บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
[239] Athakho aparā devatā bhagavato santike imaṃ gāthaṃ abhāsi ye keci buddhaṃ saraṇaṃ gatāse na te gamissanti apāyabhūmiṃ pahāya mānusaṃ dehaṃ devakāyaṃ paripūressantīti.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่ชาวโลกรวมทั้งเทวดา ฯลฯ รวมทั้งเทวดาและมนุษย์ ได้เห็น ได้ยิน ได้ทราบ ได้รู้แจ้ง ได้ถึง ได้แสวงหา ได้ใช้ใจท่องเที่ยวไปตาม เรารู้สิ่งนั้น เราเห็นสิ่งนั้น เราเข้าใจสิ่งนั้นอย่างแจ่มแจ้ง. ๑- ____________________________ ๑- องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๒๔
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
[240] Athakho bhagavā bhikkhū āmantesi yebhuyyena bhikkhave dasasu lokadhātūsu devatā sannipatitā honti tathāgataṃ dassanāya Bhikkhusaṅghañca yepi te bhikkhave ahesuṃ atītamaddhānaṃ arahanto sammāsambuddhā tesampi bhagavantānaṃ etaparamāyeva devatā sannipatitā ahesuṃ seyyathāpi mayhaṃ etarahi yepi te bhikkhave bhavissanti anāgatamaddhānaṃ arahanto sammāsambuddhā tesampi bhagavantānaṃ etaparamāyeva devatā sannipatitā bhavissanti seyyathāpi mayhaṃ etarahi ācikkhissāmi bhikkhave devakāyānaṃ nāmāni kittayissāmi bhikkhave devakāyānaṃ nāmāni desissāmi bhikkhave devakāyānaṃ nāmāni taṃ suṇātha sādhukaṃ manasikarotha bhāsissāmīti . Evambhanteti kho te bhikkhū bhagavato paccassosuṃ. Bhagavā etadavoca
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระญาณไม่มีอะไรมาขัดขวางได้ในทุกหนทุกแห่งอย่างนี้ ทรงได้ทำพวกเทวดาแม้ทั้งหมดนั้นเป็นสองพวกด้วยอำนาจภัพและอภัพ คือพวกที่เป็นอภัพสัตว์ที่กล่าวโดยนัยเป็นต้นว่า หรือสัตว์เหล่าใด ถึงพร้อมด้วยทำนบคือกรรม สัตว์พวกนั้นถึงจะอยู่ร่วมวิหารกัน พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ไม่ทรงมอง และพวกภัพสัตว์ที่ตรงกันข้ามกับพวกอภัพสัตว์นั้น พวกนั้นต่อให้อยู่ไกลก็เสด็จไปทรงสงเคราะห์.
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
[241] Silokamanukassāmi yattha bhummā tadassitā ye sitā girigabbharaṃ pahitattā samāhitā. Puthū sīhāva sallīnā lomahaṃsābhisambhuno odātamanasā suddhā vippasannamanāvilā . Bhiyyo pañcasate ñatvā vane kāpilavatthave tato āmantayi satthā sāvake sāsane rate devakāyā abhikkantā te vijānātha bhikkhavo te ca ātappamakaruṃ sutvā buddhassa sāsanaṃ. Tesampāturahu ñāṇaṃ amanussāna dassanaṃ appeke satamaddakkhuṃ sahassaṃ atha sattariṃ. Sataṃ eke sahassānaṃ amanussānamaddasuṃ Appekenantamaddakkhuṃ disā sabbā phuṭā ahuṃ. Tañca sabbaṃ abhiññāya vavakkhitvāna cakkhumā tato āmantayi satthā sāvake sāsane rate devakāyā abhikkantā te vijānātha bhikkhavo ye vohaṃ kittayissāmi girāhi anupubbaso. Sattasahassā va yakkhā bhummā kāpilavatthavā iddhimanto jutimanto vaṇṇavanto yasassino modamānā abhikkāmuṃ bhikkhūnaṃ samitiṃ vanaṃ. Chasahassā hemavatā yakkhā nānattavaṇṇino iddhimanto jutimanto vaṇṇavanto yasassino modamānā abhikkāmuṃ bhikkhūnaṃ samitiṃ vanaṃ. Sātāgirā tisahassā yakkhā nānattavaṇṇino iddhimanto jutimanto vaṇṇavanto yasassino modamānā abhikkāmuṃ bhikkhūnaṃ samitiṃ vanaṃ. Iccete soḷasasahassā yakkhā nānattavaṇṇino iddhimanto jutimanto vaṇṇavanto yasassino modamānā abhikkāmuṃ bhikkhūnaṃ samitiṃ vanaṃ. Vessāmittā pañcasatā yakkhā nānattavaṇṇino iddhimanto jutimanto vaṇṇavanto yasassino Modamānā abhikkāmuṃ bhikkhūnaṃ samitiṃ vanaṃ. Kumbhīro rājagahiko vepullassa nivesanaṃ bhiyyo naṃ satasahassaṃ yakkhānaṃ payirupāsati. Kumbhīro rājagahiko sopāga samitiṃ vanaṃ.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
เพราะฉะนั้น แม้ในการประชุมของเทพนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละพวกที่อภัพ (ไม่เหมาะไม่สมควรโชคร้าย) แล้วรวบรวมเอาแต่พวกภัพสัตว์ เมื่อรวบรวมเอาเสร็จแล้วก็มาทรงจัดเป็น ๖ พวก ตามอำนาจจริตนั่นเองว่า พวกราคจริตเท่านี้ พวกโทสจริตเป็นต้นเท่านี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ต่อมาก็ทรงใคร่ครวญธรรมเทศนาอันเป็นที่สบายแก่พวกจริตเหล่านั้น ทรงกำหนดเทศนาว่า พวกเทวดาราคจริต เราจักแสดงสัมมาปริพพาชนียสูตร (สูตรว่าด้วยเรื่องที่พึงเว้นโดยชอบ)
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
จักแสดงกลหวิวาทสูตร (สูตรเกี่ยวกับเรื่องทะเลาะวิวาท) แก่พวกโทสจริต
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
จักแสดงมหาพยูหสูตร (สูตรว่าด้วยพวกใหญ่) แก่พวกโมหจริต
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
จักแสดงจูฬพยูหสูตร (สูตรว่าด้วยพวกน้อย) แก่พวกวิตกจริต
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
จักแสดงตุวัฏฏกปฏิปทา (ข้อปฏิบัติของนกคุ่ม) แก่พวกสัทธาจริต
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
จักแสดงปุราเภทสูตร (สูตรว่าด้วยเรื่องแตกในอนาคต) แก่พวกพุทธิจริต
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
แล้วก็ทรงใส่พระทัยถึงบริษัทนั้นอีกว่า บริษัทพึงรู้ด้วยอัธยาศัยของตน ด้วยอัธยาศัยของคนอื่น ด้วยการเกิดเรื่องขึ้น หรือด้วยอำนาจการถามหนอแล
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
แต่นั้นก็ทรงทราบว่า บริษัทพึงรู้ด้วยอำนาจการถามแล้ว
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ทรงพระดำริว่า จะมีใครหรือไม่หนอที่เป็นผู้ถือเอาอัธยาศัยของทวยเทพแล้ว สามารถถามปัญหาด้วยอำนาจจริตได้ ได้ทรงเห็นว่า ในพวกภิกษุตั้ง ๕๐๐ รูปนั้นแม้รูปเดียวก็จะไม่สามารถ.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
จากนั้น ทรงรวมเอาพระสาวกผู้ใหญ่ ๘๐ รูปและพระสาวกชั้นเลิศ ๒ รูป ก็ทรงเห็นว่า ถึงท่านเหล่านั้นก็จะไม่อาจ แล้วทรงพระรำพึงว่า ถ้าพึงมีพระปัจเจกพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าจะสามารถหรือไม่หนอ ทรงทราบว่า ถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าก็จะไม่สามารถ ทรงรวมว่า ในบรรดาท้าวสักกะและท้าวสุยามเป็นต้น ใครๆ จะพึงอาจ แม้ถ้าในท่านแม้เหล่านั้น ผู้ไรๆ จะพึงอาจจะให้ถามพระองค์แล้วจะพึงตอบเสียเอง. แต่แม้ในท่านเหล่านั้น ใครๆ ก็ไม่อาจ.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นได้ทรงมีพระดำริอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าอย่างเราเท่านั้นจึงจะพึงอาจ และก็มีพระพุทธเจ้าองค์อื่นในที่ใดบ้างไหม แล้วก็ทรงแผ่พระญาณอันไม่มีที่สิ้นสุดไปในโลกธาตุอันไม่มีที่สิ้นสุด ทรงตรวจดูก็ไม่ได้ทรงเห็นพระพุทธเจ้าองค์อื่น.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ข้อที่ไม่ทรงเห็นผู้ใดเสมอพระองค์ในบัดนี้นั้นไม่น่าอัศจรรย์เลย แม้ในวันประสูติ เมื่อไม่ทรงเห็นใครเสมอพระองค์ตามนัยที่กล่าวไว้ในอรรถกถาพรหมชาลสูตร พระองค์ก็ได้เปล่งสีหนาทที่ไม่มีใครจะพึงปฏิวัติได้ว่า เราเป็นยอดของโลก ดังนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
เมื่อไม่ทรงเห็นคนอื่นเท่าพระองค์อย่างนี้แล้ว ก็ทรงคิดว่า ถ้าเราพึงถามแล้วตอบเองเสียเลย แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ เทวดาเหล่านี้ก็จะไม่อาจแทงตลอดได้ แต่เมื่อพระพุทธเจ้าองค์อื่นนั่นแลทรงถามและเราตอบ จึงจะเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ และพวกเทวดาก็จะสามารถแทงตลอดได้ด้วยฉะนั้น เราจะสร้างพระพุทธนิรมิต. แล้วทรงเข้าฌานที่มีอภิญญาเป็นบาท ครั้นทรงออกแล้ว ก็ทรงบริกรรมด้วยกามาวจรจิตทั้งหลายว่า ขอให้การถือบาตรและจีวร การเหลียวหน้าและเหลียวหลัง และการคู้เข้าและเหยียดออกจงเหมือนเราทีเดียว แล้วก็ทรงอธิษฐานด้วยรูปาวจรจิต เหมือนทำลายดวงจันทร์ที่กำลังลอยเด่นจากวงในโดยรอบเขายุคนธรทางทิศตะวันออก ให้ออกไปอยู่ฉะนั้น.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ครั้นหมู่เทพได้เห็นพุทธนิรมิตนั้น ก็พูดว่า ท่าน พระจันทร์ดวงอื่นขึ้นไปแล้วหรือหนอแล. เมื่อพระพุทธที่ทรงนิรมิตละดวงจันทร์แล้วเข้ามาใกล้ ก็พูดว่า ไม่ใช่พระจันทร์ แต่เป็นพระอาทิตย์ขึ้นต่างหาก เมื่อยิ่งใกล้เข้ามาอีก ก็พูดว่า ไม่ใช่พระอาทิตย์ แต่นั่นเป็นวิมานเทวดา. เมื่อยิ่งใกล้เข้ามาอีก ก็พูดว่า ไม่ใช่วิมานเทวดา แต่นั่นเป็นเทพบุตร. เมื่อยิ่งใกล้เข้ามาอีก ก็พูดว่า ไม่ใช่เทพบุตร แต่นั่นเป็นมหาพรหม เมื่อยิ่งใกล้เข้ามาอีก ก็พูดว่า ไม่ใช่เป็นมหาพรหม แต่เป็นพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งเสด็จมา ดังนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ในที่นั้น พวกเทวดาปุถุชนก็พากันคิดว่าพระพุทธเจ้าองค์เดียว ที่ประชุมเทวดาก็ใหญ่ขนาดนี้แล้ว สองพระองค์จะใหญ่ขนาดไหน (ส่วน) เทวดาอริยะก็พากันคิดว่า ในโลกธาตุเดียว ไม่มีพระพุทธเจ้าสองพระองค์ พระผู้มีพระเจ้าทรงเนรมิตพระพุทธเจ้าองค์อื่นขึ้นมาอีกพระองค์หนึ่งที่เหมือนกับพระองค์ เป็นแน่.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ขณะที่หมู่เทพกำลังเห็นพระพุทธนิรมิตนั่นเอง พระพุทธนิรมิตก็เสด็จมาถึง ไม่ทรงไหว้พระทศพลเลย ทำให้เท่าๆ กันในที่เฉพาะพระพักตร์แล้ว ก็ประทับนั่งบนพระที่นั่งที่เนรมิตไว้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ แม้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ของพระพุทธนิรมิตก็มี ๓๒ ประการเหมือนกัน. พระรัศมี ๖ สี ออกไปจากพระสรีระแม้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ของพระพุทธนิรมิตก็เหมือนกัน. พระรัศมีจากพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้ากระทบพระกายของพระพุทธนิรมิต พระรัศมีจากพระสรีระของพระพุทธเนรมิตก็กระทบพระกายพระผู้มีพระภาคเจ้า. รัศมีเหล่านั้นพุ่งจากพระสรีระของพระพุทธเจ้าทั้งสองพระองค์ไปจรดชั้นอกนิฏฐพรหม กลับจากนั้นก็ลงในที่สุดของทุกเศียรของเหล่าเทพ แล้วตั้งอยู่ที่ขอบปากจักรวาล.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ห้องจักรวาลทั้งสิ้นรุ่งเรืองดังเรือนพระเจดีย์ที่มีไม้จันทันโค้งที่แล้วไปด้วยเงินรึงรัดไว้แล้วฉะนั้น. เทวดาในหมื่นจักรวาลรวมเป็นกลุ่มในจักรวาลเดียว เข้าไปตั้งอยู่ในระหว่างห้องรัศมีของพระพุทธเจ้าทั้งสองพระองค์.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
เมื่อพระพุทธเนรมิตกำลังประทับนั่งอยู่นั่นแล ชมเชยการละกิเลสที่โพธิบัลลังก์ของพระทศพล จึงตรัสคาถาว่า
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
เราขอถามท่านมุนี ผู้มีปัญญามาก ผู้ข้ามแล้ว
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ถึงฝั่งแล้ว เย็นสนิท มีพระองค์ตั้งมั่น ออกจากเรือน
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
แล้วบรรเทากามทั้งหลาย
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ภิกษุนั้นพึงท่องเที่ยวไปในโลกโดยชอบอย่างไร.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
พระศาสดา ครั้นทรงคิดว่า เราจะกล่าวถึงชื่อและโคตรของผู้ที่มาแล้วๆ เพื่อให้พวกเทวดาเกิดความเป็นผู้มีจิตพร้อมก่อน จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ภิกษุทั้งหลาย เราจะบอก ดังนี้
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เราจะทำโศลก คือ ถ้อยคำที่ประพันธ์เป็นฉันท์ คือจะให้หมู่คำที่นิยมแล้วด้วยบทอักษรเป็นไป.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ภุมมเทวดาในที่ใดก็อาศัยที่นั้น ความว่า พวกเทวาที่อยู่ตามพื้นดินในที่ใดๆ อาศัยที่นั้นๆ แล้ว.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกชั้นวรรณะแก่ภิกษุเหล่านั้น ด้วยบทเป็นต้นว่า พวกที่อาศัยซอกเขา. อธิบายว่า ภิกษุเหล่าใดอาศัยท้องภูเขา.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ส่งตนไปแล้ว คือ มีตนที่ส่งไปแล้ว. บทว่า ตั้งมั่น คือ ไม่ฟุ้งซ่าน.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า มาก คือ ชนมาก.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า เหมือนสีหะซ่อนเร้น คือ เข้าถึงความเป็นผู้มีจิตเป็นหนึ่ง เหมือนสีหะหลบซ่อน.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ครอบงำความพองขน คือ ครอบงำขนพอง แล้วตั้งอยู่. มีคำอธิบายว่า ไม่มีความกลัว.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า มีใจผุดผ่อง หมดจด คือ เป็นผู้มีจิตขาวผ่อง หมดจด.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ผ่องใส ไม่ขุ่น คือ ผ่องแผ้ว ไม่ขุ่นมัว.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ทรงทราบภิกษุเกิน ๕๐๐ รูป คือ ทรงรู้จักภิกษุเกิน ๕๐๐ รูป รวมทั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ที่ป่าใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ คือ ที่ชัฏป่าซึ่งเกิดใกล้กรุงกบิลพัสดุ์.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า แต่นั้น พระศาสดาจึงตรัสเรียก คือ ตรัสเรียกในครั้งนั้น.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า หมู่สาวกผู้ยินดีในศาสนา คือ ชื่อว่าสาวกเพราะเกิดในที่สุดการฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์ ชื่อว่าผู้ยินดีในศาสนาเพราะยินดีในศาสนา คือสิกขาสาม.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำคำทั้งหมดนี้ให้เหมือนคนอื่นกล่าว ตรัสด้วยพระดำรัสว่า เราจะทำโศลก.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า หมู่เทพมุ่งหน้ามากันแล้ว ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงรู้จักหมู่เทพเหล่านั้นไว้ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อประโยชน์แก่อภินิหารแห่งทิพยจักษุญาณของภิกษุเหล่านั้นว่า พวกเธอจงรู้จักพวกเทพเหล่านั้นด้วยทิพยจักษุ ดังนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ก็ภิกษุเหล่านั้น ฟังพระพุทธศาสน์แล้วได้กระทำความเพียร ความว่า ก็แลภิกษุเหล่านั้นฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นแล้ว ทันใดนั้นเอง ก็ได้กระทำความเพียรเพื่อประโยชน์แก่ทิพยจักษุนั้น. ญาณก็ได้ปรากฏแก่ท่านเหล่านั้นผู้พอได้ลงมือกระทำความเพียรนั่นเองอย่างนั้น.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
เป็นอย่างไร
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
คือ ทิพยจักษุญาณอันเป็นเครื่องเห็นพวกอมนุษย์เกิดขึ้นแล้ว. ทิพยจักษุญาณนั้น มิใช่ว่าพวกท่านเหล่านั้นกระทำบริกรรม แล้วให้เกิดขึ้นในขณะนั้น แต่ทิพยจักษุญาณนั้นสำเร็จด้วยมรรคทีเดียว. ก็แลเหตุเพียงอภินิหารแห่งทิพยจักษุญาณเพื่อเห็นอมนุษย์นั้นเท่านั้น ได้กระทำแล้ว. ถึงพระศาสดาก็ทรงหมายเอาข้อนี้เองว่า พวกเธอมีญาณ ถ้าเช่นนั้นพวกเธอจงน้อมญาณไปรู้ แล้วจึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงรู้จักหมู่เทพเหล่านั้น.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า เหล่าภิกษุบางพวกได้เห็น ๑๐๐ ความว่า ในภิกษุเหล่านั้น ภิกษุบางพวกได้เห็นพวกอมนุษย์หนึ่งร้อย.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า หนึ่งพัน และ เจ็ด ความว่า บางพวกเห็นอมนุษย์หนึ่งพัน บางพวกเห็นอมนุษย์เจ็ดหมื่น.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า บางพวกหนึ่งร้อยพัน คือ บางพวกเห็นอมนุษย์หนึ่งแสน.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า บางพวกได้เห็นไม่มีที่สุด ความว่า ได้เห็นอย่างใหญ่. อธิบายว่า ได้เห็นอมนุษย์แม้จะกำหนดด้วยสามารถร้อยและด้วยสามารถพันก็ไม่ได้ เพราะเหตุไร เพราะอมนุษย์ได้แผ่ไปทั่วทิศ คือได้เต็มที่ทีเดียว.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า และรู้ยิ่งสิ่งทั้งหมดนั้น คือ ในภิกษุเหล่านั้น สิ่งใดที่แต่ละรูปได้เห็น ก็รู้สิ่งทั้งหมดนั้นด้วย.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ผู้ทรงมีจักษุทรงใคร่ครวญแล้ว คือ พระศาสดาผู้ทรงมีจักษุด้วยจักษุทั้ง ๕ อย่าง ทรงใคร่ครวญโดยประจักษ์ เหมือนผู้ใคร่ครวญดูลายมือฉะนั้น จึงตรัสพระคาถาที่กล่าวมาเมื่อก่อนว่า แต่นั้นจึงตรัสเรียก เพื่อทรงต้องการระบุถึงชื่อและโคตร.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ในบทนี้มีความเกี่ยวข้องอย่างนี้ว่า พวกเธอจงรู้จัก คือจงดู ได้แก่จงมองดูพวกอมนุษย์ที่เราจะระบุแก่พวกเธอ.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ด้วยถ้อยคำทั้งหลาย คือ ด้วยคำพูดทั้งหลาย. บทว่า โดยลำดับ คือ ตามลำดับ.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ยักษ์ทั้งหลายเจ็ดพันเป็นพวกเทพอยู่ตามแผ่นดิน อาศัยกรุงกบิลพัสดุ์ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า หมู่ยักษ์ คือพวกเทพอยู่ตามแผ่นดินอาศัยกรุงกบิลพัสดุ์ เกิดในกรุงกบิลพัสดุ์นั้นก่อน.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า มีฤทธิ์ คือ ประกอบด้วยฤทธิ์ทิพย์.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า มีความรุ่งเรือง คือ ถึงพร้อมด้วยอานุภาพ.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า มีวรรณะ คือ สมบูรณ์ด้วยผิวพรรณของร่างกาย.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า มียศ คือ สมบูรณ์ด้วยบริวาร.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ยินดีมุ่งหน้ามา คือ มีจิตยินดีมา.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า สู่ป่าเป็นที่ประชุมของภิกษุทั้งหลาย คือ มาเพื่อต้องการดูป่าใหญ่นี้ คือสำนักของพวกภิกษุนี้ ได้แก่เพื่อต้องการดูภิกษุทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง พวกเรียกว่าประชุม. อธิบายว่า มาเพื่อชมพวกภิกษุดังนี้ก็ได้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า พวกยักษ์ชาวเขาเหมวัตหกพัน มีผิวพรรณต่างๆ กัน คือ พวกยักษ์ที่เกิดที่ภูเขาเหมวัตหกพัน พวกยักษ์แม้ทั้งหมดนั้น มีสีต่างๆ กัน ด้วยอำนาจสีเขียวเป็นต้น.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า พวกยักษ์ชาวเขาสาตาคิรีสามพัน คือ พวกยักษ์ที่เกิดที่ภูเขาสาตาคิรี ๓,๐๐๐.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ยักษ์เหล่านี้หมื่นหกพันด้วยประการฉะนี้ คือ ยักษ์แม้ทั้งหมดนี้ รวมกันเป็นหมื่นหกพัน.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ชาวเขาวิศวามิตรห้าร้อย คือ พวกยักษ์ที่เกิดที่ภูเขาวิศวามิตร ๕๐๐.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า กุมภีร์ชาวเมืองราชคฤห์ คือ ยักษ์ชื่อกุมภีร์เกิดในกรุงราชคฤห์.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า เขาไพบูลย์เป็นที่อยู่ของยักษ์นั้น อธิบายว่า ภูเขาไพบูลย์ (เวปุลละ) เป็นนิเวศน์ คือที่อยู่ของยักษ์นั้น.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ยักษ์มากกว่าแสนเข้าเฝ้ายักษ์ชื่อกุมภีร์นั้น คือ ยักษ์เกินแสนเข้าเฝ้ายักษ์ชื่อกุมภีร์นั้น.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ยักษ์ชื่อกุมภีร์ชาวเมืองราชคฤห์แม้นั้น ก็มาสู่ป่าเป็นที่ประชุมภิกษุทั้งหลาย คือ แม้ยักษ์ชื่อกุมภีร์นั้นพร้อมกับบริวารก็มาสู่ป่านี้ เพื่อชมการประชุมของภิกษุทั้งหลาย.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ก็ท้าวธตรัฏฐ์ทรงปกครองทิศตะวันออก คือทรงปกครองทางทิศปราจีน. บทว่า ทรงเป็นอธิบดีของพวกคนธรรพ์ คือทรงเป็นหัวหน้าของพวกคนธรรพ์ (คนธรรพ์ - นักดนตรี) คนธรรพ์ทั้งหมดนั้นเป็นไปในอำนาจของท้าวธตรัฏฐ์นั้น.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ท้าวเธอทรงเป็นมหาราช ทรงมียศ คือ มหาราชพระองค์นั้นทรงมีบริวารมาก. บทว่า แม้พวกบุตรของท้าวเธอก็มาก มีนามว่าอินทร์ มีกำลังมาก คือพวกลูกๆ ของท้าวธตรัฏฐ์นั้น มีมาก มีกำลังมาก. เธอทั้งหลายทรงชื่อของท้าวสักกะ ผู้เป็นราชาของเทวดา.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ท้าววิรุฬห์ทรงปกครองทิศนั้น คือทิศนั้น ท้าววิรุฬหกทรงอนุศาสน์. บทว่า แม้พวกลูกๆ ของท้าวเธอ คือ ลูกๆ แม้ของท้าวเธอก็เช่นนั้นเหมือนกัน.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ก็ในบาลีท่านเขียนว่า มหพฺพลา - มีกำลังมาก. ในวาระทั้งหมดในอรรถกถา ปาฐะเป็น มหาพลา - มีกำลังมาก.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ส่วนคาถาพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยอำนาจรวมเอาหมด อย่างนี้ว่า
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ท้าวธตรัฏฐ์ทรงปกครองทิศตะวันออก ทางทิศใต้
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ท้าววิรุฬหก ทางทิศตะวันตกท้าววิรูปักษ์ ท้าวกุเวรทรง
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ปกครองทิศเหนือ มหาราชทั้ง ๔ พระองค์นั้น ทรงยังทิศ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ทั้ง ๔ โดยรอบให้รุ่งเรืองประทับอยู่ที่ป่าใกล้กรุงกบิลพัสดุ์.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ในคาถานั้น มีใจความดังต่อไปนี้
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ในหมื่นจักรวาฬ ต่างมีพวกมหาราชทรงพระนามว่า ธตรัฏฐ์. แม้ทั้งหมดนั้นต่างก็ทรงมีคนธรรพ์แสนโกฏิแสนโกฏิเป็นบริวาร ยืนเต็มห้องจักรวาล ตั้งแต่ป่าใหญ่ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ทางทิศตะวันออก. ท้าววิรุฬหกเป็นต้นในทิศใต้เป็นต้นก็อย่างนี้. เพราะเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ทรงยังทิศทั้ง ๔ โดยรอบให้รุ่งเรืองประทับอยู่.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที