อรรถกถาบาลี อักษรไทย

เถโร กิร อฏฺฐารส มหาคเณ วาเจสิ. ตสฺโสวาเท ฐตฺวา ตึสสหสฺสา ภิกฺขู อรหตฺตํ ปาปุณึสุ. อเถโก ภิกฺขุ "มยฺหํ ตาว อพฺภนฺตเร คุณา อปฺปมาณา, กีทิสา นุ โข เม อาจริยสฺส คุณา"ติ อาวชฺเชติ. อาวชฺเชนฺโต ปุถุชฺชนภาวํ ปสฺสิตฺวา "อมฺหากํ อาจริโย อญฺเญสํ อวสฺสโย โหติ, อตฺตโน ภวิตุํ น สกฺโกติ, โอวาทมสฺส ทสฺสามี"ติ อากาเสน คนฺตฺวา วิหารสมีเป โอตริตฺวา ทิวาฏฺฐาเน นิสินฺนํ อาจริยํ อุปสงฺกมิตฺวา วตฺตํ ทสฺเสตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

อย่างไร?

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

เถโร "กึการณา อาคโตสิ ปิณฺฑปาติกา"ติ อาห. เอกํ อนุโมทนํ คณฺหิสฺสามีติ อาคโตมฺหิ ภนฺเตติ. โอกาโส น ภวิสฺสติ อาวุโสติ. วิตกฺกมาลเก ฐิตกาเล ปุจฺฉิสฺสามิ ภนฺเตติ. ตสฺมึ ฐาเน อญฺเญ ปุจฺฉนฺตีติ. ภิกฺขาจารมคฺเค ภนฺเตติ. ตตฺราปิ อญฺเญ ปุจฺฉนฺตีติ. ทุปฏนิวาสนฏฺฐาเน, ๑- สงฺฆาฏิปารุปนฏฺฐาเน, ปตฺตนีหรณฏฺฐาเน, คาเม จริตฺวา อาสนสาลาย ยาคุํ ปีตกาเล ภนฺเตติ. ตตฺถ ตตฺถ อฏฺฐกถาเถรา อตฺตโน กงฺขํ วิโนเทนฺติ อาวุโสติ. อนฺโตคามโต นิกฺขมนกาเล ปุฉฺฉิสฺสามิ ภนฺเตติ. ตตฺราปิ อญฺเญ ปุจฺฉนฺติ อาวุโสติ. อนฺตรามคฺเค ภนฺเต, โภชนสาลาย ภตฺตกิจฺจปริโยสาเน ภนฺเต, ทิวาฏฺฐาเน ปาทโธวนกาเล มุขโธวนกาเล ภนฺเตติ. ตโต ปฏฺฐาย ยาว อรุณา อปเร ปุจฺฉนฺติ อาวุโสติ. ทนฺตกฏฺฐํ คเหตฺวา มุขโธวนฏฺฐานคมนกาเล ภนฺเตติ. ตทา อญฺเญ ปุจฺฉนฺตีติ. มุขํ โธวิตฺวา อาคมนกาเล ภนฺเตติ. ตตฺราปิ อญฺเญ ปุจฺฉนฺตีติ. เสนาสนํ ปวิสิตฺวา นิสินฺนกาเล ภนฺเตติ. ตตฺราปิ อญฺเญ ปุจฺฉนฺตีติ. ภนฺเต นนุ มุขํ โธวิตฺวา เสนาสนํ ปวิสิตฺวา ตโย จตฺตาโร ปลฺลงฺเก อุสุมํ คาหาเปตฺวา โยนิโสมนสิกาเรน กมฺมํ กโรนฺตานํ โอกาสกาเลน ภวิตพฺพํ สิยา, มรณกฺขณํปิ

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

จริงอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งเมื่อเริ่มตั้งวิปัสสนาในโสมนัสที่ยังมีความตรึก ยังมีความตรอง แล้วก็มาใคร่ครวญว่าโสมนัสนี้อาศัยอะไร ก็ทราบชัดว่าอาศัยที่ตั้ง แล้วก็ตั้งอยู่ในอรหัตตผลโดยลำดับ ตามนัยที่กล่าวแล้วในหมวดอันมีผัสสะเป็นที่ห้านั่นแหละ. รูปหนึ่งเริ่มตั้งวิปัสสนาในโสมนัสที่ไม่มีความตรึก ไม่มีความตรองแล้วก็ตั้งอยู่ในอรหัตตผล ตามนัยที่กล่าวแล้วเหมือนกัน.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

แม้ในโสมนัสที่ตั้งมั่นเหล่านั้น โสมนัสที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความตรอง ประณีตกว่าที่ยังมีความตรึกและยังมีความตรอง โสมนัสวิปัสสนาที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความตรอง ประณีตกว่า แม้โสมนัสวิปัสสนาที่มีความตรึกและมีความตรอง โสมนัสผลสมาบัติที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความตรองเท่านั้นที่ประณีตกว่า โสมนัสผลสมาบัติที่ยังมีความตรึกและยังมีความตรอง. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เหล่าใดไม่มีความตรึกไม่มีความตรอง ประณีตกว่า ดังนี้.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

เถโร "อิมสฺส ภิกฺขุโน ปริยตฺติยา กมฺมํ นตฺถิ, มยฺหํ ปน อนุสาสโก ภวิสฺสตีติ ๑- ญตฺวา "อิทานิ โอกาโส น ภวิสฺสติ, ปจฺจูสกาเล คมิสฺสามี"ติ ปตฺตจีวรํ สมีเป กตฺวา สพฺพํ ทิวสภาคํ ปฐมํ ยามํ มชฺฌิมํ ยามํ จ ธมฺมํ วาเจตฺวา ปจฺฉิมยาเม เอกสฺมึ เถเร อุทฺเทสํ คเหตฺวา นิกฺขมนฺเต ปตฺตจีวรํ คเหตฺวา เตเนว สทฺธึ นิกฺขนฺโต. นิสินฺนอนฺเตวาสิกา อาจริโย เกนจิ ปปญฺเจน นิกฺขนฺโตติ มญฺญึสุ. นิกฺขนฺตตฺเถโร โกจิเทว สมานาจริยภิกฺขูติ สญฺญํ อกาสิ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า ไม่พึงเสพโทมนัสเห็นปานนี้ ความว่า ไม่พึงเสพโทมนัสที่อาศัยเรือนเห็นปานนี้. ที่ชื่อว่าโทมนัสอันอาศัยเรือน ได้แก่ โทมนัสที่อาศัยกามคุณซึ่งเกิดแก่ผู้ตรึกอยู่ว่า เราไม่ตามเสวยแล้ว จักไม่ตามเสวย ย่อมไม่ตามเสวย ซึ่งอิฏฐารมณ์ในทวารทั้ง ๖ อย่างนี้ว่า ในเวทนาเหล่านั้น โทมนัสที่อาศัยเรือน ๖ อย่างเป็นไฉน ๔- เมื่อบุคคลพิจารณาเห็นการไม่ได้เฉพาะซึ่งรูปที่น่ารัก น่าใคร่ น่าพอใจ น่าชื่นใจ ซึ่งเกี่ยวกับเหยื่อของโลก ที่พึงรู้แจ้งได้ด้วยตา โดยความไม่ได้เฉพาะ หรือเมื่อตามระลึกถึงรูปที่ไม่เคยได้เฉพาะ เมื่อซึ่งล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว แปรปรวนไปแล้ว จึงเกิดโทมนัสขึ้น โทมนัสเห็นปานนี้ใด นี้เรียกโทมนัสที่อาศัยเรือน ดังนี้เป็นต้น. ____________________________ ๔- ม. อุ. สฬายตนวิภงฺคสุตฺต เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๒๗

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า พึงเสพโทมนัสเห็นปานนี้ คือ พึงเสพโทมนัสที่อาศัยการออกจากเรือนเห็นปานนี้. ที่ชื่อว่าโทมนัสที่อาศัยการออกจากเรือน ได้แก่ โทมนัสที่เกิดแก่ผู้ที่ไม่สามารถเพื่อจะเร่งเร้าใจให้ขวนขวายเข้าไปตั้งความอยากได้ในธรรมคืออริยผล กล่าวคือความหลุดพ้นชั้นเยี่ยม แล้วเริ่มตั้งวิปัสสนาด้วยอำนาจไตรลักษณ์มีความไม่เที่ยงเป็นต้นเพื่อบรรลุอริยผลนั้น ผู้ตามเศร้าใจว่า เราไม่สามารถเพื่อจะเร่งเร้าใจให้ขวนขวายวิปัสสนามาตลอดปักษ์แม้นี้ ตลอดเดือนแม้นี้ ตลอดปีแม้นี้ แล้วบรรลุอริยภูมิได้ ในอารมณ์ที่น่ารักอันมาสู่คลองในทวารทั้ง ๖ อย่างนี้ว่า ในเวทนาเหล่านั้น โทมนัสที่อาศัยการออกจากเรือนเป็นไฉน ก็แล เมื่อบุคคลมารู้ความที่รูปทั้งหลายไม่เที่ยง แปรปรวนไป คลายไป ดับไปแล้ว เห็นรูปนั้นด้วยปัญญาที่ถูกต้องตามที่เป็นจริงอยู่อย่างนี้ว่า รูปทั้งหลาย ทั้งเมื่อก่อนและบัดนี้เหล่าใด รูปเหล่านั้นทั้งหมด ไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แล้วจึงเข้าไปตั้งความอยากได้ในความหลุดพ้นชั้นเยี่ยมว่า ชื่อว่าเมื่อไรหนอ เราจึงจะเข้าถึงอายตนะนั้นแล้วแลอยู่ คืออายตนะที่พวกพระอริยเจ้า ในบัดนี้ ย่อมเข้าถึงแล้วแลอยู่. เมื่อเข้าไปตั้งความอยากได้ในความหลุดพ้นชั้นเยี่ยม ดังที่ว่ามานี้ โทมนัสก็ย่อมเกิดขึ้น เพราะความอยากได้เป็นปัจจัย. โทมนัสเห็นปานนี้ใด นี้เรียกว่าโทมนัสที่อาศัยการออกจากเรือน ดังนี้เป็นต้น.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า พึงเสพ คือ โทมนัสที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจการออกจากเรือน ด้วยอำนาจวิปัสสนา ด้วยอำนาจการตามระลึกถึง ด้วยอำนาจฌานที่หนึ่งเป็นต้นนี้ ชื่อว่าเป็นโทมนัสที่พึงเสพ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ในคำเหล่านั้น คำว่า หากโทมนัสใด ยังมีความตรึก ยังมีความตรอง คือ ในโสมนัสทั้งสองอย่างแม้นั้น โทมนัสที่อาศัยเรือนเท่านั้น ที่ชื่อว่าโทมนัสยังมีความตรึก ยังมีความตรองอยู่. ส่วนโทมนัสที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจการออกจากเรือน ด้วยอำนาจวิปัสสนา ด้วยอำนาจการตามระลึกถึง ด้วยอำนาจฌานที่หนึ่งและฌานที่สอง พึงทราบว่าเป็นโทมนัสที่ยังมีความตรึกและยังมีความตรองอยู่. ส่วนโดยทำนองอย่างตรงขึ้นชื่อว่าโทมนัสที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความตรองไม่มี. สำหรับอินทรีย์คือโทมนัส เป็นอกุศลโดยส่วนเดียวเท่านั้น และยังมีความตรึกและยังมีความตรองด้วย. แต่ด้วยอำนาจความเข้าใจของภิกษุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อินทรีย์คือโทมนัส ยังมีความตรึกและยังมีความตรอง และว่าที่ไม่มีความตรึกและไม่มีความตรอง ดังนี้.

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๕๔๖

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๘. สักกปัญหสูตร”