บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ

[114] Idha pana bhikkhave bhikkhu evaṃ vadeyya amukasmiṃ nāma āvāse saṅgho viharati sathero sapāmokkho tassa me saṅghassa sammukhā sutaṃ sammukhā paṭiggahitaṃ ayaṃ dhammo ayaṃ vinayo idaṃ satthu sāsananti tassa bhikkhave bhikkhuno bhāsitaṃ neva abhinanditabbaṃ nappaṭikkositabbaṃ . anabhinanditvā appaṭikkositvā tāni padabyañjanāni sādhukaṃ uggahetvā sutte osāretabbāni vinaye sandassetabbāni . tāni ce sutte osāriyamānāni vinaye sandassiyamānāni na ceva sutte osaranti na ca vinaye sandissanti. Niṭṭhamettha gantabbaṃ addhā idaṃ na ceva tassa bhagavato vacanaṃ tassa ca bhikkhusaṅghassa duggahitanti iti hetaṃ bhikkhave chaḍḍeyyātha . Tāni ce sutte osāriyamānāni vinaye sandassiyamānāni sutte ce osaranti vinaye ca sandissanti . niṭṭhamettha gantabbaṃ addhā idaṃ tassa bhagavato vacanaṃ tassa ca saṅghassa sugahitanti idaṃ bhikkhave dutiyaṃ mahāpadesaṃ dhāreyyātha.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ก็พระยาช้างประสงค์จะเหลียวดูข้างหลังต้องเอี้ยวไปทั้งตัวฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ต้องทรงเอี้ยวพระวรกายไปฉันนั้น.

บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ

[115] Idha pana bhikkhave bhikkhu evaṃ vadeyya amukasmiṃ nāma āvāse sambahulā therā bhikkhū viharanti bahussutā āgatāgamā dhammadharā vinayadharā mātikādharā tesaṃ me therānaṃ sammukhā sutaṃ Sammukhā paṭiggahitaṃ ayaṃ dhammo ayaṃ vinayo idaṃ satthu sāsananti tassa bhikkhave bhikkhuno bhāsitaṃ neva abhinanditabbaṃ .pe. na vinaye sandissanti . niṭṭhamettha gantabbaṃ addhā idaṃ na ceva tassa bhagavato vacanaṃ tesañca therānaṃ duggahitanti iti hetaṃ bhikkhave chaḍḍeyyātha . tāni ce sutte osāriyamānāni .pe. Vinaye sandissanti . niṭṭhamettha gantabbaṃ addhā idaṃ tassa bhagavato vacanaṃ tesañca therānaṃ sugahitanti idaṃ bhikkhave tatiyaṃ mahāpadesaṃ dhāreyyātha.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

แต่พอพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืนที่ประตูพระนคร ก็ทรงเกิดความคิดว่าจะทอดทัศนากรุงเวสาลี แผ่นมหาปฐพีนี้เหมือนจะกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีมาหลายแสนโกฏิกัป มิได้ทรงกระทำ คือเอี้ยวพระศอแลดู จึงเปรียบเหมือนล้อดิน กระทำพระผู้มีพระภาคเจ้าให้บ่ายพระพักตร์มุ่งไปทางกรุงเวสาลี.

บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ

[116] Idha pana bhikkhave bhikkhu evaṃ vadeyya amukasmiṃ nāma āvāse [1]- thero bhikkhu viharati bahussuto āgatāgamo dhammadharo vinayadharo mātikādharo tassa me therassa sammukhā sutaṃ sammukhā paṭiggahitaṃ ayaṃ dhammo ayaṃ vinayo idaṃ satthu sāsananti tassa bhikkhave bhikkhuno bhāsitaṃ neva abhinanditabbaṃ nappaṭikkositabbaṃ . Anabhinanditvā appaṭikkositvā tāni padabyañjanāni sādhukaṃ uggahetvā sutte osāretabbāni vinaye sandassitabbāni . Tāni ce sutte osāriyamānāni vinaye sandassiyamānāni na ceva sutte osaranti na ca vinaye sandissanti . niṭṭhamettha gantabbaṃ .pe. addhā idaṃ tassa bhagavato vacanaṃ tassa ca therassa sugahitanti idaṃ bhikkhave catutthaṃ mahāpadesaṃ dhāreyyātha . ime kho bhikkhave cattāro mahāpadese dhāreyyāthāti . tatrapi sudaṃ bhagavā bhoganagare Viharati ānande cetiye etadeva bahulaṃ bhikkhūnaṃ dhammiṃ kathaṃ karoti iti sīlaṃ iti samādhi iti paññā sīlaparibhāvito samādhi mahapphalo hoti mahānisaṃso samādhiparibhāvitā paññā mahapphalā hoti mahānisaṃsā paññāparibhāvitaṃ cittaṃ sammadeva āsavehi vimuccati seyyathīdaṃ kāmāsavā bhavāsavā avijjāsavāti.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ท่านหมายเอาข้อนั้น จึงกล่าวว่า นาคาวโลกิตํ นี้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ถามว่า การทอดทัศนากรุงเวสาลี มิใช่เป็นปัจฉิมทัศนะอย่างเดียว การทอดทัศนาแม้ในกรุงสาวัตถี กรุงราชคฤห์ เมืองนาลันทา บ้านปาฏลิคาม โกฏิคามและนาทิกคาม เวลาเสด็จออกจากที่นั้นๆ ทั้งหมดนั้น ก็เป็นปัจฉิมทัศนะทั้งนั้นมิใช่หรือ เหตุไรในที่นั้นๆ จึงไม่เป็นการทอดทัศนาเป็นนาคาวโลก (คือเป็นปัจฉิมทัศนะ).

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ตอบว่า เพราะไม่เป็นอัศจรรย์.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้ากลับมาเหลียวดูในที่นั้น ข้อนั้นไม่น่าอัศจรรย์ เพราะฉะนั้น จึงไม่ชื่อว่าทรงเอี้ยวพระวรกายแลดู.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

อนึ่ง เหล่าเจ้าลิจฉวี กรุงเวสาลีใกล้พินาศ จักพินาศไปใน ๓ ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้น เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นจึงสร้างเจดีย์ชื่อว่านาคาปโลกิตเจดีย์ ใกล้ประตูพระนคร จักบูชาเจดีย์นั้นด้วยสักการะมีของหอมและดอกไม้เป็นต้น ข้อนั้นก็จะมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุขตลอดกาลนาน เพราะฉะนั้น จึงเอี้ยวพระวรกายแลดูเพื่ออนุเคราะห์เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า ทุกฺขสฺสนฺตกโร ได้แก่ กระทำที่สุดแห่งวัฏฏทุกข์.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า จกฺขุมา ได้แก่ ผู้มีจักษุด้วยจักษุ ๕.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า ปรินิพฺพุโต ได้แก่ ปรินิพพานด้วยกิเลสปรินิพพาน. มหาปเทสวณฺณนา

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า มหาปเทเส ได้แก่ในโอกาสใหญ่ หรือในข้ออ้างใหญ่. อธิบายว่า เหตุใหญ่ที่ท่านกล่าวอ้างผู้ใหญ่ เช่นพระพุทธเจ้าเป็นต้น.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า อนภินนฺทิตพฺพํ คือ อันผู้ร่าเริงยินดีให้สาธุการควรฟังก่อนหามิได้. จริงอยู่ เมื่อกระทำอยู่อย่างนี้ แม้ภายหลังถูกต่อว่า ว่าข้อนี้ไม่เหมาะสม ก็โต้ตอบได้ว่า เมื่อก่อนข้อนี้เป็นธรรมเดี๋ยวนี้ไม่เป็นธรรมหรือ ชื่อว่าไม่สละลัทธิ.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า น ปฏิกฺโกสิตพฺพํ ความว่า ไม่พึงกล่าวก่อนอย่างนี้ว่า คนพาลผู้นี้พูดอะไร. ก็เมื่อถูกต่อว่า จักไม่พูดแม้แต่คำที่ควรจะพูด. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อนภินนฺทิตฺวา อปฏิกฺโกสิตฺวา.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า ปทพฺยญฺชนานิ ได้แก่ พยัญชนะ กล่าวคือบท.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า สาธุกํ อุคฺคเหตฺวา ได้แก่ ถือเอาด้วยดีว่า ท่านกล่าวบาลีไว้ในที่นี้ กล่าวความไว้ในที่นี้ กล่าวเบื้องต้นและเบื้องปลายไว้ในที่นี้.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า สุตฺเต โอตาเรตพฺพานิ ได้แก่ พึงสอบสวนในพระสูตร.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

บทว่า วินเย สนฺทสฺเสตพฺพานิ ได้แก่ เทียบเคียงในพระวินัย.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ก็ในที่นี้ ที่ชื่อว่าสูตร ได้แก่วินัย.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เหมือนที่ท่านกล่าวไว้ว่า ห้ามไว้ในที่ไหน ห้ามไว้ในเมืองสาวัตถี ห้ามไว้ในสุตตวิภังค์ ๑- (สุต ในที่นี้หมายถึงวินัย). ที่ชื่อวินัย ได้แก่ขันธกะ เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า โกสมฺพิยํ วินยาติสาเร ในเรื่องละเมิดพระวินัย (วินัย ในที่นี้หมายถึงขันธกะ) ในเมืองโกสัมพี. เมื่อเป็นเช่นนี้ ชื่อว่าไม่ยึดถือวินัยปิฏก. ชื่อว่ายึดถือพระวินัยอย่างนี้ คือ อุภโตวิภังค์ชื่อว่าสูตร ขันธกปริวารชื่อว่าวินัย. อีกนัยหนึ่ง ยึดถือปิฎกทั้ง ๒ อย่างนี้ คือ สุตตันตปิฏกชื่อว่าพระสูตร วินัยปิฏกชื่อว่าวินัย. อีกอย่างหนึ่ง ก่อนอื่น ไม่ยึดถือปิฏกทั้ง ๓ แม้อย่างนี้ สุตตันตปิฏก อภิธัมมปิฏก ชื่อว่าสูตร วินัยปิฏก ชื่อว่าวินัย. ธรรมดาพุทธพจน์ไรๆ ที่ชื่อว่าไม่ใช่สูตร ก็มีอยู่ คือ ชาดก ปฏิสัมภิทา นิทเทส สุตตนิบาต ธรรมบท อุทาน อิติวุตตกะ วิมานวัตถุ เปตวัตถุ เถรคาถา เถรีคาถา อปทาน. ____________________________ ๑- วิ. จุล. เล่ม ๗/ข้อ ๖๕๒

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ก็พระสุทินนเถระคัดค้านคำนี้ทั้งหมดว่า พระพุทธวจนะ ชื่อว่าไม่ใช่สูตรมีอยู่หรือดังนี้ แล้วกล่าวว่า ปิฏก ๓ ชื่อว่าสูตร ส่วนวินัยชื่อว่าเหตุ. แต่นั้น เมื่อจะแสดงเหตุนั้น จึงนำสูตรนี้มาอ้างว่า

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ดูก่อนโคตมี เธอพึงรู้ธรรมเหล่านั้นอันใดว่า

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อมีราคะ ไม่เป็นไปเพื่อปราศจากราคะ

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เป็นไปเพื่อประกอบทุกข์ ไม่เป็นไปเพื่อปราศจากทุกข์

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เป็นไปเพื่อมีอุปาทาน ไม่เป็นไปเพื่อปราศจากอุปาทาน

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เป็นไปเพื่อความมักมาก ไม่เป็นไปเพื่อความมักน้อย

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อความสันโดษ

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ไม่เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่ ไม่เป็นไปเพื่อความสงัด

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เป็นไปเพื่อความสะสม ไม่เป็นไปเพื่อปราศจากความสะสม.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เธอพึงรู้โดยส่วนเดียวว่า นั่นไม่ใช่ธรรม นั่นไม่ใช่วินัย นั่นไม่ใช่คำสั่งสอนของพระศาสดา.

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ดูก่อนโคตมี เธอพึงรู้ธรรมเหล่านั้นอันใดว่า

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อปราศจากราคะ ไม่เป็นไปเพื่อราคะ

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เป็นไปเพื่อปราศจากความประกอบทุกข์ ไม่เป็นไปเพื่อความประกอบทุกข์

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เป็นไปเพื่อปราศจากอุปาทาน ไม่เป็นไปเพื่อมีอุปาทาน

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

เป็นไปเพื่อความมักน้อย ไม่เป็นไปเพื่อความมักมาก

เล่มที่ ๑๐ ทีฆนิกาย มหาวรรค๖๑

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ที่มาและฉบับอื่นของ “๓. มหาปรินิพพานสูตร”