บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
[๒๒๑] ทนฺตปุรํ กาลิงฺคานํ อสฺสกานญฺจ โปตนํ มาหิสฺสติ ๕ อวนฺตีนํ โสจิรานญฺจ ๖ โรรุกํ มิถิลา จ วิเทหานํ จมฺปา องฺเคสุ มาปิตา พาราณสี จ กาสีนํ เอเต โควินฺทมาปิตาติ ฯ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ถ้อยคำนำให้เกิดความบันเทิง คือ จบคำปฏิสันถารอันเป็นเครื่องบรรเทาโศก เกี่ยวกับความตายโดยนัยเป็นต้นว่า อย่าเลยมหาราช อย่าทรงคิดเลย นี่เป็นของแน่นอนสำหรับสรรพสัตว์.
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
[๒๒๒] อถโข โภ เต ฉ ขตฺติยา ยถาสเกน ลาเภน อตฺตมนา อเหสุํ ปริปุณฺณสงฺกปฺปา ยํ วต โน อโหสิ อิจฺฉิตํ ยํ อากงฺขิตํ อธิปฺเปตํ ยํ อภิปตฺถิตํ ตํ โน ลทฺธนฺติ ฯ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า โชติบาลผู้เจริญ อย่าให้เราเสื่อมจากคำพร่ำสอน ความว่า อย่าให้เสื่อมเสียจากคำพร่ำสอน. อธิบายว่า เมื่อถูกขอร้องว่า จงพร่ำสอน ก็อย่าบอกเลิกพวกเราจากคำพร่ำสอนด้วยพูดว่า ข้าพเจ้าจะไม่พร่ำสอน.
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
[๒๒๓] สตฺตภู พฺรหฺมทตฺโต จ เวสฺสภู ภรโต สห เรณุ เทฺว ธตรฏฺฐา จ ตทาสุํ สตฺต ภารวาติ ๑ ฯ ปฐมภาณวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า จัดแจง คือ จัดแจง แต่งตั้ง.
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
[๒๒๔] อถโข โภ เต ฉ ขตฺติยา เยน มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา มหาโควินฺทํ พฺราหฺมณํ เอตทโวจุํ ยถา โข ภวํ โภ โควินฺโท เรณุสฺส รญฺโญ สหาโย ปิโย มนาโป อปฺปฏิกูโล เอวเมว โข ภวํ โควินฺโท พฺราหฺมโณ อมฺหากํปิ สหาโย ปิโย มนาโป อปฺปฏิกูโล อนุสาสตุ โน ภวํ โควินฺโท พฺราหฺมโณ มา โน ภวํ โควินฺโท พฺราหฺมโณ อนุสาสนิยา ปจฺจพฺยาหาสีติ ฯ เอวํ โภติ โข โภ ๒ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ เตสํ ฉนฺนํ ขตฺติยานํ มุทฺธาภิสิตฺตานํ ๓ ปจฺจสฺโสสิ ฯ อถโข โภ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ อนุสาสนิยา ๔ สตฺต จ ราชาโน ขตฺติเย มุทฺธาภิสิตฺเต รชฺเชน ๕ อนุสาสิ สตฺต จ พฺราหฺมณมหาสาเล สตฺต จ นฺหาตกสตานิ มนฺเต วาเจสิ ฯ อถโข โภ มหาโควินฺทสฺส พฺราหฺมณสฺส อปเรน สมเยน เอวํกลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉิ สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมานํ ปสฺสติ สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ ฯ อถโข โภ มหาโควินฺทสฺส พฺราหฺมณสฺส เอตทโหสิ มยฺหํ โข เอวํกลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมานํ ปสฺสติ สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ น โข ปนาหํ พฺรหฺมานํ ปสฺสามิ น พฺรหฺมุนา สากจฺเฉมิ น พฺรหฺมุนา สลฺลเปมิ ๑ น พฺรหฺมุนา มนฺเตมิ สุตํ โข ปน เมตํ พฺราหฺมณานํ วุฑฺฒานํ มหลฺลกานํ อาจริยปาจริยานํ ภาสมานานํ โย วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลียติ กรุณํ ฌานํ ฌายติ โส พฺรหฺมานํ ปสฺสติ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ ยนฺนูนาหํ วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลีเยยฺยํ กรุณํ ฌานํ ฌาเยยฺยนฺติ ฯ อถโข มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ เยน เรณุ ราชา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เรณณ ราชานํ เอตทโวจ มยฺหํ โข โภ เอวํกลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมานํ ปสฺสติ สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ น โข ปนาหํ โภ พฺรหฺมานํ ปสฺสามิ น พฺรหฺมุนา สากจฺเฉมิ น พฺรหฺมุนา สลฺลเปมิ น พฺรหฺมุนา มนฺเตมิ สุตํ โข ปน เมตํ พฺราหฺมณานํ วุฑฺฒานํ มหลฺลกานํ อาจริยปาจริยานํ ภาสมานานํ โย วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลียติ กรุณํ ฌานํ ฌายติ โส พฺรหฺมานํ ปสฺสติ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ อิจฺฉามหํ โภ วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลียิตุํ กรุณํ ฌานํ ฌายิตุํ นมฺหิ เกนจิ อุปสงฺกมิตพฺโพ อญฺญตฺร เอเกน ภตฺตาหาเรนาติ ๓ ฯ ยสฺสทานิ ภวํ โควินฺโท กาลํ มญฺญตีติ ฯ อถโข มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ เยน เต ฉ ขตฺติยา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เต ฉ ขตฺติเย เอตทโวจ มยฺหํ โข โภ เอวํกลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมานํ ปสฺสติ สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ น โข โภ ปนาหํ พฺรหฺมานํ ปสฺสามิ น พฺรหฺมุนา สากจฺเฉมิ น พฺรหฺมุนา สลฺลเปมิ น พฺรหฺมุนา มนฺเตมิ สุตํ โข ปน เมตํ พฺราหฺมณานํ วุฑฺฒานํ มหลฺลกานํ อาจริยปาจริยานํ ภาสมานานํ โย วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลียติ กรุณํ ฌานํ ฌายติ โส พฺรหฺมานํ ปสฺสติ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ อิจฺฉามหํ โภ วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลียิตุํ กรุณํ ฌานํ ฌายิตุํ นมฺหิ เกนจิ อุปสงฺกมิตพฺโพ อญฺญตฺร เอเกน ภตฺตาหาเรนาติ ฯ ยสฺสทานิ ภวํ โควินฺโท กาลํ มญฺญตีติ ฯ อถโข โภ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ เยน สตฺต จ พฺราหฺมณมหาสาลา สตฺต จ นฺหาตกสตานิ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา สตฺต จ พฺราหฺมณมหาสาเล สตฺต จ นฺหาตกสตานิ เอตทโวจ มยฺหํ โข โภ เอวํกลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมานํ ปสฺสติ สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ น โข ปนาหํ โภ พฺรหฺมานํ ปสฺสามิ น พฺรหฺมุนา สากจฺเฉมิ น พฺรหฺมุนา สลฺลเปมิ น พฺรหฺมุนา มนฺเตมิ สุตํ โข ปน เมตํ พฺราหฺมณานํ วุฑฺฒานํ มหลฺลกานํ อาจริยปาจริยานํ ภาสมานานํ โย วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลียติ กรุณํ ฌานํ ฌายติ โส พฺรหฺมานํ ปสฺสติ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ เตนหิ โภ ยถาสุเต ยถาปริยตฺเต มนฺเต วิตฺถาเรน สชฺฌายํ กโรถ อญฺญมญฺญญฺจ มนฺเต วาเจถ อิจฺฉามหํ โภ วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลียิตุํ กรุณํ ฌานํ ฌายิตุํ นมฺหิ เกนจิ อุปสงฺกมิตพฺโพ อญฺญตฺร เอเกน ภตฺตาหาเรนาติ ฯ ยสฺสทานิ ภวํ โควินฺโท กาลํ มญฺญตีติ ฯ อถโข โภ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ เยน จตฺตารีสา ภริยา สาทิสิโย เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา จตฺตารีสา ภริยา สาทิสิโย เอตทโวจ มยฺหํ โข โภติ เอวํกลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมานํ ปสฺสติ สกฺขิ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ น โข ปนาหํ โภติ พฺรหฺมานํ ปสฺสามิ น พฺรหฺมุนา สากจฺเฉมิ น พฺรหฺมุนา สลฺลเปมิ น พฺรหฺมุนา มนฺเตมิ สุตํ โข ปน เมตํ พฺราหฺมณานํ วุฑฺฒานํ มหลฺลกานํ อาจริยปาจริยานํ ภาสมานานํ โย วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลียติ กรุณํ ฌานํ ฌายติ โส พฺรหฺมานํ ปสฺสติ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ อิจฺฉามหํ โภติ วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลียิตุํ กรุณํ ฌานํ ฌายิตุํ นมฺหิ เกนจิ อุปสงฺกมิตพฺโพ อญฺญตฺร เอเกน ภตฺตาหาเรนาติ ฯ ยสฺสทานิ ภวํ โควินฺโท กาลํ มญฺญตีติ ฯ อถโข โภ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ ปุรตฺถิเมน นครสฺเสว นวํ สณฺฐาคารํ ๑ การาเปตฺวา วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลียิ กรุณํ ฌานํ ฌายิ ฯ นาสฺส ๒ โกจิ อุปสงฺกมติ ๓ อญฺญตฺร เอเกน ภตฺตาหาเรนาติ ๔ ฯ อถโข โภ มหาโควินฺทสฺส พฺราหฺมณสฺส จตุนฺนํ มาสานํ อจฺจเยน อหุเทว อุกฺกณฺฐนา อหุ ปริตสฺสนา สุตํ โข ปเนตํ พฺราหฺมณานํ วุฑฺฒานํ มหลฺลกานํ อาจริยปาจริยานํ ภาสมานานํ โย วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส ปฏิสลฺลียติ กรุณํ ฌานํ ฌายติ โส พฺรหฺมานํ ปสฺสติ พฺรหฺมุนา สากจฺเฉติ สลฺลปติ มนฺเตตีติ น โข ปนาหํ พฺรหฺมานํ ปสฺสามิ น พฺรหฺมุนา สากจฺเฉมิ น พฺรหฺมุนา สลฺลเปมิ น พฺรหฺมุนา มนฺเตมีติ ฯ อถโข โภ พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร มหาโควินฺทสฺส พฺราหฺมณสฺส เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส สมฺมิญฺชิตํ วา พาหํ ปสาเรยฺย ปสาริตํ วา พาหํ สมฺมิญฺเชยฺย เอวเมว พฺรหฺมโลเก อนฺตรหิโต มหาโควินฺทสฺส พฺราหฺมณสฺส สมฺมุเข ปาตุรโหสิ ฯ อถโข โภ มหาโควินฺทสฺส พฺราหฺมณสฺส อหุเทว ภยํ อหุ ฉมฺภิตตฺตํ อหุ โลมหํโส ยถาตํ อทิฏฺฐปุพฺพํ รูปํ ทิสฺวา ฯ อถโข โภ มหาโควินฺโท พฺราหฺมโณ ภีโต สํวิคฺโค โลมหฏฺฐชาโต พฺรหฺมานํ สนงฺกุมารํ คาถาย อชฺฌภาสิ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า พวกคนกล่าวอย่างนี้ ความว่า เมื่อพวกคนเห็นโชติบาลนั้นมีปัญญามากกว่าพ่อ พร่ำสอนกิจทุกชนิด จัดการงานทุกอย่าง ก็มีจิตยินดีกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ โควินทพราหมณ์หนอ ท่านผู้เจริญ มหาโควินทพราหมณ์หนอ.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
มีคำที่ท่านอธิบายอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ โควินทพราหมณ์เป็นบิดาของคนนี้ ส่วนคนนี้เป็นมหาโควินทพราหมณ์.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า กษัตริย์ ๖ องค์นั้น โดยที่ใด คือ กษัตริย์ ๖ องค์ที่ท่านกล่าวว่า สหายเหล่านั้นใด.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
เล่ากันมาว่า กษัตริย์เหล่านั้นร่วมพระบิดากับเจ้าชายเรณุ ทรงเป็นน้อง เพราะฉะนั้น มหาโควินท์จึงคิดว่า เจ้าชายเรณุนี้ทรงได้รับอภิเษกแล้วจะแบ่งหรือไม่แบ่งราชสมบัติแก่กษัตริย์ทั้ง ๖ องค์นั้น ถ้าไฉน เราต้องส่งกษัตริย์เหล่านั้นไปสู่สำนักของเจ้าชายเรณุโดยทันที แล้วทำให้เจ้าชายเรณุทรงรับคำมั่นให้ได้แล้ว จึงเข้าเฝ้ากษัตริย์ทั้ง ๖ องค์นั้นยังที่ประทับ.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ผู้ทำของพระราชา ได้แก่ พวกข้าราชการ คือพวกอำมาตย์.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า กามทั้งหลายเป็นที่ตั้งแห่งความเคลิบเคลิ้ม หมายความว่า กามทั้งหลายทำให้เมา ทำให้ประมาท.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
อธิบายว่า เมื่อเวลาล่วงไปๆ เจ้าชายเรณุนี้จะไม่พึงสามารถแม้เพื่อตามระลึกถึง เพราะฉะนั้น ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงมา คือจงดำเนินมา.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ท่าน ข้าพเจ้ายังจำได้ คือ เขาว่าครั้งนั้นเป็นเวลาที่พวกคนชอบพูดความจริงกัน เพราะฉะนั้น เจ้าชายเรณุจึงไม่ตรัสคำไม่จริงว่า ข้าพเจ้าพูดเมื่อไร ใครได้เห็น ใครได้ยิน (แต่) ตรัสว่า ท่าน ข้าพเจ้ายังจำได้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ถ้อยคำที่พึงบันเทิง คือ ถ้อยคำต้อนรับเห็นปานนี้ว่า มหาราช เมื่อพระราชาเสด็จสวรรคตแล้ว พระองค์อย่าไปทรงคิดอะไร นี่เป็นสิ่งแน่นอนของสรรพสัตว์ สังขารทั้งหลายเป็นอย่างนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ตั้งเป็นหน้าเกวียนทั้งหมด คือ ตั้งหมดทั้ง ๖ แคว้นเป็นทางเกวียน.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
พระราชาแต่ละองค์มีราชสมบัติสามร้อยโยชน์ ประเทศที่เป็นที่รวมแห่งราชสมบัติของพระเจ้าเรณุสิบคาวุต. ก็ราชสมบัติของพระเจ้าเรณุอยู่ตรงกลางเช่นกับเพดาน. ทำไมจึงตั้งไว้อย่างนี้ กษัตริย์ทั้งหลาย เมื่อมาเฝ้าพระราชาเป็นบางครั้งบางคราว จักไม่ทรงเบียดเบียนราชสมบัติของกษัตริย์องค์อื่น ทรงมาและไปโดยประเทศของตนๆ เท่านั้น เพราะเมื่อทรงหยั่งลงสู่ราชสมบัติขององค์อื่นแล้ว ตรัสอยู่ว่า พวกท่านจงให้อาหาร จงให้โค พวกมนุษย์ก็จะยกโทษ พระราชาเหล่านี้ไม่เสด็จไปทางแว่นแคว้นของตนๆ ย่อมทรงกระทำการเบียดเบียนพวกเรา. แต่เมื่อเสด็จไปทางแว่นแคว้นของตน พวกคนก็ย่อมไม่สำคัญการเบียดเบียนว่า พระราชองค์นี้จะต้องได้สิ่งนี้และสิ่งนี้ไปจากสำนักของพวกเราทีเดียว.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
มหาโควินท์คำนึงถึงข้อนี้ จึงตั้งไว้อย่างนี้ว่า เมื่อพวกพระราชาทรงบันเทิงพร้อมกันจงครอบครองราชสมบัติให้ยืนนานเถิด ดังนี้ นคร ๗ แห่งนี้ คือ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ทันตปุระแห่งแคว้นกลิงค์ โปตนะแห่งแคว้นอัสสกะ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
มาหิสสดีแห่งแคว้นอวันตี โรรุกะแห่งแคว้นโสจิระ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
มิถิลาแห่งแคว้นวิเทหะ และสร้างจัมปาในแคว้น
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
อังคะและพาราณสีแห่งแคว้นกาสี เหล่านี้โควินท์
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
สร้างไว้แล้ว
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
อันมหาโควินท์นั่นแหละสร้างไว้เพื่อประโยชน์แก่พระราชาพระนามเหล่านี้คือ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
สัตตภู พรหมทัตต์ เวสสภู พร้อมกับภรตะ เรณุ และ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
สองธตรฐะ ทั้ง ๗ องค์นี้ได้เป็นผู้ทรงภาระในครั้งนั้น
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
เป็นพระนาม แม้แห่งพระราชาทั้งเจ็ดพระองค์เหล่านั้น. จริงอยู่ ในเจ็ดพระองค์เหล่านั้น ได้แก่องค์เหล่านี้ คือสัตตภู ๑ พรหมทัตต์ ๑ เวสสภู ๑ พร้อมกับเวสสภูนั้นแล คือ ภรตะ ๑ เรณุ ๑ ส่วนธตรฐะมีสองพระองค์.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ทั้ง ๗ องค์ทรงมีภาระ คือ ทรงเป็นผู้มีพระภาระ ได้แก่ทรงเป็นมหาราชในพื้นชมพูทวีป. จบ การพรรณนาในปฐมภาณวาร
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า เข้าไปหา คือ พระราชาทั้ง ๗ พระองค์ทรงพระดำริว่า อิสริยสมบัตินี้สำเร็จแล้วแก่พวกเรา ไม่ใช่ด้วยอานุภาพแห่งคนอื่น แต่ด้วยอานุภาพของมหาโควินท์ มหาโควินทร์ได้ทำให้พวกเราเหล่า ๗ ราชาพร้อมเพรียงกัน แต่งตั้งพวกเราในพื้นชมพูทวีป ก็แล พวกเราไม่ง่ายที่จะทำการตอบสนองแก่มหาโควินท์ผู้เป็นบุรพูปการี มหาโควินท์นี้แลจงพร่ำสอนพวกเรา แม้ทั้ง ๗ คน พวกเราจะให้มหาโควินท์นี้แลเป็นแม่ทัพและเป็นที่ปรึกษา เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราคงจะมีความเจริญแน่ แล้วก็เข้าไปหา.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ถึงมหาโควินท์ก็คิดว่า เราได้ทำให้พระราชาเหล่านี้สมัครสมานกันแล้ว หากว่า พระราชาเหล่านี้จักมีคนอื่นเป็นแม่ทัพและเป็นที่ปรึกษา แต่นั้น พระราชาเหล่านี้ก็จักทรงถือถ้อยคำของแม่ทัพและที่ปรึกษาของตนๆ แล้วแตกกัน เราจะยอมรับทั้งตำแหน่งแม่ทัพและตำแหน่งที่ปรึกษาของพระราชาเหล่านี้แล้วรับว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า และพราหมณ์มหาศาล ๗ คน คือ มหาโควินท์มาคิดว่า เราจะพึงอยู่เฉพาะพระพักตร์หรือไม่ก็ตาม ในที่ทุกแห่ง พระราชาเหล่านี้จักทรงปฏิบัติหน้าที่โดยประการที่เราจักไม่อยู่เฉพาะพระพักตร์ได้ แล้วก็แต่งตั้งรองที่ปรึกษาไว้ ๗ คน ท่านหมายเอารองที่ปรึกษา ๗ คนนั้น จึงกล่าวคำนี้ว่า และพราหมณ์มหาศาล ๗ คน ดังนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ชื่อว่าผู้อาบ เพราะอาบน้ำวันละสามครั้ง หรืออาบในตอนเย็นและตอนเช้าทุกวัน หรือชื่อว่าอาบแล้ว ในเพราะจบการประพฤติพรต. ชื่อว่าผู้อาบ เพราะตั้งแต่นั้น พวกพราหมณ์ไม่กินไม่ดื่มร่วมกับพวกพราหมณ์ด้วยกัน.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ฟุ้งไป แปลว่า ขึ้นไปสูงอย่างยิ่ง.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
เล่ากันมาว่า ครั้งนั้น ถ้อยคำนี้แลเป็นไปแล้วแก่คนทั้งหลายในที่ที่นั่งแล้วๆ (ในที่นั่งทุกแห่ง) ว่า คนเราเมื่อได้ปรึกษากับพรหมแล้วก็จะพร่ำสอนได้หมดทั้งชมพูทวีป.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า แต่เราไม่เลย ความว่า ได้ยินว่า มหาบุรุษคิดว่า คุณที่ไม่เป็นจริงนี้เกิดแก่เราแล้ว ก็แลการเกิดคุณขึ้นไม่ใช่ของหนักหนาอะไร แต่การรักษาคุณที่เกิดขึ้นแล้วนั่นแล เป็นของหนัก. อนึ่ง ทั้งๆ ที่เราไม่ได้คิดไม่ได้ปรึกษากระทำอยู่ คุณนี้ก็เกิดขึ้นแล้วเทียว ก็เมื่อเราคิดแล้วปรึกษาแล้วจึงทำ คุณก็จักยิ่งกว้างใหญ่เป็นแน่ แล้วก็แสวงหาอุบายในการเห็นพรหม เมื่อได้เห็นพรหมนั้นแล้ว ก็ปริวิตกถึงข้อนี้เป็นต้นว่า ก็แลข้อนั้นเราได้ฟังมาแล้ว ดังนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า เข้าเฝ้าพระเจ้าเรณุถึงที่ประทับ ความว่า มหาโควินท์มาคิดว่า ความต้องการเพื่อจะเฝ้า หรือความต้องการเพื่อจะสนทนากันในระหว่างอย่างนั้นจักไม่มีเลย เพราะเราตัดความกังวลได้แล้วจักอยู่สบาย ดังนี้ จึงเข้าเฝ้าเพื่อตัดความกังวลให้ขาด. ทุกแห่งก็นัยนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า พวกเช่นกัน คือ หญิงมีวรรณะเสมอกัน มีชาติเสมอกัน.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ให้สร้างสัณฐาคารหลังใหม่ คือ ให้สร้างที่อยู่อย่างวิจิตร เอาต้นอ้อมาล้อมข้างนอกมีที่พักกลางคืนที่พักกลางวันและที่จงกรม พร้อมบริบูรณ์เหมาะสำหรับอยู่ในฤดูฝน ๔ เดือน.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า เพ่งกรุณาฌาน คือ เพ่งฌานทั้งหมวดสามและหมวดสี่แห่งกรุณา. ก็ในบทว่า เพ่งกรุณาฌานนี้ ด้วยมุขคือกรุณา ก็เป็นอันว่าพรหมวิหารที่เหลืออีกสามข้อ ท่านถือเอาแล้วเทียว.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ความกระสัน ความสะดุ้ง ความว่า เมื่ออยู่ในภูมิฌาน ไม่ว่าความกระสันเพราะความไม่ยินดี หรือความสะดุ้งเพราะความกลัวย่อมไม่มี แต่ความต้องการให้พรหมมา ความอยากให้พรหมมา ได้มีแล้ว. ความกลัวเพราะจิตสะดุ้งนั่นแหละ เรียกว่าความกลัว.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ไม่รู้อยู่ คือ ไม่ทราบอยู่.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ทำอย่างไร พวกเราจึงจะรู้จักท่าน ความว่า พวกเราจะรู้จักท่านว่าอะไร. อธิบายว่า พวกเราจะจำท่านด้วยอาการอะไรในอาการเป็นต้นว่า คนนี้อยู่ที่ไหน ชื่ออะไร โคตรอะไร.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
คำว่า คนทั้งหลายรู้จักข้าพเจ้าว่าเป็นกุมาร ความว่า คนทั้งหลายรู้จักข้าพเจ้านั่นแลว่าเป็นกุมารว่าเป็นชายหนุ่ม.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ในพรหมโลก คือ ในโลกที่ประเสริฐสุด.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า เป็นของเก่า คือ เป็นของนมนานเป็นของเก่าแก่. พรหมย่อมแสดงว่า ข้าพเจ้านั้นเป็นกุมารเก่า ชื่อสนังกุมารพรหม.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า โควินท์ ท่านจงรู้อย่างนี้ ความว่า โควินท์ผู้เป็นบัณฑิต ท่านจงรู้ข้าพเจ้าอย่างนี้ คือจงจำข้าพเจ้าไว้อย่างนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ของที่พึงน้อมไปเพื่อแขก เรียกว่าของรับแขก ในคาถานี้ว่า
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ที่นั่ง น้ำ น้ำมันทาเท้า และผักนึ่งอย่างดี
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
สำหรับพรหม (มีอยู่) ข้าพเจ้าขอต้อนรับผู้เจริญ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ขอผู้เจริญจงรับของควรค่าของข้าพเจ้า.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
มีคำที่ท่านอธิบายไว้ด้วยบทว่า ของรับแขก นั้นเองว่า นี้ที่นั่งที่ปูไว้แล้ว เชิญนั่งบนที่นั่งนี้ นี้น้ำบริสุทธิ์ เชิญดื่มน้ำ เชิญล้างเท้าจากน้ำนี้ นี้น้ำมันทาเท้า ที่เอาน้ำมันมาปรุงเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่เท้า เชิญทาเท้าด้วยน้ำมันนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทนี้ว่า ผักนึ่งอย่างดี คือ พรหมจรรย์ของพระโพธิสัตว์ หาเหมือนกับพรหมจรรย์ของคนเหล่าอื่นไม่ พระโพธิสัตว์นั้นไม่ทำการสะสมด้วยคิดว่า นี้สำหรับพรุ่งนี้ นี้สำหรับวันที่สาม ก็ผักที่นึ่งด้วยน้ำ มีรสหวานไม่เค็ม ไม่ได้อบ ไม่เปรี้ยว (มีอยู่) พระโพธิสัตว์นั้นทรงหมายผักนึ่งนั้น.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที