อรรถกถาบาลี อักษรไทย
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
[๖๑] อธิคโต โข มฺยายนฺติ อธิคโต โข เม อยํ. มคฺโคติ วิปสฺสนามคฺโค. สมฺโพธายาติ จตุสจฺจพุชฺฌนตฺถาย, นิพฺพานพุชฺฌนตฺถายเอว วา. อปิจ พุชฺฌตีติ โพธิ, อริยมคฺคสฺเสตํ นามํ, ตทตฺถายาติปิ วุตฺตํ โหติ. วิปสฺสนามคฺคมูลโก หิ อริยมคฺโคติ. อิทานิ ตํ มคฺคํ นิยฺยาเตนฺโต "ยทิทํ นามรูปนิโรธา"ติ อาทิมาห. เอตฺถ จ วิญฺญาณนิโรโธติอาทีหิ ปจฺจตฺตปเทหิ นิพฺพานเมว กถิตํ. อิติ มหาปุริโส สกลสฺส วฏฺฏทุกฺขสฺส อนิพฺพตฺตินิโรธํ อทฺทส.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
แม้ในบททั้งหลายว่า อิติ เวทนา เป็นต้น ก็มีความว่า เวทนานี้ เวทนามีประมาณเท่านี้ เวทนาเบื้องบนจากนี้ย่อมไม่มี สัญญานี้ สังขารเหล่านี้ วิญญาณนี้ วิญญาณมีประมาณเท่านี้ วิญญาณเบื้องบนจากนี้ย่อมไม่มีดังนี้ ท่านกล่าวกำหนดเวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณไม่เหลือด้วยสามารถแห่งลักษณะรสปัจจุปัฎฐานและปทัฎฐาน กระทำสภาพแห่งความเสวยอารมณ์ ความรู้สึก การปรุงและความเข้าใจ และประเภทแห่งสุขเป็นต้น รูปสัญญาเป็นต้น ผัสสะเป็นต้น จักขุวิญญาณเป็นต้น ให้เป็นอาทิ. ก็แต่ว่าท่านกล่าวถึงความเห็นเหตุเกิดแห่งเวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณทั้งหลายที่กำหนดไว้อย่างนี้ ด้วยบทว่า อิติ เวทนาย สมุทโย เป็นต้น.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
[๖๒] นิโรโธ นิโรโธติ โขติ อนิพฺพตฺติ อนิพฺพตฺตีติ โข. จกฺขุนฺติอาทีนิ วุตฺตฏฺฐาเนว. อิธ ปน สพฺเพเหว เอเตหิ ปเทหิ "อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหตี"ติ นิโรธสญฺชานนมตฺตเมว กถิตํ, อถวา วุฏฺฐานคามินี พลววิปสฺสนา กถิตาติ.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า อิติ แม้ในบทนั้นก็มีความว่า อย่างนี้เป็นเหตุเกิดดังนี้.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
[๖๓] อปเรน สมเยนาติ เอวํ ปจฺจยํ จ ปจฺจยนิโรธํ จ วิทิตฺวา ตโต อปรภาเค. อุปาทานกฺขนฺเธสูติ อุปาทานสฺส ปจฺจยภูเตสุ ขนฺเธสุ. อุทยพฺพยานุปสฺสีติ ตเมว ปฐมํ ทิฏฺฐํ อุทยญฺจ วยญฺจ อนุปสฺสมาโน. วิหาสีติ สิขปฺปตฺตํ ๔- วุฏฺฐานคามินีวิปสฺสนํ วฑฺเฒนฺโต วิหริ. อิทํ กสฺมา วุตฺตํ? สพฺเพเยว หิ ปูริตปารมิโน โพธิสตฺตา ปจฺฉิมภเว ปุตฺตสฺส ชาตทิวเส
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ความพิสดารแม้ของบทเหล่านั้นว่า เพราะอวิชชาเกิด เวทนาจึงเกิด พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในรูปนั้นแล.
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
แต่มีความแปลกออกไปดังนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ในขันธ์ ๓ ไม่ควรกล่าวว่า เพราะอาหารเกิด ควรกล่าวว่า เพราะผัสสะเกิด. ในวิญญาณขันธ์ ควรกล่าวว่า เพราะนามรูปเกิด. แม้บทว่า ความดับ พึงประกอบด้วยสามารถแห่งบทเหล่านั้นนั่นแล. นี้เป็นสังเขปในบทนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ข้อวินิจฉัยความเกิดและความเสื่อมอย่างพิสดารบริบูรณ์ด้วยประการทั้งปวง ท่านกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นทรงพิจารณาเห็นความเกิดและความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ ความว่า เมื่อพระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้นพิจารณาเห็นความเกิดและความเสื่อมด้วยสามารถลักษณะ ๕๐ ถ้วน ในอุปาทานขันธ์ ๕ มีรูปเป็นต้นเหล่านี้อยู่ เมื่อวิปัสสนาญาณเจริญแล้วตามลำดับ จิตไม่ยึดมั่นเพราะไม่เกิด ย่อมพ้นจากกิเลสทั้งหลาย กล่าวคืออาสวะดับสนิทด้วยอนฺปาทนิโรธ. จิตนั้นชื่อว่าย่อมพ้นในขณะมรรค ชื่อว่าพ้นแล้วในขณะผล หรือว่าพ้นแล้วและจะพ้นในขณะมรรค เป็นอันพ้นแล้วในขณะผลนั่นเอง. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล พระมหาบุรุษทรงพ้นแล้วจากเครื่องผูกมัดทั้งปวง มีพระสันดานเบิกบานดุจประทุมต้องแสงอาทิตย์ฉะนั้น มีพระดำริบริบูรณ์ประทับนั่ง ณ โพธิบัลลังก์ ทรงกระทำมรรคญาณ ๔ ผลญาณ ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ ญาณกำหนดกำเนิด ๔ ญาณกำหนดคติ ๕ อสาธารณญาณ ๖ และพระพุทธคุณทั้งมวลให้อยู่ในเงื้อมพระหัตถ์.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที