บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ

[32] Athakho bhikkhave vipassī kumāro bahunnaṃ vassānaṃ bahunnaṃ vassasatānaṃ bahunnaṃ vassasahassānaṃ accayena sārathiṃ āmantesi yojehi samma sārathi bhaddāni bhaddāni yānāni uyyānabhūmiṃ gacchāma subhūmiṃ dassanāyāti . evaṃ devāti kho bhikkhave sārathi vipassissa kumārassa paṭissutvā bhaddāni bhaddāni yānāni yojetvā vipassikumārassa paṭivedesi yuttāni kho te deva bhaddāni bhaddāni yānāni yassadāni kālaṃ maññasīti . athakho bhikkhave vipassī kumāro bhadraṃ yānaṃ abhiruhitvā bhaddehi bhaddehi yānehi uyyānabhūmiṃ niyyāsi. {32.1} Addasā kho bhikkhave vipassī kumāro uyyānabhūmiṃ niyyanto purisaṃ jiṇṇaṃ gopānasivaṅkaṃ bhaggaṃ daṇḍaparāyanaṃ pavedhamānaṃ gacchantaṃ āturaṃ gatayobbanaṃ disvā sārathiṃ āmantesi ayaṃ pana samma sārathi puriso kiṃkato kesāpissa na yathā aññesaṃ Kāyopissa na yathā aññesanti . eso kho deva jiṇṇo nāmāti . kiṃ paneso samma sārathi jiṇṇo nāmāti . eso kho deva jiṇṇo nāma nadāni tena ciraṃ jīvitabbaṃ bhavissatīti . Kiṃ pana samma sārathi ahaṃpi jarādhammo jaraṃ anatītoti . tvañca deva mayañcamhā sabbe jarādhammā jaraṃ anatītāti . tenahi samma sārathi alandānajja uyyānabhūmiyā ito ca antepuraṃ paccaniyyāhīti . evaṃ devāti kho bhikkhave sārathi vipassissa kumārassa paṭissutvā tato ca antepuraṃ paccaniyyāsi . tatra sudaṃ bhikkhave vipassī kumāro antepuraṃ gato dukkhī dummano pajjhāyati dhiratthu kira bho jāti nāma yatra hi nāma jātassa jarā paññāyissatīti.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ลำดับนั้น พระราชารับสั่งให้เอากระจกล้อมนกการเวกนั้น. นกการเวกนั้น ครั้นเห็นเงาของตนสำคัญว่า ญาติของเรามาแล้ว จึงกระพือปีกร้องดุจเป่าแก้วมณีวงศ์ด้วยเสียงอันอ่อน. พวกมนุษย์ในสกลนครเยื้องกรายดุจคนเมา พระนางอสันธิมิตตาดำริว่า เสียงของสัตว์เดียรัจฉานนี้ยังเพราะถึงอย่างนี้ พระสุรเสียงของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงบรรลุสิริ คือพระสัพพัญญุตญาณจะเป็นเช่นไรหนอ ยังพระปีติให้เกิดไม่ทรงละพระปีตินั้น ทรงดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พร้อมด้วยบริวาร ๗๐๐

บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ

[33] Athakho bhikkhave bandhumā rājā sārathiṃ āmantāpetvā etadavoca kacci samma sārathi kumāro uyyānabhūmiyā abhiramittha kacci samma sārathi kumāro uyyānabhūmiyā attamano ahosīti na kho deva kumāro uyyānabhūmiyā abhiramittha na kho deva kumāro uyyānabhūmiyā attamano ahosīti . kiṃ pana samma sārathi addasa kumāro uyyānabhūmiṃ niyyantoti. {33.1} Addasā kho deva kumāro uyyānabhūmiṃ niyyanto purisaṃ jiṇṇaṃ gopānasivaṅkaṃ bhaggaṃ daṇḍaparāyanaṃ pavedhamānaṃ gacchantaṃ āturaṃ gatayobbanaṃ disvā maṃ etadavoca ayaṃ pana samma sārathi puriso kiṃkato kesāpissa na yathāaññesaṃ Kāyopissa na yathā aññesanti eso kho deva jiṇṇo nāmāti kiṃ paneso samma sārathi jiṇṇo nāmāti eso kho deva jiṇṇo nāma nadāni tena ciraṃ jīvitabbaṃ bhavissatīti kiṃ pana samma sārathi ahaṃpi jarādhammo jaraṃ anatītoti tvañca deva mayañcamhā sabbe jarādhammā jaraṃ anatītāti tenahi samma sārathi alandānajja uyyānabhūmiyā ito ca antepuraṃ paccaniyyāhīti evaṃ devāti kho ahaṃ deva vipassissa kumārassa paṭissutvā tato ca antepuraṃ paccaniyyāsiṃ so kho deva kumāro antepuraṃ gato dukkhī dummano pajjhāyati dhiratthu kira bho jāti nāma yatra hi nāma jātassa jarā paññāyissatīti. {33.2} Athakho bhikkhave bandhumassa rañño etadahosi mā heva kho vipassī kumāro na rajjaṃ kāresi mā heva vipassī kumāro agārasmā anagāriyaṃ pabbaji mā heva nemittānaṃ brāhmaṇānaṃ saccaṃ assa vacananti . athakho bhikkhave bandhumā rājā vipassissa kumārassa bhiyyoso mattāya pañcakāmaguṇāni upaṭṭhāpesi yathā vipassī kumāro rajjaṃ kāreyya yathā vipassī kumāro na agārasmā anagāriyaṃ pabbajeyya yathā nemittānaṃ brāhmaṇānaṃ micchā assa vacanaṃ . tatra sudaṃ bhikkhave vipassī kumāro pañcahi kāmaguṇehi samappito samaṅgibhūto paricāreti.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

พึงทราบว่า เสียงนกการเวกยังเพราะถึงอย่างนี้. แต่พระสุรเสียงของพระวิปัสสีราชกุมารได้ไพเราะกว่านั้นร้อยส่วนพันส่วน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า กมฺมวิปากชํ คือ ไม่สำเร็จด้วยภาวนา. ก็มังสจักขุได้เป็นเช่นกับจักษุของเทวดาทั้งหลายด้วยอำนาจผลของกรรม โดยที่แม้เมล็ดงาเมล็ดเดียวทำเครื่องหมายไว้แล้ว ใส่ลงไปในหม้องาก็สามารถยกขึ้นให้ได้ฉะนี้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ในบทว่า วิปสฺสี นี้ เป็นอรรถของคำพูด.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ชื่อว่าวิปัสสี เพราะเห็นชัดเจนโดยเว้นจากการหลับตา ความจำและความมืดและเห็นด้วยตาที่ลืม. ในวาระที่สอง. ชื่อวิปัสสี เพราะเลือกดู. อธิบายว่า สอดส่องดู.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า อตฺเถปนายติ ความว่า รู้เห็นแนะนำหรือพิจารณาอรรถคดี.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ได้ยินว่า วันหนึ่ง เมื่อพระราชาประทับนั่งบนศาลสำหรับวินิจฉัย ทรงสอดส่องพิจารณาคดี แม่นมนำพระมหาบุรุษซึ่งประดับตกแต่งพระองค์แล้วมาวางไว้บนพระหัตถ์ เมื่อพระราชานั้นทรงรับพระกุมารวางบนพระเพลาแล้วทรงกอดจูบ

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

พวกผู้พิจารณาได้ตัดสินคนที่เป็นเจ้าของไม่ให้เป็นเจ้าของ พระโพธิสัตว์ทรงเปล่งพระสุรเสียงแสดงความไม่พอพระทัย.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

พระราชาตรัสว่า พวกเจ้าพิจารณาคดีนี้อย่างไร. พวกอำมาตย์มองดูไม่เห็นคนอื่นเพราะตนวินิจฉัยคดีผิด คิดว่า เราจักตัดสินอย่างนี้. พวกผู้พิพากษาตัดสินผู้เป็นเจ้าของโดยแท้ให้เป็นเจ้าของใหม่แล้ว พิจารณาดูว่า พระกุมารทรงทราบหรือไม่หนอ จึงทรงกระทำอย่างนี้ ได้ตัดสินผู้เป็นเจ้าของไม่ให้เป็นเจ้าของอีก.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

พระโพธิสัตว์ทรงเปล่งพระสุรเสียงอย่างนั้นอีก. ทีนั้น พระราชาทรงดำริว่า พระกุมารผู้เป็นมหาบุรุษย่อมรู้ ตั้งแต่นั้นมา มิได้ทรงประมาทเลย.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ท่านกล่าวว่า พระกุมารทรงสอดส่องพิจารณาคดี หมายถึงข้อนี้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ในบทว่า วสฺสิกํ เป็นต้น ความว่า สถานที่เพื่ออยู่อย่างมีความสุขในฤดูฝน ชื่อว่าวสฺสิก. ปราสาทสำหรับประทับในฤดูฝนนอกนี้มีนัยนี้เหมือนกัน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ก็ข้อนี้ในบทนี้มีอรรถเป็นคำพูด. การอยู่ในฤดูฝน ชื่อวัสสะ. ผู้สมควรซึ่งฤดูฝนนั้น ชื่อวัสสิกะ. แม้ในบทนอกนี้ก็มีนัยนี้แล.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ในปราสาท ๓ หลังนั้น ปราสาทที่ประทับในฤดูฝน ไม่สูงนัก ไม่ต่ำนัก. แม้ประตูและหน้าต่างของปราสาทนั้น ก็ไม่มากนัก ไม่น้อยนัก. อนึ่ง เครื่องปูพื้น เครื่องลาดของเคี้ยวและของบริโภคในปราสาทนี้ ควรรวมกัน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ในปราสาทสำหรับประทับในฤดูหนาว แม้เสา แม้ฝาก็ต่ำ. แม้ประตูและหน้าต่างน้อยก็มีช่องสะดวก เพื่อเข้าไปหาความอบอุ่น ควรนำฝาและหิ้งออก ก็ในปราสาทหลังนี้ เครื่องปูพื้น เครื่องลาดพื้น ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ควรเป็นผ้ากัมพลเป็นต้น ช่วยให้เกิดความอบอุ่น. ของเคี้ยวและของบริโภคอร่อยและเจือเผ็ด.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ในปราสาทสำหรับประทับในฤดูร้อน แม้เสาแม้ฝาก็สูง. ก็ในปราสาทหลังนี้ประตูและหน้าต่างมีตาข่ายมากมาย. เครื่องลาดพื้นเป็นต้นควรสำเร็จด้วยผ้าสองชั้น. ของเคี้ยวและของบริโภคควรเป็นของเย็นมีรสอร่อย.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

อนึ่ง ในปราสาทหลังนี้ ชนทั้งหลายตั้งตุ่มใหม่ไว้ในที่ใกล้หน้าต่าง ใส่น้ำจนเต็มแล้วปลูกบัวเขียวเป็นต้น. สายน้ำไหลเหมือนฝนตกโดยท้องที่ที่ชนทั้งหลายทำท่อน้ำไว้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า นิปฺปุริเสหิ คือ ไม่มีผู้ชาย.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

อธิบายว่า ก็ที่ปราสาทนี้มิใช่ดนตรีอย่างเดียวเท่านั้นที่ไม่มีผู้ชาย. แม้สถานที่ทั้งหมดก็ไม่มีผู้ชายเหมือนกัน. แม้คนเฝ้าประตูก็เป็นผู้หญิง. แม้คนทำบริการมีอาบน้ำเป็นต้น ก็เป็นผู้หญิงทั้งนั้น.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ได้ยินว่า พระราชาทรงดำริว่า ความรังเกียจบุรุษ เพราะเห็นบุรุษย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้เสวยอิสริยสมบัติและสุขสมบัติเห็นปานนั้น ความรังเกียจบุรุษนั้นอย่าได้มีแก่บุตรของเราเลยดังนี้ จึงทรงตั้งสตรีเท่านั้นในกิจการทั้งหมด. จบอรรถกถาภาณวารที่หนึ่ง .. อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปทานสูตร อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ]

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ชิณฺณปุริสวณฺณนา

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

พึงทราบในภาณวารที่สอง.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า โคปานสิวงฺกํ คือ มีซี่โครงคดดุจกลอน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า ภคฺคํ ความว่า มีหลังงอในที่ทั้ง ๓ คือที่ลำคอ สะเอวและเข่าทั้ง ๒.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า ทณฺฑปรายนํ คือ ไปด้วยไม้เท้า มีไม้เท้าเป็นที่พึ่ง.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า อาตุรํ คือ กระสับกระส่ายเพราะชรา.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า คตโยพฺพนํ คือ ล่วงวัยหนุ่ม ตั้งอยู่ในปัจฉิมวัย.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า ทิสฺวา ความว่า พระกุมารแวดล้อมด้วยหมู่พลประมาณกึ่งโยชน์ได้จัดอารักขาเป็นอย่างดี เสด็จไปทอดพระเนตรเห็นบุรุษนั้น อันพรหมชั้นสุทธาวาสและพรหมผู้เป็นขีณาสพแสดงปรากฏข้างหน้ารถด้วยอานุภาพของพระองค์ ในโอกาสที่รถอยู่ข้างหน้า หมู่พลอยู่ข้างหลัง.

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๑๒

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๑. มหาปทานสูตร”