริคฺคณฺหิตฺวา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ. สมุทยวยา ปเนตฺถ สมฺโพชฺฌงฺคานํ นิพฺพตฺตินิโรธวเสน เวทิตพฺพา. อิโต ปรํ วุตฺตนยเมว. เกวลํ หิ อิธ โพชฺฌงฺคปริคฺคาหิกา สติ ทุกฺขสจฺจนฺติ เอวํ โยชนํ กตฺวา โพชฺฌงฺคปริคฺคาหกสฺส ภิกฺขุโน นิยฺยานมุขนฺติ เวทิตพฺพํ. เสสํ ตาทิสเมวาติ. โพชฺฌงฺคปพฺพวณฺณนา นิฏฺฐิตา. จตุสจฺจปพฺพวณฺณนา

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๘๖]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ใน ป่าช้า คือ เป็นกระดูกกองเรียงรายอยู่แล้วเกินปีหนึ่งขึ้นไป ฯลฯ

[๓๘๖]

เอวํ สตฺตโพชฺฌงฺควเสน ธมฺมานุปสฺสนํ วิภชิตฺวา อิทานิ จตุสจฺจวเสน วิภชิตุํ ปุน จปรนฺติ อาทิมาห. ตตฺถ อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาตีติ ฐเปตฺวา ตณฺหํ เตภูมิกธมฺเม "อิทํ ทุกฺขนฺ"ติ ยถาสภาวโต ปชานาติ, ตสฺเสว โข ปน ทุกฺขสฺส ชนิกํ สมุฏฺฐาปิกํ ปุริมตณฺหํ "อยํ ทุกฺขสมุทโย"ติ, อุภินฺนํ อปฺปวตฺตินิพฺพานํ "อยํ ทุกฺขนิโรโธ"ติ, ทุกฺขปริชานนํ สมุทยปชหนํ นิโรธสจฺฉิกรณํ อริยมคฺคํ "อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา"ติ ยถาสภาวโต ปชานาตีติ อตฺโถ. อวเสสา อริยสจฺจกถา ฐเปตฺวา ชาติอาทีนํ ปทภาชนกถํ วิสุทฺธิมคฺเค วิตฺถาริตาเยว. ทุกฺขสจฺจนิทฺเทสวณฺณนา

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๘๗]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ใน ป่าช้า คือ เป็นกระดูกผุ เป็นจุณแล้ว เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้ แหละว่า ถึงร่างกายอันนี้เล่า ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความ เป็นอย่างนี้ไปได้ ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายใน กายทั้งภายในภายนอก บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือ ความ เสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึก เท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็น กายในกายอยู่ ฯ จบนวสีวถิกาบรรพ จบกายานุปัสสนา --------------------------

[๓๘๘]

ปทภาชเน ปน กตมา จ ภิกฺขเว ชาตีติ ภิกฺขเว ยา ชาติปิ ทุกฺขาติ เอวํ วุตฺตา ชาติ, สา กตมาติ เอวํ สพฺพปุจฺฉาสุ อตฺโถ เวทิตพฺโพ. ยา เตสํ เตสํ สตฺตานนฺติ อิทํ "อิเมสํ นามา"ติ นิยมาภาวโต สพฺพสตฺตปริยาทานวจนํ. ตมฺหิ ตมฺหิ สตฺตนิกาเยติ อิทํปิ สพฺพสตฺตนิกายปริยาทานวจนํ. ชนนํ ชาติ, สวิการานํ ปฐมาภินิพฺพตฺตกฺขนฺธานเมตํ อธิวจนํ. สญฺชาตีติ อิทํ ตสฺสาเอว อุปสคฺคมณฺฑิตํ เววจนํ. สาเอว อนุปวิฏฺฐากาเรน โอกฺกมนฏฺเฐน โอกฺกนฺติ. นิพฺพตฺติสงฺขาเตน อภินิพฺพตฺตนฏฺเฐน อภินิพฺพตฺติ. อิติ อยํ จตุพฺพิธาปิ สมฺมติกถา นาม. ขนฺธานํ ปาตุภาโวติ อยํ ปน ปรมตฺถกถา. เอกโวการภวาทีสุ เอกจตุปญฺจเภทานํ ขนฺธานํเยว ปาตุภาโว น ปุคฺคลสฺส, ตสฺมึ ปน สติ ปุคฺคโล ปาตุภูโตติ โวหารมตฺตํ โหติ. อายตนานํ ปฏิลาโภติ อายตนานิ ปาตุภวนฺตาเนว ปฏิลทฺธานิ นาม โหนฺติ, โส เตสํ ปาตุภาวสงฺขาโต ปฏิลาโภติ อตฺโถ. ชราติ สภาวนิทฺเทโส. ชีรณตาติ อาการภาวนิทฺเทโส. ขณฺฑิจฺจนฺติ อาทิ วิการภาวนิทฺเทโส. ทหรกาลสฺมึ หิ ทนฺตา สมเสตา โหนฺติ, เตเยว ปริปจฺจนฺเต อนุกฺกเมน วณฺณวิการํ อาปชฺชิตฺวา ตตฺถ ตตฺถ ปตนฺติ. อถ ปติตญฺจ ฐิตญฺจ อุปาทาย ขณฺฑิตทนฺตา ขณฺฑิตา นาม. ขณฺฑิตานํ ภาโว ขญฺฑิจฺจนฺติ วุจฺจติ. อนุกฺกเมน ปชชฺชรีภูตานิ ๑- เกสโลมานิ ปลิตานิ นาม. ปลิตานิ สญฺชาตานิ อสฺสาติ ปลิโต, ปลิตสฺส ภาโว ปาลิจฺจํ. ชราวาตปฺปหาเรน โสสิตมํสโลหิตตาย วลิโย ตจมฺหิ อสฺสาติ วลิตฺตโจ, ตสฺส ภาโว วลิตฺตจตา. เอตฺตาวเต ทนฺตเกสโลมตเจสุ วิการทสฺสนวเสน ปากฏีภูตา ปากฏชรา ทสฺสิตา. ยถา ๒- อุทกสฺส วา วาตสฺส วา อคฺคิโน วา ติณรุกฺขาทีนิ ๓- สมฺภคฺคปริภคฺคตาย วา ฌามตาย วา คตมคฺโค ปากโฏ โหติ, น จ โส คตมคฺโคว ปากโฏ ตาเนว อุทกาทีนิ, เอวเมว ชราย ทนฺตาทีนํ ๔- ขณฺฑิจฺจาทิวเสน คตมคฺโค ปากโฏ, จกฺขุํ อุมฺมิลิตฺวาปิ น ๕- คณฺหาติ, ๖- น จ ขณฺฑิจฺจาทีเนว ชรา. น หิ ชรา จกฺขุวิญฺเญยฺยา โหติ. ยสฺมา ปน ชรํ ปตฺตสฺส อายุ หายติ, ตสฺมา ชรา "อายุโน สํหานี"ติ ผลูปจาเรน วุตฺตา. ยสฺมา จ ทหรกาเล สุปสนฺนานิ สุขุมมฺปิ อตฺตโน วิสยํ สุเขเนว จ คณฺหณสมตฺถานิ จกฺขฺวาทีนิ อินฺทฺริยานิ ชรํ ปตฺตสฺส ปริปกฺกานิ อาฬุลิตานิ อวิสทานิ โอฬาริกํปิ อตฺตโน วิสยํ คเหตุํ อสมตฺถานิ โหนฺติ, ตสฺมา "อินฺทฺริยานํ ปริปาโก"ติปิ ผลูปจาเรเนว วุตฺตา.

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๘๘]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่อย่างไร เล่า ภิกษุ ในธรรมวินัยนี้ เสวยสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนา หรือ เสวยทุกขเวทนา ก็รู้ชัด ว่า เราเสวยทุกขเวทนา หรือ เสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนา หรือ เสวยสุขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เรา เสวยสุขเวทนามีอามิส หรือ เสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุข เวทนาไม่มีอามิส หรือเสวยทุกขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกข เวทนามี อามิส หรือ เสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส หรือเสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส หรือ เสวยอทุกขม สุขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มี อามิส ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุ ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาภายในบ้าง พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาภายนอกบ้าง พิจารณา เห็นเวทนาในเวทนาทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในเวทนาบ้าง พิจารณาเห็น ธรรมคือความเสื่อมในเวทนาบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อม ในเวทนาบ้าง อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า เวทนามีอยู่ ก็เพียง สักว่าความรู้ เพียง สักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่ แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ฯ จบเวทนานุปัสสนา ----------------------

[๓๙๐]

มรณนิทฺเทเส ยนฺติ มรณํ สนฺธาย นปุํสกนิทฺเทโส, ยํ มรณํ จุตีติ วุจฺจติ, จวนตาติ วุจฺจตีติ อยเมตฺถ อตฺถโยชนา. ตตฺถ จุตีติ สภาวนิทฺเทโส. จวนตาติ อาการภาวนิทฺเทโส. มรณํ ปตฺตสฺส ขนฺธา ภิชฺชนฺติ เจว อนฺตรธายนฺติ จ อทสฺสนํ คจฺฉนฺติ, ตสฺมา ตํ เภโท อนฺตรธานนฺติ วุจฺจติ. มจฺจุมรณนฺติ มจฺจุมรณํ น ขณิกมรณํ. กาลกิริยาติ มรณกาลกิริยา. อยํ สพฺพาปิ สมฺมติกถาว. ขนฺธานํ เภโทติ อยํ ปน ปรมตฺถกถา. เอกโวการภวาทีสุ เอกจตุปญฺจเภทานํ ขนฺธานํเยว เภโท น ปุคฺคลสฺส, ตสฺมึ ปน สติ ปุคฺคโล มโตติ โวหารมตฺตํ โหติ. กเฬวรสฺส นิกฺเขโปติ อตฺตภาวสฺส นิกฺเขโป. มรณมฺปตฺตสฺส หิ นิรตฺถํว กลิงฺครํ อตฺตภาโว ปตฺติ, ตสฺมา ตํ กเฬวรสฺส นิกฺเขโปติ วุตฺตํ. @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม.,อิ. ปณฺฑรภูตานิ. ๒ ฉ.ม.,อิ. ยเถว หิ. ๓ ฉ.ม., อิ. ติณรุกฺขาทีนํ. @๔ ม.,อิ. ทนฺตาทีสุ. ๕ ฉ.ม.,อิ. นสทฺโท น ทิสฺสติ. ๖ ฉ.ม.,อิ. คยฺหติ. ชีวิตินฺทฺริยสฺส อุปจฺเฉโท ปน สพฺพาการโต ปรมตฺถโต มรณํ. เอตเทว สมฺมติมรณนฺติ วุจฺจติ. ชีวิตินฺทฺริยูปจฺเฉทเมว หิ คเหตฺวา โลกิยา "ติสฺโส มโต, ผุสฺโส มโต"ติ วทนฺติ.

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๘๙]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างไรเล่า ภิกษุในธรรม วินัยนี้ จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิต ปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิต ปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโม หะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิต ปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิต ฟุ้งซ่าน จิตเป็น มหรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรคต หรือจิตไม่เป็นมหรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรคต จิต มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิต อื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่ เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุด พ้น ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณา เห็นจิตในจิตภายในบ้าง พิจารณาเห็น จิตในจิตภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งภายในทั้ง ภายนอกบ้าง พิจารณา เห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในจิตบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในจิต บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในจิตบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่าง หนึ่ง สติ ของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า จิตมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัย ระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้ อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯ จบจิตตานุปัสสนา ------------------------

[๓๙๑]

พฺยสเนนาติ ญาติพฺยสนาทีสุ เยน เกนจิ พฺยสเนน. ทุกฺขธมฺเมนาติ วธพนฺธนาทินา ทุกฺขการเณน. ผุฏฺฐสฺสาติ อชฺโฌตฺถฏสฺส อภิภูตสฺส. โสโกติ โย ญาติพฺยสนาทีสุ วา วธพนฺธนาทีสุ วา อญฺญตรสฺมึ สติ เตน อภิภูตสฺส อุปฺปชฺชติ โสจนลกฺขโน โสโก. โสจิตตฺตนฺติ โสจิตภาโว. ยสฺมา ปเนส อพฺภนฺตรํ ๑- โสเสนฺโต ปริโสเสนฺโต อุปฺปชฺชติ, ตสฺมา อนฺโตโสโก อนฺโตปริโสโกติ วุจฺจติ.

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๙๐]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ อย่างไร เล่า ภิกษุ ในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือนิวรณ์ ๕ ภิกษุพิจารณา เห็นธรรมในธรรมคือ นิวรณ์ ๕ อย่างไรเล่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อกามฉันท์ มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า กาม ฉันท์มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา หรือเมื่อ กามฉันท์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า กามฉันท์ ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ของเรา อนึ่ง กามฉันท์ที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัด ประการนั้น ด้วย กามฉันท์ที่เกิดขึ้นแล้วจะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย กามฉันท์ที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อพยาบาทมีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า พยาบาทมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา หรือเมื่อพยาบาท ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า พยาบาท ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนึ่ง พยาบาทที่ยังไม่ เกิดจะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย พยาบาทที่เกิดขึ้นแล้วจะละเสียได้ ด้วยประการใด ย่อม รู้ชัดประการนั้นด้วย พยาบาทที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการ ใด ย่อม รู้ชัดประการนั้นด้วย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อถีนมิทธะมีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า ถีน มิทธะมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา หรือเมื่อถีนมิทธะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า ถีนมิทธะ ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนึ่ง ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัด ประการนั้นด้วย ถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว จะ ละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย ถีนมิทธะที่ละได้แล้ว จะไม่ เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อ อุทธัจจกุกกุจจะมีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า อุทธัจจกุกกุจจะมีอยู่ ณ ภายใน จิตของเรา หรือเมื่ออุทธัจจกุกกุจจะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า อุทธัจจ กุกกุจจะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ของเรา อนึ่ง อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิดจะเกิด ขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย อุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้ว จะ ละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย อุทธัจจ กุกกุจจะที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อ วิจิกิจฉามีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า วิจิกิจฉามีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา หรือเมื่อวิจิกิจฉา ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า วิจิกิจฉาไม่มีอยู่ ณ ภายใน จิตของเรา อนึ่ง วิจิกิจฉาที่ยัง ไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้น ด้วย วิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสีย ได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย วิจิกิจฉาที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการ ใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในบ้าง พิจารณาเห็น ธรรมในธรรมภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณา เห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมบ้าง พิจารณา เห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่าง หนึ่ง สติของเธอที่ตั้ง มั่นอยู่ว่า ธรรมมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัย ระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและ ทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า พิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือนิวรณ์ ๕ อยู่ ฯ จบนีวรณบรรพ --------------------

[๓๙๒]

"มยฺหํ ธีตา, มยฺหํ ปุตฺโต"ติ เอวํ อาทิย ๒- เทวนฺติ ปริเทวนฺติ เอเตนาติ อาเทโว. ตํ ตํ วณฺณํ ปริกิตฺเตนฺตา ๓- เทวนฺติ เอเตนาติ ปริเทโว. ตโต ปรา เทฺว ตสฺเสว ภาวนิทฺเทสา.

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๙๑]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คืออุปาทาน ขันธ์ ๕ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออุปาทานขันธ์ ๕ อย่างไรเล่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นดังนี้ว่า อย่างนี้รูป อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูป อย่างนี้ความดับแห่งรูป อย่างนี้ เวทนา อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา อย่างนี้ ความดับแห่งเวทนา อย่างนี้สัญญา อย่างนี้ความ เกิดขึ้นแห่งสัญญา อย่างนี้ความ ดับแห่งสัญญา อย่างนี้สังขาร อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร อย่างนี้ความดับ แห่งสังขาร อย่างนี้วิญญาณ อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ อย่างนี้ความดับ แห่งวิญญาณ ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในบ้าง พิจารณา เห็นธรรมในธรรมภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในทั้ง ภายนอกบ้าง พิจารณา เห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง พิจารณาเห็นธรรม คือความเสื่อมในธรรมบ้าง พิจารณา เห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมใน ธรรมบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้ง มั่นอยู่ว่า ธรรมมีอยู่ ก็เพียง สักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหา และทิฐิไม่อาศัย อยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุ ชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ ฯ จบขันธบรรพ

[๓๙๓]

กายิกนฺติ กายปฺปสาทวตฺถุกํ. ทุกฺขมนฏฺเฐน ทุกฺขํ. อสาตนฺติ อมธุรํ. กายสมฺผสฺสชํ ทุกฺขนฺติ กายสมฺผสฺสโต ชาตํ ทุกฺขํ. อสาตํ เวทยิตนฺติ อมธุรํ เวทยิตํ.

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๙๒]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คืออายตนะ ภายในและภายนอก ๖ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออายตนะ ภายในและภายนอก ๖ อย่างไร เล่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้จักนัยน์ตา รู้จักรูป และรู้จักนัยน์ตาและรูปทั้ง ๒ นั้น อันเป็น ที่อาศัยบังเกิดของสังโยชน์ อนึ่ง สังโยชน์ที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัด ประการนั้นด้วย สังโยชน์ ที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย สังโยชน์ที่ ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย ภิกษุย่อม รู้จักหู รู้จักเสียง ... ภิกษุย่อมรู้จักจมูก รู้จักกลิ่น ... ภิกษุย่อมรู้จักลิ้น รู้จักรส ... ภิกษุย่อม รู้จักกาย รู้จักสิ่งที่จะพึงถูกต้องด้วยกาย ... ภิกษุย่อมรู้จักใจ รู้จัก ธรรมารมณ์ และรู้จักใจและ ธรรมารมณ์ทั้ง ๒ นั้น อันเป็นที่อาศัยบังเกิดของ สังโยชน์ อนึ่ง สังโยชน์ที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้น ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการ นั้นด้วย สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้วจะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้น ด้วย สังโยชน์ที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัด ประการ นั้นด้วย ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในบ้าง พิจารณา เห็นธรรมในธรรมภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในทั้ง ภายนอกบ้าง พิจารณาเห็น ธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือ ทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ ตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่า อาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออายตนะภายใน และภาย นอก ๖ อยู่ ฯ จบอายตบรรพ --------------------

[๓๙๔]

เจตสิกนฺติ จิตฺตสมฺปยุตฺตํ. เสสํ ทุกฺเข วุตฺตนยเมว.

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๙๓]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือโพชฌงค์ ๗ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือโพชฌงค์ ๗ อย่างไรเล่า ภิกษุ ในธรรมวินัยนี้ เมื่อสติสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า สติสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา หรือ เมื่อสติสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภาย ในจิต ย่อมรู้ชัดว่า สติสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนึ่ง สติ สัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย สติ สัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะเจริญบริบูรณ์ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้น ด้วย อีกอย่าง หนึ่ง เมื่อธัมมวิจยสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ฯลฯ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อวิริยสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ฯลฯ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปีติสัมโพชฌงค์ มีอยู่ ณ ภายในจิต ฯลฯ อีกอย่างหนึ่ง ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภาย ในจิต ฯลฯ อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมาธิสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภาย ในจิต ฯลฯ อีกอย่างหนึ่ง เมื่ออุเบกขาสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า อุเบกขา สัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา หรือเมื่ออุเบกขาสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อม รู้ชัดว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนึ่ง อุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย อุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะเจริญ บริบูรณ์ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัด ประการนั้นด้วย ดังพรรณนาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรม ในธรรมภายในบ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายใน ทั้ง ภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือ ความเสื่อม ในธรรมบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมใน ธรรมบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่าง หนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมมีอยู่ ก็เพียง สักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัย อยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุ ชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือโพชฌงค์ ๗ อยู่ ฯ จบโพชฌงคบรรพ จบภาณวารที่หนึ่ง

[๓๙๕]

อายาโสติ สํสีทนวิสีทนาการปฺปตฺโต จิตฺตกิลมโถ. พลวภาเวน ๔- อายาโส อุปายาโส. ตโต ปรา เทฺว อตฺตตฺตนิยา ภาวทีปกา ภาวนิทฺเทสา.

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๙๔]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คืออริยสัจ ๔ อยู่ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออริยสัจ ๔ อยู่ อย่างไรเล่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม รู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขอริยสัจเป็นไฉน แม้ชาติก็เป็นทุกข์ แม้ชราก็ เป็นทุกข์ แม้มรณะก็เป็นทุกข์ แม้โสกะ ปริเทวะทุกข์โทมนัสอุปายาส ก็เป็น ทุกข์ แม้ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ แม้ความพลัดพรากจากสิ่ง ที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้ อันนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ทั้ง ๕ เป็นทุกข์ ฯ

[๓๙๘]

ชาติธมฺมานนฺติ ชาติสภาวานํ. อิจฺฉา อุปฺปชฺชตีติ ตณฺหา อุปฺปชฺชติ. อโห วตาติ ปตฺถนา. น โข ปเนตํ อิจฺฉายาติ เอตํ ๕- ชาติยา อนาคมนํ วินา มคฺคภาวนํ น อิจฺฉาย ปตฺตพฺพํ. อิทมฺปีติ เอตํปิ อุปริ เสสานิ @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม. อพฺภนฺตเร ๒ ฉ.ม.,อิ. อาทิสฺส อาทิสฺส. ๓ ฉ.ม.,อิ. ปริกิตฺเตตฺวา. @๔ ฉ.ม.,อิ. พลวตรํ. ๕ ฉ.ม.,อิ. เอวํ. อุปาทาย ปิกาโร. ยมฺปิจฺฉนฺติ เยนปิ ธมฺเมน อลพฺภเนยฺยวตฺถุํ อิจฺฉนฺโต น ลภติ, ตํ อลพฺภเนยฺยวตฺถุมฺหิ อิจฺฉนํ ทุกฺขนฺติ. เอเสว นโย สพฺพตฺถ.

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๙๕]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่ง ลงเกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบ ใน หมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่า สัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่าชาติ ฯ ก็ชราเป็นไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนัง เป็นเกลียว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้ เรียกว่าชรา ฯ ก็มรณะเป็นไฉน ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความแตกทำลาย ความหาย ไป มฤตยู ความตาย ความทำกาละ ความทำลายแห่งขันธ์ ความ ทอดทิ้งซากศพไว้ ความขาด แห่งชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์ นั้นๆ อันนี้เรียกว่ามรณะ ฯ ก็โสกะเป็นไฉน ความแห้งใจ กิริยาที่แห้งใจ ภาวะแห่งบุคคลผู้แห้งใจ ความผาก ณ ภายใน ความแห้งผาก ณ ภายใน ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความ พิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ ถูกธรรมคือทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้ เรียกว่าโสกะ ฯ ก็ปริเทวะเป็นไฉน ความคร่ำครวญ ความร่ำไรรำพัน กิริยาที่คร่ำครวญ กิริยาที่ ร่ำไรรำพัน ภาวะของบุคคลผู้คร่ำครวญ ภาวะของบุคคลผู้ร่ำไรรำพัน ของ บุคคลผู้ประกอบด้วย ความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรมคือทุกข์อย่างใดอย่าง หนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่าปริเทวะ ฯ ก็ทุกข์เป็นไฉน ความลำบากทางกาย ความไม่สำราญทางกาย ความ เสวยอารมณ์ อันไม่ดีที่เป็นทุกข์เกิดแต่กายสัมผัส อันนี้เรียกว่าทุกข์ ฯ ก็โทมนัสเป็นไฉน ความทุกข์ทางจิต ความไม่สำราญทางจิต ความเสวยอารมณ์ อันไม่ดีที่เป็นทุกข์เกิดแต่มโนสัมผัส อันนี้เรียกว่าโทมนัส ฯ ก็อุปายาสเป็นไฉน ความแค้น ความคับแค้น ภาวะของบุคคลผู้แค้น ภาวะของ บุคคลผู้คับแค้น ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรมคือทุกข์อย่างใด อย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่าอุปายาส ฯ ก็ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ เป็นไฉน ความประสบ ความพรั่ง พร้อม ความร่วม ความระคน ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันไม่น่าปรารถนา ไม่ น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ หรือด้วยบุคคลผู้ปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็น ประโยชน์ ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูลปรารถนาความไม่ผาสุก ปรารถนาความไม่ เกษมจากโยคะ ซึ่งมีแก่ผู้นั้น อันนี้เรียกว่า ความ ประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ฯ ก็ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ก็เป็นทุกข์ เป็นไฉน ความไม่ประสบ ความไม่ พรั่งพร้อม ความไม่ร่วม ความไม่ระคน ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่า ปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หรือด้วยบุคคลผู้ปรารถนา ประโยชน์ ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูล ปรารถนา ความผาสุก ปรารถนาความเกษมจาก โยคะ คือ มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง น้อง หญิง มิตร อมาตย์ หรือ ญาติสาโลหิต ซึ่งมีแก่ผู้นั้น อันนี้เรียกว่า ความพลัดพรากจากสิ่ง ที่รักก็ เป็นทุกข์ ฯ ก็ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้น ก็เป็นทุกข์ เป็นไฉน ความปรารถนา ย่อมบังเกิด แก่สัตว์ผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า โอหนอ ขอเราไม่พึงมีความ เกิดเป็นธรรมดา ขอ ความเกิดอย่ามีมาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความ ปรารถนา แม้ข้อนี้ ก็ชื่อว่าปรารถนา สิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์ ความ ปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มีความแก่เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า โอหนอ ขอเรา ไม่พึงมีความแก่เป็นธรรมดา ขอความแก่อย่ามีมาถึงเราเลย ข้อนั้น สัตว์ไม่พึงได้ สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ ก็ชื่อว่าปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์ ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มีความเจ็บเป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอเราไม่พึงมีความ เจ็บเป็นธรรมดา ขอความเจ็บอย่ามีมาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึง ได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ ก็ชื่อว่า ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้นก็เป็น ทุกข์ ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มีความ ตายเป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอเราไม่พึงมความตายเป็นธรรมดา ขอความตายอย่ามีมาถึง เราเลย ข้อนั้นสัตว์ ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ ก็ชื่อว่าปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้นก็ เป็นทุกข์ ความปรารถนา ย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มีโสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า โอหนอ ขอเราไม่พึงมีโสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส เป็นธรรมดา ขอโสกปริเทว ทุกขโทมนัสอุปายาส อย่ามีมาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ ก็ชื่อ ว่าปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้น ก็เป็นทุกข์ ฯ ก็โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ เป็นไฉน อุปาทานขันธ์ คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหล่านี้เรียกว่า โดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรียกว่า ทุกขอริยสัจ ฯ

[๓๙๙]

ขนฺธนิทฺเทเส รูปญฺจ ตํ อุปาทานกฺขนฺโธ จาติ รูปูปาทานกฺขนฺโธ. เอวํ สพฺพตฺถ. สมุทยสจฺจนิทฺเทสวณฺณนา

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๙๖]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจ เป็นไฉน ตัณหานี้ใด อันมีความ เกิดอีก ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน เพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ฯ

[๔๐๐]

ยายํ ตณฺหาติ ยา อยํ ตณฺหา. โปโนพฺภวิกาติ ปุนพฺภวกรณํ ปุโนพฺภโว, ปุโนพฺภโว สีลํ อสฺสาติ โปโนพฺภวิกา. นนฺทิราคสหคตาติ นนฺทิราเคน สหคตา. นนฺทิราเคน สทฺธึ อตฺถโต เอกตฺตเมว คตาติ วุตฺตํ โหติ. ตตฺรตตฺราภินนฺทินีติ ยตฺร ยตฺร อตฺตภาโว, อภินิพฺพตฺติ, ๑- ตตฺร ตตฺร อภินนฺทินี. รูปาทีสุ วา อารมฺมเณสุ ตตฺร ตตฺร อภินนฺทินี, รูปาภินนฺทินี สทฺทคนฺธรสโผฏฺฐพฺพธมฺมาภินนฺทินีติ อตฺโถ. เสยฺยถีทนฺติ นิปาโต, ตสฺส สา กตมาติ เจติ อตฺโถ. กามตณฺหาติ กาเม ตณฺหา, ปญฺจกามคุณิกราคสฺเสตํ นามํ. ภเว ตณฺหา ภวตณฺหา, ภวปตฺถนาวเสน อุปฺปนฺนสฺส สสฺสตทิฏฺฐิสหคตสฺส รูปารูปภวราคสฺส จ ฌานนิกฺกนฺติยา เจตํ อธิวจนํ. วิภเว ตณฺหา วิภวตณฺหา, อุจฺเฉททิฏฺฐิสหคตราคสฺเสตํ อธิวจนํ. อิทานิ ตสฺสา ตณฺหาย วตฺถุํ วิตฺถารโต ทสฺเสตุํ สา โข ปเนสาติ อาทิมาห. ตตฺถ อุปฺปชฺชตีติ ชายติ. นิวีสตีติ ปุนปฺปุนํ ปวตฺติวเสน ปติฏฺฐหติ. ยํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปนฺติ ยํ โลกสฺมึ ปิยสภาวญฺเจว มธุรสภาวญฺจ. จกฺขุํ ๒- โลเกติ อาทีสุ โลกสฺมึ หิ จกฺขฺวาทีสุ มมตฺเตน อภินิวิฏฺฐา สตฺตา สมฺปตฺติยํ ปติฏฺฐิตา อตฺตโน จกฺขุํ อาทาสาทีสุ นิมิตฺตคฺคหณานุสาเรน วิปฺปสนฺนปญฺจปฺปสาทํ สุวณฺณวิมาเน อุคฺฆาติตมณิสีหปญฺชรํ วิย มญฺญนฺติ, โสตํ รชตปนาฬิกํ วิย ปามงฺคสุตฺตํ วิย จ มญฺญนฺติ, "ตุงฺคนาสา"ติ ลทฺธโวหารํ ฆานํ วฏฺฏิตฺวา ฐปิตหริตาลวฏฺฏํ วิย มญฺญนฺติ, ชิวฺหํ รตฺตกมฺพลปฏลํ วิย มุทุสินิทฺธํ มธุรสทํ ๓- มญฺญนฺติ, กายํ สาลลฏฺฐิกํ วิย สุวณฺณโตรณํ วิย จ มญฺญนฺติ, มนํ อญฺเญสํ @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม.,อิ. อยํ สทฺโท น ทิสฺสติ ๒ ฉ.ม. จกฺขุ. เอวมุปริปิ @๓ ม. มุทุสินิทฺธมธุรสนฺติ จ มเนน อสทิสํ อุฬารํ มญฺญนฺติ. รูปํ สุวณฺณกณฺณิการปุปฺผาทิวณฺณํ วิย, สทฺทํ มตฺตกรวีกโกกิลมนฺทธมิตมณิวํสนิคฺโฆสํ วิย, อตฺตนา ปฏิลทฺธานิ จตุสมุฏฺฐานิกคนฺธารมฺมณาทีนิ "กสฺส อญฺญสฺส เอวรูปานิ อตฺถี"ติ มญฺญนฺติ. เตสํ เอวํ มญฺญมานานํ ตานิ จกฺขฺวาทีนิ ปิยรูปานิ เจว สาตรูปานิ จ โหนฺติ. อถ เนสํ ตตฺถ อนุปฺปนฺนา เจว ตณฺหา อุปฺปชฺชติ, อุปฺปนฺนา จ ตณฺหา ปุนปฺปุนํ ปวตฺติวเสน นิวีสติ. ตสฺมา ภควา "จกฺขุํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ, เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชตี"ติ อาทิมาห. ตตฺถ อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชตีติ ยทา อุปฺปชฺชมานา โหติ, ตทา เอตฺถ อุปฺปชฺชตีติ อตฺโถ. เอส นโย สพฺพตฺถ. นิโรธสจฺจนิทฺเทสวณฺณนา

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๙๗]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ตัณหานี้นั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่ไหน เมื่อจะ ตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่ไหน ที่ใดเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา นั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิด ในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้ อะไรเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ฯ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิด ที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ ณ ที่นี้ ฯ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เป็นที่รักที่เจริญใจใน โลก ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้ ฯ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ เป็นที่รักที่เจริญในโลก ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดขึ้นในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้ ฯ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโน สัมผัส เป็นที่ รักที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้ ฯ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสส ชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา เป็นที่รัก ที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อ จะเกิด ย่อมเกิดในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ ในที่นี้ ฯ รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธัมมสัญญา เป็น ที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นี้ เมื่อจะ ตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้ ฯ รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธัมมสัญเจตนา เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อม เกิดในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้ ฯ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา เป็น ที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นี้ เมื่อจะ ตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้ ฯ รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธัมมวิตก เป็นที่รักที่เจริญใจ ในโลก ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้ ฯ รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธัมมวิจาร เป็นที่รักที่เจริญ ใจในโลก ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดในที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นี้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรียกว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจ ฯ

[๔๐๑]

อเสสวิราคนิโรโธติ อาทีนิ สพฺพานิ นิพฺพานสฺเสว เววจนาเนว. นิพฺพานํ หิ อาคมฺม ตณฺหา อเสสา วิรชฺชติ นิรุชฺฌติ, ตสฺมา ตํ "ตสฺสาเยว ตณฺหาย อเสสวิราคนิโรโธ"ติ วุจฺจติ. นิพฺพานญฺจ อาคมฺม ตณฺหา จชิยติ ปฏินิสฺสชฺชิยติ วิมุจฺจติ น อลฺลียติ, ตสฺมา นิพฺพานํ จาโค ปฏินิสฺสคฺโค มุตฺติ อนาลโย"ติ วุจฺจติ, เอกเมว หิ นิพฺพานํ, นามานิ ปนสฺส สพฺพสงฺขตานํ นามปฏิปกฺขวเสน อเนกานิ โหนฺติ. เสยฺยถีทํ, อเสสวิราโค อเสสนิโรโธ จาโค ปฏินิสฺสคฺโค มุตฺติ อนาลโย ราคกฺขโย โทสกฺขโย โมหกฺขโย ตณฺหกฺขโย อนุปฺปาโท อปฺปวตฺตํ อนิมิตฺตํ อปฺปณิหิตํ อนายูหนํ อปฏิสนฺธิ อปฺปวตฺติ ๑- อคติ อชาตํ อชรํ อพฺยาธิ อมตํ อโสกํ อปริเทวํ อนุปายาสํ อสํกิลิฏฺฐนฺติ อาทีนิ. อิทานิ มคฺเคน ฉินฺนาย นิพฺพานํ อาคมฺม อปฺปวตฺติปตฺตาย สพฺพตณฺหาย เยสุ วตฺถูสุ ตสฺสา อุปฺปตฺติ ทสฺสิตา, ตตฺเถว อภาวํ ทสฺเสตุํ สา โข ปเนสาติ อาทิมาห. ตตฺถ ยถา ปุริโส เขตฺเต ชาตํ ติตฺตอลาวุวลฺลึ ทิสฺวา อคฺคโต ปฏฺฐาย มูลํ ปริเยสิตฺวา ฉินฺเทยฺย, สา อนุปุพฺเพน มิลายิตฺวา อปญฺญตฺตึ คจฺเฉยฺย, ตโต ตสฺมึ เขตฺเต ติตฺตอลาวุ ๒- นิรุทฺธา ปหีนาติ @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม. อนุปปตฺติ ๒ ฉ.ม. ติตฺตอลาพุ เอวมุปริปิ วุจฺเจยฺย, เอวเมว เขตฺเต ติตฺตอลาวุ วิย จกฺขฺวาทีสุ ตณฺหา. สา อรหตฺตมคฺเคน มูลจฺฉินฺนา นิพฺพานํ อาคมฺม อปฺปวตฺตึ คจฺฉติ. เอวํ คตา ปน เตสุ วตฺถูสุ เขตฺเต ติตฺตอลาวุ วิย น ปญฺญายติ. ยถา จ อฏวิโต โจเร อาเนตฺวา นครสฺส ทกฺขิณทฺวาเร ฆาเตยฺยุํ ตโต อฏฺวิยํ โจรา มตาติ วา มาริตาติ วา วุจฺเจยฺยุํ, เอวเมว อฏฺวิยํ โจรา วิย จกฺขฺวาทีสุ ตณฺหา. สา ทกฺขิณทฺวาเร โจรา วิย นิพฺพานํ อาคมฺม นิรุทฺธตฺตา นิพฺพาเน นิรุทฺธาว. เอวํ นิรุทฺธา ปน เตสุ วตฺถูสุ อฏฺวิยํ โจรา วิย น ปญฺญายติ, เตนสฺสา ตตฺเถว นิโรธํ ทสฺเสนฺโต "จกฺขุํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ, เอตฺเถสา ตณฺหา ปหียมานา ปหียติ, เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌตี"ติ อาทิมาห. มคฺคสจฺจนิทฺเทสวณฺณนา

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๙๘]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขนิโรธอริยสัจเป็นไฉน ความสำรอก และความดับ โดยไม่เหลือ ความสละ ความส่งคืน ความปล่อยวาง ความไม่มี อาลัย ในตัณหานั้น ก็ตัณหา นั้น เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ในที่ไหน เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่ไหน ที่ใดเป็นที่รักที่ เจริญใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคล จะละ ย่อมละเสียได้ในที่นี้ เมื่อจะดับย่อมดับในที่นี้ อะไรเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ฯ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคล จะละ ย่อมละเสียได้ในที่นี้ เมื่อจะดับย่อมดับในที่นี้ รูปเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ในที่นี้ เมื่อจะดับย่อมดับในที่นี้ ฯ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสีย ได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับ ในที่นี้ ฯ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เป็นที่ รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่นี้ ฯ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสส ชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา เป็นที่รัก ที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่นี้ ฯ รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธัมมสัญญา เป็นที่ รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสีย ได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่นี้ ฯ รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธัมมสัญเจตนา เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ในที่นี้ เมื่อ จะดับ ย่อมดับในที่นี้ ฯ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมม ตัณหา เป็นที่ รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่นี้ ฯ รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธัมมวิตก เป็นที่รักที่เจริญ ใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่นี้ ฯ รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธัมมวิจาร เป็นที่รักที่เจริญ ใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ในที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่นี้ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรียกว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ ฯ

[๔๐๒]

อยเมวาติ อญฺญมคฺคปฏิกฺเขปนตฺถํ นิยมนํ. อริโยติ ตํตํมคฺควชฺเฌหิ กิเลเสหิ อารกตฺตา จ อริยภาวกรตฺตา จ อริโย. ทุกฺเข ญาณนฺติ อาทินา จตุสจฺจกมฺมฏฺฐานํ ทสฺสิตํ. ตตฺถ ปุริมานิ เทฺว สจฺจานิ วฏฺฏํ, ปจฺฉิมานิ วิวฏฺฏํ. เตสุ ภิกฺขุโน วฏฺเฏ กมฺมฏฺฐานาภินิเวโส โหติ, วิวฏฺเฏ นตฺถิ อภินิเวโส. ปุริมานิ หิ เทฺว สจฺจานิ "ปญฺจกฺขนฺธา ทุกฺขํ, ตณฺหา สมุทโย"ติ เอวํ สงฺเขเปน จ "กตเม ปญฺจกฺขนฺธา, รูปกฺขนฺโธ"ติ อาทินา นเยน วิตฺถาเรน จ อาจริยสฺส สนฺติเก อุคฺคณฺหิตฺวา วาจาย ปุนปฺปุนํ ปริวตฺเตนฺโต โยคาวจโร กมฺมํ กโรติ. อิตเรสุ ปน ทฺวีสุ สจฺเจสุ นิโรธสจฺจํ อิฏฺฐํ กนฺตํ มนาปํ, มคฺคสจฺจํ อิฏฺฐํ กนฺตํ มนาปนฺติ เอวํ สวเนเนว กมฺมํ กโรติ. โส เอวํ กโรนฺโต จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวเธน ปฏิวิชฺฌติ, เอกาภิสมเยน อภิสเมติ. ทุกฺขํ ปริญฺญาปฏิเวเธน ปฏิวิชฺฌติ, สมุทยํ ปหานปฏิเวเธน, นิโรธํ สจฺฉิกิริยาปฏิเวเธน, มคฺคํ ภาวนาปฏิเวเธน ปฏิวิชฺฌติ. ทุกฺขํ ปริญฺญาภิสมเยน ฯเปฯ มคฺคํ ภาวนาภิสมเยน อภิสเมติ. เอวมสฺส ปุพฺพภาเค ทฺวีสุ สจฺเจสุ อุคฺคหปริปุจฺฉาสวนธารณสมฺมสนปฏิเวโธ โหติ, ทฺวีสุ ปน สวนปฏิเวโธเยว. อปรภาเค ตีสุ กิจฺจโต ปฏิเวโธ โหติ, นิโรเธ อารมฺมณปฏิเวโธ โหติ. ปจฺจเวกฺขณา ปน ปตฺตสจฺจสฺส โหติ อยญฺจ อาทิกมฺมิโก, ตสฺมา สา อิธ น วุตฺตา. อิมสฺส จ ภิกฺขุโน ปุพฺเพ ปริคฺคณฺหโต "ทุกฺขํ ปริชานามิ, สมุทยํ ปชหามิ, นิโรธํ สจฺฉิกโรมิ, มคฺคํ ภาเวมี"ติ อาโภคสมนฺนาหารมนสิการปจฺจเวกฺขณา นตฺถิ, ปริคฺคณฺหณโต ปฏฺฐาย โหติ. อปรภาเค ปน ทุกฺขํ ปริญฺญาตเมว ฯเปฯ มคฺโค ภาวิโตว โหติ. ตตฺถ เทฺว สจฺจานิ ทุทฺทสตฺตา คมฺภีรานิ, เทฺว คมฺภีรตฺตา ทุทฺทสานิ. ทุกฺขสจฺจํ หิ อุปฺปตฺติโต ปากฏํ, ขาณุกณฺฏกปหาราทีสุ "อโห ทุกฺขนฺ"ติ วตฺตพฺพตมฺปิ อาปชฺชติ. สมุทยมฺปิ ขาทิตุกามตาภุญฺชิตุกามตาทิวเสน อุปฺปตฺติโต ปากฏํ. ลกฺขณปฏิเวธโต ปน อุภยมฺปิ ตํ คมฺภีรํ. อิติ ตานิ ทุทฺทสตฺตา คมฺภีรานิ. อิตเรสํ ปน ทฺวินฺนํ ทสฺสนตฺถาย ปโยโค ภวคฺคคหณตฺถํ หตฺถปฺปสารณํ วิย อวีจิผุสนตฺถํ ปาทปฺปสารณํ วิย สตฺตธา ๑- ภินฺนสฺส วาลสฺส โกฏิยา โกฏิปฏิปาทนํ วิย จ โหติ. อิติ ตานิ คมฺภีรตฺตา ทุทฺทสานิ. เอวํ ทุทฺทสตฺตา คมฺภีเรสุ คมฺภีรตฺตา จ ทุทฺทเสสุ จตูสุ สจฺเจสุ อุคฺคหาทิวเสน ปุพฺพภาคญาณุปฺปตฺตึ สนฺธาย อิทํ ทุกฺเข ญาณนฺติ อาทิ วุตฺตํ. ปฏิเวธกฺขเณ ปน เอกเมว ตํ ญาณํ โหติ. เนกฺขมฺมสงฺกปฺปาทโย กามพฺยาปาทวิหึสาวิรมณสญฺญานํ นานตฺตา ปุพฺพภาเค นานา, มคฺคกฺขเณ ปน อิเมสุ ตีสุ ฐาเนสุ อุปฺปนฺนสฺส อกุสลสงฺกปฺปสฺส ปทปจฺเฉทโต อนุปฺปตฺติสาธนวเสน มคฺคงฺคํ ปูรยมาโน เอโกว กุสลสงฺกปฺโป อุปฺปชฺชติ. อยํ สมฺมาสงฺกปฺโป นาม. มุสาวาทาเวรมณีอาทโยปิ มุสาวาทาทีหิ วิรมณสญฺญานํ นานตฺตา ปุพฺพภาเค นานา, มคฺคกฺขเณ ปน อิเมสุ จตูสุ ฐาเนสุ อุปฺปนฺนาย อกุสลทุสฺสีลฺยเจตนาย ปทปจฺเฉทโต อนุปฺปตฺติสาธนวเสน มคฺคงฺคํ ปูรยมานา เอกาว กุสลเวรมณี อุปฺปชฺชติ. อยํ สมฺมาวาจา นาม. ปาณาติปาตาเวรมณีอาทโยปิ ปาณาติปาตาทีหิ วิรมณสญฺญานํ นานตฺตา ปุพฺพภาเค นานา, มคฺคกฺขเณ ปน อิเมสุ ตีสุ ฐาเนสุ อุปฺปนฺนาย @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม., อิ. สตธา. อกุสลทุสฺสีลฺยเจตนาย อกิริยโต ปทปจฺเฉทโต อนุปฺปตฺติสาธนวเสน มคฺคงฺคํ ปูรยมานา เอกาว กุสลเวรมณี อุปฺปชฺชติ. อยํ สมฺมากมฺมนฺโต นาม. มิจฺฉาอาชีวนฺติ ขาทนียโภชนียาทีนํ อตฺถาย ปวตฺติตํ กายวจีทุจฺจริตํ. ปหายาติ วชฺเชตฺวา. สมฺมาอาชีเวนาติ พุทฺธปฺปสตฺเถน อาชีเวน. ชีวิกํ ๑- กปฺเปตีติ ชีวิตวุตฺตึ ๒- ปวตฺเตติ. สมฺมาอาวีโวติ กุหนาทีหิ วิรมณสญฺญานํ นานตฺตา ปุพฺพภาเค นานา, มคฺคกฺขเณ ปน อิเมสุเยว สตฺตสุ ฐาเนสุ อุปฺปนฺนาย มิจฺฉาชีวทุสฺสีลฺยเจตนาย ปทปจฺเฉทโต อนุปฺปตฺติสาธนวเสน มคฺคงฺคํ ปูรยมานา เอกาว กุสลเวรมณี อุปฺปชฺชติ. อยํ สมฺมาอาชีโว นาม. อนุปฺปนฺนานนฺติ เอกสฺมึ วา ภเว ตถารูเป วา อารมฺมเณ อตฺตโน น อุปฺปนฺนานํ. ปรสฺส ปน อุปฺปชฺชมาเน ทิสฺวา "อโห วต เม เอวรูปา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา น อุปฺปชฺเชยฺยุนฺ"ติ เอวํ อนุปฺปนฺนานํ วา ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุปฺปาทาย. ฉนฺทํ ชเนตีติ เตสํ อนุปฺปาทกปฏิปตฺติสาธกํ วิริยจฺฉนฺทํ ชเนติ. วายมตีติ วายามํ กโรติ. วิริยํ อารภตีติ วิริยํ ปวตฺเตติ. จิตฺตํ ปคฺคณฺหาตีติ วิริเยน จิตฺตํ ปคฺคหิตํ กโรติ. ปทหตีติ กามํ ตโจ นหารุ จ, อฏฺฐิ จ อวสิสฺสตูติ ปธานํ ปวตฺเตติ. อุปฺปนฺนานนฺติ สมุทาจารวเสน อตฺตโน อุปฺปนฺนปุพฺพานํ. อิทานิ ตาทิเส น อุปฺปาเทสฺสามีติ เตสํ ปหานาย ฉนฺทํ ชเนติ. อนุปฺปนฺนานํ กุสลานนฺติ อปฏิลทฺธานํ ปฐมชฺฌานาทีนํ. อุปฺปนฺนานนฺติ เตสํเยว ปฏิลทฺธานํ. ฐิติยาติ ปุนปฺปนํ อุปฺปตฺติพนฺธวเสน ฐิตตฺถํ. อสมฺโมสายาติ อวินาสนตฺถํ. ภิยฺโยภาวายาติ อุปริภาวาย. เวปุลฺลายาติ วิปุลภาวาย. ภาวนาย ปาริปูริยาติ ภาวนาย ปริปูรณตฺถํ. อยมฺปิ สมฺมาวายาโม อนุปฺปนฺนานํ อกุสลานํ อนุปฺปาทนาทิจิตฺตานํ นานตฺตา ปุพฺพภาเค นานา, มคฺคกฺขเณ ปน อิเมสุเยว จตูสุ ฐาเนสุ กิจฺจสาธนวเสน มคฺคงฺคํ ปูรยมานํ เอกเมว กุสลวิริยํ อุปฺปชฺชติ. อยํ สมฺมาวายาโม นาม. @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม., ก. ชีวิตํ ๒ ฉ.ม., อิ. ชีวิตปฺปวตฺตึ สมฺมาสติปิ กายาทิปริคฺคาหกจิตฺตานํ นานตฺตา ปุพฺพภาเค นานา, มคฺคกฺขเณ ปน จตูสุ ฐาเนสุ กิจฺจสาธนวเสน มคฺคงฺคํ ปูรยมานา เอกาว สติ อุปฺปชฺชติ. อยํ สมฺมาสติ นาม. ฌานานิ ปุพฺพภาเคปิ มคฺคกฺขเณปิ นานา, ปุพฺพภาเค สมาปตฺติวเสน นานา, มคฺคกฺขเณ นานา มคฺควเสน. เอกสฺส หิ ปฐมมคฺโค ปฐมชฺฌานิโก โหติ, ทุติยมคฺคาทโยปิ ปฐมชฺฌานิกา วา ทุติยชฺฌานาทีสุ อญฺญตรชฺฌานิกา วา. เอกสฺสปิ ปฐมมคฺโค ทุติยาทีนํ อญฺญตรชฺฌานิโก โหติ, ทุติยาทโยปิ ทุติยาทีนํ อญฺญตรชฺฌานิกา วา ปฐมชฺฌานิกา วา. เอวํ จตฺตาโรปิ มคฺคา ฌานวเสน สทิสา วา อสทิสา วา เอกจฺจสทิสา วา โหนฺติ. อยํ ปนสฺส วิเสโส ปาทกชฺฌานนิยเมน โหติ. ปาทกชฺฌานนิยเมน ตาว ปฐมชฺฌานลาภิโน ปฐมชฺฌานา วุฏฺฐาย วิปสฺสนฺตสฺส อุปฺปนฺโน มคฺโค ปฐมชฺฌานิโก โหติ. มคฺคงฺคโพชฺฌงฺคานิ เจตฺถ ปริปุณฺณาเนว โหนฺติ. ทุติยชฺฌานโต วุฏฺฐาย วิปสฺสนฺตสฺส อุปฺปนฺโน ทุติยชฺฌานิโก โหติ. มคฺคงฺคานิ ปเนตฺถ สตฺต โหนฺติ. ตติยชฺฌานโต วุฏฺฐาย วิปสฺสนฺตสฺส อุปฺปนฺโน ตติยชฺฌานิโก. มคฺคงฺคานิ ปเนตฺถ สตฺต โหนฺติ, โพชฺฌงฺคานิ ปน ฉ โหนฺติ. เอเสว นโย จตุตฺถชฺฌานโต วุฏฺฐาย ยาว เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ. อรูเป จตุกฺกปญฺจกชฺฌานํ อุปฺปชฺชติ, ตญฺจ โลกุตฺตรํ, น โลกิยนฺติ วุตฺตํ, เอตฺถ กถนฺติ. เอตฺถาปิ ปฐมชฺฌานาทีสุ ยโต วุฏฺฐาย โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลภิตฺวา อรูปสมาปตฺตึ ภาเวตฺวา โส อารุปฺเป อุปฺปนฺโน, ตชฺฌานิกาวสฺส ตตฺถ ตโย มคฺคา อุปฺปชฺชนฺติ. เอวํ ปาทกชฺฌานเมว นิยเมติ. เกจิ ปน เถรา "วิปสฺสนาย อารมฺมณภูตา ขนฺธา นิยเมนฺตี"ติ วทนฺติ. เกจิ "ปุคฺคลชฺฌาสโย นิยเมตี"ติ วทนฺติ. เกจิ "วุฏฺฐานคามินี วิปสฺสนา นิยเมตี"ติ วทนฺติ. เตสํ วาทวินิจฺฉโย วิสุทฺธิมคฺเค วุฏฺฐานคามินีวิปสฺสนาธิกาเร วุตฺตนเยเนว เวทิตพฺโพ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สมฺมาสมาธีติ อยํ ปุพฺพภาเค โลกิโย อปรภาเค โลกุตฺตโร สมฺมาสมาธีติ วุจฺจติ.

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๒๙๙]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเป็นไฉน นี้คือมรรค มีองค์ ๘ อันประเสริฐ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมา อาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ก็สัมมาทิฏฐิเป็นไฉน ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทัย ความรู้ใน ทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อันนี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ฯ สัมมาสังกัปปะ เป็นไฉน ความดำริในการออกจากกาม ความดำริใน ความไม่ พยาบาท ความดำริในอันไม่เบียดเบียน อันนี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ ฯ สัมมาวาจา เป็นไฉน การงดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการพูดส่อเสียด งดเว้นจากการพูดคำหยาบ งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ อันนี้เรียกว่า สัมมาวาจา ฯ สัมมากัมมันตะ เป็นไฉน การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการถือ เอาสิ่งของ ที่เขามิได้ให้ งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม อันนี้เรียกว่า สัมมากัมมันตะ ฯ สัมมาอาชีวะ เป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละการเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย สำเร็จ การเลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ อันนี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะ ฯ สัมมาวายามะ เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เกิดฉันทะพยายาม ปรารภความ เพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อมิให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่ เกิดบังเกิดขึ้น เพื่อละ อกุศลธรรมอันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้ว เพื่อให้กุศลธรรมที่ยัง ไม่เกิดบังเกิดขึ้น เพื่อความตั้งอยู่ ไม่เลือนหาย เจริญยิ่ง ไพบูลย์ มีขึ้น เต็มเปี่ยม แห่งกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว อันนี้เรียกว่า สัมมาวายามะ ฯ สัมมาสติ เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสียได้ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ฯลฯ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯลฯ พิจารณา เห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและ โทมนัสในโลกเสียได้ อันนี้เรียกว่า สัมมาสติ ฯ สัมมาสมาธิ เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจาก อกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอบรรลุทุติยฌาน มีความ ผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอมี อุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยกาย เพราะ ปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยทั้งหลาย สรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข เธอบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ อันนี้เรียกว่า สัมมา สมาธิ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามิมีปฏิปทาอริยสัจ ฯ ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในบ้าง พิจารณาเห็นธรรม ในธรรมภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือ ความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือ เสื่อมในธรรมบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความ เกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมมีอยู่ ก็เพียง สักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และ ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็น ธรรมในธรรมอยู่ ฯ จบสัจจบรรพ จบธัมมานุปัสสนา ------------------------

[๔๐๓]

อิติ อชฺฌตฺตํ วาติ เอวํ อตฺตโน วา จตฺตาริ สจฺจานิ ปริคฺคณฺหิตฺวา ปรสฺส วา กาเลน วา อตฺตโน กาเลน วา ปรสฺส จตฺตาริ สจฺจานิ ปริคฺคณฺหิตฺวา ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ. สมุทยวยา ปเนตฺถ จตุนฺนํ สจฺจานํ ยถาสมฺภวโต อุปฺปตฺตินิวตฺติวเสน เวทิตพฺพา. อิโต ปรํ วุตฺตนยเมว. เกวลํ หิ อิธ จตุสจฺจปริคฺคาหิกา สติ ทุกฺขสจฺจนฺติ เอวํ โยชนํ กตฺวา สจฺจปริคฺคาหกสฺส ภิกฺขุโน นิยฺยานมุขนฺติ เวทิตพฺพํ, เสสํ ตาทิสเมวาติ. จตุสจฺจปพฺพวณฺณนา นิฏฺฐิตา. ธมฺมานุปสฺสนาวณฺณนา นิฏฺฐิตา.

ภาษาไทย ฉบับหลวง

[๓๐๐]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ อย่างนี้ ตลอด ๗ ปี เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมี อุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ๑ ๗ ปี ยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ ตลอด ๖ ปี ... ๕ ปี ... ๔ ปี ... ๓ ปี ... ๒ ปี ... ๑ ปี เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลใน ปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ๑ ๑ ปียกไว้ ผู้ใดผู้ หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ตลอด ๗ เดือน เขาพึงหวังผล ๒ ประการ อย่างใดอย่าง หนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ๑ ๗ เดือน ยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี้ อย่างนี้ ตลอด ๖ เดือน ... ๕ เดือน ... ๔ เดือน ... ๓ เดือน ... ๒ เดือน ... ๑ เดือน ... กึ่ง เดือน เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ๑ กึ่งเดือนยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ตลอด ๗ วัน เขาพึงหวังผล ๒ ประการอย่างใด อย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็น พระอนาคามี ๑ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อ ล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์โทมนัส เพื่อ บรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้ แจ้งซึ่งพระนิพพาน หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ ฉะนี้แล คำที่เรากล่าว ดังพรรณนา มาฉะนี้ เราอาศัยเอกายนมรรคกล่าว แล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุ เหล่านั้น ยินดี ชื่นชมภาษิต ของพระผู้มีพระภาคแล้ว ฉะนี้แล ฯ จบมหาสติปัฏฐานสูตร ที่ ๙ ---------------------------- ๑๐. ปายาสิราชัญญสูตร (๒๓)

[๔๐๔]

เอตฺตาวตา อานาปานปพฺพํ จตุอิริยาปถปพฺพํ จตุสมฺปชญฺญปพฺพํ ทฺวตฺตึสาการํ จตุธาตุววตฺถานํ นวสีวถิกา เวทนานุปสฺสนา จิตฺตานุปสฺสนา นีวรณปริคฺคโห ขนฺธปริคฺคโห อายตนปริคฺคโห โพชฺฌงฺคปริคฺคโห สจฺจปริคฺคโหติ เอกวีสติ กมฺมฏฺฐานานิ. เตสุ อานาปานํ ทฺวตฺตึสาการํ นวสีวถิกาติ เอกาทส อปฺปนากมฺมฏฺฐานานิ โหนฺติ. ทีฆภาณกมหาสีวตฺเถโร ปน "นวสีวถิกา อาทีนวานุปสฺสนาวเสน วุตฺตา"ติ อาห. ตสฺมา ตสฺส มเตน เทฺวเยว อปฺปนากมฺมฏฺฐานานิ, เสสานิ อุปจารกมฺมฏฺฐานานิ. กึ ปเนเตสุ สพฺเพสุ อภินิเวโส ชายติ. น ชายตีติ. อิริยาปถสมฺปชญฺญนีวรณโพชฺฌงฺเคสุ หิ อภินิเวโส น ชายติ, เสเสสุ ชายตีติ. มหาสีวตฺเถโร ปนาห "เอเตสุปิ อภินิเวโส ชายติ. อยํ หิ `อตฺถิ นุโข เม จตฺตาโร อิริยาปถา อุทาหุ นตฺถิ, อตฺถิ นุโข เม จตุสมฺปชญฺญํ อุทาหุ นตฺถิ, อตฺถิ นุโข เม ปญฺจ นีวรณา อุทาหุ นตฺถิ, อตฺถิ นุโข เม สตฺต โพชฺฌงฺคา อุทาหุ นตฺถี'ติ เอวํ ปริคฺคณฺหาติ. ตสฺมา สพฺพตฺถ อภินิเวโส ชายตี"ติ. โย หิ โกจิ ภิกฺขเวติ โย หิ โกจิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ วา ภิกฺขุนี วา อุปาสโก วา อุปาสิกา วา. เอวํ ภาเวยฺยาติ อาทิโต ปฏฺฐาย วุตฺเตน ภาวนานุกฺกเมน ภาเวยฺย. ปาฏิกงฺขนฺติ ปฏิกงฺขิตพฺพํ อิจฺฉิตพฺพํ อวสฺสํภาวีติ อตฺโถ. อญฺญาติ อรหตฺตํ. สติ วา อุปาทิเสเสติ อุปาทิเสเส ๑- วา สติ อปริกฺขีเณ. อนาคามิตาติ อนาคามิภาโว. เอวํ สตฺตนฺนํ วสฺสานํ วเสน สาสนสฺส นิยฺยานิกภาวํ ทสฺเสตฺวา ปุน ตโต อปฺปตเรปิ กาเล ทสฺเสนฺโต ติฏฺฐนฺตุ ภิกฺขเวติ อาทิมาห. สพฺพมฺปิ เจตํ มชฺฌิมสฺส เวเนยฺยปุคฺคลสฺส วเสน วุตฺตํ, ติกฺขปญฺญํ ปน สนฺธาย "ปาโตว อนุสิฏฺโฐ สายํ วิเสสํ อธิคมิสฺสติ, สายํ อนุสิฏฺโฐ ปาโต วิเสสํ อธิคมิสฺสตี"ติ วุตฺตํ. อิติ ภควา "เอวํ นิยฺยานิกํ ภิกฺขเว มม สาสนนฺ"ติ ทสฺเสตฺวา เอกวีสติยาปิ ฐาเนสุ อรหตฺตนิกูเฏน เทสิตํ เทสนํ นิยฺยาเตนฺโต "เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค ฯเปฯ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ, อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตนฺ"ติ อาห. เสสํ อุตฺตานตฺถเมวาติ. เทสนาปริโยสาเน ปน ตึสภิกฺขุสหสฺสานิ อรหตฺเต ปติฏฺฐหึสูติ. มหาสติปฏฺฐานสุตฺตวณฺณนา นิฏฺฐิตา. @เชิงอรรถ: ๑ ฉ.ม., อิ. อุปาทานเสเส

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๕ | ภาษาไทย ฉบับหลวง จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด
พระสูตรก่อนหน้า๘. สักกปัญหสูตรกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๑๐ทีฆนิกาย มหาวรรคพระสูตรถัดไป๑๐. ปายาสิราชัญญสูตร