บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ

[96] Tulamatulañca sambhavaṃ bhavasaṅkhāramavassajji muni ajjhattarato samāhito abhindi kavacamivattasambhavanti.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เพราะมีพระพุทธประสงค์ให้ภิกษุเหล่านั้นอยู่เป็นผาสุก. ความจริง เสนาสนะในเวฬุวคาม ไม่เพียงพอแก่ภิกษุเหล่านั้นทั้งภิกษามีน้อย ส่วนรอบกรุงเวสาลีเสนาสนะก็มีมาก ทั้งภิกษาก็หาได้ง่าย เพราะฉะนั้น พระองค์จึงตรัสอย่างนี้.

บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ

[97] Athakho āyasmato ānandassa etadahosi acchariyaṃ vata bho abbhūtaṃ vata bho mahā vatāyaṃ bhūmicālo sumahā vatāyaṃ bhūmicālo bhiṃsanako lomahaṃso devadundabhiyo ca phaliṃsu ko nu kho hetu ko paccayo mahato bhūmicālassa pātubhāvāyāti . athakho āyasmā ānando yena bhagavā tenupasaṅkami upasaṅkamitvā bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ nisīdi . ekamantaṃ nisinno kho āyasmā ānando bhagavantaṃ etadavoca acchariyaṃ bhante abbhūtaṃ bhante mahā vatāyaṃ bhante bhūmicālo sumahā vatāyaṃ bhante bhūmicālo bhiṃsanako lomahaṃso devadundabhiyo ca phaliṃsu ko nu kho Bhante hetu ko paccayo mahato bhūmicālassa pātubhāvāyāti.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร จึงไม่ตรัสตอบว่า พวกท่านคงไปสบาย.

บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ

[98] Aṭṭha kho ime ānanda hetū aṭṭha paccayā mahato bhūmicālassa pātubhāvāya. Katame aṭṭha. {98.1} Ayaṃ ānanda mahāpaṭhavī udake patiṭṭhitā udakaṃ vāte patiṭṭhitaṃ vāto ākāsaṭṭho hoti so kho ānanda samayo yaṃ mahāvātā vāyanti mahāvātā vāyantā udakaṃ kampenti udakaṃ kampitaṃ paṭhaviṃ kampeti ayaṃ paṭhamo hetu paṭhamo paccayo mahato bhūmicālassa pātubhāvāya. {98.2} Puna caparaṃ ānanda samaṇo vā hoti brāhmaṇo vā iddhimā cetovasippatto devo vā mahiddhiko mahānubhāvo tassa parittā paṭhavisaññā bhāvitā hoti appamāṇā āposaññā so imaṃ paṭhaviṃ kampeti saṅkampeti sampakampeti sampavedheti ayaṃ dutiyo hetu dutiyo paccayo mahato bhūmicālassa pātubhāvāya. {98.3} Puna caparaṃ ānanda yadā bodhisatto tusitā kāyā cavitvā sato sampajāno mātu kucchiṃ okkamati tadāyaṃ paṭhavī kampati saṅkampati sampakampati sampavedhati ayaṃ tatiyo hetu tatiyo paccayo mahato bhūmicālassa pātubhāvāya. {98.4} Puna caparaṃ ānanda yadā bodhisatto sato sampajāno mātu kucchimhā nikkhamati tadāyaṃ paṭhavī kampati saṅkampati sampakampati sampavedhati ayaṃ catuttho hetu catuttho paccayo mahato bhūmicālassa pātubhāvāya. Puna caparaṃ ānanda yadā tathāgato anuttaraṃ dhammacakkaṃ pavattesi tadāyaṃ paṭhavī kampati saṅkampati sampakampati sampavedhati ayaṃ chaṭṭho hetu chaṭṭho paccayo mahato bhūmicālassa pātubhāvāya. {98.6} Puna caparaṃ ānanda yadā tathāgato sato sampajāno āyusaṅkhāraṃ ossajjati tadāyaṃ paṭhavī kampati saṅkampati sampakampati sampavedhati ayaṃ sattamo hetu sattamo paccayo mahato bhūmicālassa pātubhāvāya. {98.7} Puna caparaṃ ānanda yadā tathāgato anupādisesāya nibbānadhātuyā parinibbāyati tadāyaṃ paṭhavī kampati saṅkampati sampakampati sampavedhati ayaṃ aṭṭhamo hetu aṭṭhamo paccayo mahato bhūmicālassa pātubhāvāya . ime kho ānanda aṭṭha hetū aṭṭha paccayā mahato bhūmicālassa pātubhāvāyāti.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เพื่อทรงอนุเคราะห์ภิกษุเหล่านั้น.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ได้ยินว่า พระองค์ทรงพระดำริว่า เราอยู่ได้เพียง ๑๐ เดือนก็จักปรินิพพาน. ถ้าภิกษุเหล่านี้จักไปไกล ก็ไม่อาจเห็นเราในเวลาปรินิพพาน เมื่อเป็นดังนั้น ภิกษุเหล่านั้นก็จะเกิดความร้อนใจว่า พระศาสดาเมื่อปรินิพพานก็ไม่ประทานแม้เพียงสติแก่เรา ถ้าพวกเรารู้เสียก็จะไม่พึงอยู่ไกลอย่างนี้ ไม่ตรัสตอบว่า ก็ภิกษุทั้งหลายอยู่รอบเมืองเวสาลี ก็จักมาฟังธรรมได้เดือนละ ๘ ครั้ง จักได้รับโอวาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า ขโร แปลว่า หยาบ. บทว่า อาพาโธ ได้แก่ โรคที่เป็นข้าศึกกัน. บทว่า พาฬฺหา แปลว่า รุนแรง. บทว่า มรณนฺติกา ได้แก่ สามารถให้ถึงปางตาย คือใกล้ต่อความตาย.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า สโต สมฺปชาโน อธิวาเสสิ ความว่า ได้แก่ ตั้งสติให้มั่นกำหนดด้วยญาณอดกลั้น. บทว่า อวิหญฺญมาโน ได้แก่ ไม่กระทำอาการกระสับกระส่ายโดยคล้อยตามเวทนาไม่ถูกเวทนาเบียดเบียน ไม่ทรงทุกข์ร้อนเลย อดกลั้นได้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า อนามนฺเตตฺวา ได้แก่ ไม่ทรงให้อุปัฏฐากรู้. บทว่า อนปโลเกตฺวา แปลว่า ไม่ทรงบอกลาภิกษุสงฆ์. ท่านอธิบายว่า ไม่ประทานโอวาทานุสาสนี. บทว่า วิริเยน ได้แก่ ด้วยความเพียรเบื้องต้น และด้วยความเพียรที่สัมปยุตด้วยผลสมาบัติ. บทว่า ปฏิปฺปฌาเมตฺวา แปลว่า ขับไล่. แม้ชีวิตก็ชื่อว่าชีวิตสังขารในคำว่า ชีวิตสังขารนี้. ชีวิตอันธรรมใดปรุงแต่งถึงขาดก็สืบต่อตั้งอยู่ แม้ธรรมที่เป็นผลสมาบัตินั้นก็ชื่อว่าชีวิตสังขาร. ธรรมคือผลสมาบัตินั้นท่านประสงค์เอาในที่นี้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า อธิฎฺฐาย ได้แก่ อธิฏฐานให้เป็นไปแล้ว.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ความสังเขปในข้อนี้มีดังนี้ว่า เราพึงเข้าผลสมาบัติที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ถามว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงเข้าผลสมาบัติในกาลก่อนแต่นี้หรือ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ตอบว่า เข้าซี แต่ว่า ผลสมาบัตินั้นเป็นขณิกสมาบัติ. จริงอยู่ ขณิกสมาบัติย่อมข่มเวทนาเฉพาะในภายในสมาบัติได้ทีเดียว. พอออกจากสมาบัติ เวทนาย่อมครอบงำร่างกายอีกเหมือนสาหร่ายที่ขาดเพราะไม้หรือกระเบื้องตกลงไป กลับคลุมน้ำตามเดิม.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

