๘. สักกปัญหสูตร

บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ

[247] Evamme sutaṃ . ekaṃ samayaṃ bhagavā magadhesu viharati pācīnato rājagahassa ambasaṇḍo nāma brāhmaṇagāmo tassuttarato vediyake pabbate indasālaguhāyaṃ . tena kho pana samayena sakkassa devānamindassa ussukkaṃ udapādi bhagavantaṃ dassanāya . Athakho sakkassa devānamindassa etadahosi kahaṃ nu kho bhagavā etarahi viharati arahaṃ sammāsambuddhoti . addasā kho sakko devānamindo bhagavantaṃ magadhesu viharantaṃ pācīnato rājagahassa ambasaṇḍo nāma brāhmaṇagāmo tassuttarato vediyake pabbate indasālaguhāyaṃ disvāna deve tāvatiṃse āmantesi ayaṃ mārisā bhagavā magadhesu viharati pācīnato rājagahassa ambasaṇḍo nāma brāhmaṇagāmo tassuttarato vediyake pabbate indasālaguhāyaṃ yadi pana mārisā mayantaṃ bhagavantaṃ dassanāya upasaṅkameyyāma arahantaṃ sammāsambuddhanti . evaṃ bhaddantavāti kho devā tāvatiṃsā sakkassa devānamindassa paccassosuṃ. {247.1} Athakho sakko devānamindo pañcasikhaṃ gandhabbaputtaṃ āmantesi ayaṃ tāta pañcasikha bhagavā magadhesu viharati pācīnato rājagahassa ambasaṇḍo nāma brāhmaṇagāmo tassuttarato vediyake pabbate indasālaguhāyaṃ yadi hi Pana tāta pañcasikha mayaṃ taṃ bhagavantaṃ dassanāya upasaṅkameyyāma arahantaṃ sammāsambuddhanti . evaṃ bhaddantavāti kho pañcasikho gandhabbaputto sakkassa devānamindassa paṭissutvā veḷuvapaṇḍuvīṇaṃ ādāya sakkassa devānamindassa anucariyaṃ upāgami. {247.2} Athakho sakko devānamindo devehi tāvatiṃsehi parivuto pañcasikhena gandhabbaputtena purakkhato seyyathāpi nāma balavā puriso sammiñjitaṃ vā bāhaṃ pasāreyya pasāritaṃ vā bāhaṃ sammiñjeyya evameva kho devesu tāvatiṃsesu antarahito magadhesu pācīnato rājagahassa ambasaṇḍo nāma brāhmaṇagāmo tassuttarato vediyake pabbate paccuṭṭhāsi . Tena kho pana samayena vediyako pabbato atiriva obhāsajāto hoti ambasaṇḍo ca brāhmaṇagāmo yathā taṃ devānaṃ devānubhāvena . Apissudaṃ parito gāmesu manussā evamāhaṃsu ādittassu nāmajja vediyako pabbato jhāyatassu nāmajja vediyako pabbato jalatassu nāmajja vediyako kiṃ su nāmajja vediyako pabbato atiriva obhāsajāto ambasaṇḍo ca brāhmaṇagāmoti. Saṃviggā lomahaṭṭhajātā ahesuṃ. {247.3} Athakho sakko devānamindo pañcasikhaṃ gandhabbaputtaṃ āmantesi durupasaṅkamā kho tāta pañcasikha tathāgatā mādisena jhāyī jhānaratā tadanantaraṃ paṭisallīnā yadi pana tvaṃ tāta pañcasikha bhagavantaṃ paṭhamaṃ pasādeyyāsi tayā tāta paṭhamaṃ pasāditaṃ pacchā Mayaṃ taṃ bhagavantaṃ dassanāya upasaṅkameyyāma arahantaṃ sammāsambuddhanti . evaṃ bhaddantavāti kho pañcasikho gandhabbaputto sakkassa devānamindassa paṭissutvā veḷuvapaṇḍuvīṇaṃ ādāya yena indasālaguhā tenupasaṅkami upasaṅkamitvā ettāvatā me bhagavā neva avidūre kho vasati nāccāsannena saddañca me sossatīti ekamantaṃ aṭṭhāsi. {247.4} Ekamantaṃ ṭhito kho pañcasikho gandhabbaputto veḷuvapaṇḍuvīṇaṃ ādāya assāvesi imā ca gāthāyo abhāsi buddhūpasañhitā dhammūpasañhitā saṅghūpasañhitā arahantūpasañhitā kāmūpasañhitā

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

อรรถกถาสักกปัญหสูตร

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

สักกปัญหสูตรขึ้นต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาอย่างนี้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ต่อไปนี้ เป็นการขยายความเฉพาะบทที่ไม่แจ่มแจ้งในสักกปัญหสูตรนั้น.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า อมฺพสณฺโฑ นาม พฺราหฺมณคาโม (ดงมะม่วง) คือ เล่ากันมาว่า หมู่บ้านนั้นอยู่ไม่ไกลดงมะม่วง ฉะนั้น จึงเรียกว่าอัมพสณฑ์.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า เวทิยาเก ปพฺพเต คือ นัยว่า เขานั้นมีดงป่าสีเขียวเหมือนเวทีแก้วมณี ซึ่งเกิดที่เชิงเขาล้อมรอบ ฉะนั้น จึงเรียกว่าเขาเวทิยกะ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า อินทสาลคุหายํ คือ แต่ก่อนมา ถ้ำนั้นอยู่ระหว่างเขาสองลูก และที่ประตูถ้ำนั้นมีต้นช้างน้าว ฉะนั้น จึงเรียกว่าถ้ำช้างน้าว ต่อมา พวกคนก็กั้นฝาถ้ำนั้น ติดประตูหน้าต่างทำที่เร้นที่วิจิตรด้วยลายดอกลายเถาโบกปูนขาว จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. แต่คนทั้งหลายก็ยังรู้จักถ้ำนั้นว่า ถ้ำช้างน้าว ตามชื่อเดิมนั้นเอง. ท่านพระอานนท์หมายเอาถ้ำนั้น จึงกล่าวว่า ที่ถ้ำช้างน้าว.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า อุสฺสุกฺกํ อุทปาทิ คือ เกิดความอุตสาหะที่ประกอบด้วยธรรมขึ้น.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ถามว่า ก็แล ท้าวสักกะนั้นก็ทรงเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ามาบ่อยแล้วมิใช่หรือ มีประชุมเทวดากันที่ไหนนั้น ก็ไม่ใช่ว่าท้าวสักกะนี้ไม่เคยเสด็จมา ขึ้นชื่อว่าเทวบุตรขนาดท้าวสักกะอยู่อย่างประมาทก็ไม่มี เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไม ท้าวสักกะนั้นจึงทรงเกิดความอุตสาหะเหมือนผู้ไม่เคยมาเฝ้าพระพุทธเจ้าเล่า

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ตอบว่า เพราะถูกความกลัวตายคุกคามเอา.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

นัยว่า สมัยนั้น พระชนมายุของท้าวเธอหมดแล้ว. ท้าวเธอได้ทรงเห็นบุรพนิมิตห้าประการ ทรงทราบว่า บัดนี้ เราหมดอายุแล้ว.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ก็เครื่องหมายความตายปรากฏแก่เทวบุตรเหล่าใด ในเทวบุตรเหล่านั้น พวกใดเกิดในเทวโลกด้วยบุญกรรมเล็กน้อย พวกนั้นก็ย่อมถึงความหวาดสะดุ้ง เพราะความกลัวว่า คราวนี้ เราจักเกิดที่ไหนหนอ พวกใดได้เตรียมป้องกันภัยที่น่าสะพรึงกลัวไว้ ทำบุญไว้มากเกิดแล้ว พวกนั้นคิดว่า เราอาศัยทานที่ตนได้ให้ ศีลที่รักษาไว้และภาวนาที่ได้อบรมไว้แล้ว จักเสวยสมบัติในเทวโลกชั้นสูง ย่อมไม่กลัว.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ส่วนท้าวสักกเทวราช เมื่อได้ทรงเห็นบุรพนิมิต ก็ทรงมองดูสมบัติทั้งหมดอย่างนี้ว่า เทพนครหมื่นโยชน์ ประสาทไพชยันต์สูงพันโยชน์ สุธรรมาเทวสภาสามร้อยโยชน์ ต้นมหาปาริฉัตรสูงร้อยโยชน์ หินบัณฑุกัมพลหกสิบโยชน์ นางฟ้อนยี่สิบห้าโกฏิ เทพบริษัทในสองเทวโลก สวนนันทน์ สวนจิตรลดา สวนมิสสกะ สวนปารุสก์ แล้วก็ทรงถูกความกลัวครอบงำว่า ท่านเอ๋ย สมบัติของเรานี้จักฉิบหายหนอ ต่อไปก็ทรงมองดูว่ามีใครบ้างไหมหนอ ไม่ว่าเป็นสมณะ เป็นพราหมณ์ หรือมหาพรหมผู้เป็นพระบิดาของโลก ที่พึงถอนลูกศร คือความโศกที่อาศัยหัวใจเราแล้วทำให้สมบัตินี้มั่นคงได้ เมื่อทรงมองใครๆ ก็ไม่เห็น ก็ทรงเห็นอีกว่า มีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถถอนความโศกศัลย์ที่เกิดแก่เทพทั้งหลายเช่นเราแม้ตั้งแสนได้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ต่อมาโดยสมัยนั้นแล ความขวนขวายเพื่อจะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ได้เกิดขึ้นแก่ท้าวสักกะจอมทวยเทพผู้ทรงพระดำริอยู่อย่างนี้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ไหนหนอ คือ ท้าวสักกะทรงคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่จังหวัดอะไร ทรงเข้าไปอาศัยเมืองอะไรอยู่ กำลังเสวยปัจจัยของใครอยู่ กำลังทรงแสดงอมฤตธรรมแก่ใครอยู่. คำว่า ได้ทรงเห็นแล้วแล ความว่า ทรงได้เห็น คือทรงแทงตลอดแล้ว. คำว่า ผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย นี้เป็นคำที่น่ารัก เป็นสำนวนของพวกเทพโดยเฉพาะ มีอธิบายว่า ผู้ไม่มีทุกข์ ก็ได้. ก็ทำไมท้าวสักกะนี้จึงทรงเรียกพวกเทพ เพื่อต้องการเป็นเพื่อน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ครั้งก่อน ก็เล่ากันมาว่า ท้าวสักกะนี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังประทับอยู่ที่กุฏิใกล้ต้นสน ก็เสด็จไปได้เฝ้าโดยลำพังมาแล้ว. พระศาสดาทรงพระดำริว่า ญาณของท้าวเธอยังไม่แก่กล้าพอ แต่ถ้ารอไปอีกสักหน่อย ขณะที่เราอยู่ถ้ำช้างน้าว ท้าวเธอจักเห็นบุรพนิมิตห้าอย่าง ทรงกลัวมรณภัยเข้ามาหาพร้อมกับพวกเทวดาในสองเทวโลก ทรงถามปัญหาสิบสี่ข้อ เมื่อแก้จบปัญหาเกี่ยวกับอุเบกขาแล้ว ทรงตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลพร้อมกับเทวดาแปดหมื่นองค์ดังนี้ จึงไม่ประทานพระโอกาส.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ท้าวสักกะนั้นทรงพระดำริว่า พระศาสดาไม่ประทานพระโอกาส เพราะเมื่อก่อนเราไปโดยลำพังผู้เดียว เรายังไม่มีอุปนิสัยแห่งมรรคผลเป็นแน่ ก็เมื่อเราผู้เดียวมีอุปนิสัย พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดงธรรมแก่บริษัทแม้จนสุดจักรวาลแน่ ก็แน่ล่ะในเทวโลกสองชั้น ใครผู้ใดผู้หนึ่งคงจะมีอุปนิสัยแท้เทียว พระศาสดาคงจะทรงหมายเอาผู้นั้นแล้วทรงแสดงธรรม ถึงเราเองเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว ก็คงจะดับความโทมนัสของตนได้ ดังนี้แล้ว จึงตรัสเรียกเพื่อต้องการเป็นเพื่อน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า พวกเทพชั้นดาวดึงส์รับสนองพระดำรัสว่า ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์อย่างนั้น ความว่า ขอจงเป็นอย่างนั้นเถิดมหาราช พวกเราจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า การเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นสภาพที่หาได้ยาก ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ผู้ไม่ตรัสว่า ขอให้เราทั้งหลายจงไปเล่นตามภูเขา ไปเล่นตามแม่น้ำ แล้วทรงประกอบพวกข้าพระองค์ไว้ในฐานะเห็นปานนี้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า ได้ฟังตอบแล้ว คือ รับพระดำรัสของท้าวเธอไว้ด้วยเศียรเกล้า.

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๑๒๔

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๘. สักกปัญหสูตร”