บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
[๗๖] อถโข ภควา ราชคเห ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ อายามานนฺท เยน อมฺพลฏฺฐิกา เตนุปสงฺกมิสฺสามาติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา อานนฺโท ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ อถโข ภควา มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ เยน อมฺพลฏฺฐิกา ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ ภควา อมฺพลฏฺฐิกายํ วิหรติ ราชาคารเก ฯ ตตฺรปิ สุทํ ภควา อมฺพลฏฺฐิกายํ วิหรนฺโต ราชาคารเก เอตเทว พหุลํ ภิกฺขูนํ ธมฺมึ กถํ กโรติ อิติปิ สีลํ อิติปิ สมาธิ อิติปิ ปญฺญา สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ เสยฺยถีทํ กามาสวา ภวาสวา อวิชฺชาสวาติ ฯ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า น วสํ คจฺฉิสฺสนฺติ ดังต่อไปนี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
[๗๗] อถโข ภควา อมฺพลฏฺฐิกายํ ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ อายามานนฺท เยน นาฬนฺทา เตนุปสงฺกมิสฺสามาติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา อานนฺโท ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ อถโข ภควา มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ เยน นาฬนฺทา ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ ภควา นาฬนฺทายํ วิหรติ ปาวาทิกมฺพวเน ฯ อถโข อายสฺมา สารีปุตฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ เอวํ ปสนฺโน อหํ ภนฺเต ภควติ น จาหุ น จ ภวิสฺสติ น เจตรหิ วิชฺชติ อญฺโญ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา ภควตา ภิยฺโยภิญฺญาตโร ยทิทํ สมฺโพธิยนฺติ ฯ อุฬารา โข เต อยํ สารีปุตฺต อาสภิวาจา ๑ ภาสิตา เอกํโส คหิโต สีหนาโท นทิโต เอวํ ปสนฺโน อหํ ภนฺเต ภควติ น จาหุ น จ ภวิสฺสติ น เจตรหิ วชฺชติ อญฺโญ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา ภควตา ภิยฺโยภิญฺญาตโร ยทิทํ สมฺโพธิยนฺติ กึ นุ ๒ สารีปุตฺต เย เต อเหสุํ อตีตมทฺธานํ อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา สพฺเพ เต ภควนฺโต เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิตา เอวํสีลา เต ภควนฺโต อเหสุํ อิติปิ เอวํธมฺมา ฯ เอวํปญฺญา ฯ เอวํวิหารี ฯ เอวํวิมุตฺตา เต ภควนฺโต อเหสุํ อิติปีติ ฯ โน เหตํ ภนฺเตติ ๓ ฯ กึ ปน สารีปุตฺต เย เต ภวิสฺสนฺติ อนาคตมทฺธานํ อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา สพฺเพ เต ภควนฺโต เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิตา เอวํสีลา เต ภควนฺโต ภวิสฺสนฺติ อิติปิ เอวํธมฺมา ฯ เอวํปญฺญา ฯ เอวํวิหารี ฯ เอวํวิมุตฺตา เต ภควนฺโต ภวิสฺสนฺติ อิติปีติ ฯ โน เหตํ ภนฺเตติ ฯ กึ ปน สารีปุตฺต เต อหํ เอตรหิ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิโต เอวํสีโล ภควา อิติปิ เอวํธมฺโม ฯ เอวํปญฺโญ ฯ เอวํวิหารี ฯ เอวํวิมุตฺโต ภควา อิติปีติ ฯ โน เหตํ ภนฺเตติ ฯ เอตฺถ จ หิ ๑ เต สารีปุตฺต อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเนสุ อรหนฺเตสุ สมฺมาสมฺพุทฺเธสุ เจโตปริญฺญาย ญาณํ ๒ นตฺถิ อถ กิญฺเจตรหิ เต อยํ สารีปุตฺต อุฬารา อาสภิวาจา ภาสิตา เอกํโส คหิโต สีหนาโท นทิโต เอวํ ปสนฺโน อหํ ภนฺเต ภควติ น จาหุ น จ ภวิสฺสติ น เจตรหิ วิชฺชติ อญฺโญ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา ภควตา ภิยฺโยภิญฺญาตโร ยทิทํ สมฺโพธิยนฺติ ฯ น โข เม ภนฺเต อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเนสุ อรหนฺเตสุ สมฺมาสมฺพุทฺเธสุ เจโตปริญฺญาย ญาณํ อตฺถิ อปิจ ธมฺมนฺวโย วิทิโต เสยฺยถาปิ ภนฺเต รญฺโญ ปจฺจนฺติมํ นครํ ทฬฺหทฺวารํ ๔ ทฬฺหปาการโตรณํ เอกทฺวารํ ตตฺรสฺส โทวาริโก ปณฺฑิโต วิยตฺโต เมธาวี อญาตานํ ๕ นิวาเรตา ญาตานํ ปเวเสตา โส ตสฺส นครสฺส สมนฺตา อนุจริยาย ๖ ปถํ อนุกฺกมมาโน น ปสฺเสยฺย ปาการสนฺธึ วา ปาการวิวรํ วา อนฺตมโส พิฬารนิกฺขมนมตฺตํปิ ๗ น ปสฺเสยฺย ตสฺส เอวมสฺส เย โข เกจิ โอฬาริกา ปาณา อิมํ นครํ ปวิสนฺติ วา นิกฺขมนฺติ วา สพฺเพ เต อิมินา ทฺวาเรน ปวิสนฺติ วา นิกฺขมนฺติ วาติ เอวเมว โข เม ภนฺเต ธมฺมนฺวโย วิทิโต เย เต ภนฺเต อเหสุํ อตีตมทฺธานํ อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา สพฺเพ เต ภควนฺโต ปญฺจ นีวรเณ ปหาย เจตโส อุปกฺกิเลเส ปญฺญาย ทุพฺพลีกรเณ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สุปติฏฺฐิตจิตฺตา สตฺต โพชฺฌงฺเค ยถาภูตํ ภาเวตฺวา อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุชฺฌึสุ เยปิ เต ภนฺเต ภวิสฺสนฺติ อนาคตมทฺธานํ อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา สพฺเพ เต ภควนฺโต ปญฺจ นีวรเณ ปหาย เจตโส อุปกฺกิเลเส ปญฺญาย ทุพฺพลีกรเณ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สุปติฏฺฐิตจิตฺตา สตฺต โพชฺฌงฺเค ยถาภูตํ ภาเวตฺวา อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุชฺฌิสฺสนฺติ ภควาปิ ภนฺเต เอตรหิ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ปญฺจ นีวรเณ ปหาย เจตโส อุปกฺกิเลเส ปญฺญาย ทุพฺพลีกรเณ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สุปติฏฺฐิตจิตฺโต สตฺต โพชฺฌงฺเค ยถาภูตํ ภาเวตฺวา อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธติ ฯ ตตฺรปิ สุทํ ภควา นาฬนฺทายํ วิหรนฺโต ปาวาทิกมฺพวเน เอตเทว พหุลํ ภิกฺขูนํ ธมฺมึ กถํ กโรติ อิติปิ สีลํ อิติปิ สมาธิ อิติปิ ปญฺญา สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ เสยฺยถีทํ กามาสวา ภวาสวา อวิชฺชาสวาติ ฯ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ภิกษุเหล่าใดรับบิณฑบาตของอุปัฏฐากแล้ว จากบ้านหนึ่งไปบ้านหนึ่ง เพราะเหตุแห่งปัจจัย ๔ ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าอยู่ในอำนาจของตัณหานั้น. ฝ่ายภิกษุผู้ไม่ปฏิบัติอย่างนั้น ชื่อว่าไม่อยู่ในอำนาจแห่งตัณหา. ความเสื่อมและความเจริญในข้อนั้นปรากฏชัดแล้ว.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า อารญฺญเกสุ ได้แก่ ป่าชั่ว ๕๐๐ ธนูเป็นที่สุด.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า สาเปกฺขา ได้แก่ มีตัณหา มีอาลัย.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ภิกษุแม้ยังไม่บรรลุฌานในเสนาสนะใกล้บ้าน พอออกจากฌานนั้น ได้ยินเสียงหญิงชายและเด็กหญิงเป็นต้น เป็นเหตุเสื่อมคุณวิเศษที่ภิกษุนั้นบรรลุแล้ว แต่เธอนอนในป่า พอตื่นขึ้นก็ได้ยินแต่เสียงราชสีห์ เสือ และนกยูงเป็นต้น อย่างที่เธอได้ปีติในป่าแล้วพิจารณาปีตินั้นนั่นแล ตั้งอยู่ในผลอันเลิศ.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสรรเสริญภิกษุผู้หลับอยู่ในป่าเท่านั้น ยิ่งกว่าภิกษุผู้ไม่บรรลุฌานอยู่ในเสนาสนะใกล้บ้าน. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยอำนาจประโยชน์นั้นนั่นแล จึงตรัสว่า จักเป็นผู้อาลัยในเสนาสนะป่า.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ปจฺจตฺตํเยว สตึ อุปฎฺฐเปสฺสนฺติ ได้แก่ จักไปตั้งสติไว้ภายในของตน.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า เปสลา แปลว่า ผู้น่ารัก.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
เหล่าภิกษุเจ้าถิ่นไม่ปรารถนาให้เพื่อนสพรหมจารีมาในที่นี้ เป็นผู้ไม่ศรัทธาไม่เลื่อมใส ย่อมไม่ทำสามีจิกรรม มีไปต้อนรับ รับบาตรจีวร ปูอาสนะ พัดด้วยพัดใบตาลเป็นต้นแก่เหล่าภิกษุผู้มาถึงแล้ว. ครั้งนั้น เสียงติเตียนภิกษุเหล่านั้นก็กระพือไปว่า เหล่าภิกษุวัดโน้นไม่มีศรัทธาไม่เลื่อมใส ไม่ทำวัตตปฏิบัติแก่เหล่าภิกษุผู้เข้าไปวัด. บรรพชิตทั้งหลายฟังเรื่องนั้นแล้วก็ผ่านประตูวัด ไม่ยอมเข้าวัด. เหล่าภิกษุที่ยังไม่มา ย่อมไม่มาด้วยประการฉะนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ส่วนสำหรับเหล่าภิกษุที่มาแล้ว เมื่อไม่มีวัดอยู่ผาสุก เหล่าภิกษุที่ไม่รู้มาแล้ว ก็คิดก่อนว่าจะอยู่ แต่ก็ต้องออกไปเสีย ด้วยเห็นว่าพวกเรามากันแล้ว แต่ด้วยความไม่นำพานี้ของภิกษุเจ้าถิ่นเหล่านี้ ใครจักอยู่ได้. เมื่อเป็นดังนั้น วัดนั้นภิกษุอื่นๆ ก็มาอยู่ไม่ได้. แต่นั้น เหล่าภิกษุเจ้าถิ่นเมื่อไม่ได้พบเหล่าภิกษุผู้มีศีล ก็พลอยไม่ได้ภิกษุผู้ช่วยบรรเทาความสงสัย หรือผู้ให้ศึกษาธรรมบรรยาย หรือฟังธรรมอันไพเราะ ภิกษุเจ้าถิ่นเหล่านั้นก็เป็นอันไม่ได้รับธรรมที่ยังไม่ได้รับ ไม่ได้กระทำการสาธยายธรรมที่รับไว้แล้ว. ดังนั้น ภิกษุเจ้าถิ่นเหล่านั้นจึงมีแต่ความเสื่อมถ่ายเดียว ไม่มีความเจริญเลย.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ส่วนภิกษุเหล่าใดปรารถนาจะให้เพื่อนสพรหมจารีมา ภิกษุเหล่านั้นมีศรัทธามีความเลื่อมใส กระทำการต้อนรับเป็นต้นแก่เพื่อนสพรหมจารีที่มากันแล้ว จัดเสนาสนะให้ พาเข้าไปภิกษาจาร บรรเทาความสงสัย ได้ฟังธรรมอันไพเราะ เมื่อเป็นเช่นนั้น กิตติศัพท์ของภิกษุเหล่านั้นก็ฟุ้งขจรไปว่า เหล่าภิกษุในวัดโน้นมีศรัทธา เลื่อมใส ถึงพร้อมด้วยวัตร สงเคราะห์อย่างนี้ ภิกษุทั้งหลายได้ฟังเรื่องนั้นแล้ว แม้ไกลก็พากันไป
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
เหล่าภิกษุเจ้าถิ่นกระทำวัตรแก่ภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้น มาใกล้ๆ แล้วไหว้อาคันตุกะผู้แก่กว่าแล้วนั่ง ถืออาสนะนั่งใกล้ๆ อาคันตุกะผู้อ่อนกว่า แล้วถามว่า พวกท่านจักอยู่ในวัดนี้หรือจักไป เมื่ออาคันตุกะตอบว่าจักไป ก็กล่าวว่าเสนาสนะสบาย ภิกษาก็หาได้ง่าย ไม่ยอมให้ไป. ถ้าอาคันตุกะเป็นวินัยธร ก็สาธยายวินัยในสำนักของพระวินัยธร ถ้าอาคันตุกะทรงพระสูตรเป็นต้น ก็สาธยายธรรมนั้นๆ ในสำนักของพระธรรมธรนั้น อยู่ในโอวาทของพระอาคันตุกะผู้เป็นพระเถระ ย่อมบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา. เหล่าพระอาคันตุกะคิดจะอยู่สักวัน ๒ วันจึงกล่าวว่า พวกเรามากันแล้วก็จะอยู่สัก ๑๐-๑๒ วัน เพราะภิกษุเหล่านี้ มีการอยู่ร่วมอย่างสบาย.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
พึงทราบความเจริญและความเสื่อมด้วยประการฉะนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
พึงทราบวินิจฉัยในสัตตกะที่ ๒ ดังต่อไปนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ภิกษุชื่อว่ากัมมารามะ เพราะมีการงานเป็นที่ยินดี. ชื่อว่ากัมมรตะ เพราะยินดีในการงาน.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า กมฺมารามตํ อนุยุตฺตา ความว่า ประกอบแล้ว ประกอบทั่วแล้ว ประกอบตามแล้ว.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ในบทเหล่านั้น งานที่จะพึงทำเรียกว่ากรรม คืออะไรบ้าง.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
คือ เช่นจัดจีวร กระทำจีวร ช่วยเขาทำวัตถุมีกล่องเข็ม ถลกบาตร สายโยคประคดเอว เชิงรองบาท เขียงเท้า และไม้กวาดเป็นต้น.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
จริงอยู่ ภิกษุบางรูปเมื่อกระทำกิจเหล่านี้ ย่อมกระทำกันทั้งวันทีเดียว. ท่านหมายเอาข้อนั้น จึงห้ามไว้ดังนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ส่วนภิกษุใดกระทำกิจเหล่านั้น ในเวลาทำกิจเหล่านั้นเท่านั้น ในเวลาอุเทศก็เรียนอุเทศ ในเวลาสาธยายก็สาธยาย เวลากวาดลานพระเจดีย์ก็ทำวัตรที่ลานพระเจดีย์ ในเวลามนสิการก็ทำมนสิการ ภิกษุนั้นไม่ชื่อว่ามีการงานเป็นที่ยินดี.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า น ภสฺสารามา นี้ดังต่อไปนี้
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ภิกษุใด เมื่อกระทำการเจรจาปราศัย ด้วยเรื่องเพศหญิงเพศชายเป็นต้น หมดเวลาไปทั้งกลางวันและกลางคืน คุยเช่นนี้ไม่จบ ภิกษุนี้ชื่อว่ามีการคุยเป็นที่มายินดี. ส่วนภิกษุใดพูดธรรม แก้ปัญหา ชื่อว่าไม่มีการคุยเป็นที่มายินดี ภิกษุนี้ชื่อว่าคุยน้อยคุยจบทีเดียว.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
เพราะเหตุไร
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที