บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ

[73] Aparepi vo bhikkhave satta aparihāniye dhamme desessāmi taṃ suṇātha sādhukaṃ manasikarotha bhāsissāmīti . evaṃ bhanteti kho te bhikkhū bhagavato paccassosuṃ. {73.1} Bhagavā etadavoca yāvakīvañca bhikkhave bhikkhū satisambojjhaṅgaṃ bhāvessanti .pe. dhammavicayasambojjhaṅgaṃ bhāvessanti . viriyasambojjhaṅgaṃ bhāvessanti . pītisambojjhaṅgaṃ bhāvessanti . passaddhisambojjhaṅgaṃ bhāvessanti . samādhisambojjhaṅgaṃ bhāvessanti . upekkhāsambojjhaṅgaṃ bhāvessanti Vuḍḍhiyeva bhikkhave bhikkhūnaṃ pāṭikaṅkhā no parihāni. {73.2} Yāvakīvañca bhikkhave ime satta aparihāniyā dhammā bhikkhūsu ṭhassanti imesu ca sattasu aparihāniyesu dhammesu bhikkhū sandississanti vuḍḍhiyeva bhikkhave bhikkhūnaṃ pāṭikaṅkhā no parihāni.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เหล่าเจ้าลิจฉวีทรงสดับการเนรเทศพราหมณ์นั้นแล้วตรัสว่า พราหมณ์โอ้อวด ท่านทั้งหลายอย่าให้พราหมณ์นั้นข้ามแม่น้ำคงคาไปได้. บรรดาเจ้าลิจฉวีเหล่านั้น เมื่อเจ้าลิจฉวีบางพวกกล่าวว่า เขาว่า พราหมณ์นั้นถูกเขาทำอย่างนี้ เพราะเขาพูดปรารภพวกเรา เจ้าวัชชีอีกพวกหนึ่งกล่าวว่า พนาย ท่านอย่าได้ให้พราหมณ์เข้ามา.

บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ

[74] Aparepi vo bhikkhave satta aparihāniye dhamme desessāmi taṃ suṇātha sādhukaṃ manasikarotha bhāsissāmīti . evaṃ bhanteti kho te bhikkhū bhagavato paccassosuṃ . bhagavā etadavoca yāvakīvañca bhikkhave bhikkhū aniccasaññaṃ bhāvessanti .pe. anattasaññaṃ bhāvessanti . asubhasaññaṃ bhāvessanti . ādīnavasaññaṃ bhāvessanti . Pahānasaññaṃ bhāvessanti . virāgasaññaṃ bhāvessanti . nirodhasaññaṃ bhāvessanti vuḍḍhiyeva bhikkhave bhikkhūnaṃ pāṭikaṅkhā no parihāni . Yāvakīvañca bhikkhave ime satta aparihāniyā dhammā bhikkhūsu ṭhassanti imesu ca sattasu aparihāniyesu dhammesu bhikkhū sandississanti vuḍḍhiyeva bhikkhave bhikkhūnaṃ pāṭikaṅkhā no parihāni.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

พราหมณ์นั้นไปพบพวกเจ้าลิจฉวี ถูกถามว่า ท่านได้ทำผิดอะไรจึงเล่าเรื่องนั้น. พวกเจ้าลิจฉวีกล่าวว่า พราหมณ์ทำผิดเล็กน้อย ไม่ควรลงโทษหนักอย่างนี้แล้ว จึงถามว่า ในนครนั้น ท่านมีตำแหน่งอะไร. พราหมณ์ตอบว่า ข้าพระองค์เป็นอำมาตย์ฝ่ายวินิจฉัย. เจ้าลิจฉวีตรัสว่าท่านจงดำรงตำแหน่งนั้นนั่นแล. พราหมณ์นั้นก็ทำหน้าที่วินิจฉัยเป็นอันดี.

บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ

[75] Aparepi vo bhikkhave cha aparihāniye dhamme desessāmi taṃ suṇātha sādhukaṃ manasikarotha bhāsissāmīti . evaṃ bhanteti kho te bhikkhū bhagavato paccassosuṃ. {75.1} Bhagavā etadavoca yāvakīvañca bhikkhave bhikkhū mettaṃ kāyakammaṃ paccupaṭṭhapessanti sabrahmacārīsu āvi ceva raho ca vuḍḍhiyeva bhikkhave bhikkhūnaṃ pāṭikaṅkhā no parihāni. {75.2} Yāvakīvañca bhikkhave bhikkhū mettaṃ vacīkammaṃ paccupaṭṭhapessanti .pe. Mettaṃ manokammaṃ paccupaṭṭhapessanti sabrahmacārīsu āvi ceva raho ca vuḍḍhiyeva bhikkhave bhikkhūnaṃ pāṭikaṅkhā no parihāni. {75.3} Yāvakīvañca bhikkhave bhikkhū ye te lābhā dhammikā dhammaladdhā antamaso pattapariyāpannamattaṃpi tathārūpehi lābhehi na appaṭivibhattabhogī bhavissanti sīlavantehi sabrahmacārīhi sādhāraṇabhogī vuḍḍhiyeva bhikkhave bhikkhūnaṃ pāṭikaṅkhā no parihāni. {75.4} Yāvakīvañca bhikkhave bhikkhū yāni tāni sīlāni akhaṇḍāni acchiddāni asabalāni akammāsāni bhujissāni viññūpasatthāni aparāmaṭṭhāni samādhisaṃvattanikāni tathārūpesu sīlesu sīlasāmaññagatā viharissanti sabrahmacārīhi āvi ceva raho ca vuḍḍhiyeva bhikkhave bhikkhūnaṃ paṭikaṅkhā no parihāni. {75.5} Yāvakīvañca bhikkhave bhikkhū yāyaṃ diṭṭhi ariyā niyyānikā niyyāti takkarassa sammādukkhakkhayāya tathārūpāya diṭṭhiyā diṭṭhisāmaññagatā viharissanti sabrahmacārīhi āvi ceva raho ca vuḍḍhiyeva bhikkhave bhikkhūnaṃ pāṭikaṅkhā no parihāni. {75.6} Yāvakīvañca bhikkhave ime cha aparihāniyā dhammā bhikkhūsu ṭhassanti imesu ca chasu aparihāniyesu dhammesu bhikkhū sandississanti vuḍḍhiyeva bhikkhave bhikkhūnaṃ pāṭikaṅkhā no parihānīti. {75.7} Tatrapi sudaṃ bhagavā rājagahe viharanto gijjhakūṭe pabbate etadeva bahulaṃ bhikkhūnaṃ dhammiṃ kathaṃ karoti iti sīlaṃ iti samādhi iti paññā sīlaparibhāvito samādhi mahapphalo hoti mahānisaṃso samādhiparibhāvitā Paññā mahapphalā hoti mahānisaṃsā paññāparibhāvitaṃ cittaṃ sammadeva āsavehi vimuccati seyyathīdaṃ kāmāsavā bhavāsavā avijjāsavāti.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ราชกุมารทั้งหลายพากันศึกษาศิลปะในสำนักของพราหมณ์นั้น. พราหมณ์นั้นทรงคุณ วันหนึ่ง พาเจ้าลิจฉวีองค์หนึ่งไปที่แห่งหนึ่ง ถามว่า เด็กๆ ทำนากันหรือ. เจ้าลิจฉวีองค์หนึ่งตอบว่า เออ ทำนา ถามว่า เทียมโคคู่หรือ. ตอบว่า เออ เทียมโคคู่. พราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้วก็กลับไป. ต่อนั้น เจ้าลิจฉวีองค์อื่นจึงถามเจ้าลิจฉวีองค์นั้นว่า อาจารย์พูดกระไร ไม่เชื่อคำเจ้าลิจฉวีองค์นั้นบอก คิดว่าเจ้าลิจฉวีองค์นั้นไม่บอกเราตามเป็นจริง ก็แตกกับเจ้าลิจฉวีองค์นั้น. แม้ในวันอื่นๆ พราหมณ์ก็พาเจ้าลิจฉวีองค์หนึ่ง ไปที่แห่งหนึ่ง ถามว่า ท่านเสวยกับอะไรแล้วก็กลับ. เจ้าลิจฉวีองค์อื่นไม่เชื่อก็แตกกันอย่างนั้นเหมือนกัน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

แม้ในวันต่อๆ มา พราหมณ์ก็พาเจ้าลิจฉวีอีกองค์หนึ่ง ไปที่แห่งหนึ่งแล้วถามว่า เขาว่าท่านจนนักหรือ. ย้อนถามว่าใครพูดอย่างนี้. พราหมณ์ตอบว่า เจ้าลิจฉวีชื่อโน้น. พราหมณ์ก็พาเจ้าลิจฉวีองค์อื่นๆ ไปที่แห่งหนึ่ง แล้วถามว่า เขาว่าท่านขลาดนักหรือ. ย้อนถามว่าใครพูดอย่างนั้น. ตอบว่า เจ้าลิจฉวีชื่อโน้น.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

พราหมณ์กล่าวถ้อยคำที่เจ้าลิจฉวีอีกองค์หนึ่ง มิได้กล่าวต่อเจ้าลิจฉวีอีกองค์หนึ่งด้วยอาการอย่างนี้ ๓ ปี จึงแยกเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นออกจากกัน แล้วกระทำโดยประการที่เจ้าลิจฉวีทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่เดินทางเดียวกันจึงให้ตีกลองเรียกประชุม. พวกเจ้าลิจฉวีกล่าวกันว่า ผู้เป็นใหญ่จงประชุมกัน ผู้กลัวจงประชุมกันเถิด แล้วก็ไม่ประชุมกัน. พราหมณ์จึงส่งข่าวถวายพระราชาว่า บัดนี้ถึงเวลาแล้ว โปรดรีบเสด็จมาเถิด.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

พระราชาสดับแล้วก็โปรดให้ตีกลองเรียกไพร่พล เสด็จกรีธาทัพออกไป. ชาวเมืองเวสาลีก็ตีกลองประกาศว่า พวกเราจักไม่ยอมให้พระราชาเสด็จข้ามแม่น้ำคงคา. ชาวเมืองเวสาลีฟังประกาศนั้นแล้ว ก็พูดว่าคนเป็นใหญ่จงไปกันเถิด ดังนี้เป็นต้น แล้วก็ไม่ไปประชุมกัน. ชาวเมืองเวสาลีก็ตีกลองประกาศว่า พวกเราจักไม่ให้พระราชาเสด็จเข้าพระนครจะปิดประตูอยู่เสีย ไม่ไปประชุมแม้แต่คนเดียว. พระราชาเสด็จเข้าทางประตูตามที่เปิดไว้ ทรงทำเหล่าเจ้าวัชชีทั้งหมดให้ถึงความย่อยยับแล้วเสด็จไป. ภิกฺขุอปริหานิยธมฺมวณฺณนา

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อถโข ภควา อจิรปกฺกนฺเต เป็นต้น ดังต่อไปนี้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า สนฺนิปาเตตฺวา ความว่า พระอานนท์เรียกประชุมว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย จงส่งท่านผู้มีฤทธิ์ไปที่วิหารไกลๆ จงไปประชุมกันเอง ที่วิหารใกล้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์จะประชุมพวกท่าน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า อปริหานิเย ความว่า ไม่กระทำเหตุแห่งความเจริญให้เสื่อม.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า ธมฺเม เทเสสฺสามิ ความว่า เราจักกล่าวให้แจ่มชัด ประหนึ่งยกพระจันทร์พันดวง พระอาทิตย์พันดวงขึ้น ประหนึ่งตามประทีปน้ำมันพันดวงที่สี่มุมเรือน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิณฺหสนฺนิปาตา นี้ ก็เช่นเดียวกับที่กล่าวไว้แล้วในการประชุมของเจ้าวัชชีนั่นเอง.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

อนึ่ง เพราะเหตุที่ไม่ประชุมกันเนืองๆ ภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ ไม่ได้ยินข่าวที่มาในทิศต่างๆ แต่นั้น สีมาของวัดโน้นก็วุ่นวาย อุโบสถและปวารณาก็งด ภิกษุทั้งหลายในที่โน้นกระทำอเนสนกรรมมีเวชชกรรมและทูตกรรมเป็นต้น เป็นผู้มากด้วยวิญญัติ ไม่รู้จักกิจเป็นต้นว่าเลี้ยงชีวิตด้วยอเนสนกรรมมีการให้ดอกไม้เขาเป็นต้น.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

แม้ภิกษุชั่วทั้งหลายรู้ว่าสงฆ์เผลอ รวมกันเป็นกลุ่มก้อน ย่อมทำศาสนาให้เสื่อมถอย. แต่เพราะประชุมกันเนืองๆ ภิกษุทั้งหลายย่อมได้ยินเรื่องนั้นๆ. แต่นั้นก็ส่งภิกษุสงฆ์ไปกระทำสีมาให้ตรง ทำอุโบสถและปวารณาเป็นต้นให้เป็นไป ส่งภิกษุผู้นับเนื่องในอริยวงศ์ไปในที่ที่เหล่าภิกษุมิจฉาชีพหนาแน่น ให้กล่าวอริยวงศ์ ให้เหล่าพระวินัยธรกระทำนิคคหะภิกษุชั่วทั้งหลาย

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

แม้ภิกษุชั่วทั้งหลายรู้ว่าสงฆ์ไม่เผลอ พวกเราไม่อาจรวมเป็นหมู่เป็นกลุ่มกันได้ ก็แตกหนีไป. พึงทราบความเสื่อมและความเจริญในข้อนี้ด้วยประการฉะนี้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า สมคฺคา เป็นต้นดังต่อไปนี้

