อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Vā nandāpokkharaṇī vā mayhaṃ kiṃ karissati, jātibhūmiyeva mahārāja sattānaṃ sukhā, maṃ tattheva kandarapāde visajjehī"ti. Sakko taṃ tattha visajjetvā "mama vacanaṃ karissasī"ti āha. Karissāmi mahārājāti. Pañcasīlāni gahetvā akhaṇḍāni katvā rakkha, katipāhena taṃ etāsaṃ jeṭṭhakaṃ karissāmīti. Sā tathā akāsi.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

นางเกิดอึดอัดเหลือเกิน จึงทูลท้าวสักกะผู้เป็นราชาของเทพว่า มหาราช วิมานทอง วิมานเงินหรือนันทาโปกขรณีเหล่านี้ จักทำอะไรแก่หม่อมฉัน มหาราช ชาติภูมิเท่านั้นแหละที่เป็นสุขของหมู่สัตว์ โปรดปล่อยหม่อมฉันไว้ที่เชิงซอกเขานั้นตามเดิมเถิด.

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Sakko katipāhassa accayena "sakkā nu kho sīlaṃ rakkhitun"ti gantvā maccharūpena uttānako hutvā tassā purato udakapiṭṭhe otarati, sā "matamacchako bhavissatī"ti gantvā sīse aggahesi, maccho naṅguṭṭhaṃ cālesi, sā "jīvati maññe"ti udake visajjesi. Sakko ākāse ṭhatvā "sādhu sādhu rakkhasi sikkhāpadaṃ, evaṃ taṃ rakkhamānaṃ katipāheneva devanāṭkānaṃ jeṭṭhakaṃ karissāmī"ti āha. Tassāpi pañca vassasatāni āyu ahosi. Ekadivasaṃpi udarapūraṃ nālattha, sukkhitvā parisukkhitvā milāyamānāpi sīlaṃ akhaṇḍaṃ katvā kālaṃ katvā bārāṇasiyaṃ kumbhakāragehe nibbatti.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ท้าวสักกะทรงปล่อยนางไว้ที่นั้นแล้วตรัสว่า เจ้าจะทำตามคำของฉันไหม.

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Sakko "kuhiṃ nibbattā"ti olokento disvā "tato idha ānetuṃ na sakkā, jīvitavuttimassā dassāmī"ti suvaṇṇaelāḷukānaṃ yānakaṃ pūretvā majjhe gāmassa mahallakavesena nisīditvā "elāḷukāni gaṇhathā"ti ukkaṭṭhiṃ akāsi. Samantā gāmavāsikā āgantvā "dehi tātā"ti āhaṃsu. Ahaṃ sīlarakkhakānaṃ demi, tumhe sīlaṃ rakkhathāti. Tāta mayaṃ sīlaṃ nāma kīdisantipi na jānāma, mūlena dehīti. "sīlarakkhakānaṃyeva dammī"ti āha. "etha re kosi ayaṃ elāḷukamahallako"ti sabbepi nivattiṃsu.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

นางทูลถามว่า จะทำตามมหาราช. ท้าวสักกะจึงตรัสว่า เจ้าจงรับศีลห้ารักษาอย่าให้ขาด ไม่กี่วัน ฉันจะทำเจ้าให้ใหญ่กว่านางเหล่านั้น. นางก็ได้ทำอย่างนั้น.

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

Sā dārikā pucchi "amma tumhe elāḷukatthāya gatā tucchahatthāva āgatā"ti. Kosi amma elāḷukamahallako "ahaṃ sīlarakkhakānaṃ dammī"ti vadati, imassa dārikāpi sīlaṃ rakkhitvā vaṭṭati, mayaṃ sīlameva na jānāmāti. Sā "mayhaṃ ānītaṃ bhavissatī"ti gantvā "elāḷukaṃ tāta dehī"ti āha. Tvaṃ sīlāni rakkhasi ammāti. Āma tāta sīlaṃ rakkhāmīti. Idaṃ mayā tuyhameva ābhatanti gehadvāre yānakena saddhiṃ ṭhapetvā pakkāmi. Sāpi yāvajīvaṃ sīlaṃ rakkhitvā cavitvā

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ล่วงไปได้สองสามวัน ท้าวสักกะทรงคิดว่า นางรักษาศีลได้ไหมหนอ จึงเสด็จไปจำแลงเป็นปลาหงายท้อง ลอยบนหลังน้ำข้างหน้านาง. นางคิดว่า คงเป็นปลาตาย จึงไปจิกเอาที่หัว. ปลากระดิกหาง. นางคิดว่า ชะรอยปลายังเป็นแล้วก็ปล่อยน้ำไป. ท้าวสักกะประทับยืนที่อากาศ ตรัสว่า สาธุ สาธุ เจ้ารักษาสิกขาบทได้ ฉันจะทำเจ้าผู้รักษาได้อย่างนี้ให้เป็นหัวหน้าของพวกนางละครเทวดาโดยไม่นานทีเดียว. นางมีอายุ ๕๐๐ ปี. แม้แต่วันเดียวก็ไม่ได้อาหารเต็มท้อง แม้จะเหี่ยวแห้ง แห้งผากร่วงโรยอยู่ ก็ไม่ทำให้ศีลขาด เมื่อตายแล้ว ก็เกิดในเรือนช่างหม้อในกรุงพาราณสี.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เมื่อท้าวสักกะทรงตรวจดูว่าเกิดที่ไหน ก็ทรงเห็น ทรงคิดว่า เรายังนำนางมาที่นี้จากที่นั้นไม่ได้ เราจะให้ความเป็นไปแห่งชีวิตแก่นาง จึงทรงเอาฟักทองทองคำบรรทุกยานน้อยไปจนเต็ม จำแลงเพศเป็นคนแก่ นั่งในท่ามกลางหมู่บ้าน ร้องว่า พวกท่านจงมาเอาฟักทอง. พวกชาวบ้านโดยรอบมากล่าวว่า จงให้มาพ่อ. คนแก่พูดว่า ฉันจะให้แก่คนผู้รักษาศีล พวกท่านรักษาศีลกันไหม. พวกคนก็ว่า พ่อเอ๋ย พวกเราไม่รู้ว่าศีลเป็นอย่างไร ตาจงขายเถอะ. ตาเฒ่าพูดว่า ฉันจะให้แก่ผู้รักษาศีลเท่านั้น. พวกคนพูดว่า มาซิท่าน เฒ่าขายฟักทองนี้เป็นใครกัน แล้วก็กลับกันหมด. เด็กหญิงคนนั้นก็ถามว่า แม่ ท่านไปเพื่อต้องการฟักทอง ทำไมจึงกลับมามือเปล่าล่ะ. พวกหญิงเหล่านั้นตอบว่า หนูเอ๋ย เฒ่าขายฟักทองเป็นใคร แกพูดว่าฉันจะให้แก่ผู้รักษาศีล แม้เด็กหญิงรักษาศีลแล้วย่อมควรได้ฟักทองนี้เป็นแน่ พวกเราไม่รู้จักศีลเลย. นางคิดว่า คงจะนำมาเพื่อเราเป็นแน่ จึงไปแล้วพูด พ่อจ๋า โปรดให้ฟักทอง.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

อินทร์. เจ้ารักษาศีลหรือแม่หนู.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ด.ญ. ค่ะ พ่อ หนูรักษาศีลค่ะ.

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๕๓๔

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๘. สักกปัญหสูตร”