อนึ่ง สมาบัติของผู้กระทำหมวด ๗ แห่งรูปและหมวด ๗ แห่งอรูปให้หมดพุ่มหมดรกแล้วเข้าด้วยอำนาจแห่งมหาวิปัสสนา ชื่อว่าย่อมข่มได้ด้วยดี. เปรียบเหมือนสาหร่ายที่บุรุษลงน้ำแล้วเอามือและเท้าแหวกให้ดี ต่อเวลานานจึงจะคลุมน้ำฉันใด ผู้ที่ออกจากผลสมาบัตินั้น ต่อเวลานาน เวทนาจึงจะเกิดขึ้นฉันนั้น.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเป็นเสมือนทรงตั้งวิปัสสนาใหม่เอี่ยม ณ พระมหาโพธิบัลลังก์ในวันนั้น ทรงจ่อมลงด้วยอาการ ๑๔ กระทำหมวด ๗ แห่งรูป หมวด ๗ แห่งอรูป ไม่ให้เป็นพุ่ม ไม่ให้รก แล้วทรงไม่เสวยเวทนา ด้วยมหาวิปัสสนา เข้าสมาบัติด้วยทรงประสงค์ว่า ขอเวทนาอย่าเกิดตลอด ๑๐ เดือน. เวทนาที่ทรงข่มด้วยสมาบัติ จึงไม่เกิดตลอดเวลา ๑๐ เดือนเลย. เวทนาที่ทรงข่มด้วยสมาบัติ จึงไม่เกิดตลอดเวลา.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า คิลานา วุฎฺฐิโต ได้แก่ ประชวรแล้วหายอีก. บทว่า มธุรก ชาโตวิย ได้แก่ เหมือนบุรุษนอนหงายบนหลาว ที่เกิดภาวะเกร็งหนักและแข็ง. บทว่า น ปกฺขายนฺติ ได้แก่ ไม่แจ้ง คือไม่ปรากฏโดยวาจาต่างๆ. ด้วยบทว่า ธมฺมาปิ นํ นปฺปฏิภนฺติ ท่านแสดงว่า แม้ธรรมคือสติปัฏฐานไม่ปรากฏแก่เรา. แต่ธรรมคือพระบาลี พระเถระคล่องแคล่วดีแล้ว. บทว่า อุทาหรติ ได้แก่ ไม่ประทานปัจฉิมโอวาท. ท่านพระอานนท์หมายเอาปัจฉิมโอวาทนั้น.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า อนนฺตรํ อพาหิรํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า เราไม่กระทำ ๒ อย่าง โดยธรรมหรือบุคคล แล้วจักแสดงธรรมเท่านี้แก่บุคคลอื่นก็หาไม่ ชื่อว่าทรงกระทำธรรมให้เป็นภายใน. ทรงพระดำริว่าเราจักแสดงธรรมเท่านี้แก่บุคคลอื่น ชื่อว่าทรงกระทำธรรมภายนอก. อนึ่ง ทรงพระดำริว่าเราจักแสดงแก่บุคคลนี้ ชื่อว่าทรงกระทำบุคคลภายใน. เมื่อทรงพระดำริว่าเราจักไม่แสดงแก่บุคคลนี้ ชื่อว่าทรงกระทำบุคคลภายนอก. อธิบายว่า ไม่ทรงทำอย่างนั้นแสดง.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ด้วยบทว่า อาจริยมุฎฺฐิ ทรงแสดงว่า ชื่อว่ากำมือของอาจารย์ ย่อมมีแก่ศาสดาภายนอกพระพุทธศาสนา. เหล่าศาสดาภายนอกไม่กล่าวแก่ใครๆ ในเวลาเป็นหนุ่ม นอนบนเตียงสำหรับตายในเวลาปัจฉิมวัย ก็กล่าวแก่อันเตวาสิก (ศิษย์) ที่รักที่พอใจ โดยวิธีใด กิจกรรมอะไรที่เราบริหารตั้งไว้ทำเป็นกำมือว่า เราจักกล่าวข้อนี้ในเวลาแก่เฒ่า ในเวลาปัจฉิมวัย ย่อมไม่มีแก่ตถาคต โดยวิธีนั้น.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า อหํ ภิกฺขุสงฺฆํ ความว่า เราเท่านั้นจักบริหารภิกษุสงฆ์. บทว่า มมุทฺเทสิโก ความว่า เราเป็นที่พำนักของภิกษุสงฆ์นั้น เพราะอรรถว่า ภิกษุสงฆ์พึงอ้างเรา เหตุนั้น ภิกษุสงฆ์นั้น ชื่อว่ามีเราเป็นที่พำนัก. อธิบายว่า ภิกษุสงฆ์จงยกเราเท่านั้น จำนงเฉพาะเรา เมื่อเราล่วงลับไปหรือไม่มีเหล่าภิกษุแล้ว หรือมีอันเป็นไป ก็หรือว่าภิกษุสงฆ์ไรๆ จะมีความคิดอย่างที่กล่าวมานี้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า น เอวํโหติ ความว่า ข้อนั้นไม่เป็นอย่างนั้น เพราะความริษยาและความตระหนี่ เรากำจัดเสียแล้ว ณ โพธิบัลลังก์นั่นเอง. บทว่า สกึ ตัดเป็น โส กึ. บทว่า อสีติโก แปลว่ามีอายุ ๘๐ พรรษา. คำนี้ตรัสเมื่อทรงแสดงภาวะที่ถึงปัจฉิมวัยโดยลำดับ. บทว่า เวฬุมิสฺสเกน ได้แก่ ดามด้วยไม้ไผ่สำหรับซ่อมมีผูกเท้าแขนผูกล้อเป็นต้น. บทว่า มญฺเญ ได้แก่ ยังอัตตภาพให้เป็นไปเหมือนเกวียนเก่าไปได้ด้วยไม้ไผ่ดาม. ท่านแสดงว่า พระตถาคตสำเร็จอิริยาบถ ๔ ด้วยเครื่องผูก คือพระอรหัตตผล. บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงความข้อนั้น จึงตรัสว่า ยสฺมึ อานนฺท สมเย เป็นต้น.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพนิมิตฺตานํ ได้แก่ กลาปะ มีรูปนิมิตเป็นต้น. บทว่า เอกจฺจานํ เวทนานํ ได้แก่ เวทนาที่เป็นโลกิยะ. ด้วยบทว่า ตสฺมาติหานนฺท ทรงแสดงว่า เพราะเหตุที่ความผาสุก ย่อมมีด้วยผลสมาบัติวิหาร ฉะนั้น แม้พวกเธอก็จงอยู่อย่างนี้ เพื่อประโยชน์แก่ความผาสุกเถิด.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า อตฺตทีปา ความว่า พวกเธอจงทำตนให้เป็นที่พึ่งอาศัยเหมือนเกาะท่ามกลางมหาสมุทรอยู่เถิด. บทว่า อตฺตสรณา ได้แก่ จงเป็นผู้มีตนเป็นคติเท่านั้น อย่ามีอย่างอื่นเป็นคติเลย. แม้ในบทว่า ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา ก็นัยนี้เหมือนกัน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า ตมตคฺเค แปลว่า มีธรรมนั้นเป็นเลิศ ต อักษรตรงกลาง ท่านกล่าวด้วยบทสนธิ. ท่านกล่าวอธิบายว่า ดูก่อนอานนท์ เหล่าภิกษุของเรานั้น ตัดการประกอบด้วยความสูงสุดทั้งหมดอย่างนี้ว่า พวกภิกษุเหล่านี้ก็สูงสุด เหล่านี้ก็สูงสุด แล้วจักมีอยู่ในธรรมอันเลิศอย่างยิ่ง คือในภาวะสูงสุด ได้แก่จักมีธรรมอันสูงสุดอย่างยิ่งสำหรับภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นผู้ใคร่ศึกษา คือภิกษุเหล่านั้นทั้งหมดมีสติปัฏฐาน ๔ เป็นอารมณ์ จักมีในธรรมอันเลิศ. ทรงสรุปเทศนาด้วยยอด คือพระอรหัตแล. อคฺคสาวกนิพฺพานวณฺณนา

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า เวสาลึ ปิณฺฑาย ปาวิสิ เสด็จเข้าเมืองเวสาลีเพื่อบิณฑบาต.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ถามว่า เสด็จเข้าไปเมื่อไหร่.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ตอบว่า ในเวลาเสด็จออกจากอุกกเวลคามไปยังเมืองเวสาลี.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำพรรษาแล้ว ออกจากเวฬุวคาม แล้วเสด็จกลับโดยทางที่เสด็จมาแล้ว ด้วยพุทธประสงค์ว่า จะเสด็จไปยังกรุงสาวัตถี ถึงกรุงสาวัตถีโดยลำดับ เสด็จเข้าสู่พระเชตวัน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

พระธรรมเสนาบดีทำวัตรแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเข้าสู่ที่พักกลางวัน. เมื่อเหล่าอันเตวาสิกทำวัตรในพระเชตวันนั้นกลับไปแล้ว ท่านก็ปัดกวาดที่พักกลางวัน ปูแผ่นหนัง ล้างเท้า นั่งขัดสมาธิเข้าผลสมาบัติ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ครั้นท่านออกจากผลสมาบัตินั้นตามกำหนดแล้ว เกิดปริวิตกอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพานก่อนหรือพระอัครสาวกหนอ ก็รู้ว่าอัครสาวกก่อน. จึงสำรวจดูอายุสังขารของตน ก็รู้ว่าอายุสังขารของตนจักเป็นไปได้เพียง ๗ วันเท่านั้น จึงดำริว่า จักปรินิพพานที่ไหนหนอ. คิดอยู่ร่ำไปว่า ท่านราหุลปรินิพพานในดาวดึงส์ ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะในสระฉัททันต์ เราเล่าจะปรินิพพาน ณ ที่ไหน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ก็เกิดสติปรารภมารดาขึ้นว่า มารดาของเราแม้เป็นมารดาของพระอรหันต์ ๗ รูป ก็ไม่เลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ มารดานั้นมีอุปนิสัยหรือไม่หนอ ระลึกได้แล้วก็เห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติมรรค พิจารณาว่ามารดาจักบรรลุด้วยเทศนาของใคร ก็รู้ว่าจักบรรลุด้วยเทศนาของเรา ไม่ใช่ของผู้อื่น ก็ถ้าหากว่า เราพึงเป็นผู้ขวนขวายน้อยเสียไซร้ คนทั้งหลายก็จักว่ากล่าวเราเอาได้ว่า พระสารีบุตรเป็นที่พึ่งได้แม้แก่ชนอื่นๆ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

จริงอย่างนั้น ในวันเทศนาสมจิตตสูตร ๑- ของท่าน เทวดาแสนโกฏิ์ก็บรรลุพระอรหัต เทวดาที่บรรลุมรรค ๓ นับไม่ถ้วน และในที่อื่นปรากฏว่ามีการบรรลุกันมากมาย อนึ่งเล่า เพราะทำจิตให้เลื่อมใสในพระเถระ ตระกูลถึง ๘๐,๐๐๐ ตระกูล บังเกิดในสวรรค์ บัดนี้ พระเถระไม่อาจเพื่อกำจัดแม้เพียงความเห็นผิดของมารดาได้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เพราะฉะนั้น จึงตกลงใจว่า เราจักเปลื้องมารดาออกจากมิจฉาทิฏฐิ แล้วจักปรินิพพานในห้องน้อยที่เกิด ดำริต่อไปว่า เราจักทูลลาพระผู้มีพระภาคไปในวันนี้นี่แหละ จึงเรียกพระจุนทะเถระมาว่า มาไปกันเถิดท่านจุนทะ ท่านจงบอกภิกษุบริษัท ๕๐๐ รูปของเราว่า อาวุโส ท่านจงถือบาตรและจีวร พระธรรมเสนาบดีประสงค์จะไปนาลกคาม. พระเถระได้ทำอย่างนั้น. ภิกษุเก็บเสนาสนะถือบาตรจีวรมายังสำนักพระเถระ. ____________________________ ๑- องฺ. ทุก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๒๗๗-๒๘๖

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

พระเถระก็เก็บเสนาสนะ ปัดกวาดที่พักกลางวัน ยืนอยู่ที่ประตูมองดูที่พักกลางวัน ดำริว่า บัดนี้ นี้เป็นการเห็นครั้งสุดท้าย ไม่มีการกลับมา ผู้อันภิกษุ ๕๐๐ รูปแวดล้อมแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้ว กราบทูลเป็นคำร้อยกรองกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ฉินฺโนทานิ ภวิสฺสามิ โลกนาถ มหามุนิ คมนาคมนํ นตฺถิ ปจฺฉิมา วนฺทนา อยํ ชีวิตํ อปฺปกํ มยฺหํ อิโต สตฺตาหมจฺจเย นิกฺขิเปยฺยามหํ เทหํ ภารโวโรปนํ ยถา อนุชานาตุ เม ภนฺเต (ภควา) อนุชานาตุ สุคโต ปรินิพฺพานกาโล เม โอสฺสฏฺโฐ อายุสงฺขาโรติ. ข้าแต่พระมหามุนีโลกนาถเจ้า บัดนี้ ข้าพระองค์ตัดสิ้น แล้ว ไม่มีการไปการมา นี้เป็นการถวายบังคมลาครั้งสุดท้าย ชีวิตของข้าพระองค์น้อย ต่อไปนี้ล่วงไป ๗ วัน ข้าพระองค์จะ ทอดทิ้งเรือนร่าง เหมือนวางภาระลง ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดอนุญาต ขอพระสุคตโปรด อนุญาตแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด นี้เป็นเวลาปรินิพพาน ข้าพระ องค์ปลงอายุสังขารแล้ว พระเจ้าข้า.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ก็เพราะเหตุที่พวกมิจฉาทิฏฐิชอบยกโทษว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า จงปรินิพพานเถิด ก็จะกลายเป็นว่าพรรณนาคุณของความตายไป เมื่อตรัสว่า อย่าปรินิพพานเลย ก็จะกลายเป็นกล่าวคุณของวัฏฏสงสารไป เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายจึงไม่ตรัสแม้คำทั้งสอง. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสกะท่านว่า สารีบุตร เธอจักปรินิพพานที่ไหน.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เมื่อท่านกราบทูลว่า ห้องน้อย ในนาลกคาม แคว้นมคธมีอยู่ ข้าพระองค์จักปรินิพพานในห้องนั้น พระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า สารีบุตร บัดนี้ เธอสำคัญกาลอันควรเถิด เวลานี้ การเห็นภิกษุเช่นนั้นสำหรับพี่น้องของเธอจักหาได้ยาก เพราะฉะนั้น เธอจงแสดงธรรมแก่พี่น้องเหล่านั้นเถิด.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

พระเถระรู้ว่า พระศาสดาทรงมีพระประสงค์จะให้เราแสดงฤทธิ์ต่างๆ เสียก่อนแสดงธรรม จึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วโลดสูง ๗ ชั่วต้นตาล กลับลงมาถวายบังคมแล้วยืนอยู่ท่ามกลางอากาศชั่ว ๗ ต้นตาล แสดงฤทธิ์ต่างๆ อย่าง แล้วแสดงธรรม. ชาวนครทั้งสิ้นประชุมกัน.

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๕๓

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๓. มหาปรินิพพานสูตร”