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เมื่อเขาตีกลองหรือเคาะระฆังประกาศว่า สงฆ์จงประชุมกัน เพราะประสงค์จะแจ้งวัตตกติกา เพราะประสงค์จะให้โอวาท เพื่อปฏิบัติพระเจดีย์ ปฏิบัติลานโพธิ์ หรือเพื่อมุงโรงอุโบสถ กระทำการหลีกเลี่ยงว่า ผมมีกิจด้วยจีวร ผมสุมบาตร ผมมีการก่อสร้าง ชื่อว่าไม่พร้อมเพรียงกันกระทำ. ส่วนภิกษุทั้งหลายเว้นกิจการนั้นทั้งหมด ประชุมกันโดยการป่าวร้องครั้งเดียวเท่านั้นด้วยความสนใจว่า ผมก่อน ผมก่อน ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันประชุม.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

อนึ่งประชุมกันแล้ว คิดปรึกษากัน กระทำกิจที่ควรทำไม่เลิกพร้อมกัน ไม่ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันเลิก. ก็บรรดาภิกษุทั้งหลายผู้เลิกกันแล้วอย่างนี้ พวกภิกษุที่ไปก่อนคิดอย่างนี้ว่า พวกเราฟังแต่เรื่องนอกเรื่อง บัดนี้จักพูดกันแต่ข้อที่ยุติ. แต่เมื่อเลิกโดยพร้อมเพรียงกัน ก็ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันเลิก.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสดับว่า สีมาของวิหารในที่ชื่อโน้นวุ่นวาย อุโบสถและปวารณาก็งด ภิกษุชั่วผู้กระทำอเนสนกรรมมีเวชชกรรมเป็นต้น ในที่ชื่อโน้นมีหนาแน่น เมื่อภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า ใครจะไปทำการนิคคหะภิกษุเหล่านั้น จึงพูดรับอาสาว่า ผมก่อน ผมก่อนแล้วก็ไป ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันเลิก.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ก็ภิกษุทั้งหลายพบภิกษุอาคันตุกะ ไม่พูดอะไรว่า จงไปบริเวณนี้ จงไปบริเวณนั้นทั้งหมดแม้กระทำวัตรอยู่ก็ดี พบภิกษุผู้มีบาตรจีวรเก่าแสวงหาบาตรจีวรด้วยภิกษุจารวัตร เพื่อภิกษุนั้นก็ดี แสวงหาคิลานเภสัชช์ (ยา) เพื่อภิกษุไข้ก็ดี ไม่พูดกะภิกษุไข้ผู้ไม่มีที่พึ่งว่า จงไปบริเวณโน้นซิ จงไปบริเวณโน้นซิก็ดี ปฏิบัติในบริเวณของตนๆ อยู่ก็ดี มีคัมภีร์เหลืออยู่คัมภีร์หนึ่ง ก็สงเคราะห์ภิกษุ ผู้มีปัญญาให้ภิกษุนั้นยกคัมภีร์นั้นขึ้นก็ดี ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันกระทำกิจของสงฆ์ที่พึงกระทำ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อปญฺญตฺตํ ดังนี้เป็นต้น ดังต่อไปนี้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ภิกษุทั้งหลายแต่งวัตตกติกา หรือสิกขาบทที่ไม่ชอบธรรมขึ้นใหม่ ชื่อว่าบัญญัติข้อที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ เหมือนพวกภิกษุเมืองสาวัตถี ในเรื่องหล่อสันถัตเก่า. พวกภิกษุที่แสดงคำสั่งสอนนอกธรรมนอกวินัย ชื่อว่าถอดถอนข้อที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติแล้ว เหมือนพวกภิกษุวัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลี เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานได้ ๑๐๐ ปี. ส่วนพวกภิกษุจงใจล่วงละเมิดอาบัติเล็กๆ น้อยๆ ชื่อว่าไม่สมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลาย ตามที่ทรงบัญญัติไว้ เหมือนอย่างภิกษุอัสสชิปุนัพพสุกะ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ส่วนภิกษุทั้งหลายไม่แต่งวัตตกติกา หรือสิกขาบทขึ้นใหม่ แสดงคำสั่งสอนจากธรรมวินัย ไม่ถอดถอนสิกขาบทเล็กๆ น้อยๆ ชื่อว่าไม่บัญญัติข้อที่ไม่ทรงบัญญัติ ไม่ถอดถอนข้อที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว สมาทานประพฤติในสิกขาบทตามที่ทรงบัญญัติไว้ เหมือนท่านพระอุปเสนะ ท่านพระยสกากัณฑกบุตร และท่านพระมหากัสสปะผู้ตั้งแบบแผนนี้ว่า

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ท่านผู้มีอายุ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สิกขาบททั้งหลายของพวกเรา เป็นส่วนของคฤหัสถ์มีอยู่ แม้คฤหัสถ์ทั้งหลายก็รู้ว่า สิ่งนี้ควรแก่สมณะศากยบุตรของพวกท่าน สิ่งนี้ไม่ควรแก่พวกท่าน ก็ถ้าพวกเราจักถอดถอนสิกขาบทเล็กๆ น้อยๆ กันไซร้ ก็จักมีผู้ว่ากล่าวเอาได้ว่า สิกขาบทที่พระสมณโคดมบัญญัติแก่สาวกทั้งหลาย อยู่ได้ชั่วควันไฟ สาวกเหล่านี้ศึกษาในสิกขาบททั้งหลายตราบเท่าที่ศาสดา ของสาวกเหล่านี้ยังดำรงอยู่ เพราะศาสดาของสาวกเหล่านี้ปรินิพพานเสียแล้ว บัดนี้ สาวกเหล่านี้ก็ไม่ยอมศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย ดังนี้

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ผิว่า ความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์ไม่พึงบัญญัติข้อที่ไม่ได้ทรงบัญญัติไว้ ไม่พึงถอดถอนข้อที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว พึงสมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติไว้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า วุฑฺฒิเยว ได้แก่ ความเจริญด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ไม่เสื่อมเลย.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า เถรา ได้แก่ ผู้ถึงความเป็นผู้มั่นคง คือประกอบด้วยคุณอันกระทำความมั่นคง.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ชื่อว่า รัตตัญญู เพราะรู้ราตรีมาก.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ชื่อว่า จิรปพฺพชิตา เพราะบวชมานาน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ชื่อว่า สงฺฆปิตโร เพราะตั้งอยู่ในฐานะเป็นบิดาของสงฆ์.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ชื่อว่า สงฺฆปริณายกา เพราะปริหารสงฆ์เหตุตั้งอยู่ในฐานะเป็นบิดา เป็นหัวหน้าปฏิบัติในบท คือสิกขา ๓.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ภิกษุเหล่าใดไม่กระทำสักการะเป็นต้นแก่พระเถระเหล่านั้น ไม่ไปปรนนิบัติวันละ ๒-๓ ครั้ง เพื่อรับโอวาทพระเถระแม้เหล่านั้น ย่อมไม่ให้โอวาท ไม่กล่าวเรื่องประเพณี ไม่ให้ศึกษาธรรมบรรยายอันเป็นสาระแก่ภิกษุเหล่านั้น. ภิกษุเหล่านั้นถูกพระเถระเหล่านั้นสลัดเสียแล้ว ย่อมเสื่อมจากคุณทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ คือจากธรรมขันธ์ มีศีลขันธ์เป็นต้นและจากอริยทรัพย์ ๗.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ส่วนภิกษุเหล่าใดกระทำสักการะเป็นต้นไปปรนนิบัติพระเถระเหล่านั้น พระเถระแม้เหล่านั้นย่อมให้โอวาทแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า เธอพึงก้าวไปอย่างนี้ พึงถอยกลับอย่างนี้ พึงแลอย่างนี้ พึงเหลียวอย่างนี้ พึงคู้เข้าอย่างนี้ พึงเหยียดออกอย่างนี้ พึงทรงบาตร และจีวรอย่างนี้ ย่อมสอนเรื่องประเพณี ย่อมให้ศึกษาธรรมบรรยายที่เป็นสาระ พร่ำสอนด้วยธุดงค์ ๑๓ กถาวัตถุ ๑๐. ภิกษุเหล่านั้นอยู่ในโอวาทของพระเถระเหล่านั้นเจริญด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ย่อมบรรลุสามัญญผลโดยลำดับ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

พึงทราบความเสื่อมและความเจริญในข้อนี้ด้วยประการฉะนี้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

การให้การเกิดอีกชื่อว่าภพใหม่ ภพใหม่นั้นเป็นปกติของตัณหานั้น เหตุนั้น ตัณหานั้นจึงชื่อว่า โปโนพฺภวิกา. อธิบายว่า ให้เกิดอีกแห่งตัณหาผู้ให้ภพใหม่นั้น.

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๔๐

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๓. มหาปรินิพพานสูตร”