บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ

[217] Modanti vata bho devā tāvatiṃsā sahindakā tathāgataṃ namassantā dhammassa ca sudhammataṃ. Nave va deve passantā vaṇṇavante yasassino sugatasmiṃ brahmacariyaṃ caritvāna idhāgate. Te aññe atirocanti vaṇṇena yasasāyunā sāvakā bhūripaññassa visesūpagatā idha. Idaṃ disvāna nandanti tāvatiṃsā sahindakā tathāgataṃ namassantā dhammassa ca sudhammatanti.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ดังนี้ ยักษ์หมูนี้เมื่อเห็นฝูงหมู ก็แสดงด้านซ้ายเหมือนหมูแล้วก็จับหมูเหล่านั้นกิน ครั้นเห็นฝูงแพะ ก็แสดงด้านขวาเหมือนแพะนั้น แล้วก็จับแพะเหล่านั้นกิน ครั้นเห็นฝูงลูกแกะ ก็ร้องเป็นเสียงร้องของลูกแกะ แล้วก็จับลูกแกะเหล่านั้นกิน พอเห็นฝูงวัวก็นิรมิตเขาให้เหมือนเขาของพวกวัวเหล่านั้น ดูแต่ไกลก็เห็นเหมือนวัวด้วยประการฉะนี้ ก็จับวัวเหล่านั้นที่เข้ามาใกล้อย่างนั้น กินฉันใด

บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ

[218] Idamatthaṃ bhante brahmā sanaṅkumāro abhāsittha. Idamatthaṃ Bhante brahmuno sanaṅkumārassa bhāsato aṭṭhaṅgasamannāgato saro hoti vissaṭṭho ca viññeyyo ca mañjū ca savanīyo ca bindu ca avisārī ca gambhīro ca ninnādī ca . yathāparisaṃ kho pana bhante brahmā sanaṅkumāro sarena viññāpeti na cassa bahiddhā parisāya ghoso niccharati . yassa kho pana bhante evaṃ aṭṭhaṅgasamannāgato saro hoti so vuccati brahmassaroti . athakho bhante devā tāvatiṃsā brahmānaṃ sanaṅkumāraṃ etadavocuṃ sādhu mahābrahme etadeva mayaṃ saṅkhāya modāma atthi ca sakkena devānamindena tassa bhagavato aṭṭha yathābhuccā vaṇṇā bhāsitā te ca mayaṃ saṅkhāya modāmāti. {218.1} Athakho bhante brahmā sanaṅkumāro sakkaṃ devānamindaṃ etadavoca sādhu devānaminda mayaṃpi tassa bhagavato aṭṭha yathābhucce vaṇṇe suṇeyyāmāti . evaṃ mahābrahmeti kho bhante sakko devānamindo brahmuno sanaṅkumārasseva paṭissutvā bhagavato aṭṭha yathābhucce vaṇṇe payirudāhāsi taṃ kiṃ maññati bhavaṃ mahābrahmā yāvañceso bhagavā bahujanahitāya paṭipanno bahujanasukhāya lokānukampāya atthāya hitāya sukhāya devamanussānaṃ . evaṃ bahujanahitāya paṭipannaṃ bahujanasukhāya lokānukampāya atthāya hitāya sukhāya devamanussānaṃ imināpaṅgena samannāgataṃ satthāraṃ neva atītaṃse samanupassāma na panetarahi aññatra tena bhagavatā. {218.2} Svākkhāto kho pana tassa bhagavato Dhammo sandiṭṭhiko akāliko ehipassiko opanayiko paccattaṃ veditabbo viññūhi . evaṃ opanayikassa dhammassa desetāraṃ imināpaṅgena samannāgataṃ satthāraṃ neva atītaṃse samanupassāma na panetarahi aññatra tena bhagavatā. {218.3} Idaṃ kusalanti kho pana tena bhagavatā supaññattaṃ idaṃ akusalanti supaññattaṃ . idaṃ sāvajjaṃ . idaṃ anavajjaṃ. Idaṃ sevitabbaṃ. Idaṃ na sevitabbaṃ . idaṃ hīnaṃ . Idaṃ paṇītaṃ. Idaṃ kaṇhasukkasappaṭibhāganti supaññattaṃ . evaṃ kusalākusalasāvajjānavajjasevitabbāsevitabba- hīnappaṇītakaṇhasukkasappaṭibhāgānaṃ dhammānaṃ paññapetāraṃ imināpaṅgena samannāgataṃ satthāraṃ neva atītaṃse samanupassāma na panetarahi aññatra tena bhagavatā. {218.4} Supaññattā kho pana tena bhagavatā sāvakānaṃ nibbānagāminī paṭipadā saṃsandati nibbānañca paṭipadā ca . Seyyathāpi nāma gaṅgodakaṃ yamunodakena saṃsandati sameti evameva supaññattā tena bhagavatā sāvakānaṃ nibbānagāminī paṭipadā saṃsandati nibbānañca paṭipadā ca . evaṃ nibbānagāminiyā paṭipadāya paññapetāraṃ imināpaṅgena samannāgataṃ satthāraṃ neva atītaṃse samanupassāma na panetarahi aññatra tena bhagavatā. {218.5} Laddhasahāyo kho pana so bhagavā sekhānañceva paṭipadānaṃ khīṇāsavānañca vusitavataṃ tena bhagavā apanujja ekārāmataṃ anuyutto viharati . evaṃ ekārāmataṃ anuyuttaṃ imināpaṅgena samannāgataṃ satthāraṃ neva atītaṃse samanupassāma na panetarahi aññatra tena bhagavatā. Evaṃ vigatamadaṃ āhāramāhāriyamānaṃ imināpaṅgena samannāgataṃ satthāraṃ neva atītaṃse samanupassāma na panetarahi aññatra tena bhagavatā. {218.7} Yathāvādī kho pana so bhagavā tathākārī yathākārī tathāvādī iti yathāvādī tathākārī yathākārī tathāvādī . Evaṃ dhammānudhammapaṭipannaṃ imināpaṅgena samannāgataṃ satthāraṃ neva atītaṃse samanupassāma na panetarahi aññatra tena bhagavatā. {218.8} Tiṇṇavicikiccho kho pana so bhagavā vigatakathaṃkatho pariyositasaṅkappo ajjhāsayaṃ ādibrahmacariyaṃ . evaṃ tiṇṇavicikicchaṃ vigatakathaṃkathaṃ pariyositasaṅkappaṃ ajjhāsayaṃ ādibrahmacariyaṃ imināpaṅgena samannāgataṃ satthāraṃ neva atītaṃse samanupassāma na panetarahi aññatra tena bhagavatāti . ime kho bhante sakko devānamindo brahmuno sanaṅkumārassa bhagavato aṭṭha yathābhucce vaṇṇe payirudāhāsi.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

และเหมือนอย่างกาในชาดกกาทรงธรรมที่พวกนกถามก็บอกว่า ข้าเป็นกาอ้าปากกินลม ยืนด้วยเท้าข้างเดียวเท่านั้น เพราะกลัวจะเหยียบสัตว์ตาย เพราะฉะนั้น แม้พวกท่าน

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ขอจงประพฤติธรรม ขอความเจริญ

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

จงมีแก่พวกท่าน ญาติทั้งหลาย ขอพวกท่าน

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

จงประพฤติธรรม ผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ย่อมอยู่เป็นสุข ทั้งในโลกนี้ และในโลกหน้า.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

แล้วทำให้พวกนกตายใจ ต่อจากนั้น ก็กินหมู่นกที่มาถึงความตายใจอย่างนี้ว่า

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

นกตัวนี้ช่างดีจริงหนอ นกตัวนี้ทรงธรรม

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

อย่างยิ่ง เอาเท้าข้างเดียวยืนร้องว่า ธรรม ธรรม

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

วาจาของยักษ์หมูและกาเหล่านั้น ไม่สมกับกายและกายก็ไม่สมกับวาจาฉันใด ของพระผู้มีพระภาคเจ้า หาเป็นฉันนั้นไม่ ท่านแสดงว่า เพราะพระวาจาของพระผู้มีพระภาคเจ้าสมกับพระกาย และพระกายก็สมกับพระวาจาโดยแท้จริงดังนี้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ชื่อว่า ทรงล่วงความสงสัยได้ เพราะพระองค์ทรงล่วงคือทรงข้ามความสงสัยได้แล้ว. ชื่อว่าทรงปราศจากการถามว่าอย่างไรๆ เพราะพระองค์ปราศจากการถามอย่างไรๆ เห็นปานนี้ว่า นี้อย่างไร นี้อย่างไร.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

จริงอยู่ พระศาสดาไม่เหมือนคนจำนวนมากที่ยังมีความสงสัยว่า ต้นไม้นี้ชื่อต้นอะไร ตำบลนี้ (ชื่อตำบลอะไร) อำเภอ (หรือจังหวัด) นี้ (ชื่ออำเภอหรือจังหวัดอะไร) แคว้นนี้ชื่อแคว้นอะไร ทำไมนะต้นไม้นี้จึงมีลำต้นตรง ต้นไม้นี้มีลำต้นคด ทำไมจึงมีหนาม บางต้นตรง บางต้นคด บางดอกกลิ่นหอม บางดอกกลิ่นเหม็น บางผลหวาน บางผลไม่หวาน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

จริงอย่างนั้น พระศาสดาทรงทราบว่า เพราะธาตุเหล่านี้หนาแน่น สิ่งนี้จึงเป็นอย่างนี้ จึงทรงเป็นผู้ปราศจากการถามอย่างไรๆ โดยแท้. และสำหรับพระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงเหมือนผู้ที่ได้ฌานที่ ๑ เป็นต้น มีความสงสัยในฌานที่ ๒ เป็นต้น และถึงแม้พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ยังมีความสงสัยด้วยอำนาจโวหารอยู่โดยแท้ เพราะยังไม่มีการตกลงใจตามความเป็นจริงด้วยสัพพัญญุตญาณ ท้าวสักกะท่านจึงทรงแสดงว่า ก็แลพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงปราศจากการถามว่าอย่างไรๆ ในทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนี้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า จบความคิดแล้ว คือ พระศาสดาของเราไม่เหมือนคนบางคนที่ไปจบความคิด คือเต็มมโนรถเอาแค่ศีล บ้างก็แค่วิปัสสนา บ้างก็แค่ฌานที่ ๑ ฯลฯ บ้างก็ด้วยเนวสัญญานาสัญญาสมาบัติ บ้างก็แค่ความเป็นพระโสดาบัน บ้างด้วยอรหัตตมรรค บ้างด้วยสาวกบารมีญาณ บ้างด้วยปัจเจกโพธิญาณ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ท้าวสักกะทรงชี้ว่า ส่วนพระศาสดาของเรา ทรงจบความคิดด้วยสัพพัญญุตญาณ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า อชฺฌาสยํ อาทิพฺรหฺมจริยํ เป็นปฐมาวิภัติลงในอรรถแห่งตติยาวิภัติ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

อธิบายว่า ทรงข้ามความสงสัยได้ ทรงปราศจากการถามว่าอย่างไรๆ ทรงสิ้นสุดความคิด ด้วยข้อปฏิบัติอันเป็นเบื้องต้น พรหมจรรย์อันเป็นที่อาศัยอย่างยิ่ง คือเป็นที่อาศัยชั้นสูงสุด และด้วยอริยมรรคอันเป็นพรหมจรรย์เก่าแก่. แม้ความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบความคิด ชื่อว่าสำเร็จแล้วด้วยอริยมรรคนั่นแหละ เพราะพระบาลีว่า ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยพระองค์เองในสิ่งที่ไม่ทรงได้ฟังมาก่อน และทรงบรรลุความเป็นผู้ทรงรู้ทุกอย่างในสิ่งเหล่านั้น และทรงบรรลุแม้ความเป็นผู้ชำนิชำนาญในธรรมอันเป็นกำลังทั้งหลาย.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า เหมือนอย่างพระผู้มีพระภาคเจ้านั่นเทียว คือ พระผู้มีพระภาคเจ้านั่นแลฉันใด. คนทั้งหลายหวังอยู่พูดว่า โอ้หนอ! พระชินเจ้าสี่พระองค์พึงเที่ยวจาริกแสดงธรรมในทิศทั้งสี่บนพื้นชมพูทวีปเดียว. ต่อมา คนพวกอื่นหวังการเสด็จท่องเที่ยวไปด้วยกันในสามมณฑล ก็กล่าวว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสามพระองค์. คนอีกพวกหนึ่งคิดอยู่ว่า การบำเพ็ญพระบารมีจนครบสิบทัศแล้ว เกิดพระพุทธเจ้า ๔ หรือ ๓ พระองค์ขึ้นมา ยากที่จะได้ แต่ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์เดียว พึงประทับประจำแสดงธรรม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวเสด็จท่องเที่ยวไป แม้เมื่อเช่นนี้ ชมพูทวีปก็จะพึงงดงามและพึงบรรลุหิตสุขเป็นอันมากด้วยเป็นแน่ จึงกล่าวว่า โอ้หนอ! ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ดังนี้เป็นต้น.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า นี้ไม่ใช่ฐานะ นี้ไม่ใช่โอกาส ดังต่อไปนี้. คำทั้งสองนี้คือ ฐานะ อวกาส เป็นชื่อของการณ์นั่นแหละ. จริงอยู่ การณ์ (เหตุ) ชื่อว่า ฐานะ เพราะผลย่อมตั้งอยู่ในที่นั้น เพราะความที่ผลเป็นของเป็นไปเกี่ยวเนื่องกับเหตุนั้น และเหตุนั้นก็เป็นเหมือนโอกาส จึงชื่อว่า อวกาส เพราะความที่ผลนั้น เว้นโอกาสนั้นเสียไม่มีในที่อื่น.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า ยํ เป็นปฐมาวิภัติลงในอรรถตติยาวิภัติ. มีคำที่ท้าวสักกะทรงอธิบายไว้ดังนี้ว่า ในโลกธาตุเดียว พระพุทธเจ้าสองพระองค์พึงทรงเกิดขึ้นพร้อมกัน ด้วยเหตุใด เหตุนั้นไม่มี. และจักรวาลหนึ่งเท่านั้น ชื่อว่าหนึ่งโลกธาตุ ในคาถานี้ว่า

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

พระจันทร์และพระอาทิตย์โคจร ส่องทิศให้สว่างไสว

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

มีประมาณเท่าใด โลกตั้งพันก็เท่านั้น อำนาจของท่านย่อม

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เป็นไปในพันโลกนั้น.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

พันจักรวาล ชื่อว่าหนึ่งโลกธาตุในอาคตสถานว่า พันโลกธาตุได้หวั่นไหวแล้ว. ติสหัสสีจักรวาล มหาสหัสสีจักรวาล ชื่อว่าหนึ่งโลกธาตุ ในที่มาว่า

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๑๑๑

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๖. มหาโควินทสูตร”