อรรถกถาบาลี อักษรไทย

[๔๒๙] ติโรราชาโนปีติ ติโรรฏฺเฐ อญฺญสฺมึปิ ชนปเท ราชาโน ชานนฺติ. อพฺยตฺโตติ อวิสโท อจฺเฉโก. โกเปนปีติ เย มํ เอวํ วกฺขนฺติ, เตสุ อุปฺปชฺชนเกน โกเปนปิ นํ เอตํ ทิฏฺฐิคตํ หริสฺสามิ ปริหริสฺสามีติ คเหตฺวา วิจริสฺสามิ. มกฺเขนาติ ตยา วุตฺตการณมกฺขลกฺขเณน ๓- มกฺเขน. ปลาเสนาติ ตยา สทฺธึ ยุคคฺคาหลกฺขเณน ปลาเสน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า พหุนิกฺขนฺตโร ความว่า ออกไปมาก ออกไปนานแล้ว.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

เทฺวสตฺถวาหูปมาวณฺณนา

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า ยถาภเตน ภณฺเฑน ความว่า สิ่งของ คือหญ้าไม้และน้ำอันใดที่พวกท่านบรรทุกมา ก็จงยังหมู่เกวียนให้เป็นไปด้วยสิ่งของที่ท่านนำมา บรรทุกมา พามานั้นเถิด.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

[๔๓๐] หริตกปณฺณนฺติ ยํกิญฺจิ หริตกํ, อนฺตมโส อลฺลติณปณฺณํปิ น โหตีติ อตฺโถ. อาสนฺนทฺธกลาปนฺติ ๔- อาสนฺนทฺธธนุกลาปํ. อาสิตฺโตทกานิ วฏุมานีติ ปริปุณฺณสลิลา มคฺคา จ กนฺทรา จ. โยคฺคานีติ พลิพทฺเธ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า อปฺปสารานิ คือ มีค่าน้อย. คำว่า ปณิยานิ แปลว่า สิ่งของทั้งหลาย.

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

พหุนิกฺขนฺตโรติ พหุนิกฺขนฺโต, จิรนิกฺขนฺโตติ อตฺโถ. ยถาภเตน ๕- ภณฺเฑนาติ ยํ โว ติณกฏฺโฐทกภณฺฑํ อาโรปิตํ, เตน ยถาภเตน ยถาโรปิเตน, ยถาคหิเตน วาติ อตฺโถ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า มม จ สูกรภตฺตํ ความว่า นี้เป็นอาหารแห่งสุกรทั้งหลายของข้าพเจ้า.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า อุคฺฆรนฺตํ แปลว่า ไหลขึ้น. คำว่า ปคฺฆรนฺตํ แปลว่า ไหลลง.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า ตุมฺเห เขฺวตฺถ ภเณ แปลว่า แน่ะพนาย พวกท่านต่างหาก เป็นบ้าเสียจริต ในเรื่องนี้. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า ตถา หิ ปน เม สูกรภตฺตํ แปลว่า แต่ถึงอย่างนั้น คูถนี้ก็เป็นอาหารแห่งสุกรทั้งหลายของข้าพเจ้า. คำว่า อาคตาคตํ กลึ แปลว่า กลืนเบี้ยแพ้ที่ทอดมาถึงๆ เสีย. คำว่า ปโชหิสฺสามิ ความว่า ข้าพเจ้าจักทำการเซ่น จักทำการบวงสรวง. คำว่า อกฺเขหิ ทิพฺพิสฺสามิ แปลว่า จักเล่นด้วยลูกสะกาทั้งหลาย คือเล่นด้วยลูกบาดทั้งหลาย. คำว่า ลิตฺตํ ปรเมน เตชสา แปลว่า ที่อาบด้วยยาพิษมีฤทธิ์ร้ายแรง.

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๖๗๓

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑๐. ปายาสิราชัญญสูตร”