บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
[295] Katamā ca bhikkhave jāti . yā tesaṃ tesaṃ sattānaṃ tamhi tamhi sattanikāye jāti sañjāti okkanti nibbatti abhinibbatti khandhānaṃ pātubhāvo āyatanānaṃ paṭilābho ayaṃ vuccati bhikkhave jāti. {295.1} Katamā ca bhikkhave jarā . yā tesaṃ tesaṃ sattānaṃ tamhi tamhi sattanikāye jarā jīraṇatā khaṇḍiccaṃ pāliccaṃ valitacatā āyuno saṃhāni indriyānaṃ paripāko ayaṃ vuccati bhikkhave jarā. {295.2} Katamañca bhikkhave maraṇaṃ . yā tesaṃ tesaṃ sattānaṃ tamhā tamhā sattanikāyā cuti cavanatā bhedo antaradhānaṃ maccu maraṇaṃ kālakiriyā khandhānaṃ bhedo kaḷevarassa nikkhepo jīvitindriyassa upacchedo idaṃ vuccati bhikkhave maraṇaṃ. {295.3} Katamo ca bhikkhave soko. Yo kho bhikkhave aññataraññatarena byasanena samannāgatassa aññataraññatarena dukkhadhammena phuṭṭhassa soko socanā socitattaṃ antosoko antoparisoko ayaṃ vuccati bhikkhave soko. {295.4} Katamo ca bhikkhave paridevo. Yo kho bhikkhave aññataraññatarena byasanena samannāgatassa aññataraññatarena dukkhadhammena phuṭṭhassa ādevo paridevo ādevanā paridevanā ādevitattaṃ paridevitattaṃ ayaṃ vuccati bhikkhave paridevo. Katamañca bhikkhave dukkhaṃ . yaṃ kho bhikkhave kāyikaṃ dukkhaṃ kāyikaṃ asātaṃ kāyasamphassajaṃ dukkhaṃ asātaṃ vedayitaṃ idaṃ vuccati bhikkhave dukkhaṃ. {295.5} Katamañca bhikkhave domanassaṃ . yaṃ kho bhikkhave cetasikaṃ dukkhaṃ cetasikaṃ asātaṃ manosamphassajaṃ dukkhaṃ asātaṃ vedayitaṃ idaṃ vuccati bhikkhave domanassaṃ. {295.6} Katamo ca bhikkhave upāyāso . yo kho bhikkhave aññataraññatarena byasanena samannāgatassa aññataraññatarena dukkhadhammena phuṭṭhassa āyāso upāyāso āyāsitattaṃ upāyāsitattaṃ ayaṃ vuccati bhikkhave upāyāso. {295.7} Katamo ca bhikkhave appiyehi sampayogo dukkho. Idha yassa te honti aniṭṭhā akantā amanāpā rūpā saddā gandhā rasā phoṭṭhabbā [3]- ye vā panassa honti anatthakāmā ahitakāmā aphāsukakāmā ayogakkhemakāmā tesaṃ saṅgati samāgamo samodhānaṃ missībhāvo ayaṃ vuccati bhikkhave appiyehi sampayogo dukkho. {295.8} Katamo ca bhikkhave piyehi vippayogo dukkho. Idha yassa te honti iṭṭhā kantā manāpā rūpā saddā gandhā rasā phoṭṭhabbā ye vā panassa honti atthakāmā hitakāmā phāsukakāmā yogakkhemakāmā mātā vā pitā vā bhātā vā bhaginī vā mittā vā amaccā vā ñātisālohitā vā tesaṃ asaṅgati asamāgamo asamodhānaṃ amissībhāvo ayaṃ vuccati bhikkhave piyehi vippayogo dukkho . Jātidhammānaṃ bhikkhave sattānaṃ evaṃ icchā uppajjati aho vata mayaṃ na jātidhammā assāma na ca vata no jāti āgaccheyyāti na kho panetaṃ icchāya pattabbaṃ idampi yampicchaṃ na labhati tampi dukkhaṃ . jarādhammānaṃ bhikkhave sattānaṃ . byādhidhammānaṃ bhikkhave sattānaṃ . maraṇadhammānaṃ bhikkhave sattānaṃ . sokaparidevadukkha- domanassupāyāsadhammānaṃ bhikkhave sattānaṃ evaṃ icchā uppajjati aho vata mayaṃ na sokaparidevadukkhadomanassupāyāsadhammā assāma na ca vata no sokaparidevadukkhadomanassupāyāsā āgaccheyyunti na kho panetaṃ icchāya pattabbaṃ idampi yampicchaṃ na labhati tampi dukkhaṃ . katame ca bhikkhave saṅkhittena pañcupādānakkhandhā dukkhā . seyyathīdaṃ rūpūpādānakkhandho vedanūpādānakkhandho saññūpādānakkhandho saṅkhārūpādānakkhandho viññāṇūpādānakkhandho ime vuccanti bhikkhave saṅkhittena pañcupādānakkhandhā dukkhā . Idaṃ vuccati bhikkhave dukkhaṃ ariyasaccaṃ.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
๕. เว้นบุคคลผู้ไม่สงบกาย
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
๖. เสพบุคคลผู้สงบกาย
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
๗. น้อมจิตไปในปัสสัทธิสัมโพชฌงค์นั้น.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
จริงอยู่ ผู้เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เมื่อบริโภคโภชนะเป็นที่สบายอันประณีตหมดจดก็ดี เสพฤดูเป็นที่สบาย ไม่ว่าจะเป็นฤดูหนาว ฤดูร้อน เสพอิริยาบถเป็นที่สบาย ไม่ว่าจะเป็นอิริยาบถยืนเป็นต้นก็ดี ย่อมเกิดความสงบได้. แต่คำนั้น ท่านมิได้กล่าวหมายถึงบุคคลผู้เป็นมหาบุรุษ ซึ่งทนฤดูและอิริยาบถ เป็นที่สบาย. เมื่อผู้ที่มีฤดูและอิริยาบถที่ถูกกันและไม่ถูกกัน เว้นฤดูและอิริยาบถที่ไม่ถูกกันเสียแล้ว เสพฤดูและอิริยาบถที่ถูกกัน ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดได้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
การพิจารณาถึงความที่ตนและคนอื่นมีกรรมเป็นของๆ ตน เรียกว่าประกอบความเป็นกลาง ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดได้ด้วยประกอบความเป็นกลางอันนี้. เมื่อเว้นบุคคลผู้มีกายไม่สงบ เช่นเที่ยวเบียดเบียนสัตว์อื่นด้วยเครื่องประหาร มีก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้นก็ดี เสพบุคคลผู้มีกายสงบ สำรวมมือเท้าก็ดี มีจิตน้อมโน้มโอนไปเพื่อให้เกิดปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ในอิริยาบถมียืนนั่งเป็นต้นก็ดี ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดได้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ภิกษุย่อมรู้ชัดว่า ก็ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์นั้น อันเกิดแล้วด้วยอาการอย่างนี้ ย่อมเจริญบริบูรณ์ด้วยอรหัตตมรรค. สมาธิสัมโพชฌงค์
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
สมาธิสัมโพชฌงค์ย่อมเกิดได้ โดยนัยมาแล้วในบาลี (สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค) อย่างนี้ว่า
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมถนิมิต (บาลีว่า สมาธินิมิต) อัพยัคคนิมิตมีอยู่ การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในนิมิตทั้งสองนั้น นี้เป็นอาหาร (ย่อมเป็นไป) เพื่อความเกิดแห่งสมาธิสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด หรือเป็นทางเพื่อความไพบูลย์ เจริญบริบูรณ์เต็มที่แห่งสมาธิสัมโพชฌงค์ที่เกิดแล้ว ดังนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ในนิมิตเหล่านั้น สมถะนั่นแล ชื่อว่าสมถนิมิตและอัพยัคคนิมิต เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน. ธรรมเป็นเหตุเกิดสมาธิสัมโพชฌงค์
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
อีกอย่างหนึ่ง ธรรม ๑๑ ประการย่อมเป็นทางเกิดสมาธิสัมโพชฌงค์ คือ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
๑. ทำวัตถุให้สละสลวย
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
๒. การปรับปรุงอินทรีย์ให้สม่ำเสมอ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
๓. ฉลาดในนิมิต
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
๔. ประคองจิตในสมัยที่ควรประคอง
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
๕. ข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
๖. ทำจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรให้ร่าเริง
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
๗. เพ่งเฉยในสมัยที่ควรเพ่งเฉย
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
๘. เว้นบุคคลผู้มีจิตไม่เป็นสมาธิ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
๙. คบหาบุคคลผู้มีจิตเป็นสมาธิ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
๑๐. พิจารณาฌานและวิโมกข์
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
๑๑. น้อมจิตไปในสมาธิสัมโพชฌงค์นั้น. อธิบายธรรม ๑๑ ประการ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ในธรรม ๑๑ ประการนั้น เฉพาะการทำวัตถุให้สละสลวย และการปรับปรุงอินทรีย์ให้สม่ำเสมอ พึงทราบตามนัยที่กล่าวมาแล้วนั่นแล.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ความฉลาดในการกำหนดกสิณนิมิตเป็นอารมณ์ ชื่อว่าฉลาดในนิมิต. การประคองจิตไว้ ด้วยการตั้งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์และปีติสัมโพชฌงค์ในสมัยที่จิตหดหู่ เพราะมีความเพียรย่อหย่อนเกินไปเป็นต้น ชื่อว่าประคองจิตในสมัยที่ควรประคอง.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
การข่มจิตไว้ ด้วยการตั้งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ในสมัยที่จิตฟุ้งซ่าน เพราะปรารภความเพียรมากเกินไปเป็นต้น ชื่อว่าข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
คำว่า ทำจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรร่าเริง อธิบายว่า สมัยใด จิตไม่แช่มชื่นเพราะมีปัญญาและความเพียรอ่อนไป หรือเพราะไม่บรรลุสุขที่เกิดแต่ความสงบ สมัยนั้น ก็ทำจิตให้สลดด้วยพิจารณาสังเวควัตถุ เรื่องอันเป็นที่ตั้งแห่งความสลด ๘ ประการ.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
เรื่องอันเป็นที่ตั้งแห่งความสลด ๘ ประการ คือ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
๑. ชาติ ๒. ชรา ๓. พยาธิ ๔. มรณะ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
๕. ทุกข์ในอบาย
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
๖. ทุกข์ในอดีตมีวัฏฏะเป็นมูล
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
๗. ทุกข์ในอนาคตมีวัฏฏะเป็นมูล
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
๘. ทุกข์ในปัจจุบันมีการแสวงหาอาหารเป็นมูล.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
อนึ่ง การทำความเลื่อมใสให้เกิด ด้วยมาระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย อันนี้ก็เรียกว่าการทำจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรให้ร่าเริง.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ชื่อว่า เพ่งเฉยในสมัยที่ควรเพ่งเฉย อธิบายว่า สมัยใด จิตอาศัยการปฏิบัติชอบ ไม่หดหู่ ไม่ฟุ้งซ่าน แช่มชื่น เป็นไปสม่ำเสมอในอารมณ์ ดำเนินในสมถวิถี สมัยนั้นไม่ต้องขวนขวายในการประคอง ข่มและทำจิตให้ร่าเริง เหมือนสารถีไม่ต้องขวนขวาย ในเมื่อม้าวิ่งเรียบฉะนั้น อันนี้เรียกว่าเพ่งเฉยในสมัยที่ควรเพ่งเฉย.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
การเว้นบุคคลผู้มีจิตฟุ้งซ่าน ไม่บรรลุอุปจาระหรืออัปปนา ให้ห่างไกล ชื่อว่าเว้นบุคคลผู้มีจิตไม่เป็นสมาธิ.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที