บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
[39] Athakho bhikkhave vipassissa bodhisattassa etadahosi kimhi nu kho sati jarāmaraṇaṃ hoti kiṃpaccayā jarāmaraṇanti . athakho bhikkhave vipassissa bodhisattassa yonisomanasikārā ahu paññāya abhisamayo jātiyā kho sati jarāmaraṇaṃ hoti jātipaccayā jarāmaraṇanti. {39.1} Athakho bhikkhave vipassissa bodhisattassa etadahosi kimhi nu kho sati jāti hoti kiṃpaccayā jātīti . athakho bhikkhave vipassissa bodhisattassa yonisomanasikārā ahu paññāya abhisamayo bhave kho sati jāti hoti bhavapaccayā jātīti . athakho bhikkhave vipassissa bodhisattassa etadahosi kimhi nu kho sati bhavo hoti kiṃpaccayā bhavoti. {39.2} Athakho bhikkhave vipassissa bodhisattassa yonisomanasikārā ahu paññāya abhisamayo upādāne kho sati bhavo hoti upādānapaccayā bhavoti. Athakho bhikkhave vipassissa bodhisattassa etadahosi kimhi nu kho sati upādānaṃ hoti Kiṃpaccayā upādānanti . athakho bhikkhave vipassissa bodhisattassa yonisomanasikārā ahu paññāya abhisamayo taṇhāya kho sati upādānaṃ hoti taṇhāpaccayā upādānanti . athakho bhikkhave vipassissa bodhisattassa etadahosi kimhi nu kho sati taṇhā hoti kiṃpaccayā taṇhāti . athakho bhikkhave vipassissa bodhisattassa yonisomanasikārā ahu paññāya abhisamayo vedanāya kho sati taṇhā hoti vedanāpaccayā taṇhāti. {39.3} Athakho bhikkhave vipassissa bodhisattassa etadahosi kimhi nu kho sati vedanā hoti kiṃpaccayā vedanāti. Athakho bhikkhave vipassissa bodhisattassa yonisomanasikārā ahu paññāya abhisamayo phasse kho sati vedanā hoti phassapaccayā vedanāti . athakho bhikkhave vipassissa bodhisattassa etadahosi kimhi nu kho sati phasso hoti kiṃpaccayā phassoti. Athakho bhikkhave vipassissa bodhisattassa yonisomanasikārā ahu paññāya abhisamayo saḷāyatane kho sati phasso hoti saḷāyatanapaccayā phassoti. {39.4} Athakho bhikkhave vipassissa bodhisattassa etadahosi kimhi nu kho sati saḷāyatanaṃ hoti kiṃpaccayā saḷāyatananti . athakho bhikkhave vipassissa bodhisattassa yonisomanasikārā ahu paññāya abhisamayo nāmarūpe kho sati saḷāyatanaṃ hoti nāmarūpapaccayā saḷāyatananti . Athakho bhikkhave vipassissa bodhisattassa etadahosi kimhi nu kho sati nāmarūpaṃ hoti kiṃpaccayā nāmarūpanti . athakho bhikkhave Vipassissa bodhisattassa yonisomanasikārā ahu paññāya abhisamayo viññāṇe kho sati nāmarūpaṃ hoti viññāṇapaccayā nāmarūpanti . Athakho bhikkhave vipassissa bodhisattassa etadahosi kimhi nu kho sati viññāṇaṃ hoti kiṃpaccayā viññāṇanti . athakho bhikkhave vipassissa bodhisattassa yonisomanasikārā ahu paññāya abhisamayo nāmarūpe kho sati viññāṇaṃ hoti nāmarūpapaccayā viññāṇanti. {39.5} Athakho bhikkhave vipassissa bodhisattassa etadahosi paccudāvattati kho idaṃ viññāṇaṃ nāmarūpamhā nāparaṃ gacchati ettāvatā jāyetha vā jīyetha vā mīyetha vā cavetha vā upapajjetha vā yadidaṃ nāmarūpapaccayā viññāṇaṃ viññāṇapaccayā nāmarūpaṃ nāmarūpapaccayā saḷāyatanaṃ saḷāyatanapaccayā phasso phassapaccayā vedanā vedanāpaccayā taṇhā taṇhāpaccayā upādānaṃ upādānapaccayā bhavo bhavapaccayā jāti jātipaccayā jarāmaraṇaṃ sokaparidevadukkhadomanassupāyāsā sambhavanti evametassa kevalassa dukkhakkhandhassa samudayo hoti. {39.6} Samudayo samudayoti kho bhikkhave vipassissa bodhisattassa pubbe ananussutesu dhammesu cakkhuṃ udapādi ñāṇaṃ udapādi paññā udapādi vijjā udāpādi āloko udapādi.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ในบทว่า ชรามรณสฺส นี้ความว่า เพราะพระโพธิสัตว์ เมื่อทรงผนวชทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บและคนตายนั่นแลจึงทรงผนวช ฉะนั้น ชราและมรณะนั่นแลย่อมปรากฏแก่พระโพธิสัตว์นั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วว่า ชรามรณสฺส ดังนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ด้วยประการดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ความปริวิตกนี้ได้มีแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ผู้กระทำชราและมรณะ ให้เป็นข้อมูลตั้งมั่นเฉพาะแล้วดุจหยั่งลงจากภวัคคพรหม.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า โยนิโสมนสิการา ความว่า กระทำไว้ในใจโดยอุบาย คือทำทางไว้ในใจ. อธิบายว่า จริงอยู่ เมื่อกระทำไว้ในใจซึ่งลักษณะมีความไม่เที่ยงเป็นต้น โดยลักษณะมีความไม่เที่ยงเป็นต้น ชื่อว่าผู้กระทำไว้ในใจโดยอุบายแยบคาย.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
อนึ่ง โยนิโสมนสิการนี้ย่อมเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งของบรรดาอภิสมัยเหล่านั้น เพราะความเป็นไปด้วยสามารถแห่งปรีชาคำนึงเห็นทั้งความเกิดทั้งความดับว่า เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชาติเป็นต้นย่อมมี เมื่ออะไรไม่มี ชาติเป็นต้นย่อมไม่มีดังนี้ เพราะฉะนั้น การตรัสรู้ด้วยปัญญาได้มีแก่พระโพธิสัตว์นั้น เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคายจากนี้ คือด้วยการกระทำไว้ในใจโดยอุบายนี้ ดังนั้น เมื่อสิ่งใดมี ชรามรณะย่อมมี การรวมกันเข้ากับเหตุ คือชราและมรณะนั้นได้มีด้วยพระปัญญาของพระโพธิสัตว์. ก็ชราและมรณะนั้นมีเพราะอะไร. เพราะชาติ. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เมื่อชาติมี ชรามรณะจึงมี การรวมกันเข้ากับปัญญากำหนดเหตุแห่งชราและมรณะได้มีแก่พระโพธิสัตว์ นี้เป็นอธิบายในข้อนี้. พึงทราบบททั้งหมดโดยทำนองนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ก็ในบทว่า เมื่อนามรูปมี วิญญาณจึงมี นี้ ความว่า ควรจะกล่าวว่า เมื่อสังขารมี วิญญาณจึงมี และเมื่ออวิชชามี สังขารจึงมี แม้ทั้งสองนั้นเชื่อถือไม่ได้. เพราะอะไร. เพราะอวิชชากับสังขารเป็นอดีตภพ. วิปัสสนานี้ไม่ต่อกับอวิชชาและสังขารเหล่านั้น.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
จริงอยู่ พระมหาบุรุษทรงตั้งมั่นอยู่แล้วด้วยสามารถแห่งปัจจุบัน. อันผู้ไม่เห็นอวิชชาและสังขาร ไม่อาจเป็นพระพุทธเจ้าได้มิใช่หรือ. จริง ไม่อาจเป็นได้. แต่ธรรมเหล่านั้นอันพระมหาบุรุษนี้เห็นแล้วด้วยสามารถแห่งภพ อุปาทานและตัณหา. ก็ในที่นี้ควรกล่าวถึงปฏิจจสมุปบาทโดยพิสดาร. ปฏิจจสมุปบาทนั้น ท่านกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า ปจฺจุทาวตฺตติ คือ กลับเวียนมา.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ก็ในบทนี้ วิญญาณกลับเวียนมาเป็นไฉน.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
วิญญาณนั้นได้แก่ ปฏิสนธิวิญญาณบ้าง วิปัสสนาวิญญาณบ้าง ในวิญญาณทั้งสองนั้น ปฏิสนธิวิญญาณกลับเวียนมาแต่ปัจจัย วิปัสสนาวิญญาณกลับเวียนมาแต่อารมณ์. แม้ทั้งสองก็ไม่พ้นนามรูป อื่นจากนามรูปย่อมไปไม่ได้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ในบททั้งหลายมีอาทิว่า เอตฺตาวตา ชาเยถ วา ความว่า ท่านแสดงบททั้ง ๕ พร้อมด้วยจุติและปฏิสนธิอื่นๆ อย่างที่ว่า เมื่อวิญญาณเป็นปัจจัยแก่นามรูป และเมื่อนามรูปเป็นปัจจัยแก่วิญญาณ แม้เมื่อทั้งสองก็เป็นปัจจัยของกันและกัน ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ สัตว์โลกพึงเกิดบ้าง พึงแก่บ้าง พึงตายบ้าง พึงจุติบ้าง พึงอุบัติบ้าง ก็นอกจากนี้อย่างอื่นยังมีอีกหรือ สัตว์พึงเกิดบ้าง ฯลฯ พึงอุบัติบ้าง นี้เท่านั้นมิใช่หรือสัตว์ย่อมเกิด ฯลฯ และย่อมอุบัติ เมื่อจะขยายความที่ท่านกล่าวคำนั้นอีกว่า เอตฺตาวตา จึงกล่าวว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีรูปนาม ต่อจากนั้น เพื่อจะแสดงชาติชราและมรณะแม้ต่อไปอันมีนามรูปเป็นรากเหง้า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ด้วยสามารถปัจจยาการโดยอนุโลม จึงกล่าวคำเป็นอาทิว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ในบททั้งหลายเหล่านั้น บทว่า เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ความว่า ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลมีประเภทเป็นต้นว่า ชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกข์ โทมนัสและอุปายาส ย่อมมีได้. พระมหาบุรุษได้เห็นความเกิดแห่งวัฏฏทุกข์ทั้งมวลด้วยประการฉะนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า สมุทโย สมุทโยติ โข ความว่า เกิดขึ้น เกิดขึ้นดังนี้แล.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
บทว่า อนนุสฺสุเตสุ ความว่า ไม่ได้สดับมาแล้ว คือไม่เคยฟังมาแล้ว.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
ในบททั้งหลายว่า จักษุเกิดขึ้นแล้ว เป็นต้น ความว่า ก็ปัญญาเห็นความเกิดนี้ ท่านกล่าวว่าเป็นจักษุ ด้วยอรรถว่าเห็น เป็นญาณด้วยอรรถว่าทำให้รู้ เป็นปัญญาด้วยอรรถว่ารู้ทั่ว เป็นวิชชาด้วยอรรถว่ารู้แจ้งแทงตลอดเกิดขึ้นแล้ว เป็นอาโลกะ ด้วยอรรถว่าเป็นแสงสว่างดังนี้.
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที