บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ

[250] Evaṃ vutte bhante bhaddā suriyavacchasā maṃ etadavoca na kho me mārisa so bhagavā sammukhā diṭṭho apica sutoyeva me so Bhagavā devānaṃ tāvatiṃsānaṃ sudhammāya sabhāya upanaccantiyā yato kho tvaṃ mārisa taṃ bhagavantaṃ kittesi hotu no ajja samāgamoti . Soyeva no bhante tassā bhaginiyā saddhiṃ samāgamo ahosi na vadāmi tato pacchāti. {250.1} Athakho sakkassa devānamindassa etadahosi paṭisammodati kho pañcasikho gandhabbaputto bhagavatā bhagavā ca pañcasikhenāti . athakho sakko devānamindo pañcasikhaṃ gandhabbaputtaṃ āmantesi abhivādehi me tvaṃ tāta pañcasikha bhagavantaṃ sakko bhante devānamindo sāmacco saparijano bhagavato pāde sirasā vandatīti . evaṃ bhaddantavāti kho pañcasikho gandhabbaputto sakkassa devānamindassa paṭissutvā bhagavantaṃ abhivādesi sakko bhante devānamindo sāmacco saparijano bhagavato pāde sirasā vandatīti . Evaṃ sukhī hotu pañcasikha sakko devānamindo sāmacco saparijano sukhakāmā hi devā manussā asurā nāgā gandhabbā ye caññe santi puthukāyāti.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ปัญจสิขะกล่าวว่า แม้ตัวพี่ก็หลงใหล เมา เมามันเหมือนเป็นบ้าในน้องผู้มีขางาม เพราะมีขาถึงพร้อมด้วยลักษณะ จึงไม่รู้จักเหตุการณ์อะไรๆ เหมือนช้างที่เหลือขอนั้น มันเข้าใจว่า ข้าเอาชนะขอและหอกได้แล้ว ก็ไม่รู้จักเหตุการณ์อะไรๆ ฉะนั้น.

บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ

[251] Evañca pana tathāgatā evarūpe mahesakkhe yakkhe abhivadanti . abhivadito sakko devānamindo bhagavato indasālaguhaṃ pavisitvā bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ aṭṭhāsi . devāpi tāvatiṃsā indasālaguhaṃ pavisitvā bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ aṭṭhaṃsu . pañcasikhopi gandhabbaputto indasālaguhaṃ pavisitvā bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ aṭṭhāsi . tena kho pana samayena Indasālaguhā visamā santi samā samapādi sambādhā santi uruddhā samapādi andhakāro guhāyaṃ antaradhāyi āloko udapādi yathā taṃ devānaṃ devānubhāvena.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

อีกอย่างหนึ่ง ตัวพี่เองเหมือนช้างที่เหลือขอ หลงใหลน้องผู้มีขางาม ฉะนั้นจึงไม่รู้จักเหตุแห่งการสำรอกความกำหนัดสักน้อยหนึ่งได้.

บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ

[252] Athakho bhagavā sakkaṃ devānamindaṃ etadavoca acchariyamidaṃ āyasmato kosiyassa abbhūtamidaṃ āyasmato kosiyassa tava bahukiccassa bahukaraṇīyassa yadidaṃ idhāgamananti . cirapaṭikāhaṃ bhante bhagavantaṃ dassanāya upasaṅkamitukāmo apica devānaṃ tāvatiṃsānaṃ kehici kiccakaraṇīyehi byāvaṭo evāhaṃ nāsakkhiṃ bhagavantaṃ dassanāya upasaṅkamituṃ . ekamidaṃ bhante samayaṃ bhagavā sāvatthiyaṃ viharati salaḷāgārake . athakhohaṃ bhante sāvatthiṃ agamāsiṃ bhagavantaṃ dassanāya . tena kho pana bhante samayena bhagavā aññatarena samādhinā nisinno hoti . bhujagī nāma vessavaṇassa mahārājassa paricārikā bhagavantaṃ paccupaṭṭhitā hoti pañjalikā namassamānā tiṭṭhati. {252.1} Athakhohaṃ bhante bhujagiṃ etadavocaṃ abhivādehi me tvaṃ bhagini bhagavantaṃ sakko bhante devānamindo sāmacco saparijano bhagavato pāde sirasā vandatīti . evaṃ vutte bhante sā bhujagī maṃ etadavoca akālo kho mārisa bhagavantaṃ dassanāya paṭisallīno bhagavāti . tenahi bhagini yadā bhagavā tamhā samādhimhā vuṭṭhito hoti atha mama vacanena bhagavantaṃ abhivādehi sakko bhante Devānamindo sāmacco saparijano bhagavato pāde sirasā vandatīti . Kacci me sā bhante bhaginī bhagavantaṃ abhivādesi sarati bhagavā tassā bhaginiyā vacananti . abhivādesi maṃ sā devānaminda bhaginī sarāmahaṃ tassā bhaginiyā vacanaṃ apicāhaṃ āyasmato cakkanemisaddena tamhā samādhimhā vuṭṭhitoti . ye te bhante devā amhehi paṭhamataraṃ tāvatiṃsakāyaṃ upapannā tesaṃ me sammukhā sutaṃ sammukhā paṭiggahitaṃ yadā tathāgatā loke uppajjanti arahanto sammāsambuddhā dibbā kāyā paripūrenti hāyanti asurakāyāti . taṃ me idaṃ bhante sakkhidiṭṭhaṃ yato tathāgato loke uppanno arahaṃ sammāsambuddho dibbā kāyā paripūrenti hāyanti asurakāyāti. {252.2} Idheva bhante kapilavatthusmiṃ gopikā nāma sakyadhītā ahosi buddhe pasannā dhamme pasannā saṅghe pasannā sīlesu paripūrīkārinī sā itthīcittaṃ virājetvā purisacittaṃ bhāvetvā kāyassa bhedā parammaraṇā sugatiṃ saggaṃ lokaṃ upapannā devānaṃ tāvatiṃsānaṃ sahabyataṃ amhākaṃ puttattaṃ ajjhupagatā tatrāpi naṃ evaṃ jānanti gopako devaputto gopako devaputtoti . aññepi bhante tayo bhikkhū bhagavati brahmacariyaṃ caritvā hīnaṃ gandhabbakāyaṃ upapannā te pañcahi kāmaguṇehi samappitā samaṅgibhūtā paricārayamānā amhākaṃ upaṭṭhānaṃ āgacchanti amhākaṃ pāricariyaṃ . te amhākaṃ upaṭṭhānaṃ āgate amhākaṃ pāricariyaṃ gopako devaputto paṭicodesi kutomukhā nāma Tumhe mārisā tassa bhagavato dhammaṃ āyūhittha ahaṃ hi nāma itthikā samānā buddhe pasannā dhamme pasannā saṅghe pasannā sīlesu paripūrīkārinī itthīcittaṃ virājetvā purisacittaṃ bhāvetvā kāyassa bhedā parammaraṇā sugatiṃ saggaṃ lokaṃ upapannā devānaṃ tāvatiṃsānaṃ sahabyataṃ sakkassa devānamindassa puttattaṃ ajjhupagatā idhāpi maṃ evaṃ jānanti gopako devaputto gopako devaputtoti tumhe pana mārisā bhagavati brahmacariyaṃ caritvā hīnaṃ gandhabbakāyaṃ upapannā duddiṭṭharūpaṃ vata bho addasāma ye mayaṃ addasāma sahadhammike hīnaṃ gandhabbakāyaṃ upapanneti . tesaṃ bhante gopakena devaputtena paṭicoditānaṃ dve devā diṭṭhe va dhamme satiṃ paṭilabhiṃsu kāyaṃ brahmapurohitaṃ . eko pana devo kāme ajjhāvasi.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เพราะเหตุไร?

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เพราะต่อให้ใครๆ มากล่าว พี่ก็ไม่ถือเอาถ้อยคำ เหมือนช้างที่คิดว่า ข้าเอาชนะขอและหอกได้แล้วนั้น.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า พี่มีจิตที่ติดรักน้อง ความว่า น้องรัก พี่นี้เป็นผู้มีจิตปฏิพัทธ์ในน้องผู้มีขางาม.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

หรือคำว่า มีจิตติดรัก ได้แก่มีจิตเพ่งจ้องปองรัก.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า จิตแปรปรวนแล้ว คือจิตละปกติตั้งอยู่. คำว่า ไม่สามารถกลับได้ คือ พี่กลับไม่ได้. คำว่า ดุจปลาที่กลืนเบ็ด คือ เหมือนปลาที่กลืนเบ็ดแล้วติดอยู่

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ปาฐะว่า ฆสะ ก็มี. ใจความก็อย่างนี้เหมือนกัน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า มีลำขาอันงาม คือ มีลำขาที่ตั้งมั่นด้วยท่าทางที่งาม หรืออธิบายว่า มีลำขาเหมือนต้นกล้วย. คำว่า โอบ คือ โปรดจงกอดพี่เข้าไว้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า มีนัยน์ตาอันชมดชม้อย คือ พวกผู้หญิงย่อมไม่จ้องเขม็ง แต่ย่อมชะแง้แลมอง ฉะนั้น จึงเรียกว่าผู้มีนัยน์ตาชมดชม้อย. คำว่า โอบกอด คือ จงสวมกอดพี่ไว้ทุกส่วน. คำว่า พี่ปรารถนาดังนี้ยิ่งนัก คือ พี่ต้องการดังนี้เสมอ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า มี (ความรัก) ต่อพี่น้อยนัก คือ มีอยู่น้อยโดยปกติทีเดียว. คำว่า มีผมเป็นคลื่น คือ ชื่อว่ามีผมเป็นคลื่น เพราะผมของหญิงนั้นในเวลาที่สยาย แล้วปล่อยไว้ข้างหลังเลื้อยไปเหมือนงู. ผู้มีผมเหมือนคลื่นนั้น. คำว่า เกิดมีขึ้นไม่ใช่น้อย คือ เกิดขึ้นไม่ใช่อย่างเดียว. ปาฐะว่า มิใช่น้อย ก็มี.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า เหมือนทักษิณาในพระอรหันต์ คือ แตกขยายออกไปโดยประการต่างๆ เหมือนทานที่ถวายในพระอรหันต์ (ให้ผลมากมายฉะนั้น).

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า มีบุญใดที่พี่ได้ทำไว้แล้ว คือ บุญใดที่พี่ได้ทำไว้มีอยู่.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า ในพระอรหันต์ทั้งหลายผู้คงที่ คือ ในพวกพระอรหันต์ผู้ถึงลักษณะแห่งผู้คงที่. คำว่า จงอำนวยผลให้พี่กับน้อง คือ บุญทั้งหมดจงให้ผลให้พี่กับน้องนั่นเอง.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า โดดเดี่ยว คือถึงความเป็นผู้เดียว.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า มีปัญญาเครื่องคุ้มตัว มีสติ ได้แก่ ชื่อว่ามีปัญญาเครื่องครองตัว เพราะประกอบด้วยปัญญาที่เรียกว่าเครื่องคุ้มตัวนั้น เพราะประกอบด้วยสติ จึงชื่อว่ามีสติ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า พระมุนีแสวงหาอมฤตธรรม คือ องค์พระพุทธมุนีนั้นทรงแสวงหา คือเสาะหาอมฤต ได้แก่พระนิพพาน ฉันใด พี่เองก็ฉันนั้นนะน้องสุริยวัจฉสา ย่อมแสวงหา คือเสาะหาน้อง.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า พระพุทธมุนีองค์นั้นทรงเที่ยวเสาะแสวงหาอมฤตธรรมฉันใด พี่ก็เที่ยวแสวงหาน้องฉันนั้นเหมือนกัน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า พระมุนีทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุดแล้ว พึงทรงเพลิดเพลินแม้ฉันใด ความว่า พระพุทธมุนีผู้ประทับนั่งที่โพธิบัลลังก์ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว พึงทรงเพลิดเพลิน คือพึงทรงยินดีฉันใด.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า พึงเพลิดเพลินฉันนั้น ความว่า ปัญจสิขะกล่าวว่า แม้พี่เองถึงความคลอเคลียกับน้องแล้ว ก็พึงเพลิดเพลิน คือพึงเป็นผู้เกิดความอิ่มเอิบและความดีใจ ฉันนั้นเหมือนกัน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า อเห ในบาทคาถาว่า ตาหํ ภทฺเท วเรยฺยาเห เป็นคำสำหรับเรียก.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

อธิบายว่า นี่แน่ะสุริยวัจฉสายอดรัก ถ้าท้าวสักกะผู้จอมทวยเทพประทานพรอย่างนี้ว่า เธอจะเอาเทวราชย์ในเทวโลกทั้งสองชั้น หรือสุริยวัจฉสา พี่จะกราบทูลว่า ข้าพระองค์ขอสละเทวราชย์แล้วเอาสุริยวัจฉสา พี่ต้องเลือก คือต้องการ ได้แก่ต้องเอาน้องไว้ด้วยประการฉะนี้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า เหมือนสาละที่บานยังไม่นาน ความว่า ใกล้ประตูเมืองของบิดาน้อง มีต้นสาละซึ่งบานยังไม่นาน ต้นสาละนั้นน่าชื่นใจเกินเปรียบ เหมือนสาละที่บานยังไม่นานนั้น. คำว่า แน่ะน้องผู้มีปรีชาดี บิดาของน้อง ความว่า พี่ผู้เมื่อจะไหว้ก็ขอนอบน้อม คือขอทำความนอบน้อมบิดาของน้อง ผู้ทรงสิริอย่างหาที่เปรียบมิได้. คำว่า ผู้เป็นเช่นนี้ เป็นประชาของผู้ใด ความว่า น้องผู้เป็นเช่นนี้เป็นลูกสาวของท่านผู้ใด.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ถามว่า ทำไม พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสชมเสียงขับและเสียงพิณว่า ย่อมกลมกลืนกัน ความกำหนัดจัดในเสียงนั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้ายังมีอยู่หรือ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ตอบว่า ไม่มี. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้วางเฉยด้วยความวางเฉยมีองค์หกประการ ในฐานะเช่นนี้ ก็ยังทรงทราบอารมณ์ที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจทุกอย่างอยู่ ก็ไม่ทรงติดในอารมณ์นั้น.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ผู้มีอายุ พระเนตรของพระผู้มีพระภาคเจ้ายังมีอยู่แล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นรูปด้วยพระเนตร ความกำหนัดเพราะความพอใจของพระผู้มีพระภาคเจ้าหามีอยู่ไม่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระหฤทัยหลุดพ้นแล้วเป็นอย่างดี ผู้มีอายุ พระกรรณของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ยังมีอยู่แล๑- ดังนี้เป็นต้น. ____________________________ ๑- สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๒๙๘

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสชมเพราะทรงทราบว่า ก็หากเราไม่กล่าวชม ปัญจสิขะก็ทราบไม่ได้ว่า เราได้ให้โอกาสแล้ว ทีนั้น ท้าวสักกะก็จะทรงพาพวกเทวดากลับไปจากที่นั้น เพราะทรงเข้าพระทัยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ประทานพระโอกาสแก่ปัญจสิขะ แต่นั้น ก็จะพึงฉิบหายใหญ่ เมื่อตรัสชม แต่นั้น ท้าวสักกะก็จะทรงเข้าพระทัยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทานพระโอกาสแก่ปัญจสิขะแล้ว ก็จะทรงเข้ามาเฝ้าพร้อมกับพวกเทวดา ทรงถามปัญหา เมื่อแก้เสร็จ พร้อมกับพวกเทพแปดหมื่นก็จักทรงดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ในบทเหล่านั้น บทว่า ร้อยกรองไว้แต่เมื่อไร ความว่า (คาถาเหล่านี้เธอ) แต่ง คือรวบรวมไว้แต่ครั้งไร.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า พระพุทธเจ้าข้า ก็โดยสมัยนั้นแล ข้าพระองค์ ความว่า โดยสมัยนั้น คือในสัปดาห์ที่แปดแต่พระองค์บรรลุสัมโพธิญาณนั้น.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า ชื่อ ภัทราสุริยวัจฉสา คือ โดยชื่อ ชื่อภัทรา เพราะถึงพร้อมด้วยรูปร่างที่สวยงาม จึงชื่อ สุริยวัจฉสา. คำว่า น้อง นี้เป็นคำสำนวนเรียก. หมายความว่า เทพธิดา. คำว่า รักผู้อื่นอยู่ คือ รัก ได้แก่หวังผู้อื่นอยู่.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า กำลังเข้าไปฟ้อนอยู่ ได้แก่ กำลังรำอยู่.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เล่ากันมาว่า สมัยหนึ่ง นางไปเพื่อต้องการชมงานฟ้อนของท้าวสักกเทวราชกับพวกเทพชั้นจาตุมหาราชิกา. ก็ในขณะนั้น ท้าวสักกะได้ทรงกล่าวสรรเสริญพระคุณตามที่เป็นจริงแปดประการของพระตถาคตเจ้า. ด้วยประการฉะนี้ ก็เป็นอันว่า ในวันนั้น นางก็ได้ไปชมการฟ้อน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า ย่อมเพลิดเพลินต่อกัน ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำเป็นต้นว่า ย่อมกลมกลืนแท้ ของเธอ ก็ชื่อว่าทรงเพลิดเพลิน ปัญจสิขะก็ชื่อว่าเพลิดเพลินตอบ เมื่อปัญจสิขะกำลังกล่าวคาถาอยู่ ก็ชื่อว่าเพลิดเพลิน พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ชื่อว่าทรงเพลิดเพลินตอบ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า ตรัสเรียก คือ ทรงแจ้งให้ทราบ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ได้ทราบมาว่า ท้าวสักกะนั้นได้ทรงมีพระดำริอย่างนี้ว่า เราส่งปัญจสิขะนี้ไปด้วยงานของเรา เขาก็ไปทำงานของตัวเองเสีย เขายืนอยู่ในสำนักพระศาสดาผู้เห็นปานนั้นแล้ว ไปกล่าวถ้อยคำที่ประกอบด้วยกามคุณ ซึ่งเป็นคำที่หาสมควรไม่ ก็ขึ้นชื่อว่าพวกนักฟ้อนเป็นพวกไร้ยางอาย ปัญจสิขะ เมื่อกำลังกล่าวอยู่พึงแสดงอาการที่ปลาดก็ได้ เอาล่ะ เราจะเตือนให้เขารู้งานของเรา เมื่อทรงคิดดังนี้แล้วก็ตรัสเรียกมา.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า ก็แล เมื่อเป็นอย่างนี้ พระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ดังนี้ อันพวกพระเถระผู้รวบรวมธรรม ตั้งไว้แล้ว. คำว่า กล่าวเพิ่ม คือ กล่าวด้วยการรับ การไหว้ ได้แก่ด้วยคำที่เพิ่มขึ้น. คำว่า อันกล่าวยิ่งแล้ว คือ อันกล่าวด้วยคำที่เพิ่มขึ้น. คำว่า ได้ถึงความกว้างขวาง คือ กลายเป็นเปิดกว้างใหญ่. คำว่า ความมืด ในถ้ำได้หายไป ความสว่างไสวเกิดขึ้นแทน คือ ความมืด โดยปกติของถ้ำนั้นได้หายไป เกิดความสว่างไสวแทน. ทั้งหมดนี้ เป็นคำของพวกท่านผู้รวบรวมธรรม.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า ข้าพระองค์หลีกไปเสียนาน พระพุทธเจ้าข้า ความว่า ข้าพระองค์ใคร่จะเฝ้าตั้งนานแล้ว. อธิบายว่า ข้าพระองค์ใคร่จะเฝ้าจำเดิมแต่นานมาแล้ว.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า ด้วยกิจและกรณียะบางอย่าง ความว่า พวกลูกหญิงและลูกชายย่อมเกิดบนตักของพวกเทพ พวกสตรีที่เป็นบาทปริจาริกา ย่อมเกิดบนที่นอน พวกเทวดาที่เป็นพนักงานตกแต่งประดับประดาของเทวดาเหล่านั้น ย่อมเกิดรอบๆ ที่นอน พวกช่วยกิจการงาน (ไวยาวัจกร) ย่อมเกิดภายในวิมาน การก่อคดีเพื่อประโยชน์แก่เทพพวกนี้ไม่มี แต่พวกที่เกิดระหว่างเขตแดนนั้น เมื่อไม่อาจตัดสินว่า ของท่าน ของข้าพเจ้า ดังนี้ ก็เป็นความกัน ย่อมทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นพระราชาของเทพ พระองค์ก็จะตรัสว่า ใกล้วิมานผู้ใดกว่า เป็นของผู้นั้น ถ้าวิมานทั้งสองเกิดมีระยะที่เท่าๆ กัน พระองค์ก็จะตรัสว่า ยืนมองวิมานผู้ใด เป็นของผู้นั้น ถ้าไม่มองดูแม้แต่วิมานเดียว เพื่อตัดการทะเลาะของทั้งสองฝ่าย ก็ทรงเอาเสียเอง ยังกิจมีการกีฬาเป็นต้น ก็จำเป็นต้องทรงจัดการทั้งนั้น.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ท้าวเธอทรงหมายเอาพระกรณียะเหล่านั้น เห็นปานนี้แล้ว จึงตรัสว่า ด้วยกิจและกรณียะบางอย่าง ดังนี้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า ที่อาคารไม้สน ได้แก่พระคันธกุฎีที่สร้างด้วยไม้สน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า ด้วยสมาธิอันใดอันหนึ่ง คือ มีเรื่องเล่าว่า ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า พระญาณของท้าวสักกะนั่นเองยังไม่แก่กล้า จึงไม่ทรงประทานพระโอกาส เลยประทับนั่งด้วยธรรมเครื่องพัก คือผลสมาบัติเสีย ท้าวเธอไม่ทรงทราบถึงข้อนั้น จึงตรัสว่า ด้วยสมาธิอันใดอันหนึ่ง ดังนี้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า ชื่อ ภุชคี คือ เทพธิดานั้น ชื่อว่า ภุชคี. คำว่า บริจาริกา คือ เทพธิดาผู้เป็นบาทบริจาริกา.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

มีเรื่องเล่ามาว่า นางบรรลุผลสองอย่าง เหตุนั้น นางจึงไม่มีความยินดีในเทวโลกเลย นางมาสู่ที่บำรุงพระผู้มีพระภาคเจ้าเสมอ ยืนยกกระพุ่มมือวางไว้บนเศียรไหว้พระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ในคำว่า ออกจากสมาธินั้นเพราะเสียงล้อและดุมรถ นี้ ไม่ต้องพูดว่า ทรงเข้าสมาบัติแล้วทรงได้ยินเสียง.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ยังตรัสกับท้าวสักกะผู้จอมทวยเทพว่า อีกประการหนึ่ง อาตมภาพออกจากสมาธินั้น ก็เพราะเสียงล้อและดุมรถของมหาบพิตร มิใช่หรือ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ตอบว่า เสียงดุมรถยกไว้เถิด ธรรมดาผู้เข้าสมาบัติ ในภายในสมาบัติ ต่อให้ใครเอาคู่สังข์มาเป่าใส่ใกล้ๆ กกหูก็ดีฟ้าผ่าเปรี้ยงก็ดี ก็ย่อมไม่ได้ยินเสียง.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำหนดว่า ตลอดเวลาเท่านี้ เราจะยังไม่ให้โอกาสแก่ท้าวสักกะ จึงทรงเข้าผลสมาบัติด้วยอำนาจเวลา. ท้าวสักกะทรงคิดว่า บัดนี้ พระศาสดายังไม่ประทานโอกาสแก่เรา จึงทรงทำประทักษิณพระคันธกุฎี แล้วให้กลับรถบ่ายพระพักตร์สู่เทวโลก. บริเวณพระคันธกุฎีก็มีสนั่นเพราะเสียงรถ เหมือนดนตรีมีองค์ห้า. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากสมาบัติตามอำนาจเวลาที่ได้ทรงกำหนดไว้แล้ว จิตที่ทำหน้าที่พิจารณาอารมณ์ดวงแรกก็เกิดขึ้น ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสอย่างนั้น. โคปกวตฺถุวณฺณนา

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า ทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลายเป็นปกติ คือ เป็นผู้มีปกติทำให้บริบูรณ์ในศีล ๕ ข้อ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า คลายจิตในความเป็นสตรี คือ มาคิดว่า พอกันทีสำหรับความเป็นสตรี เพราะว่าดำรงอยู่ในความเป็นสตรีแล้ว จะเสวยสิริของพระเจ้าจักรพรรดิก็ไม่ได้ เสวยสิริของพระอินทร์ มาร และพรหมก็ไม่ได้ จะบรรลุปัจเจกโพธิญาณก็ไม่ได้ จะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณก็ไม่ได้ อย่างนี้แล้ว ชื่อว่าย่อมสำรอกความใคร่ในความเป็นสตรี

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ส่วนผู้ที่คิดว่า ธรรมดาความเป็นบุรุษนี้ยิ่งใหญ่ประเสริฐสูงสุด เพราะผู้ดำรงอยู่ในความเป็นบุรุษนี้ สามารถถึงพร้อมซึ่งสมบัติเหล่านี้ อย่างนี้แล้ว ชื่อว่าย่อมทำความเป็นบุรุษให้มี

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

แม้นางก็ได้ทำอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า สำรอกความใคร่จิตในความเป็นสตรีแล้ว ทำจิตบุรุษให้มีดั่งนี้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

คำว่า กายคนธรรพ์เลว คือ พวกคนธรรพ์เลว คือ ลามก.

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๑๒๖

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๘. สักกปัญหสูตร”